LOGINเพราะถูกแมวยักษ์ตบเลยทะลุมิติมาเป็นเฟิ่งเหยียน องค์หญิงแห่งเผ่าหงส์ที่สามารถมีสามีสัตว์อสูรได้มากถึงห้าตน! เอาสิ! สาวซิงอย่างเธอจะเลือกสามีให้หนำใจไปเลย! เฟิ่งเหยียน สัตวแพทย์สาวที่ทะลุมิติเข้ามาในโลกสัตว์อสูร ได้เป็นองค์หญิงทั้งที คิดว่าจะได้เสวยสุข รายล้อมไปด้วยสามีหนุ่ม ๆ ซิกแพคแน่น ๆ แต่ดั๊นมาถูกเนรเทศออกจากเผ่าซะอย่างนั้น! แต่ไม่เป็นไร… แพทย์ฝีมือดีอย่างเธอไปเปิดโรงหมอเพื่อสังคมก็ได้! แต่ทำไมทำไปทำมา… ชีวิตเธอถึงดันไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามได้ล่ะ? ทั้งสงครามระหว่างเผ่า แล้วไหนจะสงครามชิงบัลลังก์กับน้องสาวอีก! สามีเอก : อิงชิงอวี่ อินทรีครามที่ปากจิกเก่งเหมือนนก สามีรอง : ไป๋จิ่วถิง เจ้าหมาฮักกี้ ตัวตึงแห่งเผ่าคมเขี้ยว ต้นเหตุที่นางต้องถูกเนรเทศ สามีสาม : เสวียนม่อไห่ คุณชายเต่าแสนเจ้าเล่ห์ สามีสี่ : เฉินโม่ เจ้าแมวส้ม ขโมยตัวท้อปของเผ่ากรงเล็บ สามีห้า : ชิงหลุน งูเขียวเจ้าอารมณ์ที่ชอบเลื้อยมาอยู่บนคอของนาง เดอะแบกของทีม อืม… นกจิกงู งูฉกกัด หมาแมวกัดกันเอง โดยที่เต่านั่งแทะเม็ดแตงดู แหม… ชีวิตใหม่ของนาง ช่างบันเทิงจริง ๆ !
View More“เฟิ่งเหยียน! เจ้าทำให้เผ่าหงส์ของเราต้องเสื่อมเสีย!” เฟิ่งฮว๋า ประมุขแห่งเผ่าหงส์ตวาดกร้าว “เจ้าก็รู้ดีว่าการแต่งงานนั้นต้องขึ้นอยู่กับมารดาและแม่สื่อ แต่เหตุใดเจ้าจึงกล้าทำพันธสัญญาอวี่อินกับเจ้าหมาจรเช่นนี้!”
ดวงตาหงส์ของมารดาจ้องเขม็งไปที่บุตรสาวคนโต ผู้มีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิงใหญ่แห่งเผ่าหงส์ที่สามารถครองคู่ได้มากถึงห้าตน ด้วยฐานันดรของนางย่อมหาคู่ครองที่เป็นหัวหน้าเผ่าหรือบรรดาคุณชายสูงศักดิ์จากจวนต่าง ๆ ได้
แต่นาง! กลับอวี่อินผูกพันธสัญญาร่วมเป็นตายกับหมาจรที่ไร้หัวนอนปลายเท้าตนหนึ่ง!
เรื่องนี้นับว่าเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่เผ่าหงส์เป็นอย่างมาก หากเป็นเช่นนี้แล้ว นางจะสามารถหาคู่ครองที่เหลืออีกสามตนให้ดีได้อย่างไร!?
นั่นไม่เป็นการขาดทุนหรอกหรือ!?
ด้วยแต่ละเผ่าได้ส่งทรัพย์สมบัติเงินทองข้าวของมาบรรณาการ เพื่อเจรจาต่อรองขอตำแหน่งคู่ครองด้วยแล้วเช่นนี้
“แต่ท่านแม่… เจ้าหมาน้อยตัวนี้ กระโดดขวางขบวนแห่ของเฟิ่งเจิน เพื่อปกป้องข้านะเจ้าคะ หากไม่มีมัน ข้าคงต้องถูกอาชาสารถีเหยียบตายเป็นแน่!” เฟิ่งเหยียนพยายามอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“นั่นเป็นเพราะเจ้าออกไปขวางทางขบวนแห่ของเจินเจินกับบรรดาสามีทั้งห้าของนางเอง” เฟิ่งฮว๋ายกมือขึ้นมาห้ามปราม เมื่อเห็นเฟิ่งเหยียนอ้าปากจะอธิบายอีกครั้ง “พอที! แม่ไม่อยากฟังแล้ว อาเหยียน! ยามนี้ เจ้ามีสองทางเลือกเท่านั้น!”
เฟิ่งเหยียนยกมุมปากเย้ยหยัน
ดูเอาเถิด! ท่านแม่ที่รักของข้า ยามที่ท่านเรียกน้องสาว ท่านเรียกเจินเจินอย่างรักใคร่ อีกทั้งยังจัดเตรียมห้าสามีที่เก่งกาจไว้ให้นางอย่างพร้อมสรรพ
แต่กับข้า... ท่านกับเรียกอาเหยียนเสียห่างเหิน อีกทั้งข้ายังเป็นแฝดผู้พี่ที่สมควรออกเรือนก่อน แต่กลับมีสามีเพียงอิงชิงอวี่ บุตรชายคนรองของหัวหน้าเผ่าปักษาเพียงรายเดียว!
และที่ข้าช้ำใจที่สุด ก็คือเมื่อคืน… คืนเข้าหอของพวกข้าที่ท่านจงใจสลับเกี้ยวสามี ยก อิงห่าวเทียน บุตรชายคนโตของหัวหน้าเผ่าปักษา คู่หมั้นของข้าให้ไปเข้าเรือนของเฟิ่งเจินแทน!
“ทางเลือกแรก คือเจ้าต้องเลิกสนใจเจ้าหมานี่ ปล่อยให้มันตายไปซะ เพราะมันดื่มเลือดเจ้า ทำอวี่อินกับเจ้าเพียงฝ่ายเดียว แต่เจ้ายังไม่ได้ดื่มเลือดของมัน จึงยังไม่นับว่าเป็นอวี่อินที่สมบูรณ์!” เฟิ่งฮว๋าเชิดหน้าขึ้นสูง “หรือทางที่สอง…”
“หากเจ้าเลือกมัน เจ้าจะต้องถูกเนรเทศ ถูกตัดสิทธิ์ครองบัลลังก์ กลายเป็นสามัญชน ไม่มีสิทธิ์ก้าวขึ้นมาที่เผ่าหงส์อีกตลอดกาล!”
เฟิ่งเหยียนจิกเล็บลงในฝ่ามือจนเลือดซิบ เม้มริมฝีปากแน่น ท่ามกลางสายตาเย้ยหยันลำพองใจของเฟิ่งเจิน แฝดน้อง ตัวต้นเหตุที่นำเรื่องไปฟ้องมารดา จนทำให้นางต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากแบบนี้!
แต่... เสียใจด้วยนะ! เฟิ่งเหยียนคนเดิมที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตากล้ำกลืนฝืนทนยอมรับความรักที่ลำเอียงเช่นนี้ ได้กระอักเลือดตายไปด้วยความเสียใจ ตั้งแต่เมื่อคืน... คืนเข้าหอไปแล้ว!
คนที่อยู่ตรงนี้คือ เฟิ่งเหยียน สัตวแพทย์สาวในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด!
ความรักที่บิดเบี้ยวเช่นนั้น… นางไม่ต้องการ!
ตำแหน่งองค์หญิงที่เป็นแค่เปลือก เพื่อรอวันขายให้แก่เผ่าอื่น… นางก็ไม่ต้องการ!
ในเมื่อนางทะลุมิติมาเป็นหงส์ที่มีปีกเช่นนี้ นางก็มิใช่นกน้อยในกรงทองตัวเดิมอีกต่อไป!
“ข้าเลือกเจ้าหมาน้อยตัวนี้!” เฟิ่งเหยียนตอบกลับอย่างเด็ดขาด ท่ามกลางสายตาตกตะลึงงันของท่านแม่และเหล่าผู้อาวุโสของเผ่า ยกเว้นเพียงเฟิ่งเจินที่ยกยิ้มพรายอย่างยินดี ใบหน้าจิ้มลิ้มยกสูงอย่างลำพอง
“เจ้า! ได้! ได้! ช่างดีนัก! เจ้ายอมทิ้งตำแหน่งองค์หญิง เพื่อหมาจรจัดเพียงตัวเดียว ดี!” เฟิ่งฮว๋าแค่นเสียงออกมา “เช่นนั้นก็จงไสหัวออกไปจากเผ่าของข้า พาสามีและเจ้าหมาจรนั่นออกไป แล้วอย่าได้ย่างกรายกลับมาที่นี่อีก!”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่!” เฟิ่งเหยียนประสานมือเคารพลาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสั่งสามีที่ยืนอยู่ด้านข้าง “อาอวี่! ประคองเจ้าหมาน้อยนั่น แล้วไปกันเถอะ!”
อิงชิงอวี่มีสีหน้าที่ไม่ใคร่พอใจนัก ที่อยู่ดี ๆ ก็ต้องมีสหายสามีเป็นหมาจรเช่นนี้ แต่จะให้เขาทำอย่างไรได้ ในเมื่อเขาเป็นเพียงเขยแต่งเข้า ฮูหยินว่าอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น!
ร่างสูงกำยำของอินทรีหนุ่ม ย่อตัวลงประคองร่างเด็กหนุ่มวัยละอ่อน หูสามเหลี่ยมกระดิกอย่างอ่อนแรง แผ่นหลังเต็มไปด้วยรอยแส้จากฝีมือสามีของน้องสาวนาง เรือนผมยาวสีขาวสยายปกปิดใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบสกปรก หางฟูฟ่องลู่ตกลงมา
อิงชิงอวี่แบกเจ้าหมาจรอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ก็จำยอมเดินตามหลังเฟิ่งเหยียนออกมา จนถึงหน้าประตูเผ่า ก่อนจะเอ่ยถามว่า “แล้วเราจะไปที่ไหนกันดีเล่า? องค์หญิง”
“ยามนี้ ข้าไม่ได้เป็นองค์หญิงแล้ว อาอวี่” เฟิ่งเหยียนหันมาบอกเสียงอ่อน “ขอโทษด้วยที่ทำให้เจ้าต้องลำบาก... จากที่ได้เป็นราชบุตรเขยอยู่ดี ๆ ก็ต้องกลายมาเป็นคนไร้บ้านเสียแล้ว”
อิงชิงอวี่ปั้นสีหน้าลำบาก “ไม่เป็นไรหรอก ข้าเองก็เริ่มจะคุ้นกับนิสัยที่เปลี่ยนไปของท่านเช่นนี้แล้ว”
จากเฟิ่งเหยียนคนเดิมที่แสนเย็นชา ภายในวันเดียวกลับกลายเป็นคนใจดีมีเมตตา ขวัญกล้าถึงขั้นยื่นมือให้ความช่วยเหลือสัตว์อื่น!
“อีกอย่าง อยู่ที่นี่ ข้าก็รั้งแต่จะอยู่ภายใต้เงาของพี่ชาย การที่ได้ออกไปนอกเผ่า อาจจะทำให้ข้าได้ค้นพบตนเองก็เป็นได้” อิงชิงอวี่ยิ้มอย่างจริงใจ “ข้าเป็นอินทรี กรงขังเช่นเผ่าปักษาย่อมไม่อาจกักขังข้าได้ตลอดชีวิต เราเป็นนกย่อมมีอิสระในการโผบินอยู่แล้ว!”
เฟิ่งเหยียนอมยิ้มไปกับคำตอบของสามีเอก “เช่นนั้น เราก็ไปผจญภัยกันเถอะ! โลกใบนี้ยังมีอะไรให้เราค้นหาอีกตั้งมากมาย ยังมีอีกหลายเผ่าที่กำลังรอให้เราไปเยือน แต่ถ้าเงินหมดขึ้นมาเมื่อใด... ข้าก็จะเปิดโรงหมอหาเงินมาเลี้ยงดูพวกเจ้าสองสามีเอง!”
“ท่านแม่จะไม่เข้าไปห้ามท่านพ่อและน้อง ๆ หน่อยเหรอเจ้าคะ?”เฟิ่งเหยียนมองดูภาพความวุ่นวายและอบอุ่นตรงหน้า นัยน์ตาสีทองส่องประกายระยิบระยับ แม้ในยามนี้ พวกเขาทุกคนจะเติบใหญ่เป็นถึงหัวหน้าเผ่าผู้ค้ำจุนใต้หล้า ทว่ายามเมื่ออยู่ต่อหน้านาง บุรุษทั้งสิบตนนี้กลับยังคงเป็นเพียงสามีขี้ดื้อและบุตรชายตัวแสบดังเดิมไม่เคยเปลี่ยนหงส์สาวหัวเราะแผ่วเบา เสียงกังวานใสปานกระดิ่งสวรรค์สะท้อนกลบเสียงเกลียวคลื่น “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวพวกเขาเหนื่อยก็คงจะหยุดกันเอง”นางพูดพลางลุกขึ้นยืน สองปีกสีทองอร่ามสยายกางออกกว้าง เป็นสัญญาณว่านางกำลังจะโผบิน“ท่านแม่จะไปไหนหรือเจ้าคะ?” เฟิ่งจินร้องถามด้วยความตกใจ ด้วยช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงที่ท่านแม่จะพำนักอยู่ที่เผ่าครีบวารีอีกครึ่งเดือน ก่อนที่จะสลับหมุนเวียนไปพำนักที่เผ่าอื่นต่อเฟิ่งเหยียนคลี่ยิ้มละมุน นัยน์ตาสีทองทอประกายลึกซึ้งยามทอดมองทิวทัศน์ขอบฟ้าไกลที่เต็มไปด้วยหมู่เมฆ แสงอาทิตย์ยามอัสดงสะท้อนกับขนนกสีทองอร่ามบนปีกคู่โตที่สยายออกกว้างจนเกิดเป็นรัศมีเรืองรองนางหันกลับมามองบุตรสาวคนโตที่ก้าวขึ้นมารับภาระอันหนักอึ้งต่อจากนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความภาคภูม
เมื่อเส้นทางหัวหน้าเผ่าถูกบิดาของตนขจัดปัญหาและจัดเตรียมไว้ให้อย่างพร้อมสรรพ บรรดาบุตรชายของเฟิ่งเหยียนกับอิงชิงอวี่ ไป๋จิ่วถิง เสวียนม่อไห่ เฉินโม่ และชิงหลุนก็ได้เตรียมตัว เพื่อเข้ารับการทดสอบ เตรียมตัวเข้ารับตำแหน่งต่อไปสำหรับเฟิ่งจิน บุตรสาวคนโตของนาง เฟิ่งเหยียนได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ในการรักษาผู้อื่นให้อย่างหมดสิ้น อีกทั้งยังชี้แนะถึงบรรดาสตรีเผ่าหงส์นางอื่น ๆ อีกด้วย เกี่ยวกับการเลื่อนระดับปราณ ไม่ว่าจะเป็นการให้อภัยหรือการให้ชีวิตแก่ผู้อื่นสิ่งเหล่านี้เป็นเคล็ดวิชาที่นางประสบมากับตัว มันอาจจะฟังแล้วดูง่าย แต่มิใช่ว่าทุกนางจะสามารถทำได้!ครั้นเห็นว่าเฟิ่งจินสามารถรับช่วงต่อ เพื่อดูแลเผ่าหงส์ได้แล้ว เฟิ่งเหยียนจึงได้ตัดสินใจสละตำแหน่งประมุข ยกลัญจกรหงส์และอำนาจทั้งหมดให้แก่นางก่อนที่เฟิ่งเหยียนจะผันตนเองมาเป็นนกน้อยพเนจร ออกท่องเที่ยวไปทั่วหล้าอย่างสำราญใจ โดยมีจุดหมายปลายทางเป็นการหมุนเวียนไปพำนักตามเผ่าต่าง ๆ ของสามีและบุตรชายอย่างในวันนี้ เป็นช่วงหนึ่งเดือนที่นางต้องพำนักอยู่ที่เกาะเสวียนสือเต่าร่วมกับเสวียนม่อไห่“ท่านแม่!
วันเวลาหมุนผ่านไปราวกระแสน้ำหลาก จากลูกสัตว์ตัวน้อยในวันนั้น เติบใหญ่กลายเป็นยอดสัตว์อสูรและผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าเผ่าที่น่าเกรงขามในวันนี้หลังจากวันนั้นที่อิงชิงอวี่ ไป๋จิ่วถิง เสวียนม่อไห่ เฉินโม่ และชิงหลุนต่างแยกย้ายพาบุตรชายกลับเผ่า เพื่อฝึกปราณตามแบบฉบับของเผ่า รวมถึงการเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าเผ่าอย่างเป็นทางการด้วยปราณตะวันที่พวกเขาครอบครองอยู่สำหรับอิงชิงอวี่ ไป๋จิ่วถิง เสวียนม่อไห่ และชิงหลุนนั้น นับว่าเป็นการดำรงตำแหน่งหัวหน้าเผ่าอย่างราบรื่น เนื่องจากอิงชิงอวี่รับตำแหน่งต่อจากบิดา ไป๋จิ่วถิงที่เป็นหลานชายของผู้อาวุโสไป๋ สายเลือดของตระกูลไป๋ สายพันธุ์วายุเหมันต์เพียงหนึ่งเดียว เหลี่ยวกังย่อมยินดียกตำแหน่งให้อย่างเต็มใจส่วนเสวียนม่อไห่ เสวียนอู่แห่งตระกูลเสวียน ไม่ว่าจะเป็นปราณตะวันหรือทรัพย์สินอันมั่งคั่งของตระกูล ล้วนแต่สมมงกับตำแหน่งหัวหน้าเผ่าทั้งสิ้น สุ่ยตงเฉิงจึงส่งต่อให้อย่างไร้ปัญหา โดยเฉพาะชิงหลุนที่ท่านลุงหลงชางเฉินแทบอยากจะยกทั้งเผ่ามาประเคนให้ ครั้นเห็นชิงหลุนตอบรับสักที เขาก็ร้องไห้ดีใจไปสามวันสามคืนจนดวงตาแดงช้ำแต่คนที่มีปัญหามาก
ล่วงเลยมาถึงวันที่แปด ไข่ฟองที่ห้าของเสวียนม่อไห่ก็ขยับเขยื้อนอย่างใจเย็น เปลือกไข่ค่อย ๆ ร้าว ปริแตกเป็นจังหวะเนิบนาบ ก่อนที่ลูกเต่าดำตัวน้อยที่มีกระดองหินหยกวารีสีเขียวมรกตติดอยู่บนแผ่นหลังจะคลานต้วมเตี้ยมออกมาอย่างไม่รีบร้อนน้องน้อยตัวจิ๋วนั่งแปะอยู่บนแท่นฟัก หันมองหน้าพ่อแม่ด้วยสายตานิ่งสงบดั่งผู้ผ่านโลกมานานนับร้อยปี เสวียนม่อไห่ลูบศีรษะลูกชายตัวน้อยด้วยความภาคภูมิใจ“ไม่รีบร้อน มั่นคง และสง่างาม... สัญชาตญาณเสวียนอู่เด่นชัดยิ่งนัก เจ้าทำดีมาก... เจ้าห้า”เฟิ่งเหยียนส่งยิ้มอ่อนหวาน พลางอุ้มลูกเต่าเข้ามากอด “ยินดีต้อนรับนะ เสวียนฮั่นเจิ้น เจ้าห้าของแม่...”จนกระทั่งถึงวันสุดท้าย... วันที่สิบแห่งการรอคอยอันแสนทรมานใจโรงฟักไข่ตกอยู่ในความเงียบสงัดระคนตึงเครียด โดยเฉพาะชิงหลุน อสรพิษหนุ่มผู้ปากแข็งและเย็นชา บัดนี้ใบหน้ารูปงามกลับเคร่งขรึมจนหน้าเขียวหน้าเหลืองนัยน์ตาคมกริบจับจ้องไปยังไข่ฟองสุดท้ายที่ยังคงนิ่งสนิทไม่ไหวติง ลิ้นสองแฉกของเขาเริ่มสั่นระริกด้วยความวิตกกังวลอยู่ภายในใจหนึ่งก็กลัวว่าลูกของตนจะเป็น
ค่ายทหารของเผ่าพฤกษาตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางวงล้อมของต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้า กำแพงค่ายถูกถักทอขึ้นจากรากไม้ขนาดมหึมาและไม้ซุงเหลาลูกกรงอย่างแน่นหนาภายในพื้นที่อันกว้างขวางมีทหารร่วมสองพันนาย กระจายกำลังทำงานกันอย่างตั้งใจ ทว่าภาพที่เห็นกลับดูสับสนอลหม่านมากกว่าจะเป็นระเบียบวินัยทหาร ทหา
บรรยากาศแห่งความวุ่นวายเริ่มเปลี่ยนเป็นระเบียบมากขึ้น เมื่อกองทัพของเซี่ยงเต๋อเข้ามาควบคุมสถานการณ์ เฟิ่งเหยียนปาดเหงื่อพลางส่งสัญญาณให้เสวียนม่อไห่ช่วยหยิบสมุนไพรจากกระดองเก็บของของเขาออกมา เนื่องจากมีผู้คนเข้ามาเยอะขึ้น นางก็ไม่ควรเปิดเผยความสามารถของตนเองมากเกินไปเต่าหนุ่มจัดการคัดแยกส
พอพูดถึงงูตัวนั้น หัวใจของแต่ละคนก็เต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวในพริบตานั้นยังเกาะกินหัวใจ พวกเขาเข้าใจความแตกต่างระหว่างระดับปราณได้อย่างชัดเจนก็ตอนนี้!แม้จะยังไม่ได้ลงมือสู้ แต่กลิ่นอายของปราณที่แผ่ออกมาก็ทำให้พวกเขารู้ได้ทันทีว่าสู้ไม่ได้!ในพริบตาที่สบกับดวงตาสีมรกตที่เรียวแคบนั้น
เฟิ่งเหยียน อิงชิงอวี่ และเสวียนม่อไห่ถลาไปที่ระเบียง พลางชะโงกหน้ามองเงาสีส้มที่ปราดเปรียวราวกับลูกธนูซึ่งกำลังไต่ไปตามหลังคาเรือนอย่างไม่เกรงกลัวความสูงแม้จะเห็นว่าผู้ร้ายหลบหนีไปต่อหน้า ทว่าสำหรับพวกเขา เฟิ่งเหยียนก็ยังสำคัญที่สุด“ท่านปลอดภัยดีหรือไม่?” อิงชิงอวี่ถา






![ขย่มรัก ขย่มบัลลังก์ [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





reviews