Se connecterฉันพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติขณะนั่งมองแก้วน้ำในมือ ความเย็นของน้ำแข็งไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกอึดอัดที่ติดค้างอยู่ในใจจางลงไปได้เลย ภาพแววตาที่ว่างเปล่าของคนชื่อ ราม ที่เพิ่งยืนประจันหน้ากันตรงทางเดินหน้าห้องน้ำยังคงฉายชัดอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา มันไม่ใช่ความกลัวในเชิงชู้สาว แต่มันคือความรู้สึกหวาดหวั่นต่อพฤติกรรมที่ดูไร้หัวใจของเขา คนอะไรจะพูดเรื่องความรู้สึกของคนอื่นได้เหมือนพูดเรื่องดินฟ้าอากาศแบบนั้น
“มึงเป็นอะไรไปขวัญ ทำไมเงียบจัง นึกว่าโดนใครฉุดไปแล้ว” เพลง สะกิดแขนฉันพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนแทบจะชิด
“เปล่า แค่เริ่มมึนหัวน่ะ คนเยอะจัด” ฉันตอบปัดไปเพราะไม่อยากเล่าเรื่องความเย็นชาของผู้ชายคนนั้นให้เพื่อนที่กำลังสนุกอยู่ต้องเสียบรรยากาศ
“แน่ใจนะ? ถ้าไม่ไหวบอกพวกกูได้นะเว้ย เดี๋ยวไปส่งที่หอ” เจต พูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง แม้สายตาของมันจะยังคอยมองไปทางกลุ่มผู้หญิงโต๊ะข้าง ๆ อยู่ก็ตาม
“กูโอเค มึงกินไปเถอะ” ฉันยืนยันคำเดิม
แต่จังหวะที่ฉันกำลังจะวางแก้วลง สายตาเจ้ากรรมกลับเหลือบไปเห็นกลุ่มคนเดินออกมาจากทางเดินห้องน้ำ ผู้ชายตัวสูงในเสื้อเชิ้ตสีดำคนเดิม เดินนำออกมาด้วยท่าทางนิ่งสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ร่างสูงโปร่งที่เพิ่งไล่ฉันทางอ้อมเมื่อครู่เดินตรงไปที่โซนวีไอพีที่ยกสูงขึ้นจากพื้นปกติ โดยมีกลุ่มเพื่อนผู้ชายที่ใส่ เสื้อช็อปสีแดงเลือดหมู นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“เชี่ย... นั่นมันกลุ่ม RED ENGINEERING นี่หว่า” คอปเตอร์ พึมพำออกมาเสียงเบาแต่กลับชัดเจนท่ามกลางเสียงเบส
“มึงรู้จักด้วยเหรอ?” ฉันถามพลางจ้องมองตามแผ่นหลังของคนคนนั้นไปไม่วางตา ความรู้สึกประหลาดในใจยิ่งทวีคูณเมื่อรู้ว่าเขาเป็นใคร
“ใครไม่รู้จักก็บ้าแล้วขวัญ นั่นมันตัวตึงวิศวะเครื่องกลเลยนะมึง” คอปเตอร์เริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “คนตรงกลางนั่นชื่อ พี่ราม โหดสัส นิ่งจนคนในมหา’ ลัยลือกันว่าแกไม่มีความรู้สึก ส่วนคนข้าง ๆ นั่นชื่อพี่วินทร์ พี่ขุนทัพ แล้วก็พี่คิน ทุกคนในกลุ่มนั้นขับรถแต่งคันละหลายล้านทั้งนั้น”
ฉันนิ่งฟังสิ่งที่คอปเตอร์เล่าพลางลอบสังเกตคนชื่อรามอีกครั้ง เขานั่งลงบนโซฟาตัวยาวโดยที่ไม่ได้ร่วมวงสนทนากับเพื่อนอย่างสนุกสนานเหมือนคนอื่น เขาเพียงแค่พิงหลังไปกับเบาะแล้วกวาดสายตาคมกริบมองลงมายังฝูงชนด้านล่างช้า ๆ และในวินาทีที่สายตาของเขาตวัดมาหยุดอยู่ที่โต๊ะของพวกเรา หัวใจฉันกลับกระตุกวูบขึ้นมาอย่างคุมไม่ได้
เขามองมาที่ฉัน เพียงแค่เสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นก่อนจะเมินสายตาไปทางอื่นราวกับฉันไม่มีตัวตน แต่นั่นกลับทำให้ฉันรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูกอย่างบอกไม่ถูก รังสีความกดดันที่เขาแผ่ออกมามันรุนแรงเสียจนนักเที่ยวโต๊ะรอบ ๆ ต่างพากันก้มหน้าเดินเร็ว ๆ เหมือนกลัวจะไปสะดุดตาเขาเข้า
แต่ยังไม่ทันที่บรรยากาศจะสงบลง
เพล้ง!
เสียงแก้วแตกละเอียดดังสนั่นข้ามผ่านเสียงดนตรีมาจากทางฝั่งเคาน์เตอร์บาร์ ทุกสายตาในผับหันไปมองจุดเดียวราวกับนัดหมาย เพลงที่กำลังดื่มน้ำถึงกับสำลัก
“เอ้า... เอาแล้วไงมึง”
ที่หน้าบาร์ ผู้ชายสองกลุ่มเริ่มมีการผลักอกและด่าทอกันด้วยถ้อยคำหยาบคาย พนักงานรักษาความปลอดภัยพยายามเดินเข้าไปห้ามแต่ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว แววตาของทั้งสองฝ่ายแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราและโทสะ
“มองหน้าหาเรื่องเหรอวะ!”
“แล้วมึงมีปัญหาไรกับหน้ากูนักหนา!”
สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มนั้นผลักอีกฝ่ายจนล้มไปกระแทกโต๊ะจนเก้าอี้ล้มระเนระนาด เพลงรีบดึงแขนฉันให้ขยับเข้าหาตัวทันที
“ขวัญถ้ามีเรื่องจริง ๆ วิ่งนะมึง กูกลัวลูกหลง!”
แต่ในจังหวะที่หมัดแรกกำลังจะเหวี่ยงออกไป เสียงรอบร้านกลับเริ่มเงียบลงอย่างน่าประหลาด เสียงเพลงยังคงดังอยู่ แต่นักเที่ยวโต๊ะรอบ ๆ กลับค่อย ๆ ลดเสียงพูดคุยและถอยร่นออกมาจากพื้นที่ตรงกลาง
ฉันหันไปมองตามสายตาของคนเหล่านั้น... ผู้ชายกลุ่มเดิมที่ฉันเพิ่งมองเดินออกมาจากโซน VIP ร่างสูงใหญ่ห้าคนก้าวเดินออกมาด้วยจังหวะที่มั่นคงและเชื่องช้า เสื้อช็อปสีเลือดหมูที่มีรอยเปื้อนจาง ๆ ของคราบน้ำมันพาดอยู่บนไหล่ พนักงานที่เคยยืนกั้นคนตีกันถึงกับรีบหลบทางให้ทันทีเหมือนเห็นเจ้าถิ่น
เจตกับคอปเตอร์ที่เพิ่งวิ่งหน้าตาตื่นกลับมาที่โต๊ะถึงกับลดเสียงลงจนเหลือเพียงเสียงกระซิบ
“มาแล้ว... ตัวจริงมาแล้วมึง” เจตพึมพำพลางจ้องเขม็งไปที่กลุ่มคนมาใหม่
คนเดินนำหน้ากลุ่มคือ ราม ผู้ชายใบหน้าเรียบเฉยคนเดิมที่ฉันเพิ่งเจอหน้าห้องน้ำ เขาเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าชายคนที่เป็นฝ่ายเริ่มเรื่องก่อน เขาไม่ได้ทำท่าทางคุกคาม แต่เพียงแค่การยืนอยู่นิ่ง ๆ ของเขากลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนชายคนนั้นถึงกับหยุดชะงักและเผลอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว
“จะตีกัน... ก็ออกไปข้างนอก” น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบของรามเอ่ยขึ้น มันชัดเจนอย่างประหลาดท่ามกลางเสียงดนตรี
“แล้วมึงเป็นใครวะ!” ชายคนนั้นพยายามรวบรวมความกล้าตะคอกกลับ แต่เสียงกลับสั่นเครืออย่างปิดไม่มิด
รามไม่ตอบ เขาเพียงแค่ปรายสายตามองไปที่มือของชายคนนั้นที่ยังกำขวดเหล้าแน่น จังหวะนั้นเอง ขุนทัพ ชายร่างหนาที่เดินตามมาข้างหลังก็ขยับตัวเข้ามาประชิดพลางแสยะยิ้ม “พี่เขาถาม... ไม่ได้ยินเหรอวะ?” ขุนทัพคว้าข้อมือชายคนนั้นไว้แล้วออกแรงบีบจนอีกฝ่ายหน้าเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
รามไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการยืนมองนิ่ง ๆ แต่สายตาของเขาที่มองผ่านกลุ่มคนมีเรื่องไปนั้นมันว่างเปล่าจนน่ากลัว เขาคีบบุหรี่ที่ยังไม่ได้จุดออกจากปากช้า ๆ พลางหันมองไปรอบร้านเหมือนกำลังตรวจสอบความเรียบร้อย
และในวินาทีนั้นเอง... สายตาคมกริบคู่นั้นก็กวาดมาหยุดอยู่ที่โต๊ะของพวกเราอีกครั้ง สบตาฉันผ่านความสลัวเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่เขาจะเบนสายตากลับไป
“พาพวกมันออกไป” รามสั่งพนักงานสั้น ๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในโซนของตัวเองโดยไม่หันกลับมามองผลลัพธ์อีกเลย
“เชี่ย... พี่รามแม่งโคตรดุ” เจตถอนหายใจยาวพลางทรุดตัวนั่งลง “กูนึกว่าจะได้เห็นมวยคู่เอกซะแล้ว”
ฉันนั่งนิ่ง มองตามแผ่นหลังกว้างในชุดสีดำที่หายลับเข้าไปหลังเชือกกั้น ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อกี้มันคือจุดเริ่มต้นของอะไรบางอย่างที่ฉันเองก็ยังไม่กล้าคาดเดา
“กูว่าเรากลับกันเถอะมึง เริ่มดึกแล้วด้วย” ฉันโพล่งขึ้นมากลางปล้อง เพราะไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อภายใต้สายตาที่เดาใจยากของเขา
“อ้าว ไรว่ะขวัญ กำลังสนุกเลย” เพลงบ่นอุบ
“กูไม่ค่อยโอเคจริง ๆ ว่ะเพลง ปวดหัวว่ะ” ฉันพยายามทำสีหน้าให้ดูแย่ที่สุด
สุดท้ายเพื่อน ๆ ก็ยอมตามใจ พวกเราเช็คบิลแล้วพากันเดินออกจากร้านทันที ลมเย็นจากภายนอกปะทะหน้าจนฉันรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก่อนที่ฉันจะก้าวขึ้นรถของคอปเตอร์ เสียงเครื่องยนต์ที่แผดคำรามดังสนั่นมาจากทางลานจอดรถก็ทำให้ทุกคนต้องหยุดชะงัก
รถสปอร์ตคันสีดำขลับที่ดูดุดันขับทะยานผ่านหน้าพวกเราไปอย่างรวดเร็ว กระจกรถที่ติดฟิล์มดำมืดทำให้มองไม่เห็นคนขับ แต่ฉันรู้ดีว่าใครอยู่หลังพวงมาลัยคันนั้น และความทรงจำเกี่ยวกับแววตาคู่นั้น... มันก็ยังติดตาฉันอยู่ไม่หาย
กลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นน้ำมันเครื่องจาง ๆ คือมู้ดประจำวันหยุดของบ้านเราในตอนนี้ ‘เรซ’ ลูกชายวัยห้าขวบกำลังอยู่ในวัยกำลังซนและติดคนเป็นพ่อแจ ชนิดที่ว่าพี่รามเดินไปไหน เด็กชายตัวน้อยในชุดเอี๊ยมยีนส์ก็จะวิ่งเตาะแตะถือไขควงพลาสติกเดินตามหลังเป็นเงาตามตัว อย่างเช่นวันนี้ พี่รามกำลังก้ม ๆ เงย ๆ เช็กความเรียบร้อยของรถอยู่ที่ลานจอดรถคอนโด โดยมีลูกชายตัวน้อยนั่งยอง ๆ อยู่ข้างล้อรถ พลางใช้ไขควงของเล่นเคาะล้อเบา ๆ ขะมักเขม้น “พ่อครับ... ล้อรถคันนี้ซิ่งได้รึยังครับ” เสียงเล็ก ๆ เจือยแจ้วถามขึ้น ใบหน้ากลมดิบที่ถอดแบบพี่รามมาเป๊ะยิ้มแฉ่งจนตาหยี พี่รามละมือจากหน้าห้องเครื่องรถ ขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะก้าวขาเดินมาหยุดตรงหน้าลูกชาย เขาทรุดตัวนั่งลงยอง ๆ ข้างลูก แววตาคู่คมกริบที่เคยดุดันเวลาอยู่ข้างนอก ตอนนี้กลับอ่อนโยนลงทันทีเมื่อจ้องมองไอ้ตัวแสบ “ยังครับ ต้องเช็กอีกนิดนึง” พี่รามตอบเสียงทุ้มเรียบ พลางเอื้อมมือหนาไปปัดคราบฝุ่นเปื้อนตรงแก้มยุ้ยของลูกเบา ๆ “เรซอยากซิ่งแล้วครับพ่อ พาเรซซิ่งหน่อย” เด็กชายตัวน้อยขยับเข้าไปกอดเข
เวลาหมุนผ่านไปเร็วมาก จากเด็กปีหนึ่งดื้อรั้นในวันนั้น ในที่สุดฉันก็เรียนจบและก้าวเข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว และวันนี้คือวันที่ฉันตั้งตารอคอยมากที่สุดในชีวิต งานแต่งงานของเราถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่สวนหลังบ้านพักตากอากาศริมทะเล สถานที่ที่พี่รามเคยใช้สวมแหวนจองฉันไว้เมื่อหลายปีก่อน แขกในงานส่วนใหญ่มีเพียงญาติผู้ใหญ่และกลุ่มเพื่อนสนิทที่ร่วมฝ่าฟันมรสุมกันมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย “โอ๊ย ยัยขวัญ! มึงสวยมาก สวยจนกูอยากร้องไห้” เพลงเดินเข้ามาชมในห้องแต่งตัว พลางทำท่าซับน้ำตา “มึงก็เว่อร์ไปเพลง” ฉันหัวเราะขำในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์แบบเรียบหรู “ไม่เว่อร์หรอก วันนี้เพื่อนกูขายออกอย่างเป็นทางการแล้ว” เจตเดินตามเข้ามาสมทบพร้อมคอปเตอร์ที่ถือกล้องเตรียมถ่ายรูปไม่หยุด เมื่อได้เวลาเริ่มงาน ฉันก้าวเดินออกไปท่ามกลางเสียงปรบมือและรอยยิ้มของทุกคน พี่ขุนทัพ วินทร์ พี่ภูผา และพี่จอมขวัญ ยืนส่งยิ้มยินดีมาให้จากฝั่งที่นั่งแขก และตรงปลายทางเดินนั้น... พี่รามในชุดสูทสากลสีดำสนิทกำลังยืนรอฉันอยู่ เขาต
“ไม่ชนครับ” “แต่หนูว่าใกล้มากเลยนะ” “ขวัญข้าว” “คะ” “มองไปไกล ๆ อย่าจ้องแค่หน้ารถ” ฉันเม้มปากนิดหนึ่งก่อนพยายามทำตาม รถค่อย ๆ เลี้ยวผ่านกรวยแรกไปได้จริง ๆ “เก่งมากครับ” ฉันหันไปมองเขาทันที “จริงเหรอ” “อือ” “หนูขับเก่งไหม” พี่รามนิ่งคิดเหมือนกำลังประเมินจริงจัง ก่อนตอบเรียบ ๆ “เก่งกว่าไอ้จอมขวัญตอนหัดแรก ๆ เยอะ” ฉันหลุดหัวเราะลั่นทันที “พี่ราม!” “จริงครับ วันแรกมันขับชนกรวยไปสามอัน” “แล้วพี่ว่าเขารอดมาได้ยังไง” “บุญมันเยอะ” ฉันหัวเราะจนแทบจับพวงมาลัยไม่อยู่ ส่วนพี่รามก็หลุดยิ้มชัดขึ้นตามไปด้วย หลังจากนั้นฉันลองขับวนอยู่ในสนามอีกหลายรอบ จากตอนแรกที่มือสั่นจนจับพวงมาลัยแทบไม่อยู่ ตอนนี้เริ่มกะระยะได้ดีขึ้นนิดหน่อยแล้ว พี่รามคอยนั่งสอนอยู่ข้าง ๆ ตลอด เวลาเข้าโค้งเขาจะคอยบอกจังหวะ เวลาฉันเริ่มตื่น เขาจะเอื้อมมือมาจับมือฉันเบา ๆ เหมือนส่งสัญญาณว่าไม่ต้องกลัว จนสุดท้ายฉันเริ่มผ่อนคลายลงจริง ๆ รถค่อย ๆ แ
“พี่ราม! หนูบอกให้เหยียบเบรกไง!” ฉันร้องเสียงหลงพร้อมรีบคว้าสายคาดนิรภัยไว้แน่นจนตัวแทบติดเบาะ ขณะที่รถสปอร์ตสีดำพุ่งโค้งผ่านกรวยยางในสนามซ้อมหลังอู่ด้วยความเร็วที่สำหรับพี่รามอาจเรียกว่าธรรมดา แต่สำหรับฉันมันเร็วเกินไปจนหัวใจแทบหยุดเต้น “พี่เหยียบแล้วครับขวัญข้าว” คนขับตอบเสียงเรียบ หน้าตานิ่งสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือหนาหมุนพวงมาลัยหักหลบกรวยยางได้อย่างแม่นยำราวกับรถทั้งคันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา ฉันหันไปมองด้วยสีหน้าจะร้องไห้ “นี่เรียกว่าเหยียบเบรกแล้วเหรอคะ!” เสียงหัวเราะต่ำดังขึ้นในลำคอเบา ๆ ทันที “ถ้าพี่ไม่เบรก ป่านนี้เราหมุนไปกอดเสาแล้วครับ” “พี่ราม!” เขายิ่งหัวเราะกว่าเดิม ส่วนฉันได้แต่นั่งหน้าบูด มือเย็นเฉียบเพราะโดนลากมานั่งรถเล่นในสนามซ้อมแบบไม่ทันตั้งตัว จริง ๆ จุดเริ่มต้นมันเกิดจากตอนบ่าย ฉันนั่งดูพี่รามกับพี่ขุนทัพเซ็ตรถอยู่ในอู่ แล้วเผลอพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่าอยากลองหัดคุมรถดูบ้าง เพราะเวลานั่งมองผู้ชายพวกนี้ทำงานกับรถแข่งทีไร มันดูเท่มากทุกครั้ง
“พวกไอ้ขุนทัพบอกว่า วันนี้เขาฮิตให้ดอกไม้กัน” พี่รามเงยหน้าขึ้นสบตาฉันตรงๆ “แต่พี่คิดว่า ดอกไม้มันอยู่ได้ไม่กี่วันก็เหี่ยว พี่เลยเอาสิ่งที่มีค่าที่สุดของพี่มาให้เราแทน” ฉันเม้มริมฝีปากแน่น มองเกียร์ตรงข้อมือตัวเองนิ่งๆ มันไม่ใช่เกียร์ใหม่เอี่ยม ตรงขอบมีรอยขีดข่วนเล็กๆ จากการใช้งานจริง สีเงินบางจุดเริ่มด้านลงตามเวลา แต่กลับยิ่งทำให้รู้ทันทีว่ามันสำคัญกับเขามากแค่ไหน สำหรับเด็กวิศวะ เกียร์ไม่ใช่แค่เครื่องประดับธรรมดา แต่มันคือสัญลักษณ์ของชีวิตช่วงมหาวิทยาลัย เป็นทั้งความทรงจำ ความผูกพัน และความภูมิใจของคนคนนั้น ยิ่งเป็นเกียร์ที่ผ่านการใช้งานจริงมาตลอดหลายปีแบบนี้ มันยิ่งมีค่ามากกว่าเดิมหลายเท่า “ฝากดูแลด้วยนะขวัญข้าว” น้ำตาฉันแทบไหลออกมาทันที ไม่คิดเลยว่าผู้ชายที่ดูไม่โรแมนติกที่สุดในโลกคนนี้ จะเลือกของขวัญชิ้นนี้ให้กับฉัน ไม่มีดอกไม้ ไม่มีคำหวาน แต่กลับเป็นสิ่งที่มีค่ากับเขาที่สุดจริงๆ ฉันขยับเข้าไปกอดรอบคอเขาแน่นทันที พี่รามชะงักไปนิด ก่อนยกแขนขึ้นกอดตอบช้าๆ อ้อมแขนของเขายังคงอบอุ่นและมั่นคงเสมอ อุ่นจนความเหนื่อย
หลังจากเรื่องราวฟ้องร้องฝั่ง Falcon จบลง ชีวิตนักศึกษาปีสองของฉันก็หมุนวนอยู่กับตารางเรียน คณะนิเทศศาสตร์เริ่มปล่อยบทเรียนหินๆ ออกมาทักทาย ไหนจะงานกลุ่ม โปรเจกต์ ถ่ายคลิป ตัดต่อ ไปจนถึงกิจกรรมคณะสารพัดจนแทบไม่มีเวลาหายใจ ส่วนพี่รามก็อยู่ในช่วงพักการแข่งขันอย่างจริงจัง เขาแวะเวียนเข้าอู่ RED ENGINEERING ทุกวัน แต่ขยับบทบาทจากคนหลังพวงมาลัยมาเป็นคนคุมทีม คุมงานเซ็ตรถ และดูแลช่างฝึกงานรุ่นใหม่แทน ถึงไม่ได้ลงสนามแข่งเองแล้ว แต่ชื่อ “ราม RED ENGINEERING” ก็ยังคงเป็นที่พูดถึงในวงการ ยิ่งหลังจบแมตช์ FINAL RACE วันนั้น คนทั้งวงการแทบไม่มีใครไม่รู้จักเขา แต่สำหรับฉัน รามในตอนนี้ต่างจากภาพจำของคนอื่นโดยสิ้นเชิง เวลาอยู่อู่เขาอาจจะดูนิ่ง ดุ และจริงจัง แต่เวลาอยู่กับฉันสองคน ผู้ชายคนนี้กลับกลายเป็นคนอบอุ่นอย่างน่าตกใจ เขาชอบมารับฉันหลังเลิกเรียนแทบทุกวัน วันไหนอู่ยุ่งจนปลีกตัวไม่ได้ ก็ยังโทรมาถามเสมอว่ากินข้าวหรือยัง เหนื่อยไหม หรือบางครั้งก็แอบซื้อโกโก้เย็นแก้วโปรดมาวางไว้ให้หน้าตาย ยัยเพลงชอบบ่นอยู่บ่อยๆ ว่า “มึงรู้ตัวมั้ย ว่าพี่รามแม่







