登入ถูกบิดาจับสมรสเพื่อเกื้อหนุนวงศ์สกุล ถูกสามีหลอกใช้เพื่อการแก้แค้น วาระสุดท้ายของข้าก็คือการจบชีวิตอย่างเดียวดาย เมื่อได้เกิดใหม่อีกครั้งสิ่งแรกที่ข้าทำก็คือจะไม่ยอมเป็นหมากของผู้ใดอีก จะขอเป็นปลาเค็มตากแห้ง ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย กิน นอน ไม่แข่งขัน ไม่แย่งชิง ไม่ทำให้ตนเองต้องเหน็ดเหนื่อยเพื่อผู้อื่นอีก น่าเสียดายที่ตลอดเส้นทางการพยายามเป็นปลาเค็มของข้า มักจะถูกขัดขวางจากคนที่ใช้ข้ออ้างว่าหวังดีต่อข้ามาสร้างเรื่องยุ่งยากให้ข้าอยู่ร่ำไป ยังมีคนในชาติก่อนที่แม้ว่าข้าจะปล่อยวางความแค้นไปแล้ว แต่พวกเขากลับไม่คิดจะปล่อยข้าไป ได้! เช่นนั้นข้าก็จะกำจัดพวกมันทิ้งให้หมดทั้งคนที่คอยขัดขวางเส้นทางเป็นปลาเค็มของข้าและคนที่เคยทำร้ายข้าในชาติที่แล้ว ในเมื่อข้ามีความสุขไม่ได้พวกมันก็อย่าหวังเลยว่าจะได้มีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข
查看更多แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องเข้ามาในตำหนักคุนหนิง ทำให้ชุยชิงอีที่กำลังตกอยู่ในห้วงฝันอันร้ายกาจพลันลืมตาตื่นขึ้นมา กลิ่นหอมอ่อนๆ ของอำพันทะเลที่คล้ายมีคล้ายไม่มีทำให้นางรู้ว่าคนที่กำลังนั่งมองนางอยู่ด้านข้างของแท่นบรรทมคือหลี่ฉางฮ่องเต้ สามีที่นางทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อช่วยให้เขาได้ครอบครองราชบัลลังก์อย่างมั่นคง
“ฮองเฮา! ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นขึ้นมาได้เสียที” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของหลี่ฉางฮ่องเต้ทำให้ชุยชิงอีหันไปจ้องมองเขา ใบหน้าคมคายได้รูป ดวงตาที่เคยกระจ่างใสแต่ยามนี้กลับซับซ้อนจนยากจะมองออกว่าเขากำลังคิดสิ่งใด ชุยชิงอีผ่อนลมหายใจของตนเองออกมาแล้วจึงได้เอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนแรง
“ฝ่าบาทกำจัดซูไทเฮาและพระสนมซูเฟยได้แล้วใช่ไหมเพคะ” เมื่อข้าเอ่ยถามออกมาเช่นนี้หลี่ฉางฮ่องเต้ก็พยักหน้า แววตาที่ทอประกายแห่งความยินดีของเขาทำให้ชุยชิงอีหลับตาลงพลางยื่นมือไปลูบหน้าท้องของตนเองอย่างแผ่วเบา เขาย่อมจะมองเห็นการกระทำของนางจึงได้ยื่นมือของเขามากุมมือของนางเอาไว้
“ฮองเฮาวันหน้าพวกเราจะมีลูกอีกสักกี่คนก็ได้ การเสียสละลูกทั้งสองของเจ้าในครั้งนี้ช่วยทำให้ความแค้นที่สั่งสมมานานหลายปีของข้าสามารถชำระล้างได้เสียที” คำพูดของเขาทำให้ดวงตาที่ยังปิดอยู่ของชุยชิงอีหลั่งน้ำตาออกมา
“เสือยังไม่กินลูกของตน หากหม่อมฉันล่วงรู้แผนการของฝ่าบาทมีหรือที่หม่อมฉันจะไม่ขัดขวาง ยามนี้คงสมพระทัยของฝ่าบาทแล้ว ทั้งองค์รัชทายาทและลูกที่กำลังจะถือกำเนิดออกมาของหม่อมฉันล้วนไม่อยู่แล้ว องค์ไทเฮาและซูเฟยก็สารภาพผิดแล้ว ขอแสดงความยินดีต่อฝ่าบาทที่ในที่สุดก็ไม่มีผู้ใดมาคอยฉุดรั้งพระราชอำนาจของฝ่าบาทได้แล้ว” ชุยชิงอีลืมตาขึ้นมาจ้องมองใบหน้าของเขาอีกครั้งแล้วจึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“หม่อมฉันคนนี้ก็หมดสิ้นแรงกายและแรงใจจะทุ่มเทเพื่อฝ่าบาทแล้ว ยามนี้สกุลชุยของหม่อมฉันนอกจากท่านพ่อแล้วก็ไม่เหลือผู้ใดอีก ขอฝ่าบาททรงมีพระเมตตาช่วยปลดท่านพ่อของข้าลงจากตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีด้วย ได้เวลาที่เขาจะกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่แต่ภายในจวนแล้วเพคะ”
“เจ้ารู้ตัวหรือไม่ว่าเจ้ากำลังพูดอันใดออกมา” คำถามของเขาทำให้ชุยชิงอียิ้มออกมา
“ยามนี้ไม่มีสกุลซูแล้ว ท่านพ่อของหม่อมฉันก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องครอบครองตำแหน่งสูงอีก พี่ชายทั้งสามของหม่อมฉันสละชีพเพื่อปกป้องฝ่าบาทและหม่อมฉันไปแล้ว ตัวหม่อมฉันเองก็สูญเสียบุตรชายและทารกที่อยู่ในครรภ์ไปแล้ว หลังจากนี้หม่อมฉันก็ไม่มีสิ่งใดให้ฝ่าบาทใช้งานแล้ว ดังนั้นขอฝ่าบาทได้โปรดรับฟังคำขอครั้งสุดท้ายของหม่อมฉันด้วยเพคะ”
“คำขอครั้งสุดท้ายเช่นนั้นหรือ ฮองเฮา! เจ้ากำลังโกรธแค้นข้าและบิดาของเจ้าอยู่ใช่หรือไม่” คำถามของหลี่ฉางฮ่องเต้ทำให้นางส่ายหน้าแต่สายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บช้ำของนางมีหรือที่เขาจะมองไม่เห็น
“ข้ารู้ว่ายามนี้เจ้ากำลังเสียใจ ช่วงนี้พักฟื้นร่างกายของเจ้าให้ดีเถิด อำนาจการจัดการวังหลังข้ามอบหมายให้หวังกุ้ยเฟยรับหน้าที่แทนเจ้าไปแล้ว หลังจากนี้จงพักผ่อนให้ดีแล้วข้าจะมาเยี่ยมเยียนเจ้าใหม่” เมื่อเอ่ยจบเขาก็สะบัดชายแขนเสื้อแล้วเดินจากไปด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ชุยชิงอีจ้องมองฉลองพระองค์สีเหลืองสดของหลี่ฉางฮ่องเต้แล้วก็พลันรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ดวงตา องค์รัชทายาทถูกคนทำให้จมน้ำตาย ยาบำรุงครรภ์ของนางถูกคนใส่ยาพิษเอาไว้ หลักฐานทั้งหมดชี้เป้าความผิดไปที่ซูไทเฮาและซูเฟย แต่นางรู้ดีว่าต่อให้คนทั้งคู่มีความกล้าสักเพียงใดก็ไม่กล้าเสี่ยงทำร้ายลูกของข้า คนที่กล้าลงมือได้มีแค่เพียงหลี่ฉางฮ่องเต้ผู้เป็นทั้งบิดาของลูกและเป็นสามีของนางเพียงเท่านั้น ซึ่งพอนางถามเขาก็ไม่ได้ปิดบัง เพียงแต่การยอมรับอย่างตรงไปตรงมาของเขาในครั้งนี้ทำให้นางเจ็บปวดใจเสียยิ่งกว่าการถูกเขาหลอกลวงเสียอีก
ซูไทเฮาและพระสนมซูเฟยวางแผนทำร้ายองค์รัชทายาท และวางแผนทำลายครรภ์ขององค์ฮองเฮา โทษทัณฑ์ในครั้งนี้ทำให้สกุลซูทั้งสกุลพลอยติดร่างแหไปด้วย ฮองเฮาไม่เพียงสูญเสียองค์รัชทายาทไป ยามนี้ยังไม่อาจจะรักษาครรภ์เอาไว้ได้จึงล้มป่วยลงจนไม่สามารถดูแลวังหลังได้อีก อำนาจการดูแลวังหลังจึงตกไปอยู่ในมือของหวังกุ้ยเฟย
หวังกุ้ยเฟยคือสตรีที่เติบโตขึ้นมาข้างกายหลี่ฉางฮ่องเต้ นางแต่งเข้าตำหนักบูรพาในฐานะพระชายาเอกขององค์รัชทายาท แต่องค์รัชทายาทได้ขึ้นครองราชย์คนที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นฮองเฮากลับเป็นพระชายารองสกุลชุยผู้มีนามว่าชุยชิงอี สร้างความโกรธแค้นให้อดีตพระชายาองค์รัชทายาทอย่างหวังกุ้ยเฟยมาโดยตลอด
ยามนี้สกุลชุยตกต่ำแล้วสามอัจฉริยะแห่งสกุลชุยผู้เป็นพี่ชายของชุยชิงอีล้วนสิ้นชีพไปหมดแล้ว คนที่คอยหนุนหลังชุยชิงอีจึงไม่มีอีก หวังกุ้ยเฟยจึงกล้าสร้างความลำบากใจให้แก่นาง ทั้งเย้ยหยันเรื่องการสูญเสียบุตรชายและทารกในครรภ์ ทั้งเย้ยหยันที่ยามนี้นางสิ้นไร้ความโปรดปรานจากหลี่ฉางฮ่องเต้ การกลั่นแกล้งทั้งต่อหน้าและลับหลังจึงดำเนินต่อไปอีกครึ่งปี หลังจากนั้นร่างกายที่เปราะบางอยู่แล้วของชุยชิงอีจึงไม่อาจจะทนรับความลำบากได้อีกต่อไป
ท่ามกลางอากาศอันหนาวเย็น ตำหนักคุนหนิงที่ไม่มีกระถางไฟสักกระถางเพื่อสร้างความอบอุ่น นางข้าหลวงที่คอยดูแลเรื่องน้ำร้อนและน้ำชาไม่มีสักคนฟังเสียงเรียกของนาง ชุ่ยผิงสาวใช้ที่ติดตามนางเข้าวังถูกหวังกุ้ยเฟยโบยตีจนตายเมื่อสองเดือนที่แล้วไปแล้ว ชุยชิงอียิ้มออกมาทั้งน้ำตานางรู้ดีว่าสาเหตุที่นางต้องตกอยู่ในสภาพนี้เป็นเพราะนางทำให้หลี่ฉางฮ่องเต้ไม่พอใจคำพูดของนาง
ความไม่พอใจในครั้งนั้นของหลี่ฉางฮ่องเต้ทำให้เขาจงใจมอบอำนาจการดูแลวังหลังให้หวังกุ้ยเฟย ซึ่งความสามารถของหวังกุ้ยเฟยก็ไม่ธรรมดา นางสามารถทำให้ตำหนักคุนหนิงอันโอ่อ่ากลายเป็นตำหนักร้างแทบจะไม่ต่างจากตำหนักเย็น ตอนที่ชุยชิงอีสิ้นใจนางจึงไม่มีผู้ใดอยู่ข้างกายเลยสักคน กว่าจะมีคนรู้ว่านางสิ้นใจก็เป็นตอนที่นางข้าหลวงสังเกตเห็นว่านางไม่ยอมตื่นขึ้นมากินน้ำและอาหารเสียที
“ชิงอี! เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ทำไมเจ้าจึงต้องตกมาอยู่ในสภาพนี้ ชิงอี! เจ้าลืมตาขึ้นมานะ เจ้าคือฮองเฮาของข้า เจ้าจะจากไปเช่นนี้ไม่ได้” เสียงร้องเรียกที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวของหลี่ฉางฮ่องเต้ทำให้ชุยชิงอีที่กำลังจะดื่มน้ำแกงลืมเลือนของยายเมิ่งพลันชะงักไป นานมากแล้วที่เขาไม่ได้เรียกชื่อของนาง เพียงแต่ยามนี้นางอยู่ในปรโลกแล้วต่อให้เขาเรียกชื่อนางจนน้ำเสียงแหบแห้งก็ไม่ส่งผลใดๆ อีกต่อไป
“ดื่มแล้วก็รีบไป คนข้างหลังจะได้ดื่มต่อ” เสียงของยายเมิ่งทำให้คนข้างหลังที่น่าจะรีบไปเกิดใหม่ดันแผ่นหลังของนางไปข้างหน้าทำให้แกงหกรดลงมาใส่หน้าอกของนางจนหมดถ้วย ชุยชิงอีตั้งใจจะหันไปด่าเขาแต่ยายเมิ่งกลับดึงชามน้ำแกงอันว่างเปล่าจากมือของนางไปแล้วก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันเบื่อหน่ายและเย็นชา
“คนต่อไป”
ชุยชิงอีหันไปถลึงตาใส่ร่างสูงใหญ่ที่กำลังดื่มน้ำแกงลืมเลือนด้วยความไม่พอใจ
“เมื่อลืมเลือนแล้วก็ห้ามหันหลังกลับ” เสียงเตือนของยมทูตทำให้ชุยชิงอีจำต้องเดินไปข้างหน้าเพื่อเข้าสู่วังวนแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอีกครั้ง
ในบรรดาคุณชายทั้งสามแห่งจวนอัครเสนาบดี ผู้คนต่างกล่าวกันว่า ชุยชีอันเป็นคนที่ “น่ากลัว” ที่สุด พี่ใหญ่ชุยชีชวนสุขุมอ่อนโยน พี่รองชุยชีห่าวเจ้าสำอางและพูดเก่ง แต่คุณชายสามผู้นี้กลับเย็นชา เงียบขรึม และดุดันยามลงมือทำงานเขาเชี่ยวชาญการต่อสู้ ตั้งแต่วัยเยาว์ก็ชอบสืบคดีและจับโจร จึงเข้าสังกัดศาลต้าหลี่ตั้งแต่อายุยังน้อย กลายเป็นมือปราบฝีมือโดดเด่นที่สุดของกรมอาญา ส่วนเจ้านายโดยตรงของเขาคือ เจ้ากรมตุลาการแห่งศาลต้าหลี่ นิ่งหย่วนเจ๋อนิ่งหย่วนเจ๋อมีบุตรสาวเพียงคนเดียว นามว่า “นิ่งซินเยว่” หากกล่าวถึงชื่อเสียงของนางในเมืองหลวง ผู้คนล้วนขนลุก เพราะนางคือ “หวู่โจ้” มือหนึ่งของศาลต้าหลี่ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการชันสูตรศพมากที่สุดในขณะที่คุณหนูสกุลอื่นกำลังปักผ้า ชมดอกไม้ หรือลองเครื่องประดับ นิ่งซินเยว่กลับใช้เวลาทั้งวันอยู่ในห้องเก็บศพ ตรวจบาดแผล เลาะกระดูก และวิเคราะห์สาเหตุการตาย แม้นางจะงดงามเพียงใด แต่เพราะอาชีพของนาง ทำให้เรื่องแต่งงานล่าช้ามาหลายปีดังนั้นยามที่จวนอัครเสนาบดีส่งแม่สื่อมาสู่ขอ นิ่งหย่วนเจ๋อถึงกับตกตะลึง“เจ้าพูดจริงหรือ คนอย่างชุยชีอันน่ะหรือที่อยากจะแต่งงานกับบุตรสาวของ
ชุยชีห่าว คุณชายรองแห่งจวนอัครเสนาบดี เป็นบุรุษที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างกล่าวขานว่า “เจ้าสำอางอันดับหนึ่ง”ทุกครั้งที่เขาออกจากจวน เสื้อผ้าจะต้องไร้รอยยับ เครื่องหยกที่ห้อยเอวต้องเข้าชุดกับสีอาภรณ์ เส้นผมดำขลับถูกจัดอย่างประณีต แม้แต่พัดในมือยังเปลี่ยนไปตามฤดูกาลบัณฑิตในเมืองหลวงหลายคนลอบหัวเราะว่าเขาแต่งตัวโอ้อวดเกินเหตุ แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าทั้งหมดนั้นล้วนมีเหตุผลมารองรับ และเหตุผลนั้นมีชื่อว่า “จี้หรงอิน”จี้หรงอินคือคุณหนูใหญ่แห่งสกุลจี้ บุตรสาวคนโตของคหบดีใหญ่ผู้ครอบครองกิจการมากมายทั่วเมืองหลวง ทั้งหอสุราเยี่ยนโหรว ภัตตาคารเฝิงไหล หอเครื่องประดับ ร้านผ้า และร้านค้าอีกนับไม่ถ้วนนางงดงามสะดุดตา อีกทั้งยังเฉลียวฉลาดเก่งกาจเรื่องการค้า ตั้งแต่อายุยังน้อยก็ช่วยบิดาดูแลกิจการได้อย่างคล่องแคล่วชุยชีห่าวพบจี้หรงอินครั้งแรกที่ภัตตาคารเฝิงไหลวันนั้นเขาพาน้องสาวทั้งสองออกมากินอาหาร แต่กลับเห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังยืนคิดบัญชีอยู่ด้านหน้าด้วยสีหน้าสงบนิ่ง นางสวมชุดสีเขียวอ่อน ใบหน้างดงามละมุน ทว่าแววตากลับเฉียบคมยามสั่งการลูกน้องในภัตตาคารเพียงแวบเดียว หัวใจของคุณชายรองก็สั่นไหว หลังจากนั้นเขาจ
ชุยชีชวนคือ บุรุษหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาเรียบเฉยแต่แฝงความเฉียบคม เขาเป็นคุณชายใหญ่แห่งจวนอัครเสนาบดี ผู้คนต่างกล่าวขานว่าทั้งบุ๋นและบู๊เขาล้วนเป็นเลิศ ตั้งแต่อายุยังน้อยก็ได้เข้าทำงานในสำนักราชเลขาธิการ เป็นผู้ช่วยคนสนิทของราชเลขาธิการซ่งเซียวหมิงแต่เพราะดีพร้อมเกินไป จึงกลายเป็นที่หมายปองของสตรีทั่วเมืองหลวง โดยเฉพาะท่านหญิงซ่งเจาหนิง บุตรสาวคนโตของซ่งเซียวหมิง นางเป็นที่โปรดปรานขององค์ไทเฮาจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ท่านหญิงเพียงคนเดียวของสกุลซ่งซ่งเจาหนิงแสดงออกอย่างชัดเจนว่าชื่นชอบชุยชีชวน จนถึงขั้นให้ผู้เป็นบิดามาทาบทามเขาหลายครั้ง สุดท้ายชุยชีชวนจึงได้จนมุมเอ่ยโกหกออกไปอย่างไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา“ข้าน้อยมีคู่หมายแล้วขอรับ”ประโยคนั้นทำให้ซ่งเซียวหมิงยอมล้มเลิกความคิด แต่กลับสร้างปัญหาใหญ่ให้จวนสกุลชุยแทนเพราะกังวลว่าเมื่อซ่งเซียวหมิงรู้ว่าชุยชีชวนโกหกเพื่อปฏิเสธบุตรีของเขา ความสัมพันธ์ระหว่างสองจวนจะต้องแตกร้าวอย่างแน่นอน ฮูหยินชุยก็รีบเรียกแม่สื่อมาคัดเลือกว่าที่สะใภ้ทันที“ในเมื่อเจ้าบอกว่ามีคู่หมายแล้ว เช่นนั้นก็รีบเลือกมาสักคน”ชุยชีชวนมองม้วนภาพกองโตอย่างหมดอาลัย
ข้าคือชุยชิงหว่าน บุตรสาวของอนุสกุลชุย ในปีแรกที่เข้ามาอยู่ในจวนสกุลชุย ข้าเต็มไปด้วยความริษยาและความไม่พอใจ ราวกับหัวใจถูกโยนลงในกองไฟที่ไม่มีวันมอดดับเดิมทีข้าเคยคิดมาตลอดว่าตนเองคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของบิดา จวบจนวันที่บิดาพาข้าและมารดาเข้าจวนสกุลชุยของเข้า ข้าจึงเพิ่งจะรู้ว่าแท้จริงแล้วข้ามีพี่ชายถึงสามคน มีพี่สาวอีกหนึ่งคน ส่วนข้าเป็นเพียงบุตรสาวนอกสมรสที่เขาพากลับเข้าจวนตอนแรกข้าคิดว่าชีวิตตนเองคงจะดีขึ้น แม้ว่าจะเป็นบุตรสาวนอกสมรสแต่บิดาของข้าเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีถึงอย่างไรก็ยังมีฐานะสูงกว่าบุตรสาวของบัณฑิตยากจนอย่างเช่นมารดาแท้ๆ ของขาแต่พอเข้ามาอยู่ในจวนอัครเสนาบดีจริง ๆ ข้าจึงได้รู้ว่า ฐานะ “บุตรสาวของอนุที่ถูกเลี้ยงดูอยู่นอกจวน” นั้นต่ำต้อยเพียงใดในสายตาของผู้คน แม้แต่บ่าวรับใช้บางคนยังกล้ามองข้าด้วยสายตาดูแคลนข้าเกลียดสายตาเหล่านั้นเหลือเกิน เกลียดเสียจนอยากดึงมันออกจากใบหน้าของคนพวกนั้นเสีย แต่ข้าทำก็อะไรพวกเขาไม่ได้ สิ่งที่ทำได้มีเพียงการพยายามเรียนรู้ศาสตร์ทั้งสี่อยู่แต่เรือนซวีถงที่บิดามอบให้ข้าและมารดาของข้าเท่านั้นจวบจนวันหนึ่ง ทุกอย่างในชีวิตข้าก็เปลี่ยนไปอีกครั
แม้จะมีอายุแค่เพียงสิบขวบแต่รูปโฉมของชุยชิงอีกลับทำให้ทุกคนที่ได้พบต่างพากันชื่นชมความงามของนางแล้ว พระสนมเต๋อเฟยไม่มีพระธิดา ข้างกายของพระนางไม่มีเด็กผู้หญิงคอยเอาอกเอาใจ หลานสาวในสกุลก็ไม่มีผู้ใดงดงามเท่าชุยชิงอี ดังนั้นทุกครั้งที่เสิ่นอวิ๋นหรูเข้าวังพระนางจึงมักจะตรัสถามถึงชุยชิงอีอยู่เสมอ ยามนี
แม้จะรู้สึกว่าคำพูดของพี่ชายคนรองจะคมกริบจนบาดหัวใจของนางแต่ชุยชิงอีก็ไม่ถือสาคำพูดของเขาเพราะคำพูดของเขาคือความจริง ปลาเค็มตากแห้งเช่นนางแต่กลับอดทนต่อความอยากรู้อยากเห็นของตนเองไม่ไหว สลัดความเกียจคร้านทิ้งลงดินไปแล้ววิ่งไปที่เรือนซวีถงเพียงเพื่อไปดูเรื่องวุ่นวายในเรือนแห่งนั้นเพื่อเสาะหาความสาแก
ผ่านไปเพียงสามวันเรือนซวีถงก็เกิดความวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง เฉินเวินเหนียงคุกเข่าลงตรงหน้าชุยวั่งชูขอให้เขาช่วยท่านลุงของนางที่ในยามนี้ถูกคนของทางการจับตัวไปแล้ว“นายท่านข้าปรนนิบัติรับใช้ท่านมานานหลายปี ไม่เคยขอร้องท่านเลยสักครั้งแต่ครั้งนี้ขอให้นายท่านได้โปรดช่วยเมตตาข้าสักครั้งเถิด ท่านลุงของข้าไ
สีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของเสิ่นอวิ๋นหรูทำให้ชุยวั่งชูทอดถอนใจออกมา“เจ้าคิดจะหย่ากับข้า เจ้าไม่คิดถึงชวนเกอ ห่าวเกอและอันเกอแล้วหรือ ยังมีอีอีน้อยของเจ้าอีก เจ้าจะทำใจหย่าขาดจากข้าไปได้จริงๆ หรือ อวิ๋นหรูข้าขอยื่นคำมั่นกับเจ้าเอาไว้ตรงนี้ ข้าจะควบคุมดูแลพวกนางแม่ลูกให้ดีจะไม่ปล่อ






評論