LOGINตอนที่ 10 หวงของ
ตึก ตึก ตึก เสียงหัวใจเต้นระรัวดังกึกก้องแทบไม่ได้ยินเสียงฟ้าที่โหมกระหน่ำดังเปรี้ยงเช่นเดียวกัน
“ข้าต้องขออภัยที่เข้าใกล้ท่านโดยไม่ได้ถามไถ่ความสมัครใจ เมื่อครู่สายลมพัดฝุ่นเข้ามาทำให้ข้าต้องรีบดึงกายท่านมาอยู่ภายใต้กายของข้า ดูท่าวันนี้คงจะเกิดพายุลูกใหญ่ให้ข้าเดินไปส่งที่เกี้ยวดีหรือไม่ ฝนเริ่มโปรยลงมาท่านอาจจะไม่สบายได้” ซูซินใจเต้นแรงตึกตักกำลังจะเอ่ยตอบเขาทว่ายามนั้นเองเหมือนร่างกายของนางถูกดึงปลิวราวกับว่าเป็นว่าวที่ไร้น้ำหนักมือหนาโอบกอดเอวนางเอาไว้แนบแน่นพลางเอ่ยน้ำเสียงแข็งกระด้าง
“คุณชายหลิวไท่หยางท่านแตะต้องกายฮูหยินที่แต่งงานแล้วนับว่าเป็นเรื่องเสียมารยาท เรื่องนี้ท่านเองก็น่าจะรู้เหตุใดถึงใกล้ชิดฮูหยินของข้า หากผู้ใดไม่รู้จักท่านและฮูหยินของข้าคงคิดว่าเป็นคู่รักที่หวานชื่น” คิ้วเสวี่ยฟงขมวดเข้าหากันใบหน้าตึงเครียดเส้นเลือดปูดบวม ซูซินใบหน้าบูดบึ้งไม่พอใจเมื่อครู่นางกำลังอารมณ์ดีแล้วแท้ ๆ เหตุใดจู่ ๆ เขาถึงมาปรากฎในตอนนี้ด้วยเล่า
“ท่านแม่ทัพข้าไม่ได้มีเจตนาทำเช่นนั้นและข้ามีใจที่บริสุทธิ์ เมื่อครู่นี้ฝุ่นคละคลุ้งเต็มไปหมด ท่านเองก็คงเห็น ข้ากลัวว่าสตรีท่านนี้อาจจะเจ็บตาและเปียกได้จึงใช้กายกำบัง ข้าไม่รู้มาก่อนว่านี่คือฮูหยินของท่าน แม่นางข้าต้องขออภัยที่เสียมารยาทกับท่านนะขอรับ ไม่คิดเลยว่าสตรีที่งดงามเช่นท่านจะเป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพช่างเสียดายจริง ๆ ที่ผ่านมาข้าไม่เคยเห็นท่านมาก่อน"
“คุณชายไม่ต้องขอโทษหรอกเจ้าค่ะ มิใช่ความผิดของท่านอีกอย่างท่านคือผู้มีพระคุณของข้า เรื่องเท่านี้หากเราทั้งสองมีใจที่บริสุทธิ์ก็ไม่ได้มีเรื่องเสียหาย ส่วนคนที่คิดเช่นนั้นได้เพราะเขามีแต่เรื่องสกปรกกิเลสตัณหาคิดว่าผู้อื่นจะเป็นเช่นตนเอง เช่นนั้นข้าขอตัวกลับจวนก่อนนะเจ้าคะ ข้าดีใจที่ได้พบเจอท่านอีกครั้งและได้นั่งพูดคุยเรื่องน้ำชา หากมีวาสนาต่อกันคงได้พบพานกันอีก” เอ่ยจบซูซินก้มโค้งลงและเดินหันหลังสะบัดแขนของเสวี่ยฟงออกจากกายของนางด้วยความหงุดหงิด แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยสนใจนางด้วยซ้ำทำไม จู่ ๆ ถึงได้มาแสดงความเป็นเจ้าของ
‘ดวงอะไรของข้ากันนะหนีเท่าไหร่ก็พบเจอ อุตส่าห์ออกมาข้างนอกยังมาเจอกันอีก อยู่แค่ในจวนก็กระอักกระอวนมากพอแล้วทำลายบรรยากาศดี ๆ หมด’ ซูซินคิดในใจพลางเดินไปที่เกี้ยวจิ่นอี๋เห็นนายหญิงรีบเข้ามาปังฝุ่นใช้ผ้าคุมกายให้ซูซินยามนี้ฝนเริ่มโปรยปรายมากกว่าเดิม
“คุณชายหลิวไท่หยาง ข้าไม่เชื่อคำพูดของท่านที่ไม่รู้จักอวี๋ซูซินฮูหยินของข้า ไม่ว่าท่านจะทำอันใดห้ามเข้าใกล้นางเด็ดขาด ข้าถือว่าครั้งนี้ข้าเตือนท่านแล้ว”
“ท่านแม่ทัพท่านเอ่ยเรื่องใดข้าไม่เข้าใจสักนิด ทำไมถึงมองว่าข้าเป็นคนไม่น่าเข้าใกล้และเป็นตัวอันตรายเช่นนั้นเล่า ข้าเพียงสงสารฮูหยินของท่านที่ท่านหลงลืมนางไม่สนใจใยดีนางเท่านั้น ข้านะต้องชะตานางตั้งแต่นางยังไม่ถึงวัยปักปิ่นผม และท่านต่างหากที่เป็นคนแย่งชิงนางไปจากข้า ข้าคิดว่าจะวางใจที่นางมีท่านคอยดูแล แต่เปล่าเลยท่านกลับทำร้ายจิตใจนางไม่สนใจใยดี ทิ้งละเลยความรู้สึกของนางหนำซ้ำยังแต่งอนุเข้าจวนอีก เป็นเช่นนี้ยังหวงของที่ตนเองไม่ได้ใช้แล้วอย่างนั้นหรือ? ที่ท่านแต่งกับอวี๋ซูซินมิใช่เพียงแค่อยากได้อำนาจของเสนาบดีอวี๋หรอกหรือ?” ดวงตาของหลิวไท่หยางเปลี่ยนแววจากอ่อนโอนเป็นแข็งกร้าวต่างจากที่อยู่กับซูซินราวกับเป็นคนละคน
“ข้าจะแต่งกับนางเพราะรักหรือไม่นั้นไม่ได้เกี่ยวกับคุณชาย ยามนี้นางคือฮูหยินของข้าคือสมบัติของข้า ไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามมาแตะต้อง”
“ฮึ ฮึ ที่แท้ก็มองนางเป็นเพียงสิ่งของสินะ ถ้าข้าอยากได้ล่ะท่านจะทำอย่างไร” หลิวไท่หยางแสยะยิ้มยั่วโมโหคนตรงหน้าทำให้ยามนี้เสวี่ยฟงเหลืออด พุ่งตัวเข้าใส่หลิวไท่หยางต่อสู้ด้วยกำลัง ทว่าอีกฝ่ายก็ตั้งรับได้อย่างหวุดหวิด ชาวบ้านพากันตื่นตระหนกตกใจ สายลมยังโหมกระหน่ำทั้งสองเริ่มปะทะฝีมือกันอย่างดุเดือดโดยไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปขัดขวาง
“เจ้าเห็นหรือไม่? เมื่อครู่นี้มิใช่ท่านแม่ทัพกับคุณชายหลิวไท่หยางหรอกหรือที่ลงมือประลองฝีมือกันอยู่ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ท่านแม่ทัพถึงกล้าลงมือกับเชื้อพระวงศ์เช่นนั้น”
“นั่นสิ.. อีกอย่างคุณชายหลิวไท่หยางจะสู้ท่านแม่ทัพได้หรือ? เขาต่อสู้ในสนามรบมากี่ครั้งกี่ครากับคุณชายที่ไม่สุงสิงกับผู้ใดข้าละเป็นห่วงคุณชายหลิวไท่หยางจริง ๆ เกรงว่าใบหน้าหล่อเหลาของเขาจะได้รับบาดเจ็บ” เสียงสตรีที่เดินผ่านเกี้ยวของซูซินพากันพูดคุยด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ซูซินได้ยินรีบพุ่งตัวออกมาจากเกี้ยวทันที
“จิ่นอี๋ข้ายังกลับไม่ได้ ข้ามีเรื่องจะต้องไปทำ” กล่าวจบซูซินรีบวิ่งกรู่ผ่ากระแสลมแรงและสายฝนไปหาทั้งสองทันที หากคุณชายหลิวไท่หยางได้รับบาดเจ็บนี่คงเป็นความผิดของนาง แต่ที่นางโมโหมาก ๆ ยามนี้คือการกระทำของเสวี่ยฟง นางวิ่งมาถึงเป็นจังหวะเดียวกันกับที่หลิวไท่หยางเสียหลักล้มลงกับพื้น ข้างปากมีเลือดไหลซึมออกมาซูซินร้อนรุ่มหัวใจเร่งฝีเท้าวิ่งไปอยู่ต่อหน้าของเสวี่ยฟงกางแขนออกปกป้องหลิวไท่หยาง พลางตะโกนออกมาเสียงดังสนั่น
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!”
“…”
“ท่านแม่ทัพท่านเป็นบ้าไปแล้วอย่างนั้นหรือ ? ทำร้ายร่างกายผู้อื่นอย่างไร้เหตุผล นี่นะหรือบุรุษผู้กล้าของใต้หล้าข้าผิดหวังในตัวท่านจริง ๆ คุณชายหลิวไท่หยางเป็นอะไรมากหรือไม่เจ้าคะ” ซูซินต่อว่าสบตาเสวี่ยฟงเขม็งเขาหยุดชะงักกัดฟันกรอด เมื่อเห็นฮูหยินของตนเองปกป้องผู้อื่น นางหันไปมองและถามเขาด้วยความห่วงใยยิ่งทำให้เสวี่ยฟงหมดความอดทนมากกว่าเดิม เขาไม่รอช้าให้ทั้งสองได้มีเวลาพูดคุยและใกล้ชิดกันไปมากกว่านี้ อุ้มร่างของซูซินขึ้นบ่า เดินออกมาพร้อมเอ่ยทิ้งท้าย
“ฮูหยินคนที่เจ้าควรใส่ใจคือข้า มิใช่บุรุษอื่นส่วนท่านคุณชายหลิวไท่หยางข้าขอเตือนท่านอีกครั้ง ห้ามมายุ่งกับนางอีก ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่มีทางปล่อยนางไป”
“ปล่อยนะ …ปล่อยข้านะอย่าทำเช่นนี้กับข้า” ซูซินใช้มือทุบหลังของเขาแต่ทว่าเขากลับไม่สะทกสะท้านพานางเดินมาที่เกี้ยว จิ่นอี๋ใบหน้าซีดเซียวรีบหลบสายตาของแม่ทัพทันที เขาโยนนางขึ้นเกี้ยวก่อนจะเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ สั่งบ่าวรับใช้ให้เดินทางกลับจวนทันที ส่วนเหวยจางก็จูงม้าของแม่ทัพและของตนเองตามหลังเกี้ยว ซูซินใบหน้าบูดบึ้งลมหายใจรุนแรงจนอีกฝ่ายรับรู้ได้
“ไม่พอใจอย่างนั้นหรือ ? หรือเจ้าต้องการอยู่กับคุณชายนั่นสองต่อสอง เจ้าต้องการสวมหมวกเขียวให้สามีหรือ ?”
“โอ้ย!! อยากจะบ้าตาย หากข้าจะไปอยู่กับคุณชายข้าไม่โง่เล่นชู้หรอกนะ สู้ข้าหย่ากับท่านก่อนไม่ดีหรือ? เอาสมองส่วนไหนคิดกัน คนที่เล่นชู้นะไม่ใช่ท่านหรือ ? การมีอนุก็ไม่ต่างจากมีชู้หรอกนะ”
“ไม่!! มันต่างกันต่างห่าง บุรุษสามารถมีอนุเพิ่มได้แต่ภรรยาห้ามมีผู้อื่นอีกอย่างหลิวไท่หยางผู้นั้นไม่ใช่คนดีอย่างที่เจ้าคิดหรอกนะฮูหยิน”
“แต่ก็ดีกว่าท่านมากโข ไม่มีบุรุษใดในใต้หล้าจะชั่วร้ายเท่ากับท่านแล้วท่านแม่ทัพ” ซูซินเหนื่อยใจไม่อยากจะตอบรีบหันหน้าหนีไปอีกทางพอดี ช่วงนั้นเองฝนก็โหมกระหน่ำลงมาทำให้ทุกอย่างเงียบสงบ บ่าวรับใช้รีบแบกเกี้ยวให้ถึงจวนเร็วที่สุดเพราะทุกคนต่างเปียกไปหมดยามสายลมพัดมายิ่งทำให้เกิดความหนาว
ตอนที่ 36 การแก้แค้นของข้าหลังจากที่เสวี่ยฟงเดินทางไปวังหลวง ซูซินมาหาจื้อเหยาที่คุกตามที่นางเอ่ยเอาไว้ และใช้ให้บ่าวที่เฝ้าหน้าคุกไปนำตัวของซูซินออกมา คราแรกที่นางเห็นสภาพของจื้อเหยาใบหน้าของนางสลดเล็กน้อย แต่ก็เหมาะสมแล้วกับความผิดที่นางกระทำเอาไว้“ไม่นะ ไม่ ..! อย่าเข้ามาใกล้ข้า ออกไปข้าบอกให้ออกไป” ร่างกายซูบผอมใบหน้าซูบโทรม สายตาแข็งกระด้างล่อกแล่กจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มองซ้ายมองขวาเหมือนละแวกทุกอย่างและมีท่าทางตื่นกลัวอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่นางได้เห็นใบหน้าของซูซินนางรีบวิ่งกรู่เข้ามากอดขาอ้อนวอนให้ซูซินบั่นคอนางทิ้งเสียที“ฮูหยินท่านเป็นคนดี เป็นคนจิตใจเมตตาเพราะข้าเอง เพราะความโลภของข้าเองช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ ช่วยปลิดชีพของข้าทีเถอะเจ้าค่ะ” จื้อเหยาเอ่ยออกมาท่าทีตื่นตระหนกหวาดกลัวในสิ่งที่ซูซินมองไม่เห็น ซูซินแกะมือของนางออกก่อนจะเดินถอยหลังสองก้าว เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก“การฆ่าเจ้าภายในครั้งเดียวเป็นเรื่องง่ายสำหรับข้า แต่ทว่ามันไม่สาสมกับสิ่งที่เจ้าทำเอาไว้ จงมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานทุกคืนวันของเจ้าต้องเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและเดียวดาย ความตาย..คือความเมตตา แ
ตอนที่ 35 ขอโอกาสซูซินเดินกลับห้องของตนเอง ตอนนี้เองเสวี่ยฟงเดินมาดักหน้านางเอาไว้ คว้าร่างของนางมาโอบกอดแนบแน่น“ฮูหยินของข้าช่างน่ากลัวจริง ๆ ไม่คิดเลยว่านิสัยที่แท้จริงเป็นเช่นนี้”“ข้ายังไม่มีอะไรที่ท่านยังไม่รู้อีกเยอะเจ้าค่ะ ปล่อยมือออกจากกายของข้าเดี๋ยวนี้ ข้าไม่ชอบให้ท่านแสดงกิริยาเช่นนี้ต่อหน้าผู้อื่น แล้วเรื่องที่ท่านจะหย่าหลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จคงไม่ลืมเรื่องนี้หรอกใช่มั้ย? "“โธ่ ๆ ฮูหยินเจ้ายังไม่เปลี่ยนใจอีกหรือ ข้าบอกเจ้าถึงเรื่องแผนการที่ผ่านมาแล้วทั้งหมด ข้ารู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับแผนที่จื้อเหยาเข้ามาที่นี่ ข้าจึงวางแผนตลบหลังนางและคิดว่าการไม่บอกเรื่องนี้กับเจ้านับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเจ้ามีจิตใจเมตตาและรักเอ็นดูจื้อเหยามากกว่าผู้ใด”“ฮึ …มันเป็นเพียงข้ออ้าง แม้ว่านั่นคือแผนที่ท่านจะตลบหลังจื้อเหยาแต่การที่ท่านทำร้ายจิตใจข้าแตกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นคือความจริง ข้าไม่อาจจะลืมเรื่องนี้ได้” ซูซินนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา นางสงสารอวี๋ซูซินตัวจริงจับใจ แม้รู้ว่าเรื่องนี้เป็นแผนการของเสวี่ยฟงและท่านพ่อของนางก็รับรู้ทุกอย่าง แต่ถ้าคิดกลับกันหากนางไม่ได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้
ตอนที่ 34 รีบฟื้นมาเถอะนะเสวี่ยฟงเดินเจ้ามาในห้องกลิ่นยาคละคลุ้งเต็มห้อง ท่านหมอทำแผลด้านหลังโดยมีจิ่นอี๋คอยเป็นลูกมือเปลี่ยนอาภรณ์และพันผ้าปิดแผลให้แก่ซูซิน นางถูกส่งตัวมาตั้งแต่เสวี่ยฟงเดินทางไปวังหลวง จิ่นอี๋รู้เรื่องร่างกายแทบทรุดร่ำไห้กลัวฮูหยินจะจาดตนไป ทหารในจวนเดินทางมาส่ง เมื่อนางเห็นสภาพของฮูหยินนางยิ่งร้องไห้ไปมากกว่าเดิม จนท่านเสนาบดีต้องให้นางไปพักอยู่กับฮูหยินอวี๋ให้สงบสติอารมณ์ตนเองและตั้งสติให้ได้ค่อยมาปรนนิบัติซูซิน“ท่านแม่ทัพมาแล้วหรือเจ้าคะ ยามนี่ฮูหยินปลอดภัยแล้วรอเพียงให้นางฟื้นเท่านั้น”“แล้วหยางเหอกับเหม่ยลี่เล่าอยู่ที่ใด”“คุณหนูอยู่กับนายหญิงอวี๋เจ้าค่ะ ร่างกายอ่อนเพลียแถมยังสะเทือนใจกับสิ่งที่ได้พบเจอ นายหญิงจึงให้กินอาหารและนอนหลับไปแล้วเจ้าค่ะ คืนนี้มีแม่นมคอยเฝ้าอยู่ที่เตียงเกรงว่าจะสะดุ้งตื่นกลางดึก”“เช่นนั้นหรือ เจ้าเองก็ไปพักกินอาหารเย็นเถอะ ข้าจะเฝ้าฮูหยินเอง” เสวี่ยฟงเดินมานั่งปลายเตียงจ้องมองร่างบางที่นอนแน่นิ่งใบหน้าซีดเซียวริมฝีปากแห้งแขยะ“เรียนท่านแม่ทัพ ฮูหยินยามนี้ปลอดภัยแล้ว ข้าทำแผลและเขียนเทียบยาให้เรียบร้อยแล้ว ไม่กี่วันร่างกายจะฟื้นตัวต
ตอนที่ 33 จุดจบของกบฏเสวี่ยฟงเดินทางมาวังหลวงพร้อมกับใต้เท้าหลายคนที่ร่วมมือกันกำจัดกบฏและกองกำลังที่หลิวไท่หยางแอบซ่อนเอาไว้ หลักฐานมากมายที่เขากำลังคิดจะโค่นบัลลังก์แย่งชิงทุกอย่าง ทูลให้ฮ่องเต้ได้รับรู้ความชั่วร้ายนี้ ยามแรกเขาไม่คิดว่าเลยว่าหลานชายของเขาจะคิดร้ายทรยศจะแย่งชิงอำนาจให้อยู่ในมือของตนเอง ตลอดเวลาฮ่องเต้ไม่เคยคิดและดูถูกหลิวไท่หยางเลยสักครั้งทว่าเขาถูกความโกรธเกลียดทำให้หน้ามืดตาบอด ว่าจะได้ยินสิ่งใดก็คิดมากเกินกว่าเหตุและคิดว่าผู้อื่นดูถูกเหยียบหยามตนเอง อาจจะมีใต้เท้าผู้อื่น ๆ แต่กับฮ่องเต้เขาไม่เคยปฏิบัติต่อหลิวไท่หยางเลยสักครั้ง ทว่าเมื่อหลักฐานมากมายกองอยู่เบื้องหน้า จิตใจของฮ่องเต้เจ็บลึกไม่อาจจะรักษาคนที่คิดจะแทงข้างหลังตนเองเอาไว้ได้ จึงสั่งประหารนำหัวเสียบประจานหน้าวังหลวงไม่ให้ผู้ใดเอาเป็นเยื่องอย่างใต้เท้าที่ร่วมมือกับหลิวไท่หยางถูกยึดตำแหน่งสมบัติและประหารเจ็ดชั่วโคตรเหมือนกันหมด ศพได้นำไปโยนทิ้งให้แร้งให้กากินอย่างอิ่มหนำสำราญ เสวี่ยฟงได้ยาถอนพิษและพาหมอหลวงเดินทางไปที่เรือนเสนาบดีอวี๋ ท่านหมอช่วยตรวจอาการและรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนเสวี่ยฟงขอกลับจวนไปจัดกา
ตอนที่ 32 ต่อสู้“ไม่มีทางเป็นไปได้ในเมื่อข้ายังมีลมหายใจอยู่ ความชั่วช้าของท่านถูกเปิดโปงแล้ว เข้าโจมตีคุ้มกันความปลอดภัยของฮูหยิน” เสียงของเสวี่ยฟงดังขึ้น ซูซินใช้แรงทั้งหมดที่มาดึงเหม่ยลี่เข้ามาโอบกอดไวแน่นเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ยามนี้นางเจ็บปวดไปทั้งตัวสติเริ่มเลือนลางแต่ในใจกลับไม่รู้สึกกังวลและเป็นห่วงเมื่อเห็นเสวี่ยฟงกับบิดาของนางกำลังต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันอย่างดุดันหลิวไท่หยางตกใจใบหน้าพลันเปลี่ยนสีก่อนจะตั้งสติให้กองกำลังที่เดินทางมาพร้อมกับตนต่อสู้เพื่อให้เขาได้หลบหนี เพราะกองกำลังที่มีอยู่ไม่ได้เดินทางมาที่นี่ด้วยทว่ามองดูกองกำลังที่เสวี่ยฟงนำมามากกว่าคนของตนเองมากโข ยากนักที่จะหลบหนี เขาจึงหันไปมองเสวี่ยฟงเขาคือจุดหมายสูงสุด หากจัดการกับเสวี่ยฟงได้ทุกคนคงยอมวางมือ และนอบน้อมก้มหัวต่อเขา ในมือของเขามีดาบอาบยาพิษเล่มเดียวกับที่ฟันอวี๋ซูซิน รอยยิ้มของหลิวไท่หยางปรากฏขึ้น คิดกำจัดโดยไม่ยั้งมือให้อยู่มิสู้ตายเสี่ยงเดิมพันด้วยชีวิต ลงมือครั้งเดียวก็หวังจะถอนรากถอนโคน“ในเมื่อเจ้าเอ่ยมาเช่นนี้ข้าก็ไม่มีทางเลือก ตายซ่ะเถอะ!!” ซูซินที่อยู่ใกล้หลิวไท่หยางมาก
ตอนที่ 31 สิ่งที่ต้องการขณะที่รถม้าเคลื่อนไหวคำพูดของเสวี่ยฟงวาบผ่านเข้ามา เขาเคยเตือนนางไปแล้วแต่เป็นนางเองที่ไม่เชื่อคำของเขา ระหว่างนั่งรถม้ามีเพียงความเงียบงันและเสียงลมหายใจสะอึกสะอื้นของเด็ก ๆ ซูซินครุ่นคิด เคยมีละครเรื่องหนึ่งที่นางเล่นเป็นนางร้ายแม้จะเป็นยุคปัจจุบันแต่คล้าย ๆ กัน หากหลิวไท่หยางเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังต้องมีสิ่งหนึ่งที่เขาต้องการอย่างแน่นอน ครั้นนั้นเองนางก็คิดถึงคำพูดที่เคยพูดคุยกับท่านพ่อ ท่านพ่อบอกนางว่าหลิวไท่หยางผู้นี้ไม่สนใจเรื่องราชวัง หรือแท้ที่จริงแล้วเขากำลังทำการก่อกบฏ จึงต้องตีสนิทตนเองทำให้นางกับแม่ทัพหย่ากัน เพื่อให้ทั้งสองตระกูลแตกหัก การคุ้มกันสั่นคลอนเพราะแม่ทัพกับเสนาบดีอวี๋ต่างเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อฮ่องเต้และราชวงศ์ ยิ่งคิดความจริงยิ่งปรากฎ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสาวใช้ของจื้อเหยาที่นางเอ่ยให้เขาฟังเช้าวันต่อมาก็มีแพะมารับผิดแทนไหนจะเรื่องที่นางกลับเรือนต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดกับเขาแน่นอนครานั้นเองดวงตาของซูซินเบิกโพลง ซูจื้อเหยาคือผู้ที่ร่วมมือกับเขาสินะเขาถึงรู้เรื่องการเคลื่อนไหวของคนในจวนแม่ทัพทุกครั้ง และตราสัญลักษณ์ของทหารก็คงเป็นแผนการขอ







