ร่างบางที่มีใบหน้างดงามแต่ก็ไม่ได้งดงามถึงขนาดล่มเมืองถึงเพียงนั้น นั่งเหม่อลอยด้วยยังจับต้นชนปลายไม่ถูก นางจับใบหน้าที่ยังสวยสดงดงามไม่ได้แก่ชราไปตามกาลเวลาก่อนหน้านี้
ตั้งแต่บิดาเสียชีวิตในสนามรบเพียงไม่ถึงเดือนก็ได้รับ สมรสพระราชทานที่นำมาจากเมืองหลวง ให้แต่งงานกับท่านแม่ทัพ ‘เฉินโม่เหยียน’ที่ประจำการอยู่ที่ ‘เมืองเป่ยฉิน’ ในทิศตะวันตกที่ไม่เคยได้รู้จักมักคุ้นกันมาก่อน
ท่านแม่ทัพเฉิน ขึ้นมาเป็นแม่ทัพแทนท่านพ่อของนาง แต่ท่านแม่ทัพมีสตรีในดวงใจแล้วที่เมืองหลวงถึงจะไม่ต้องการแต่งงานแต่ก็ขัดราชโองการไม่ได้ จนเมื่อแต่งงานเข้ามาตระกูลเฉิน ก็ยังคงทำหน้าที่กุนซือต่อในกองทัพด้วยพยายามขอร้องสามี เพียงหวังว่าจะได้อยู่ใกล้ชิดคิดว่าสักวันหนึ่ง สามีที่มีใบหน้าหล่อเหลาร่างสูงกำยำองอาจดั่งเช่นนักรบ อาจจะยอมรับนางที่เป็นภรรยาจนเกิดความรักขึ้นมาได้เพียงแค่ทำตัวเป็นภรรยาที่ดี อย่างไรเสียบุรุษก็ต้องในอ่อนเข้าสักวัน
แต่เรื่องราวหาเป็นเช่นนั้น ถึงจะอยู่ใกล้ชิดเพียงใด สามีก็ไม่เคยสนใจนางในฐานะภรรยาแม้แต่น้อยเพียงแต่ให้เกียรติเหมือนกับเป็นสหายเสียมากกว่า อาจจะมีอายุใกล้เคียงกันก็เป็นได้ กับสามีก็ไม่ได้มีบุตรด้วยกันถึงจะถูกกดดันเรื่องการสืบทายาท เฉินโม่เหยียนก็ไม่สนใจ และนางเองก็ต้องปล่อยไปเพียงเพราะทำอันใดไม่ได้ในเมื่อผู้ที่เป็นสามีไม่คิดจะร่วมหอด้วย
จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต สามีก็ได้ลาออกจากการเป็นแม่ทัพด้วยวัยห้าสิบแปดปี ความรู้สึกเดียวดายที่ได้พบเจอมาตลอดหลายสิบปีช่างเหน็บหนาวเหลือทน
และใช่นางคือ ‘โจวฟางหลิน’ ที่ทั้งชีวิตอยู่แต่ในค่ายทหารเพียงแค่ต้องการจะใกล้ชิดสามีที่เย็นชา ใช้เวลามาทั้งชีวิตก็ไม่อาจจะละลายน้ำแข็งในใจบุรุษผู้นี้ได้เลย
“ฮูหยินเจ้าคะ ทำไมถึงนั่งเหม่อหรือเจ้าคะ ไม่สบายรึไม่ ให้ซุนหงไปตามท่านหมอดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ข้าไม่ได้เป็นอะไร”
ร่างบางมองใบหน้าสาวรับใช้ที่อยู่ใกล้ชิดนางมาตลอดตั้งแต่ชาติที่แล้ว ซุนหงได้อยู่กับนางจนวาระสุดท้ายของชีวิตหลังจากที่นางลาออกจากกองทัพในฐานะกุนซือ สายตาที่มองบ่าวผู้นี้จึงอ่อนโยนยิ่งขึ้นด้วยความเอ็นดู
บัดนี้นางไม่ใช่สตรีแรกรุ่นอีกแล้ว นางผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี เจอะเจอผู้คนล้มตายทั้งจากสงครามและความอดอยาก เมื่อได้กลับมาอีกครั้งเด็กสาวเช่นซุนหงจึงดูน่าเอ็นดูยิ่งนัก
“ช่วงนี้เป็นฤดูไหนและปีไหนรึ” โจวฟางหลิน ยังไม่แน่ใจนักว่านางกลับมาช่วงเวลาไหนกันแน่
“เซี่ยจี้ รัชศกที่15 สมัยฮ่องเต้หม่าจิ้งเทียนเจ้าค่ะ”
ซุนหงเอ่ยตอบพร้อมกับจับจ้องใบหน้าของฮูหยินที่นางทั้งรักและเคารพด้วยความเป็นห่วง พลางคิดว่านายหญิงสติฟั่นเฟือนจนเลอะเลือนไปแล้วรึ จึงถามเช่นนี้
โจวฟางหลินรู้แล้วว่าได้ย้อนเวลามาช่วงอายุยี่สิบปี หลังจากแต่งงานได้สองปี และพยายามที่จะขอร้องสามีติดตามไปค่ายทหารเพื่อเป็นกุนซือเช่นเดิม
จนสุดท้ายสามีทนความรบเร้าไม่ไหวจึงรับปากให้นางได้กลับไปเป็นกุนซือกองทัพอีกครั้ง และครั้งนี้จะไม่มีทางทำเช่นนั้นอีกแล้ว นางจะใช้ชีวิตด้วยความอิสระ จะไม่ยึดติดขอความรักจากสามีเช่นชาติก่อน ชาติที่แล้วช่างทุกข์ใจเหลือจะกล่าว ชาตินี้นางพอแล้ว
“ฮูหยินเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าต้องการพบเจ้าค่ะ”
“รอสักครู่ ข้าจะตามไป”
ร่างบางเอ่ยเพื่อที่จะได้เตรียมตัว ฮูหยินผู้เฒ่าตลอดระยะเวลาที่นางแต่งงานเข้ามา จะเอ็นดูหรือเพราะสงสารที่สามีไม่รักก็ไม่รู้เช่นกัน แต่โดยรวมก็ปฏิบัติต่อนางก็ไม่เลวนัก ต่างจากแม่สามีและผู้อื่นที่มักจะมีสายตาที่ดูถูก ด้วยบิดาของนางได้เสียชีวิตไปแล้ว กระทั่งตระกูลก็มีเพียงแต่สตรี จึงไม่อาจหนุนหลังสามีได้ จึงเป็นที่ดูถูกเป็นธรรมดา
“คำนับท่านย่า ท่านแม่ และอี้เหนียง เจ้าค่ะ” โจวฟางหลินเอ่ยทักทายทุกคนที่อยู่ภายในห้องด้วยสีหน้าราบเรียบต่อให้เบื่อหน่ายเพียงใดก็คงต้องทนสินะ เพราะคำว่าสะใภ้ยังค้ำคออยู่
“มาแล้วรึ พอดีมีเรื่องพูดคุยกับเจ้า”
ฮูหยินผู้เฒ่าเพ่งพิศพิจารณา หลานสะใภ้ผู้นี้วันนี้ช่างมีกิริยามารยาทที่แปลกไป ดูสง่างามหลังตั้งตรง สายตาที่เย็นชาเหมือนดั่งคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนไม่สนใจสิ่งรอบตัวอีกแล้ว คนเราจะเปลี่ยนกิริยาท่าทางภายในระยะเวลาอันสั้นได้เช่นนี้เลยรึ ถึงจะเป็นกุนซือในกองทัพมาก่อน แต่เมื่อแต่งงานมาที่ตระกูลเฉินกลับมีนิสัยที่อ่อนโยนร่าเริงและการเอาอกเอาใจสามี เพียงแต่หลานชายของนางก็ช่างเย็นชายิ่งนักผ่านมาร่วมสองปี หลานสะใภ้ที่มักรอคอยสามีบัดนี้ได้เปลี่ยนไปจนแทบไม่สนใจด้วยซ้ำว่าสามีจะกลับมาหรือไม่
โจวฟางหลินนั่งลงตรงโต๊ะที่ถัดไปจากอี้เหนียงซุนอิงหลัน ด้วยใบหน้าเรียบเฉยมีเพียงมุมปากที่กดลึกคล้ายยิ้มไม่ยิ้ม จนคนภายในห้องรู้สึกถึงความมีอำนาจอย่างบอกไม่ถูก
“อีกไม่กี่วัน โม่เหยียน จะกลับมาจากค่ายทหาร เวลานี้เจ้าก็แต่งงานกันมาจะครบสองปีแล้ว”ฮูหยินหยุดถอนใจด้วยจะพูดต่อเพื่อกดดันหรือจะเช่นไรต่อก็ยังไม่แน่ใจนัก
“ท่านย่าถ้าข้าไม่สามารถมีบุตรได้ ท่านย่าจะหาภรรยารองให้ท่านพี่ก็แล้วแต่พิจารณาของท่านย่าเจ้าค่ะ”
คาดไว้ไม่มีผิด ว่าจะต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้ ด้วยนางก็แต่งงานเข้ามาก็นานพอสมควร เสมือนแม่ไก่ออกไข่ไม่ได้ แล้วจะมีประโยชน์อันใดที่จะมีภรรยาเพียงคนเดียว
“ลูกสะใภ้นี่ช่างเข้าใจอะไรง่ายดีนะเจ้าคะท่านแม่” ฮูหยินใหญ่กล่าวด้วยท่าทียิ้มเยาะ
โจวฟางหลิน ตวัดสายตามองมารดาของสามีด้วยใบหน้าเรียบเฉย ด้วยท่าทางที่นิ่งเฉยของลูกสะใภ้ เฉาเหม่ยอิง ถึงกับขนลุกโดยไม่รู้ตัว สายตาที่ดูรู้ทันทุกความคิด ไม่สนใจว่าใครจะคิดเห็นต่อนางเยี่ยงไรเช่นนี้ช่างไม่ใช่กิริยาของสตรีแรกรุ่นที่น่าจะมีความอ่อนโยนมากกว่านี้
อนุซุนอิงหลัน ลอบมองรู้สึกว่านั่งนิ่งๆเฉยๆ เป็นการทำถูกแล้ว สายตาและท่าทางของโจวฟางหลินช่างดูมีอำนาจแปลกๆกิริยาท่าทางก็ต่างออกไปจากเมื่อก่อนดูเย็นชาไม่ได้อ่อนโยนเช่นแต่ก่อน
“เรื่องนี้ ท่านย่ากับท่านแม่ตัดสินใจได้เลยเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้จะโต้แย้งอันใด ข้าเคารพการตัดสินของผู้ใหญ่ที่ต้องมองการณ์ไกลกว่าแน่นอน”
โจวฟางหลินเอ่ยเพื่อจะตัดจบบทสนทนาที่น่าเบื่อเช่นนี้เสียที นางไม่ขัดนั่นถูกต้องแล้ว เพราะก็ไม่คิดจะไปตามตอแยอะไรกับสามีน้ำแข็งนั้นอีกแล้วเช่นกัน ยังมีเรื่องให้ทำอีกมากมายไม่คิดจะมาเสียเวลาเรื่องรักๆใคร่ๆเช่นนี้อีกแล้ว
“เจ้าช่างเป็นคนมีเหตุมีผลเสียจริง”
ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกเอ็นดูหลานสะใภ้ ที่ช่างเข้าใจอะไรง่ายดายนักไม่คิดหึงหวงจนน่ามืดตามัวจนไม่สนการสืบทอดทายาทของตระกูลที่มีความจำเป็นมากสำหรับสืบทอดวงศ์ตระกูลต่อไป
“เจ้าเข้าใจง่ายเช่นนั้นก็ดี ข้าก็พอมีคุณหนูบางคนที่จะแต่งเข้ามาเหมือนกัน” ฮูหยินใหญ่เอ่ยปากพลางมองใบหน้าลูกสะใภ้ ว่าจะไม่สนใจเช่นที่แสดงออกจริงหรือไม่
“แล้วแต่ท่านแม่เห็นสมควรเจ้าค่ะ”
ร่างบางแอบถอนหายใจ ว่ายังไม่จบอีกรึ เสียเวลาของนางเสียจริง เอาเวลาไปคิดเรื่องอื่นจะดีกว่านี้เสียอีก
“แล้วเจ้าสนใจผู้ใดอยู่รึ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามลูกสะใภ้ด้วยอยากรู้ว่าได้ถูกใจคุณหนูตระกูลใดไว้บ้าง
โจวฟางหลินแทบจะเหลือบสายตามองบนฟ้า จะปรึกษาหารือกันก็ให้นางกลับออกไปก่อนได้รึไม่ ไม่ได้ต้องการจะรู้ว่าจะให้ใครมาเป็นภรรยารองของสามี หรือจะให้หย่าขาดจากกันก็ย่อมได้ ถึงอย่างไร หัวเมืองทางเหนือก็อยู่ไกลพระราชวังเป็นพันลี้ ยังไงต่อให้เป็นสมรสพระราชทานแล้วอย่างไร แค่ปล่อยข่าวว่านางทำผิดเจ็ดขับก็สามารถหย่าขาดจากกันได้แล้ว
“ข้าคิดว่าคุณหนู ‘ จูอินหลัน’ก็ใช้ได้นะเจ้าคะ เป็นบุตรสาวของคหบดีที่มีร้านค้ามากมายกระจายไปถึงเมืองหลวง รูปร่างก็ดูอรชรอ้อนแอ้นใบหน้าก็งดงาม กิริยามารยาทก็อ่อนหวานสมกับเป็นคุณหนูที่มีชาติตระกูล”
ฮูหยินเฉาเสวี่ยนหลง เมื่อเอ่ยจบได้ชำเรืองมองลูกสะใภ้ด้วยท่าทีเย้ยหยัน ขนาดภรรยาที่จะให้แต่งเข้ามาเป็นสะใภ้รองยังมีอำนาจหนุนหลังมากกว่านางที่เป็นสะใภ้ใหญ่เสียอีก
โจวฟางหลินนั่งนิ่งๆไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา ใบหน้าที่ราบเรียบไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ จึงดูขัดหูขัดตาแม่สามียิ่งนัก
“ก็ดีนะเจ้าคะ ท่านแม่ข้าว่าคุณหนูจู ก็มีใจให้กับโม่เหยียนของเราไม่น้อย” อี้เหนียงที่นั่งฟังมานานจึงเริ่มออกความคิดเห็นบ้าง
“หรือจะเป็นคุณหนูซุยซูอวิ๋น บุตรคนรองของเจ้ากรม ก็คงยินดีที่จะแต่งเข้ามาด้วยเช่นกัน นางเองก็ดูชมชอบโม่เหยียบของเรามาก”
โจวฟางหลินถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่ได้นับ เพียงแค่คิดว่าเมื่อไหร่จะปรึกษากันจบเสียที ต้องการกลับพักผ่อนเพื่อที่คิดว่าจะทำอย่างไรต่อจากนี้ ถ้าจะให้มาอยู่เฉยๆแบบนี้คงไม่ได้
“แล้วเจ้าหล่ะ ฟางเอ๋อ คิดเห็นเป็นเช่นไร” ฮูหยินผู้เฒ่าได้เอ่ยถามหลานที่สะใภ้ ที่ยังนั่งนิ่งไม่ออกความเห็นใดๆด้วยท่าทางสงบนิ่งเหมือนกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนางเสียอย่างนั้น
“คุณหนูจูอิงหลันก็ดีเจ้าค่ะ ทั้งงดงามอ่อนหวานเบื้องหลังก็มีบิดาที่่มีเส้นสายทั้งในหัวเมืองและเมืองหลวง คงจะส่งเสริมท่านแม่ทัพได้ไม่น้อย”
โจวฟางหลินไม่ได้ใส่ใจนักจึงเอ่ยส่งๆไป เพราะสตรีที่ว่ามาต่างก็มีภูมิหลังที่ดี อีกคนถึงแม้ไม่ได้มาจากข้าราชการแต่สามารถกดข่มผู้คนได้เช่นกันด้วยอำนาจเงินที่มี ส่วนอีกคนก็มีบิดาเป็นถึงรองเจ้ากรมคงส่งเสริมกันได้ในด้านติดต่อขอกำลังทหารจากเมืองหลวงได้รวดเร็วยามศึกสงคราม หรือคิดอีกทีถ้าพวกนางเต็มใจจะใช้สามีคนเดียวกันก็รับมาทั้งสองคนเลยก็ได้ เพราะไม่ได้เกี่ยวอันใดกับนางอยู่แล้ว
“ในเมื่อรู้จักที่จะผ่อนหนักผ่อนเบา ส่งเสริมสามีเยี่ยงนี้ก็ดี” ฮูหยินใหญ่ยังคิดจะเหน็บลูกสะใภ้เพียงเพราะไม่ชอบหน้า ที่บุตรชายต้องมาแต่งงานกับสตรีที่ไม่มีภูมิหลังส่งเสริมสามีได้เช่นนี้
“อาหล่ะ วันนี้ก็คงจะพอกันแค่นี้ก่อน ถึงอย่างไรก็ต้องรอให้ โม่เหยียนกลับมาค่อยปรึกษากันอีกที ต้องถามความคิดเห็นของโม่เหยียนด้วย”
ฮูหยินผู้เฒ่าย่อมรู้นิสัยของหลานชายดีว่าดื้อรั้นขนาดไหน ถ้าไม่คิดจะทำตามก็จะไม่ยอมง่ายๆ ดูจากที่แต่งหลานสะใภ้ผู้นี้มาร่วมสองปี ยังไม่เคยร่วมหอสักครั้งเอาแต่หนีไปค่ายทหารอ้างแต่มีงานเยอะจนไม่สามารถปลีกตัวมาได้ กำลังจะกลับมาในอีกไม่กี่วันหลังจากนี้ หลังจากไปอยู่ค่ายทหารเกือบหกเดือน
“ข้าลาเจ้าค่ะ”
โจวฟางหลิน ย่อตัวทำความเคารพกับทุกคนและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ราวกับหนีปีศาจ แต่แท้จริงคือนางเมื่อยมากจากที่นั่งฟังเรื่องราวไร้สาระนับชั่วยาม
ฮูหยินผู้เฒ่าเมื่อเห็นหลานสะใภ้ออกไปไกลแล้ว จึงได้เอ่ยตำหนิสะใภ้ใหญ่ ที่ไม่เก็บอาการที่ถากถางเยาะเย้ยลูกสะใภ้อยู่ตลอดเวลา
“เรื่องราวก็ผ่านมาเนิ่นนานแล้วเจ้าจะมารังเกียจรังงอนอะไรกับลูกสะใภ้อีก นางก็ถูกสมรสพระราชทานมาเช่นกัน นางก็ทำหน้าที่ภรรยาได้ดี เพียงแต่บุตรชายของเจ้าเสียอีกที่ไม่สนใจนางเลยด้วยซ้ำ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยความหงุดหงิดใจในความไร้เหตุผลของสะใภ้ใหญ่ จึงได้บอกให้แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนเสีย นางกลุ้มใจกับสะใภ้ผู้นี้เสียจริง นางเองถึงแม้จะมีภูมิหลังที่ดีแต่ใช่ตระกูลของนางจะมาช่วยเหลือมากมายเสียเมื่อไหร่
ฝากนิยายเรื่องใหม่ด้วยนะคะ️
อย่าลืมกดเข้าชั้นเพื่อจะได้ไม่พลาดตอนใหม่ๆด้วยนะคะ#นางเอกไรท์ค่อนข้างโหดนิสนึงนะคะ
reviews