Share

บทที่ 5

การส่งมอบสินค้าได้มาถึง อาวุธที่สั่งมาจำนวนมากได้ถูกลำเลียงมาจนครบ นางต้องจ่ายด้วยเงินจำนวนสูงถึงหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงทองซึ่งไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆเลย

คนงานที่ถูกซื้อตัวมาจากตลาดค้าทาสนับร้อยชีวิต ครึ่งหนึ่งถูกส่งไปที่ชายแดนตะวันออกเพื่อไปนำเกลือที่ถูกตากจนแห้งเอากลับมาที่นี่ ส่วนที่เหลือห้าสิบคนจะมาเอาไว้ใช้งานที่นี่ ทั้งจัดเก็บสินค้าและคอยดูแลสินค้าทุกอย่าง จัดคนเฝ้ายามตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อความปลอดภัย

ทาสที่ซื้อจากตลาดค้าทาส มีอยู่หนึ่งคนที่ดูโดดเด่นที่สุด โจวฟางหลินได้ตั้งชื่อว่า หนานกง มีรูปร่างสูงใหญ่มีที่มาไม่ชัดเจน ใบหน้ามีรอยบาดแผลที่หายแล้วแต่ยังคงเป็นแผลเป็นพาดอยู่บนใบหน้าจึงทำให้ดูน่ากลัว ขายตัวเองเป็นทาสแต่ไม่มีคนซื้อด้วยใบหน้าที่น่ากลัวรูปร่างสูงใหญ่จึงขายไม่ออกซึ่งแต่ละคนต่างหันหน้าหนีด้วยความหวาดกลัว

เห็นสายตาของหนานกง เหมือนกับคนที่ผ่านเหตุการณ์มากระทบจิตใจ จึงดูเป็นคนหยาบกระด้าง คนแบบนี้ถ้าซื้อใจได้จะภักดีจนวันตาย และนางก็ชอบคนนิสัยแบบนี้เสียด้วยสิ จึงซื้อมาในราคาที่ไม่แพงมากด้วยคนค้าทาสกลัวจะขายไม่ออก จึงไม่ได้เรียกราคาสูงมากขายมาแค่ราคายี่สิบตำลึงเงิน

“หนานกงเจ้าไปดูความเรียบร้อยทั้งหมด ข้าจะให้เจ้าเป็นหัวหน้าควบคุมดูแลสินค้าแทนเวลาที่ข้าไม่ได้เข้ามาที่นี่ เจ้าทำได้หรือไม่” ร่างบางเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง ใบหน้าดูเย็นชาน่าเกรงขาม นางใส่สีแดงอมดำมีเสื้อคลุมปักดิ้นทองสวยงามจนเคยชินตั้งแต่ย้อนกลับมาจึงยิ่งทำให้ดูน่าเกรงขาม

“ขอรับนายหญิง” หนานกงน้อมรับด้วยความเต็มใจ ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกในอำนาจที่มีของสตรีร่างเล็กผู้นี้ ยามสบตาที่สงบนิ่งเหมือนบึงน้ำที่ไม่มีแม้ความเคลื่อนไหว จนต้องลดสายตาลงมาไม่สบตาด้วยตรงๆเหมือนกับว่ามีอำนาจพอจะกดข่มผู้ชายที่มีร่างกายใหญ่โตได้

หลังจากนั้นผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูป ท่านเหล่าหลานก็ได้นำสินค้าที่เป็นข้าวสารมาส่งด้วยตัวเอง

“ข้าได้นำสินค้ามาส่งตามจำนวนที่สั่งมา” ซึ่งมีถึงหนึ่งร้อยเกวียน ต่อแถวยาวจนสุดสายตา

“ข้ารบกวนท่านแล้วไฉนถึงต้องมาด้วยตนเองด้วย” โจวฟางหลินแปลกใจการส่งสินค้าสามารถให้คนงานมาส่งก็ได้หรือมีเรื่องอันใดอีก

“ข้าเพียงแต่ต้องการจะมาพูดคุยกับเจ้าเรื่องเกลือด้วย”

“สิ้นเดือนนี้ข้าจะส่งให้ท่านได้ดูเสียก่อน ถ้าตกลงในคุณภาพก็ทำสัญญากันได้เลย แต่รับรองว่า เกลือของข้าท่านจะไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนแน่นอน”

ร่างบางเอ่ยถึงเวลาที่ได้ตกลงกัน และเกลือของนางกำลังเดินทางกลับมาเพื่อจะมาต้มกรองจนสะอาดถึงจะส่งขายได้

ชายร่างท้วมดูมีอำนาจได้มาเห็นกับตาว่า การกักตุนสินค้าครั้งนี้ไม่ใช่การค้าเล็กๆเสียแล้ว ด้วยพื้นที่กว้างใหญ่ห่างสายตาผู้คนกินเนื้อที่ด้านบนเขาเกือบทั้งหมด พลางเหลือบสายตามามองสตรีรูปร่างอรชรที่ใส่ชุดแดงเข้มจนเกือบดำเหมือนครั้งก่อนด้วยความสนใจ

“ดูแล้วคงไม่ใช่การค้าธรรมดาเสียแล้วใช่รึไม่” สายตาคมกริบจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาย่อมมองออกว่าสตรีผู้นี้ย่อมไม่ธรรดาตามสายตาที่เห็น ถึงจะรู้ว่าเป็นเพียงบุตรสาวอดีตท่านแม่ทัพโจวก็ตาม

“ข้าเพียงเป็นคนคอยหาโอกาศก็เพียงเท่านั้น” โจวฟางหลินเอ่ยตอบเพียงสั้นๆ ยกยิ้มมุปากขัดกับสายตาที่เย็นชาของนาง

นายท่านเหล่าหลานเมื่อเห็นการอธิบายสั้นๆเพียงเท่านั้นก็รู้ได้ว่า คนที่มีนิสัยแบบนี้ มักจะเป็นคนที่คิดการณ์ไกลเด็ดขาด และไม่ค่อยพูดมากถึงถามไปก็ไม่ได้ประโยชน์อันใด สู้กลับไปฟังข่าวเรื่องเกลือเสียดีกว่า และคิดว่าการการค้าครั้งต่อไปคงได้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

“ตกลง ข้าใจร้อนเองจะไปรอฟังข่าวก็แล้วกัน” จึงได้กลับออกไปพร้อมกับลูกน้องที่ติดตามมามากมาย

ข้าวสารที่นำมา เป็นราคาที่นางต้องจ่ายเกือบหนึ่งหมื่นตำลึงทอง แต่เงินทองเหล่านี้จะกลับมาอีกไม่นาน เพราะหลังจากนี้การค้าที่แท้จริงกำลังจะเริ่มแล้ว

“หนานกง ไปจัดการให้เรียบร้อย เมื่อจัดเสร็จเรียบร้อย ให้นำเกลือไปหนึ่งกระสอบไปไว้ในห้องที่ว่าง จัดเตรียมเตาและหม้อใบใหญ่มาด้วย" ร่างบางสั่งงานครั้งเดียวจนครบ จากนั้นจึงเดินไปดูความเรียบร้อย ก่อนจะมาควบคุมการต้มเกลือด้วยตนเองเพราะต้องการรู้ว่าจะได้ตามที่ต้องการหรือไม่

ภายในจวนแม่ทัพที่เงียบจนผิดปกติถ้าเป็นเมื่อก่อน เขากลับมาที่จวนโจวฟางหลินมักจะเข้ามาหาและนำของกินมาให้จนเขาลำคาญ แต่เวลาก็ล่วงมาจนถึงยามบ่ายยังไม่เห็นหน้านางสักครั้ง

“ตงซานไปดูซิ ฮูหยินได้อยู่เรือนรึไม่" ร่างสูงเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง เหมือนเอ่ยถามด้วยเรื่องไม่สำคัญนักแต่ภายในใจกลับต้องการจะรู้ว่าสตรีผู้นี้ได้อยู่ที่ใดกันแน่

“ขอรับนายท่าน”ตงซานรับคำสั่งแต่ก็สังเกตุสีหน้าที่เรียบเฉยของนายท่าน เมื่อก่อนไม่เห็นจะอยากรู้นายหญิงจะอยู่รึไม่ ทำไมวันนี้ถึงอยากจะรู้ขึ้นมาได้เล่า

“ฮูหยินน้อยอยู่เรือนหรือไม่” ตงซานเอ่ยถามชุนหงสาวใช้คนสนิทของฮูหยินท่านแม่ทัพ

“ฮูหยินน้อยออกไปจากจวนตั้งแต่รุ่งสางแล้ว มีอันใดรึ” ซุนหงยังงอนที่นายหญิงไม่ให้ตามไปอีกแล้วน้ำเสียงจึงดูหงุดหงิดตามไปด้วย

“ท่านแม่ทัพถามถึงคงอยากเจอฮูหยินน้อยกระมัง" ตงซานก็สับสนอยู่ว่าให้มาดูเฉยๆแต่ไม่ได้เรียกหาจึงไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรต่อไปเหมือนกัน

“ทำไมถึงอยากเจอนายหญิงของข้ารึ” ซุนหงค่อนข้างงุนงงปกติก็ทำท่าลำคาญนักไม่ใช่รึวันนี้ทำไมถึงมาถามหาได้กันเล่า แค่คิดก็รู้สึกปวดใจแทนนายหญิงแต่งงานเข้ามาร่วมสองปีพึ่งจะมีวันนี้ที่ท่านแม่ทัพถามหานายหญิงของนาง

“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน ข้าไปรายงานนายท่านก่อน ประเดี๋ยวจะหงุดหงิดไปเสียอีก” ตงซานจึงรีบกลับไปรายงานตามที่ซุนหงบอกมาทุกอย่างไม่ขาดตกลงไปแม้แต่ครึ่งคำ

“นายท่านฮูหยินน้อยไม่อยู่เรือนขอรับ ซุนหงบ่าวรับใช้ก็ไม่ได้ติดตามไปด้วย เห็นบอกว่าฮูหยินน้อยออกไป

ตั้งแต่ย่ำรุ่งแล้วขอรับ”

ร่างสูงกำยำขมวดคิ้วหนาได้รูปด้วยความหงุดหงิด ใยไม่มาแจ้งให้รับรู้ว่าจะไปที่ใดไม่เห็นหัวสามีเลยใช่รึไม่ เฉินโม่หยียนทำงานต่อด้วยความหงุดหงิด เมื่อสมาธิไม่มีจึงขยำกระดาษบนโต๊ะที่เขียนไว้ขว้างทิ้งด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

ตงซานมองตามกระดาษที่ถูกขยำและโยนทิ้ง จึงได้แต่เกาหัวว่านายท่านวันนี้เป็นอะไร หรือเพราะนายหญิงไม่ได้มาปรนนิบัติเหมือนเช่นเคย แต่นายท่านไม่ชอบฮูหยินน้อยไม่ใช่รึ จะต้องการพบเจอไปทำไมกัน

ในระหว่างที่จวนมีแต่คนที่อารมณ์ไม่ดี แต่โจวฟางหลินที่ยังอยู่ในโกดังเก็บสินค้าขนาดใหญ่ กำลังสอนคนงานต้มเกลือเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากนำเกลือมาต้มจนเดือดแล้วกรองเอาฝุ่นละอองออกให้มากที่สุด จากนั้นให้ต้มอีกครั้งและก็กรองสองชั้นให้น้ำเกลือค่อยๆหยดลงไป จะได้เกลือที่ขาวสะอาดและมาทิ้งให้แห้ง ค่อยนำมาบดจนละเอียด

เกลือของเดิมที่ใช้กันทุกวันนี้ คือเกลือดิบที่ไม่ผ่านการต้มฆ่าเชื้อ มักจะสกปรกมากน้อยแล้วแต่จะกักขังน้ำเกลือที่บริเวณใด และจะมีรสขมติดปลายลิ้น แต่เกลือของนาง ย่อมขาวสะอาดรสชาติดี กรรมวิธีนี้ถึงจะดูไม่ยากแต่กว่าจะมีคนค้นพบก็ใช้เวลาไปเกือบสามสิบปีหลังจากนี้

“ขั้นตอนที่ข้าสั่งสอนหากมีผู้ใดนำไปกระจาย คงรู้ถึงโทษทัณฑ์ของมันดี” ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่สายตาช่างดุดัน ทำให้คนงานในที่นี้ถึงกับคุกเข่าลงมาตัวสั่นแบบไม่รู้ตัว

“พวกข้าจะจงรักภักดีกับนายหญิงตลอดชีวิต จะไม่พูดออกไปแน่นอนขอรับ" ทุกคนต่างเอ่ยด้วยเสียงอันสั่นกลัว ถึงจะยังไม่เคยโดนโทษทัณฑ์แต่ท่าทางนายหญิงช่างน่ากลัวเสียจริง

“ถ้าใครจงรักภักดีต่อข้าก็จะมีชีวิตที่ดีหากแต่คิดที่เปลี่ยนไปอย่าหาว่าข้าโหดร้าย” โจวฟางหลินเอ่ยขึ้นพร้อมกับกวาดสายตาอันแหลมคมไปทางเหล่าคนงาน ยิ่งทำให้คนงานก้มหน้าด้วยความเกรงกลัว นางแค่เพียงจะเตือนไว้เท่านั้น หากไม่ทำผิดอันใดก็ไม่ตัองกลัวว่าจะโดนทำโทษที่พวกเขาคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

“นายหญิงจะนำเกลือทั้งหมดมาต้มเลยรึไม่ขอรับ”หนานกงเอ่ยถามเพื่อจะได้จัดการต่อไป

“นำมาต้มเสียทั้งหมดการจัดเก็บจะต้องสะอาดและปราศจากการอับชื้นต้องตรวจตราอย่างเข้มงวดรู้รึไม่” ร่างบางสั่งงานเสร็จก็กลับ ด้วยนางได้ออกจากจวนมาตั้งแต่ย่ำรุ่ง ควรจะกลับไม่ให้เย็นมากนัก ถ้าได้หย่าร้างเร็วๆก็คงดีจะได้สะดวกกว่านี้ เพียงแต่เป็นสมรสพระราชทานจึงทำให้เรื่องราวมันยุ่งยากขึ้น ช่างน่าปวดหัวเสียจริง

เมื่อกลับถึงจวนซุนหงก็รีบออกมาบอกเรื่องราวต่างๆ ว่าท่านแม่ทัพ ถามหานายหญิงตั้งแต่ช่วงสาย นางจึงคิดว่าจะแวะไปสักหน่อย อาจจะมีเรื่องราวอันใดก็เป็นได้ จึงได้สาวเท้าเดินกับไปทางเรือนหลักด้านหน้าที่พึ่งจะเดินผ่านมา

“ไปแจ้งว่าข้ามาพบ” ร่างบางยืนด้านหน้าเรือนไม่ได้เข้าไปเช่นเมื่อก่อน จึงดูห่างเหินจนตงซานรู้สึกแปลกใจ วันนี้นายหญิงไม่ได้เข้าไปเลยเช่นเมื่อก่อน กลับรออนุญาติเสียก่อน กิริยาท่าทางก็สง่าน่าเกรงขาม หลังตั้งตรงใบหน้าเรียบนิ่งจนตงซานต้องรีบไปเรียนนายท่านว่าฮูหยินน้อยมาพบ

“นายท่านฮูหยินน้อยมาพบขอรับ” ตงซานพูดจบก็จ้องมองใบหน้าผู้เป็นนายว่าจะเอ่ยอะไรออกมาบ้างรึไม่

เฉินโม่เหยียนรู้สึกใจเต้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าโจวฟางหลินมาพบ เงยหน้าจากกองหนังสือตรงหน้าสอดส่ายสายตาขึ้นมองก็ไม่เห็นสตรีน่าตายผู้นั้น

“ฮูหยินน้อยรออยู่ด้านนอกขอรับ”ตงซานรีบรายงานเมื่อเห็นว่านายท่านมองหานายหญิง

“คราวนี้มามีมารยาทอันใด เมื่อก่อนเห็นเดินเข้ามาไม่ขออนุญาติสักนิด” ร่างสูงกำยำขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด ทีเมื่อก่อนแทบจะโผเข้าหามาวันนี้ช่างห่างเหินเสียจริง

ตงซานรีบเร่งเดินออกไปเพื่อจะไปเรียนนายหญิงให้เข้ามาที่ห้องหนังสือ ประเดี๋ยวนายท่านจะอารมณ์เสียไปยิ่งกว่านี้

“ท่านมีธุระอันใดกับข้ารึไม่ ซุนหงแจ้งว่าท่านไปถามหาข้า” ร่างบางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเอ่ยถามอย่างไม่อ้อมค้อมแต่อย่างใด

ร่างสูงเงยหน้าขึ้นมาสบตากับภรรยาที่บัดนี้ได้ดูเปลี่ยนไปจนเหมือนคนละคน ท่าทางสง่าสีหน้าเรียบนิ่งมองไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่ จึงยิ่งหงุดหงิดกับท่าทีห่างเหินเช่นนี้ จะให้พูดว่าทำไมนางไม่มาหาเขาเช่นเมื่อก่อนมันก็ใช่ที่ จึงต้องเอ่ยเรื่องที่ออกจากจวนทำไมไม่แจ้งเขาเสียก่อน

“ข้าได้ข่าวว่าเจ้าออกจากจวนแทบทุกวัน ทำไมไม่แจ้งคนในจวนไว้ว่าจะไปไหน แล้วทำไมต้องออกไปทุกวัน” ร่างสูงเอ่ยจบก็สูดลมหายใจอย่างโล่งอกที่ได้พูดออกไปแก้เรื่องที่ตั้งใจไปถามหานางที่เรือน

“ข้อแรก ท่านย่าได้บอกไว้ไม่ต้องแจ้งถ้าจะออกไปไหน ขอเพียงไม่ทำให้เสียชื่อเสียงมาถึงตระกูลเฉินก็พอ ข้อสองข้าไม่จำเป็นต้องแจ้งธุระของข้าให้ผู้ใดรู้” โจวฟางหลินเอ่ยอธิบายทีละข้อด้วยนำเสียงช้าๆและชัดเจนทุกคำพูด

“ในเมื่อข้ากลับมาแล้วและเป็นสามีเจ้าไม่สมควรจะแจ้งข้าหน่อยรึ” เฉินโม่หยียนเริ่มหงุดหงิดอีกครั้งเมื่อภรรยาไม่ให้ความสำคัญกับเขาเช่นเมื่อก่อน

โจวฟางหลินถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย นางไม่คิดว่าจะมาถกเถียงในเรื่องไร้สาระเช่นนี้ เมื่อก่อนก็ไม่เห็นสนใจว่าจะไปไหนทำอะไร มาบัดนี้กลับจะให้รายงานทุกฝีก้าวเสียอย่างนั้น

ร่างสูงกำยำลุกขึ้นสืบเท้ามาที่ภรรยา เมื่อได้มายืนใกล้ๆจึงได้รู้ว่านางช่างตัวเล็กนัก แต่เรื่องความเฉียวฉลาดเขาก็ได้ยินมาไม่น้อยจากกองทัพที่มักจะเอ่ยชมให้ได้ยินมาตลอด แต่ถึงจะเก่งกาจเพียงใดถ้าไม่รักก็คือไม่รัก แต่เขาให้เกียรตินางเสมอในฐานะภรรยา แต่มาวันนี้นางช่างห่างเหินเสียเขารู้สึกถึงความเย็นวาบในอกอย่างบอกไม่ถูก รู้แต่ว่าเปลี่ยนไปแต่เปลี่ยนยังไงก็บอกไม่ถูกเช่นกัน
เจี่ยเจียที่แปลว่าพี่สาว

ชาติก่อนเย็นชากับน้องนัก ชาตินี้ก็เหนื่อยหน่อยนะ ฝากกดติดตามกันด้วยนะคะ จะได้ไม่พลาดตอนใหม่นะคะ

| Нравится
Продолжить чтение
Scan code to download App

Latest chapter

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 77

    ทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่ไพศาล มาลียา จากสตรีสูงศักดิ์เมื่อได้ถูกส่งกลับด้วยชื่อเสียงที่อื้อฉาว มือเรียวที่บัดนี้ไม่ได้อ่อนนุ่มเช่นเดิมอีกแล้ว ท่าทีที่หยิ่งยะโสไม่มีให้เห็นเช่นแต่ก่อน บัดนี้ต้องมาทำงานทุกอย่างภายในบ้านที่บิดาส่งนางแต่งงานกับพ่อค้าที่มักจะเดินทางมารับหนังสัตว์บ่อยๆ ตั้งแต่เดินทางมาถึงบิดา

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 76

    ลายาบ่าวผู้ภักดีถึงกับอ้าปากค้าง ด้วยไม่คาดคิดว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ แล้วผู้ใดที่อยู่กับองค์หญิงของนางทั้งคืน ซ้ำเสียงน่าอายนี้ก็ได้ยินกันทั่ว แล้วจะแก้สถานการณ์นี้ได้อย่างไร “กรี๊ด” เสียงกรีดร้องของสตรีที่ยังมีเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยกลิ่นโลกีย์ยังคละคลุ้งอบอวลอยู่ในห้อง บัดนี้นางไ

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 75

    ธูปราคะที่ถูกจุดขึ้นมาได้ไหม้ลงจนเกือบครึ่งแล้ว มาลียาที่ได้สูดดมไปด้วยเริ่มมีอาการร้อนรุ่มไปทั้งร่างกาย สมองและสายตาเริ่มพล่าเลือน ดวงตาราวเมล็ดซิ่งหยาดเยิ้มด้วยอารมณ์กำหนัดที่เกิดจากสูดควันเข้าไปเยอะพอประมานหนึ่ง เฉินโม่เหยียนที่ได้กินยาถอนพิษไปแล้วย่อมไม่ได้รับผลกับสิ่งนี้ จึงมีสีหน้าที

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 74

    สองสามีภรรยาถึงเวลาเดินทางกลับจวนเสียที หลังได้จัดการการค้าทุกอย่างได้เรียบร้อยคงถึงเวลาได้กลับมาเก็บกวาดปัญหาเสียที นางเป็นเพียงองค์หญิงนอกด่านที่ยังไม่ได้เห็นโลกกว้าง การใช้เล่ห์กลที่สตรีนิยมใช้กันทั่วไปเพื่อผูกมัดบุรุษส่วนมากไม่ได้ผลเท่าใดนัก ถึงจะได้ร่วมอภิรมย์แต่ก็หาได้ใจบุรุษ แผนการทุกอย่างของ

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 73

    ภายในเรือนที่อยู่ในด้านหลังป่าไผ่ ปลูกไว้เพื่อความสวยงามจึงไม่ได้บดบังเรือนที่อาศัยของภรรยารอง เสียงสนทนาที่แผ่วเบา กำลังวางแผนที่จะให้ราชบุตรเขยได้ลงเอยเปลี่ยนไม้เป็นเรือเสียโดยเร็ว และจะส่งจดหมายไปถึงท่านมหาข่านให้ส่งคนมาสังหารฮูหยินเอกเพื่อจะได้ทำตามแผนการที่วางเอาไว้ได้ง่ายขึ้น “ก่อนอ

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 72

    “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่" มาลียา ยิ้มอ่อนหวานรับปิ่นปักผมมาอย่างนอบน้อมพลางคิดว่าไม่น่าจะยากเย็นสักเท่าใดถ้าจะเอาชนะใจแม่สามีผู้นี้ เมื่อต้องยกน้ำชาให้กับฮูหยินเอกที่นั่งหลังตรงดูมีอำนาจแผ่กระจายออกมาตามธรรมชาติ ถึงอย่างไรนางก็เป็นชาวบ้านทั่วไปไยต้องเกรงกลัวนางด้วย พลางเหลือบสายตาไปที่ลายา ให

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 71

    สารทฤดูที่มีอากาศอบอุ่นขึ้นใบไม้ร่วงหล่นจนแลดูคล้ายพรมหลากสีสัน สามีภรรยาที่พักผ่อนด้วยเหนื่อยอ่อนจากความวุ่ยวายในงานแต่งงานรับภรรยารองเข้ามา ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความสดใสเมื่อได้พักผ่อนมาทั้งคืน ต่างจากอีกฟากของห้องหอที่มีบรรยากาศอึมครึมแต่เช้าตรู่ ที่ร่างงดงามพึ่งจะได้หลับตาลงเพียงไม่ถ

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 70

    ตลอดทางที่เกี้ยวถูกหามมาได้มีเสียงชื่นชมในความงดงามขององค์หญิงที่แต่งเข้ามาในตระกูลเฉิน หนึ่งในนั้นได้มีหูไฉ่หยูได้ยืนดูด้วยความอิจฉา นางเป็นถึงบุตรสาวท่านเสนาบดียังปฏิเสธที่จะรับแต่งเข้าตระกูลแต่กับองค์หญิงเผ่าป่าเถื่อนเช่นนี้กลับยอมรับกันได้ ช่างโมโหเสียจริง เมื่อเสียงดนตรีมาหยุดตรงหน

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 69

    ภายในรถม้าที่ตกแต่งอย่างสมเกียรติมีสตรีที่มีใบหน้างดงามราวปีศาจจำแลง ทรวดทรงองค์เอวช่างมีส่วนเว้าส่วนโค้งงดงาม ผิดกับนิสัยที่เย่อหยิ่งจองหอง ด้วยเติบโตมาในทุ่งหญ้าที่มีแต่คนพะเน้าพะนอ ยกยอปอปั้นจนนางมั่นใจว่าไม่มีสตรีใดจะงดงามไปกว่านางอีกแล้ว การที่จำต้องเดินทางมาแต่งเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นใหญ่อย่างแ

  • ฮูหยินสายลุย   บทที่ 68

    อนุซุนย่อมมองเล่ห์กลหลังบ้านได้ถ่องแท้ด้วยเคยคิดฟาดฟันกันมาก่อน ถึงจะไม่ได้หนักหน่วงถึงเพียงนั้นแต่ทุกบ้านย่อมมีความอิจฉาริษยาบ้างไม่มากก็น้อย “เฮ้อเราคงต้องระวังให้ดี อยู่ดีๆ ก็มีไฟกองใหญ่จุดขึ้นในบ้านเสียอย่างนั้น” ฮูหยินใหญ่ที่ยังมีใบหน้างดงามถึงแม้จะเลยวัยสาวไปหลายปี ได้แต่ถอนหายใจเป็นครั้งที

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status