เข้าสู่ระบบถูกบิดาจับสมรสเพื่อเกื้อหนุนวงศ์สกุล ถูกสามีหลอกใช้เพื่อการแก้แค้น วาระสุดท้ายของข้าก็คือการจบชีวิตอย่างเดียวดาย เมื่อได้เกิดใหม่อีกครั้งสิ่งแรกที่ข้าทำก็คือจะไม่ยอมเป็นหมากของผู้ใดอีก จะขอเป็นปลาเค็มตากแห้ง ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย กิน นอน ไม่แข่งขัน ไม่แย่งชิง ไม่ทำให้ตนเองต้องเหน็ดเหนื่อยเพื่อผู้อื่นอีก น่าเสียดายที่ตลอดเส้นทางการพยายามเป็นปลาเค็มของข้า มักจะถูกขัดขวางจากคนที่ใช้ข้ออ้างว่าหวังดีต่อข้ามาสร้างเรื่องยุ่งยากให้ข้าอยู่ร่ำไป ยังมีคนในชาติก่อนที่แม้ว่าข้าจะปล่อยวางความแค้นไปแล้ว แต่พวกเขากลับไม่คิดจะปล่อยข้าไป ได้! เช่นนั้นข้าก็จะกำจัดพวกมันทิ้งให้หมดทั้งคนที่คอยขัดขวางเส้นทางเป็นปลาเค็มของข้าและคนที่เคยทำร้ายข้าในชาติที่แล้ว ในเมื่อข้ามีความสุขไม่ได้พวกมันก็อย่าหวังเลยว่าจะได้มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข
ดูเพิ่มเติมแสงแดดยามเช้าที่สาดส่องเข้ามาในตำหนักคุนหนิง ทำให้ชุยชิงอีที่กำลังตกอยู่ในห้วงฝันอันร้ายกาจพลันลืมตาตื่นขึ้นมา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของอำพันทะเลที่คล้ายมีคล้ายไม่มีทำให้นางรู้ว่าคนที่กำลังนั่งมองนางอยู่ด้านข้างของแท่นบรรทมคือหลี่ฉางฮ่องเต้ สามีที่นางทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อช่วยให้เขาได้ครอบครองราชบัลลังก์อย่างมั่นคง
“ฮองเฮา! ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นขึ้นมาได้เสียที” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของหลี่ฉางฮ่องเต้ทำให้ชุยชิงอีหันไปจ้องมองเขา ใบหน้าคมคายได้รูป ดวงตาที่เคยกระจ่างใสแต่ยามนี้กลับซับซ้อนจนยากจะมองออกว่าเขากำลังคิดสิ่งใด ชุยชิงอีผ่อนลมหายใจของตนเองออกมาแล้วจึงได้เอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนแรง
“ฝ่าบาทกำจัดซูไทเฮาและพระสนมซูเฟยได้แล้วใช่ไหมเพคะ” เมื่อข้าเอ่ยถามออกมาเช่นนี้หลี่ฉางฮ่องเต้ก็พยักหน้า แววตาที่ทอประกายแห่งความยินดีของเขาทำให้ชุยชิงอีหลับตาลงพลางยื่นมือไปลูบหน้าท้องของตนเองอย่างแผ่วเบา เขาย่อมจะมองเห็นการกระทำของนางจึงได้ยื่นมือของเขามากุมมือของนางเอาไว้
“ฮองเฮาวันหน้าพวกเราจะมีลูกอีกสักกี่คนก็ได้ การเสียสละลูกทั้งสองของเจ้าในครั้งนี้ช่วยทำให้ความแค้นที่สั่งสมมานานหลายปีของข้าสามารถชำระล้างได้เสียที” คำพูดของเขาทำให้ดวงตาที่ยังปิดอยู่ของชุยชิงอีหลั่งน้ำตาออกมา
“เสือยังไม่กินลูกของตน หากหม่อมฉันล่วงรู้แผนการของฝ่าบาทมีหรือที่หม่อมฉันจะไม่ขัดขวาง ยามนี้คงสมพระทัยของฝ่าบาทแล้ว ทั้งองค์รัชทายาทและลูกที่กำลังจะถือกำเนิดออกมาของหม่อมฉันล้วนไม่อยู่แล้ว องค์ไทเฮาและซูเฟยก็สารภาพผิดแล้ว ขอแสดงความยินดีต่อฝ่าบาทที่ในที่สุดก็ไม่มีผู้ใดมาคอยฉุดรั้งพระราชอำนาจของฝ่าบาทได้แล้ว” ชุยชิงอีลืมตาขึ้นมาจ้องมองใบหน้าของเขาอีกครั้งแล้วจึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“หม่อมฉันคนนี้ก็หมดสิ้นแรงกายและแรงใจจะทุ่มเทเพื่อฝ่าบาทแล้ว ยามนี้สกุลชุยของหม่อมฉันนอกจากท่านพ่อแล้วก็ไม่เหลือผู้ใดอีก ขอฝ่าบาททรงมีพระเมตตาช่วยปลดท่านพ่อของข้าลงจากตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีด้วย ได้เวลาที่เขาจะกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่แต่ภายในจวนแล้วเพคะ”
“เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าเจ้ากำลังพูดอันใดออกมา” คำถามของเขาทำให้ชุยชิงอียิ้มออกมา
“ยามนี้ไม่มีสกุลซูแล้ว ท่านพ่อของหม่อมฉันก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องครอบครองตำแหน่งสูงอีก พี่ชายทั้งสามของหม่อมฉันสละชีพเพื่อปกป้องฝ่าบาทและหม่อมฉันไปแล้ว ตัวหม่อมฉันเองก็สูญเสียบุตรชายและทารกที่อยู่ในครรภ์ไปแล้ว หลังจากนี้หม่อมฉันก็ไม่มีสิ่งใดให้ฝ่าบาทใช้งานแล้ว ดังนั้นขอฝ่าบาทได้โปรดรับฟังคำขอครั้งสุดท้ายของหม่อมฉันด้วยเพคะ”
“คำขอครั้งสุดท้ายเช่นนั้นหรือ ฮองเฮา! เจ้ากำลังโกรธแค้นข้าและบิดาของเจ้าอยู่ใช่หรือไม่” คำถามของหลี่ฉางฮ่องเต้ทำให้นางส่ายหน้าแต่สายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บช้ำของนางมีหรือที่เขาจะมองไม่เห็น
“ข้ารู้ว่ายามนี้เจ้ากำลังเสียใจ ช่วงนี้พักฟื้นร่างกายของเจ้าให้ดีเถิด อำนาจการจัดการวังหลังข้ามอบหมายให้หวังกุ้ยเฟยรับหน้าที่แทนเจ้าไปแล้ว หลังจากนี้จงพักผ่อนให้ดีแล้วข้าจะมาเยี่ยมเยียนเจ้าใหม่” เมื่อเอ่ยจบเขาก็สะบัดชายแขนเสื้อแล้วเดินจากไปด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ชุยชิงอีจ้องมองฉลองพระองค์สีเหลืองสดของหลี่ฉางฮ่องเต้แล้วก็พลันรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ดวงตา องค์รัชทายาทถูกคนทำให้จมน้ำตาย ยาบำรุงครรภ์ของนางถูกคนใส่ยาพิษเอาไว้ หลักฐานทั้งหมดชี้เป้าความผิดไปที่ซูไทเฮาและซูเฟย แต่นางรู้ดีว่าต่อให้คนทั้งคู่มีความกล้าสักเพียงใดก็ไม่กล้าเสี่ยงทำร้ายลูกของข้า คนที่กล้าลงมือได้มีแค่เพียงหลี่ฉางฮ่องเต้ผู้เป็นทั้งบิดาของลูกและเป็นสามีของนางเพียงเท่านั้น ซึ่งพอนางถามเขาก็ไม่ได้ปิดบัง เพียงแต่การยอมรับอย่างตรงไปตรงมาของเขาในครั้งนี้ทำให้นางเจ็บปวดใจเสียยิ่งกว่าการถูกเขาหลอกลวงเสียอีก
ซูไทเฮาและพระสนมซูเฟยวางแผนทำร้ายองค์รัชทายาท และวางแผนทำลายครรภ์ขององค์ฮองเฮา โทษทัณฑ์ในครั้งนี้ทำให้สกุลซูทั้งสกุลพลอยติดร่างแหไปด้วย ฮองเฮาไม่เพียงสูญเสียองค์รัชทายาทไป ยามนี้ยังไม่อาจจะรักษาครรภ์เอาไว้ได้จึงล้มป่วยลงจนไม่สามารถดูแลวังหลังได้อีก อำนาจการดูแลวังหลังจึงตกไปอยู่ในมือของหวังกุ้ยเฟย
หวังกุ้ยเฟยคือสตรีที่เติบโตขึ้นมาข้างกายหลี่ฉางฮ่องเต้ นางแต่งเข้าตำหนักบูรพาในฐานะพระชายาเอกขององค์รัชทายาท แต่องค์รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์คนที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นฮองเฮากลับเป็นพระชายารองสกุลชุยผู้มีนามว่าชุยชิงอี สร้างความโกรธแค้นให้อดีตพระชายาองค์รัชทายาทอย่างหวังกุ้ยเฟยมาโดยตลอด
ยามนี้สกุลชุยตกต่ำแล้วสามอัจฉริยะแห่งสกุลชุยผู้เป็นพี่ชายของชุยชิงอีล้วนสิ้นชีพไปหมดแล้ว คนที่คอยหนุนหลังชุยชิงอีจึงไม่มีอีก หวังกุ้ยเฟยจึงกล้าสร้างความลำบากใจให้แก่นาง ทั้งเย้ยหยันเรื่องการสูญเสียบุตรชายและทารกในครรภ์ ทั้งเย้ยหยันที่ยามนี้นางสิ้นไร้ความโปรดปรานจากหลี่ฉางฮ่องเต้ การกลั่นแกล้งทั้งต่อหน้าและลับหลังจึงดำเนินต่อไปอีกครึ่งปี หลังจากนั้นร่างกายที่เปราะบางอยู่แล้วของชุยชิงอีจึงไม่อาจจะทนรับความลำบากได้อีกต่อไป
ท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็น ตำหนักคุนหนิงที่ไม่มีกระถางไฟสักกระถางเพื่อสร้างความอบอุ่น นางข้าหลวงที่คอยดูแลเรื่องน้ำร้อนและน้ำชาไม่มีสักคนฟังเสียงเรียกของนาง ชุ่ยผิงสาวใช้ที่ติดตามนางเข้าวังถูกหวังกุ้ยเฟยโบยตีจนตายเมื่อสองเดือนที่แล้วไปแล้ว ชุยชิงอียิ้มออกมาทั้งน้ำตานางรู้ดีว่าสาเหตุที่นางต้องตกอยู่ในสภาพนี้เป็นเพราะนางทำให้หลี่ฉางฮ่องเต้ไม่พอใจคำพูดของนาง
ความไม่พอใจในครั้งนั้นของหลี่ฉางฮ่องเต้ทำให้เขาจงใจมอบอำนาจการดูแลวังหลังให้หวังกุ้ยเฟย ซึ่งความสามารถของหวังกุ้ยเฟยก็ไม่ธรรมดา นางสามารถทำให้ตำหนักคุนหนิงอันโอ่อ่ากลายเป็นตำหนักร้างแทบจะไม่ต่างจากตำหนักเย็น ตอนที่ชุยชิงอีสิ้นใจนางจึงไม่มีผู้ใดอยู่ข้างกายเลยสักคน กว่าจะมีคนรู้ว่านางสิ้นใจก็เป็นตอนที่นางข้าหลวงสังเกตเห็นว่านางไม่ยอมตื่นขึ้นมากินน้ำและอาหารเสียที
“ชิงอี! เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ทำไมเจ้าจึงต้องตกมาอยู่ในสภาพนี้ ชิงอี! เจ้าลืมตาขึ้นมานะ เจ้าคือฮองเฮาของข้า เจ้าจะจากไปเช่นนี้ไม่ได้” เสียงร้องเรียกที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวของหลี่ฉางฮ่องเต้ทำให้ชุยชิงอีที่กำลังจะดื่มน้ำแกงลืมเลือนของยายเมิ่งพลันชะงักไป นานมากแล้วที่เขาไม่ได้เรียกชื่อของนาง เพียงแต่ยามนี้นางอยู่ในปรโลกแล้วต่อให้เขาเรียกชื่อนางจนน้ำเสียงแหบแห้งก็ไม่ส่งผลใดๆ อีกต่อไป
“ดื่มแล้วก็รีบไป คนข้างหลังจะได้ดื่มต่อ” เสียงของยายเมิ่งทำให้คนข้างหลังที่น่าจะรีบไปเกิดใหม่ดันแผ่นหลังของนางไปข้างหน้าทำให้แกงหกรดลงมาใส่หน้าอกของนางจนหมดถ้วย ชุยชิงอีตั้งใจจะหันไปด่าเขาแต่ยายเมิ่งกลับดึงชามน้ำแกงอันว่างเปล่าจากมือของนางไปแล้วก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันเบื่อหน่ายและเย็นชา
“คนต่อไป”
ชุยชิงอีหันไปถลึงตาใส่ร่างสูงใหญ่ที่กำลังดื่มน้ำแกงลืมเลือนด้วยความไม่พอใจ
“เมื่อลืมเลือนแล้วก็ห้ามหันหลังกลับ” เสียงเตือนของยมทูตทำให้ชุยชิงอีจำต้องเดินไปข้างหน้าเพื่อเข้าสู่วังวนแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอีกครั้ง
บรรยากาศภายในเรือนชั้นในเงียบสงบกว่าทุกวัน กลิ่นยาต้มอ่อน ๆ ลอยกรุ่นปะปนกับกลิ่นหอมจางของเครื่องหอมที่จุดไว้ขับความอับชื้น แสงแดดยามสายทอดผ่านบานหน้าต่างเป็นริ้วบาง ตกกระทบฉากกั้นและเครื่องเรือนจนเกิดเงานุ่มนวล ทุกอย่างดูสงบ เรียบร้อย ราวกับเกรงจะรบกวนผู้ป่วยที่กำลังพักฟื้นชุยชิงหว่านเอนกายอยู่บนเก้าอี้นอนใกล้หน้าต่าง สีหน้ายังซีดเซียวอยู่บ้างเพราะอาการบาดเจ็บเพิ่งทุเลา แต่เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ นางนับว่าฟื้นตัวขึ้นมากแล้ว อย่างน้อยก็ไม่มีแววตาตื่นผวาเช่นวันแรก ๆ อีก มือเรียววางบนผ้าห่มบางอย่างสงบ ขณะฟังสาวใช้รายงานว่าเสิ่นสือชวนมาเยี่ยมและเสิ่นอวิ๋นหรูอยากให้นางออกไปต้อนรับเขาด้วยตนเองคราแรกชุยชิงหว่านชะงักไปเล็กน้อยแต่เมื่อคิดได้ว่านางยังติดค้างเรื่องการยกเลิกการหมั้นหมายกับเขา แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่ความผิดของนาง แต่ทว่าการที่องค์ชายใหญ่กล้าขอพระราชทานสมรสจากหลี่เหิงฮ่องเต้ ล้วนเป็นเพราะนางพูดจาตัดขาดกับองค์ชายใหญ่ได้ไม่ชัดเจน นางนั่งนิ่งทบทวนคำพูดอยู่เงียบๆ ใช้เวลาเพียงชั่วครู่นางก็สูดลมหายใจเบา ๆ กดความรู้สึกทั้งหมดลง ก่อนจะยกมือจัดเสื้อคลุมให้เรียบร้อย“เชิญคุณชายใหญ่สกุลเสิ
ข่าวการลอบสังหารชุยชิงหว่านทำให้ทั้งเมืองหลวงสั่นสะเทือน คลื่นลมที่ดูเหมือนสงบของราชสำนักกลับซ่อนคมมีดและเจตนาสังหารเอาไว้ องค์ชายใหญ่ไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปง่าย ๆ สั่งคนออกสืบสวนทุกทิศทาง ไล่ตรวจสอบตั้งแต่เส้นทางเดินทางของชุยชิงหว่าน รายชื่อบ่าวรับใช้ที่ติดตาม ไปจนถึงคนต้องสงสัยที่เคลื่อนไหวอยู่รอบสกุลชุยกับสกุลซูไม่นานนัก เบาะแสที่ได้รับก็ค่อย ๆ ชี้ตรงไปยังสกุลซู หลักฐานหลายอย่างบ่งชัดว่ามือสังหารชุดแรกมีความเกี่ยวข้องกับคนของตระกูลอย่างชัดเจน เมื่อถูกกดดันหนักเข้า ซูฮองเฮาจึงยอมสารภาพความจริงบางส่วน นางยอมรับว่าตนมีใจคิดเล่นงานชุยชิงหว่านจริง แต่จุดประสงค์เดิมเป็นเพียงการ “ข่มขู่” เพื่อให้สกุลชุยรู้ฐานะยินยอมลดฐานะพระชายาเอกของชุยชิงหว่านลง หาได้ตั้งใจให้ถึงแก่ชีวิตไม่คำสารภาพนี้กลับยิ่งทำให้การลอบสังหารซับซ้อนขึ้น เพราะบาดแผล ร่องรอยการลงมือ และจังหวะการจู่โจม ล้วนไม่ใช่วิธีการของคนที่ต้องการแค่ข่มขวัญ หากแต่เป็นการลงมืออย่างเฉียบขาด มุ่งหมายเอาชีวิตตั้งแต่ต้น ราวกับมีมืออีกข้างหนึ่งซ่อนอยู่ใต้เงามืด คอยผลักดันเหตุการณ์ให้ลุกลามจากการคุกคามธรรมดา กลายเป็นการลอบสังหารอย่างแท้จ
ล้อรถม้าหมุนบดไปบนเส้นทางอย่างเชื่องช้า เสียงกุบกับสม่ำเสมอของฝีเท้าม้านั้นกลับยิ่งทำให้บรรยากาศภายในรถม้าคันหน้าดูหนักอึ้งขึ้นทุกขณะภายในรถม้าของสกุลชุย ชุยวั่งชูนั่งอยู่ด้านในสุด สีหน้าเคร่งขรึมไม่กล่าวอันใด ชุยชีชวนหลุบตาต่ำคล้ายกำลังครุ่นคิด ส่วนชุยชีห่าวและชุยชีอัน แม้ยังอายุน้อยกว่า ทว่ายังสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ จึงนั่งตัวตรงเงียบงัน ไม่กล้าเอ่ยถ้อยคำเล่นหัวเหมือนทุกครั้งอากาศในยามเย็นเยียบเย็นนัก เมฆดำคล้อยต่ำราวกับจะกดทับผืนฟ้าให้มืดหม่นลงอีกหลายส่วน สายลมพัดม่านหน้าต่างรถม้าให้ไหวเป็นระยะ ทว่าสิ่งที่ไหวอยู่ในใจผู้คนกลับไม่ใช่เพียงชายผ้าม่านนั้น หากเป็นความรู้สึกอึมครึมที่อธิบายไม่ถูก คล้ายลางร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบไม่มีผู้ใดเอ่ยทำลายความเงียบนี้ราวกับทุกคนต่างรู้ดีว่า ความสงบเช่นนี้มิใช่ความสงบแท้จริง หากเป็นความนิ่งก่อนพายุฝนกระหน่ำด้านหลัง รถม้าอีกคันของจวนแล่นตามมาติดๆ ภายในมีเสิ่นอวิ๋นหรู ชุยชิงอี และชุยชิงหว่านนั่งอยู่ด้วยกัน เดิมทีเสิ่นอวิ๋นหรูยังคิดจะชวนสองบุตรสาวสนทนาเพื่อคลายบรรยากาศ ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของทั้งคู่ก็ได้แต่กลืนคำพูดลงคอไปชุยชิงอีนั่
หลี่เหิงฮ่องเต้เสด็จเข้ามาในโถงงานเลี้ยงพร้อมด้วยซูฮองเฮา ทันทีที่เสียงขันทีประกาศการมาถึงดังขึ้น ทั่วทั้งตำหนักที่ใช้จัดงานเลี้ยงก็เงียบลงในพริบตา เหล่าขุนนางและสตรีสูงศักดิ์ต่างลุกขึ้นถวายบังคมโดยพร้อมเพรียง พระพักตร์ของหลี่เหิงฮ่องเต้ดูเรียบเฉย ทว่าสายพระเนตรที่ทอดไปยังหรงกุ้ยเฟยกลับเย็นเยียบและแฝงความไม่พอพระทัยอย่างชัดเจน ท่าทีที่ทรงกดข่มความขุ่นเคืองเอาไว้ภายใต้ความสงบนั้นทำให้หรงกุ้ยเฟยเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดหวั่นเมื่อซูฮองเฮาทอดพระเนตรเห็นสีพระพักตร์ของฮ่องเต้ มุมพระโอษฐ์ก็คล้ายจะยกขึ้นเล็กน้อย แม้ไม่ได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา แต่ผู้ที่ช่างสังเกตย่อมดูออกว่าพระนางทรงพอพระทัยยิ่งนักที่หลี่เหิงฮ่องเต้ทรงไม่พอพระทัยการกระทำเมื่อครู่นี้ของหรงกุ้ยเฟย หรงกุ้ยเฟยที่เดิมทียังฝืนรักษารอยยิ้มเอาไว้ บัดนี้กลับรู้สึกหนาวสะท้านอยู่ในใจ จนปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อค่อย ๆ กำแน่นเบื้องหลังทั้งสองพระองค์ องค์ชายใหญ่ก้าวตามเสด็จเข้ามาในโถงจัดเลี้ยงด้วยท่วงท่าสง่างาม ทว่านับแต่เข้ามาในตำหนัก สายตาของเขากลับไม่ได้ละไปจากใบหน้าของชุยชิงหว่านแม้แต่น้อย แววตานั้นตรงไปตรงมาเสียจนทุกคนที่มองเ


















ความคิดเห็น