Masukตอนที่ 9 ใจเต้นแรง
ฝั่งด้านจื้อเหยา
นางกลับมาถึงห้องด้วยความโกรธเกรี้ยว เนื้อตัวเปียกโชนไปหมดเมื่อมาถึงห้องนางกรี๊ดร้องออกมาพร้อมทั้งทำลายข้าวของเพื่อระบายอารมณ์สาวใช้รู้ถึงนิสัยเช่นนี้ของจื้อเหยาอยู่แล้วไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาห้ามปรามทำได้เพียงยืนอยู่หน้าประตูเฝ้ารอเสียงร้องกรี๊ดของฮูหยินรองเงียบลงถึงกล้าเข้าไปด้านใน หากบุ่มบ่ามเข้าไปมีหวังจะต้องเจ็บตัวแน่ ๆ
ปัง! โครม!
“กรี๊ด กรี๊ด!! นังซูซิน ข้าจะฆ่าเจ้า กล้าดีเช่นไรมาแตะต้องตัวข้าครั้งแล้วครั้งเล่า สายตาท่าทางหยิ่งยโสของเจ้า เป็นข้าเองที่จะทำให้เจ้าก้มลงมากราบแทบเท้าข้า คอยดูเถอะวันหนึ่งข้าจะจัดการเจ้าด้วยสองมือของข้าเอง” ใบหน้าของนางแดงก่ำ ดวงตาขึงปากเม้มแน่นหน้าผากมีรอยย่น จนเส้นเอ็นที่คอโป่ง เมื่อนึกถึงใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างโทสะ ซูหนานได้ยินเสียงในห้องเงียบไปนางรีบเข้ามาเพื่อดูแลนายหญิงของนาง
“ฮูหยินรองเจ้าคะ ตอนนี้สงบสติอารมณ์ก่อนนะเจ้าคะ ค่อย ๆ คิด อย่างไรยามนี้เราได้เปรียบเพราะฮูหยินของข้านั้นครอบครองหัวใจท่านแม่ทัพไม่ว่าจะเอ่ยสิ่งใดเขาย่อมเชื่อฮูหยินทุกอย่าง ยามนี้ท่านล้างเนื้อล้างตัวเพื่อเดินทางออกไปทำตามที่ท่านต้องการเถิด” ซูหนานช่วยถอดอาภรณ์พยักหน้าส่งสัญญาณให้สาวใช้ไปเตรียมน้ำอุ่นผสมไว้รอจื้อเหยา
ฝั่งด้านอวี๋ซูซิน นางกลับมาที่ห้องนั่งเหม่อมองไปด้านหน้าพลางหัวเราะเมื่อคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
“ฮ่า ฮ่า รักกันนักใช่มั้ย? เป็นอย่างไรเล่าเปียกชุ่มไปด้วยความรักอย่างชุ่มชื่นหัวใจ รักกันให้พอเมื่อไหร่ที่ข้าแก้แค้นเสร็จข้าจะหย่าให้พวกเจ้าสองคนรักกันให้พอ”
“ฮูหยินเจ้าคะ ข้าจัดการเรื่องเทียบเชิญแล้ว อีกอย่างข้าเข้าไปดูใบชาที่ห้องเก็บของแล้ว ไม่มีชาที่ฮูหยินต้องการเราออกไปตลาดกันดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ดีเลย เช่นนั้นไปตอนนี้กันเถอะ ข้าอยากออกไปสูดอากาศอยู่แต่ในจวนอึดอัดและอากาศไม่ปลอดโปร่งเลยสักนิด” อวี๋ซูซินลุกขึ้นพรวดนางเองก็อยากออกไปข้างนอกเพื่อสูดอากาศอย่างที่นางว่า อยู่ในจวนมีแต่เรื่องน่าปวดหัว
จิ่นอี๋สั่งบ่าวไปเตรียมเกี้ยวใช้เวลาไม่นานก็พากันออกเดินทางไปข้างนอก ทางไปตลาดได้ผ่านทุ่งหญ้ากว้าง ป่าไม้เขียวชอุ่มพฤกษาแรกดอกไม้ผลิดอกออกผล ผีเสื้อหลากสีร่ายลำสายลมหวีดหวิวพัดโชยมา ใบหญ้าส่ายไหวเอนไปตามทิศทางลม ซูซินเปิดหน้าต่างเล็กของเกี้ยวหลับตายื่นมือออกไปรับสายลม สูดลมเข้าออกอย่างสดชื่น ที่นี่เงียบสงบและเย็นสบายจริง ๆ
มาถึงตลอดก็ยามเว่ย (14.00) ผู้คนครึกครื้นเดินเพ่นพ่านเลือกซื้อของเข้าเรือนไปทำอาหารยามเย็น ซูซินมุ่งหน้าไปที่ร้านใบชาที่ดีที่สุดในย่านนี้เพื่อคัดสรรด้วยตัวของนางเอง แต่เมื่อมาถึงร้านใบชาไม่ว่าจะมองอย่างไรใบชาหรือกลิ่นไม่ต่างกันเลย จะมีเพียงกลิ่นที่ต่างกันเล็กน้อยช่างยากในการเลือกสำหรับนางจริง ๆ
“จิ่นอี๋เจ้ามีความรู้เกี่ยวกับชาหรือไม่? ช่วยเลือกชาที่เจ้าคิดว่าดีที่สุดมาให้ข้าที”
“ฮูหยินเจ้าคะข้าเป็นเพียงสาวใช้จะรู้เรื่องชาได้อย่างไร ท่านสอบถามเถ้าแก่ดีหรือไม่เข้าคะ” จิ่นอี๋ส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ชาที่นางรู้จักก็มีเพียงชาที่ชาวบ้านมักจะดื่มกันเท่านั้น หากจะให้เลือกชาชั้นดีนางไม่สามารถเลือกให้นายหญิงได้เพราะไม่เคยได้ลิ้มลอง
“ใบชาที่ดีควรมีลักษณะสมบูรณ์ ไม่มีก้านหรือเศษใบอื่นปน มีกลิ่นหอมสดชื่นเฉพาะตัว การเลือกใบชาที่ดีขึ้นอยู่กับความชอบขอรับ หากท่านชอบรสชาตินุ่มนวลหอมละมุนของกลิ่นดอกไม้ข้าแนะนำ ชาอู่หลง หากเลือกชาเพื่อสุขภาพข้าแนะนำชาอู่หลง ชาผูเอ๋อร์ ชาเขียวและชาดำ สรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง ซูซินหันขวับไปมองพบบุรุษกอดอกยืนผิงผนังของร้านชาเอ่ยออกมาอย่างมีความรู้ ใบหน้าของนางพลันเปลี่ยนสีเมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงคือผู้ใด
“ท่านอีกแล้ว ท่านผู้มีพระคุณของข้า ไม่คิดเลยว่าจะได้พบท่านที่นี่และเป็นท่านอีกแล้วที่ช่วยข้า ขอบคุณท่านมากนะเจ้าคะที่ช่วยแนะนำชาดี ๆ ให้แก่ข้าจนตอนนี้ข้าตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกใบชาชนิดใดกลับจวน จิ่นอี๋เจ้าไปบอกเถ้าแก่ ช่วยจัดใบชาให้ข้าที เอาชาอู่หลง ชาผูเอ๋อร์ก็แล้วกัน นี่ถุงเงินเจ้าช่วยไปจัดการที”
“เจ้าค่ะฮูหยิน”
“พบครั้งแรกเรียกว่าบังเอิญ ครั้งที่สองคือโชคชะตา แต่ถ้าครั้งที่สามคือพรหมลิขิต หวังว่าจะมีครั้งที่สามนะขอรับ”
“นั่นสิเจ้าคะ ไม่ว่าครั้งใดข้าผู้นี้ก็มีเรื่องให้ท่านช่วยเหลือตลอด คุณชายหลิวไท่หยางครั้งนี้ข้าขอตอบแทนท่านนะเจ้าคะ ใกล้ ๆ นี้มีโรงน้ำชาไปดื่มน้ำชาด้วยกันก่อนนะเจ้าคะ”
“ท่านรู้ชื่อแซ่ข้าด้วยหรือ? น่าแปลกเสียจริง สตรีสูงส่งเช่นท่านจะสนใจข้า”
“เอ่อ…มิใช่ว่าข้าสนใจท่านนะเจ้าคะ เพียงแค่วันนั้นข้าแค่เสียดายที่ไม่ได้ตอบแทนท่าน เถ้าแก่ร้านรองเท้าจึงบอกชื่อแซ่ของท่านแก่ข้าเท่านั้นเอง” ซูซินใบหน้าซีดเซียวไม่คิดว่าเขาจะรับรู้ว่านางคิดเช่นไร ใช่อยู่ว่านางรู้สึกสบายใจและดีใจที่ได้พบเจอเขา การพูดคุยกับเขาดีกว่าที่นางต้องพบเจอและคุยกับแม่ทัพที่เป็นสามีเสียอีก
“ฮ่า ฮ่า ข้าหยอกล้อขอรับ ท่านจะเลี้ยงข้าเป็นการตอบแทนครั้งนี้นับว่าข้าจะขอรับไว้ หากพบกันอีกคราข้าจะเป็นฝ่ายเลี้ยงท่านเองนะขอรับ” ซูซินยิ้มกว้างอย่างดีใจผายมือให้เขาเดินนำนางออกไปก่อน ตอนนั้นเองจิ่นอี๋เดินมาพอดี ซูซินจึงกล่าวบอกนางคร่าว ๆ ว่าจะเลี้ยงน้ำชาคุณชายหลิวไท่หยางที่โรงน้ำชาใกล้ ๆ จิ่นอี๋เดินตามหลังไปติด ๆ เพื่อไม่ให้ชื่อเสียงของฮูหยินเสื่อมเสียหากมีผู้ใดเห็นฮูหยินอยู่กับคุณชายหลิวไท่หยางตามลำพังคงไม่เป็นการดีแน่ ๆ
ทั้งสองจิบชาพูดคุยกันพักใหญ่ก่อนจะขอตัวแยกย้ายกันกลับเรือน ท้องฟ้ามืดครึ้มราวกับว่าจะเกิดพายุฝน
“ท้องฟ้าแจ่มใสจู่ ๆ เกิดมืดสลัวอึกครึมอย่างนี้ได้อย่างไรกันนะ!! จิ่นอี๋รีบนำใบชาไปเก็บที่เกี้ยวเถิดข้าจะรีบเดินตามเจ้าไป”
“เจ้าค่ะ ฮูหยินไม่ต้องรีบร้อนนะเจ้าคะเดี๋ยวจะหกล้มหรือรับบาดเจ็บ” จิ่นอี๋เอ่ยเสร็จก็รีบเดินกึ่งวิ่งเอาใบชาไปเก็บที่เกี้ยวกลัวว่าหากฝนโปรยลงมาจะทำให้ชาที่ซื้อมาวันนี้เสียหาย ซูซินจึงหันมาเอ่ยคำลากับหลิวไท่หยางอีกครา
“ข้ากลับก่อนนะเจ้าคะขอให้คุณชายเดินทางปลอดภัย ดูท่าจะเกิดพายุฝนหวังว่าท่านจะไม่เปียกปอนจับไข้นะเจ้าคะ”
จู่ ๆ เสียงหวีดหวิวกรรโชก ซู่ซ่า โหมกระหน่ำ ผสานกับบรรยากาศมืดครึ้ม ลมหายใจแห่งพายุพัดพาเอาความเย็นยะเยือกมาพร้อมกับกลิ่นดินชื้น ๆ เม็ดฝนละเอียดกลายเป็นสายน้ำพุ่งเข้าใส่ทุกสิ่งทุกอย่างจนพร่ามัว เสียงซู่ซ่าของสายฝนกลบเสียงอื่น ๆ จนหมดสิ้น มีเพียงแสงฟ้าแลบสีขาวโพลนที่ฉายให้เห็นเงาต้นไม้ที่สั่นไหวอย่างน่าหวาดหวั่น
ดวงตาของซูซินเบิกโพลงด้วยความตกใจ ร่างใหญ่ยืนอยู่ใกล้ ๆ รีบคว้าร่างบางมาโอบไว้ใต้วงแขนไม่ให้ฝุ่นที่คละคลุ้งเข้าตาและกายของนาง หัวใจของซูซินเต้นแรงตึกตักราวกับเสียงกลองที่ถูกตีอย่างต่อเนื่องไม่เป็นจังหวะ
ตอนที่ 36 การแก้แค้นของข้าหลังจากที่เสวี่ยฟงเดินทางไปวังหลวง ซูซินมาหาจื้อเหยาที่คุกตามที่นางเอ่ยเอาไว้ และใช้ให้บ่าวที่เฝ้าหน้าคุกไปนำตัวของซูซินออกมา คราแรกที่นางเห็นสภาพของจื้อเหยาใบหน้าของนางสลดเล็กน้อย แต่ก็เหมาะสมแล้วกับความผิดที่นางกระทำเอาไว้“ไม่นะ ไม่ ..! อย่าเข้ามาใกล้ข้า ออกไปข้าบอกให้ออกไป” ร่างกายซูบผอมใบหน้าซูบโทรม สายตาแข็งกระด้างล่อกแล่กจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มองซ้ายมองขวาเหมือนละแวกทุกอย่างและมีท่าทางตื่นกลัวอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่นางได้เห็นใบหน้าของซูซินนางรีบวิ่งกรู่เข้ามากอดขาอ้อนวอนให้ซูซินบั่นคอนางทิ้งเสียที“ฮูหยินท่านเป็นคนดี เป็นคนจิตใจเมตตาเพราะข้าเอง เพราะความโลภของข้าเองช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ ช่วยปลิดชีพของข้าทีเถอะเจ้าค่ะ” จื้อเหยาเอ่ยออกมาท่าทีตื่นตระหนกหวาดกลัวในสิ่งที่ซูซินมองไม่เห็น ซูซินแกะมือของนางออกก่อนจะเดินถอยหลังสองก้าว เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก“การฆ่าเจ้าภายในครั้งเดียวเป็นเรื่องง่ายสำหรับข้า แต่ทว่ามันไม่สาสมกับสิ่งที่เจ้าทำเอาไว้ จงมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานทุกคืนวันของเจ้าต้องเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและเดียวดาย ความตาย..คือความเมตตา แ
ตอนที่ 35 ขอโอกาสซูซินเดินกลับห้องของตนเอง ตอนนี้เองเสวี่ยฟงเดินมาดักหน้านางเอาไว้ คว้าร่างของนางมาโอบกอดแนบแน่น“ฮูหยินของข้าช่างน่ากลัวจริง ๆ ไม่คิดเลยว่านิสัยที่แท้จริงเป็นเช่นนี้”“ข้ายังไม่มีอะไรที่ท่านยังไม่รู้อีกเยอะเจ้าค่ะ ปล่อยมือออกจากกายของข้าเดี๋ยวนี้ ข้าไม่ชอบให้ท่านแสดงกิริยาเช่นนี้ต่อหน้าผู้อื่น แล้วเรื่องที่ท่านจะหย่าหลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จคงไม่ลืมเรื่องนี้หรอกใช่มั้ย? "“โธ่ ๆ ฮูหยินเจ้ายังไม่เปลี่ยนใจอีกหรือ ข้าบอกเจ้าถึงเรื่องแผนการที่ผ่านมาแล้วทั้งหมด ข้ารู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับแผนที่จื้อเหยาเข้ามาที่นี่ ข้าจึงวางแผนตลบหลังนางและคิดว่าการไม่บอกเรื่องนี้กับเจ้านับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเจ้ามีจิตใจเมตตาและรักเอ็นดูจื้อเหยามากกว่าผู้ใด”“ฮึ …มันเป็นเพียงข้ออ้าง แม้ว่านั่นคือแผนที่ท่านจะตลบหลังจื้อเหยาแต่การที่ท่านทำร้ายจิตใจข้าแตกสลายซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นคือความจริง ข้าไม่อาจจะลืมเรื่องนี้ได้” ซูซินนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา นางสงสารอวี๋ซูซินตัวจริงจับใจ แม้รู้ว่าเรื่องนี้เป็นแผนการของเสวี่ยฟงและท่านพ่อของนางก็รับรู้ทุกอย่าง แต่ถ้าคิดกลับกันหากนางไม่ได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้
ตอนที่ 34 รีบฟื้นมาเถอะนะเสวี่ยฟงเดินเจ้ามาในห้องกลิ่นยาคละคลุ้งเต็มห้อง ท่านหมอทำแผลด้านหลังโดยมีจิ่นอี๋คอยเป็นลูกมือเปลี่ยนอาภรณ์และพันผ้าปิดแผลให้แก่ซูซิน นางถูกส่งตัวมาตั้งแต่เสวี่ยฟงเดินทางไปวังหลวง จิ่นอี๋รู้เรื่องร่างกายแทบทรุดร่ำไห้กลัวฮูหยินจะจาดตนไป ทหารในจวนเดินทางมาส่ง เมื่อนางเห็นสภาพของฮูหยินนางยิ่งร้องไห้ไปมากกว่าเดิม จนท่านเสนาบดีต้องให้นางไปพักอยู่กับฮูหยินอวี๋ให้สงบสติอารมณ์ตนเองและตั้งสติให้ได้ค่อยมาปรนนิบัติซูซิน“ท่านแม่ทัพมาแล้วหรือเจ้าคะ ยามนี่ฮูหยินปลอดภัยแล้วรอเพียงให้นางฟื้นเท่านั้น”“แล้วหยางเหอกับเหม่ยลี่เล่าอยู่ที่ใด”“คุณหนูอยู่กับนายหญิงอวี๋เจ้าค่ะ ร่างกายอ่อนเพลียแถมยังสะเทือนใจกับสิ่งที่ได้พบเจอ นายหญิงจึงให้กินอาหารและนอนหลับไปแล้วเจ้าค่ะ คืนนี้มีแม่นมคอยเฝ้าอยู่ที่เตียงเกรงว่าจะสะดุ้งตื่นกลางดึก”“เช่นนั้นหรือ เจ้าเองก็ไปพักกินอาหารเย็นเถอะ ข้าจะเฝ้าฮูหยินเอง” เสวี่ยฟงเดินมานั่งปลายเตียงจ้องมองร่างบางที่นอนแน่นิ่งใบหน้าซีดเซียวริมฝีปากแห้งแขยะ“เรียนท่านแม่ทัพ ฮูหยินยามนี้ปลอดภัยแล้ว ข้าทำแผลและเขียนเทียบยาให้เรียบร้อยแล้ว ไม่กี่วันร่างกายจะฟื้นตัวต
ตอนที่ 33 จุดจบของกบฏเสวี่ยฟงเดินทางมาวังหลวงพร้อมกับใต้เท้าหลายคนที่ร่วมมือกันกำจัดกบฏและกองกำลังที่หลิวไท่หยางแอบซ่อนเอาไว้ หลักฐานมากมายที่เขากำลังคิดจะโค่นบัลลังก์แย่งชิงทุกอย่าง ทูลให้ฮ่องเต้ได้รับรู้ความชั่วร้ายนี้ ยามแรกเขาไม่คิดว่าเลยว่าหลานชายของเขาจะคิดร้ายทรยศจะแย่งชิงอำนาจให้อยู่ในมือของตนเอง ตลอดเวลาฮ่องเต้ไม่เคยคิดและดูถูกหลิวไท่หยางเลยสักครั้งทว่าเขาถูกความโกรธเกลียดทำให้หน้ามืดตาบอด ว่าจะได้ยินสิ่งใดก็คิดมากเกินกว่าเหตุและคิดว่าผู้อื่นดูถูกเหยียบหยามตนเอง อาจจะมีใต้เท้าผู้อื่น ๆ แต่กับฮ่องเต้เขาไม่เคยปฏิบัติต่อหลิวไท่หยางเลยสักครั้ง ทว่าเมื่อหลักฐานมากมายกองอยู่เบื้องหน้า จิตใจของฮ่องเต้เจ็บลึกไม่อาจจะรักษาคนที่คิดจะแทงข้างหลังตนเองเอาไว้ได้ จึงสั่งประหารนำหัวเสียบประจานหน้าวังหลวงไม่ให้ผู้ใดเอาเป็นเยื่องอย่างใต้เท้าที่ร่วมมือกับหลิวไท่หยางถูกยึดตำแหน่งสมบัติและประหารเจ็ดชั่วโคตรเหมือนกันหมด ศพได้นำไปโยนทิ้งให้แร้งให้กากินอย่างอิ่มหนำสำราญ เสวี่ยฟงได้ยาถอนพิษและพาหมอหลวงเดินทางไปที่เรือนเสนาบดีอวี๋ ท่านหมอช่วยตรวจอาการและรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนเสวี่ยฟงขอกลับจวนไปจัดกา
ตอนที่ 32 ต่อสู้“ไม่มีทางเป็นไปได้ในเมื่อข้ายังมีลมหายใจอยู่ ความชั่วช้าของท่านถูกเปิดโปงแล้ว เข้าโจมตีคุ้มกันความปลอดภัยของฮูหยิน” เสียงของเสวี่ยฟงดังขึ้น ซูซินใช้แรงทั้งหมดที่มาดึงเหม่ยลี่เข้ามาโอบกอดไวแน่นเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กทั้งสองได้รับบาดเจ็บ ยามนี้นางเจ็บปวดไปทั้งตัวสติเริ่มเลือนลางแต่ในใจกลับไม่รู้สึกกังวลและเป็นห่วงเมื่อเห็นเสวี่ยฟงกับบิดาของนางกำลังต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันอย่างดุดันหลิวไท่หยางตกใจใบหน้าพลันเปลี่ยนสีก่อนจะตั้งสติให้กองกำลังที่เดินทางมาพร้อมกับตนต่อสู้เพื่อให้เขาได้หลบหนี เพราะกองกำลังที่มีอยู่ไม่ได้เดินทางมาที่นี่ด้วยทว่ามองดูกองกำลังที่เสวี่ยฟงนำมามากกว่าคนของตนเองมากโข ยากนักที่จะหลบหนี เขาจึงหันไปมองเสวี่ยฟงเขาคือจุดหมายสูงสุด หากจัดการกับเสวี่ยฟงได้ทุกคนคงยอมวางมือ และนอบน้อมก้มหัวต่อเขา ในมือของเขามีดาบอาบยาพิษเล่มเดียวกับที่ฟันอวี๋ซูซิน รอยยิ้มของหลิวไท่หยางปรากฏขึ้น คิดกำจัดโดยไม่ยั้งมือให้อยู่มิสู้ตายเสี่ยงเดิมพันด้วยชีวิต ลงมือครั้งเดียวก็หวังจะถอนรากถอนโคน“ในเมื่อเจ้าเอ่ยมาเช่นนี้ข้าก็ไม่มีทางเลือก ตายซ่ะเถอะ!!” ซูซินที่อยู่ใกล้หลิวไท่หยางมาก
ตอนที่ 31 สิ่งที่ต้องการขณะที่รถม้าเคลื่อนไหวคำพูดของเสวี่ยฟงวาบผ่านเข้ามา เขาเคยเตือนนางไปแล้วแต่เป็นนางเองที่ไม่เชื่อคำของเขา ระหว่างนั่งรถม้ามีเพียงความเงียบงันและเสียงลมหายใจสะอึกสะอื้นของเด็ก ๆ ซูซินครุ่นคิด เคยมีละครเรื่องหนึ่งที่นางเล่นเป็นนางร้ายแม้จะเป็นยุคปัจจุบันแต่คล้าย ๆ กัน หากหลิวไท่หยางเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังต้องมีสิ่งหนึ่งที่เขาต้องการอย่างแน่นอน ครั้นนั้นเองนางก็คิดถึงคำพูดที่เคยพูดคุยกับท่านพ่อ ท่านพ่อบอกนางว่าหลิวไท่หยางผู้นี้ไม่สนใจเรื่องราชวัง หรือแท้ที่จริงแล้วเขากำลังทำการก่อกบฏ จึงต้องตีสนิทตนเองทำให้นางกับแม่ทัพหย่ากัน เพื่อให้ทั้งสองตระกูลแตกหัก การคุ้มกันสั่นคลอนเพราะแม่ทัพกับเสนาบดีอวี๋ต่างเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อฮ่องเต้และราชวงศ์ ยิ่งคิดความจริงยิ่งปรากฎ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสาวใช้ของจื้อเหยาที่นางเอ่ยให้เขาฟังเช้าวันต่อมาก็มีแพะมารับผิดแทนไหนจะเรื่องที่นางกลับเรือนต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดกับเขาแน่นอนครานั้นเองดวงตาของซูซินเบิกโพลง ซูจื้อเหยาคือผู้ที่ร่วมมือกับเขาสินะเขาถึงรู้เรื่องการเคลื่อนไหวของคนในจวนแม่ทัพทุกครั้ง และตราสัญลักษณ์ของทหารก็คงเป็นแผนการขอ







