Mag-log inเพราะการเดินเข้าไปในโกดังหลังคณะวิศวะวันนั้น ทำให้ "ขวัญข้าว" ได้รู้จักกับผู้ชายที่ทั้งมหา’ลัยต่างพากันพูดถึง "ราม" รุ่นพี่วิศวะเครื่องกลเจ้าของรถแข่งเบอร์ 27 ผู้ชายหน้านิ่ง พูดน้อย ดุจนใคร ๆ ก็ไม่กล้าเข้าใกล้ แต่ภายใต้สายตาเย็นชาและโลกความเร็วที่ดูอันตรายนั้น กลับมีความอ่อนโยนในแบบของเขาซ่อนอยู่เสมอ จากคนแปลกหน้าที่แทบไม่เคยคุยกัน กลายเป็นคนที่คอยถามว่า "กินข้าวหรือยัง" คอยส่งข้อความมาบอกให้ "อย่าเดินคนเดียว" และกลายเป็นเซฟโซนที่เธอเผลอใจไปรักโดยไม่รู้ตัว ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ สนามแข่ง และชีวิตมหา’ลัยที่วุ่นวาย ความสัมพันธ์ของเด็กนิเทศกับรุ่นพี่วิศวะค่อย ๆ เติบโตขึ้นอย่างช้า ๆ จนวันที่ขวัญข้าวได้รู้ว่า… ผู้ชายที่ใคร ๆ มองว่าน่ากลัวที่สุดในมหา’ลัย กลับอ่อนโยนกับเธอเพียงคนเดียว
view moreภายในซอกตึกเก่าคร่ำครึย่านหลังมหาวิทยาลัยที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรนอกจากถังขยะและแมวไร้บ้าน กลับซ่อนบานประตูเหล็กหนักอึ้งที่เป็นทางเข้าสู่โลกอีกใบ เสียงเบสหนัก ๆ ดังทะลุออกมาจากด้านในทันทีที่ประตูถูกผลักออก กลิ่นเหล้าผสมกับควันบุหรี่จาง ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศที่เต็มไปด้วยแสงไฟสีแดงสลัวของ “BLACK VAULT” ผับใต้ดินที่พวกเด็กมหาวิทยาลัยทั่วไปแค่เดินผ่านยังไม่กล้ามอง อย่าว่าแต่จะก้าวเท้าเข้าไปข้างในเลย เพราะที่นี่มันคือแหล่งรวมของพวกที่ใช้ชีวิตอยู่ในเงามืด และพวกที่รักในความรุนแรงพอ ๆ กับรสชาติของแอลกอฮอล์
แต่สำหรับพวกเขา... ที่นี่มันคือที่ประจำ
เสียงเพลง EDM จังหวะหน่วง ๆ ที่กำลังกล่อมสารทนักท่องเที่ยวเงียบลงไปจังหวะหนึ่งตอนที่ร่างสูงในชุดเสื้อ ช็อปสีแดงห้าคนเดินลงบันไดวนเหล็กมาอย่างช้า ๆ ความสูงโปร่งและออร่าที่แผ่ออกมาทำให้บรรยากาศรอบข้างดูเย็นเยียบขึ้นมาทันที เสื้อช็อปสีเลือดหมูที่มีรอยเปื้อนคราบจาง ๆ ของบางสิ่งที่ดูเหมือนเลือดสลับกับสัญลักษณ์เฟืองทองเหลืองบนอกเสื้อ มันเป็นเหมือนเครื่องหมายการค้าที่บอกให้ทุกคนรู้ว่าอย่าเข้าไปวุ่นวายถ้าไม่จำเป็น
"พวก RED มาว่ะ"
ใครบางคนกระซิบเบา ๆ จากมุมโต๊ะด้านในขณะที่พยายามหดตัวให้เล็กลง
"เชี่ย... คืนนี้กูว่าได้มีเรื่องแน่ ดูหน้าไอ้ขุนทัพดิ"
"มึงเบาเสียงดิ เดี๋ยวขุนทัพได้ยินมันจะเดินมาเขกกระโหลกมึงเอา"
พนักงานที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์รีบหลบสายตาทันทีตอนที่ ราม เดินผ่าน ลมหายใจของทุกคนติดขัด รามเดินนำหน้ากลุ่มด้วยใบหน้าเรียบเฉย มือสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์สีซีด สายตาคมจัดมองตรงไปข้างหน้าข้ามหัวผู้คนรอบข้าง ความนิ่งและสันจมูกคมกริบสร้างแรงกดดันจนคนรอบตัวต้องก้มหน้าหนีโดยสัญชาตญาณ บุหรี่ที่คาบไว้ตรงมุมปากยังคงนิ่งสงบ รอยแผลจาง ๆ ตรงหลังมือที่เป็นรอยเย็บยาวประมาณสองเซนติเมตรยิ่งตอกย้ำถึงความน่าเกรงขามในตัวเขาอย่างชัดเจน
"โต๊ะเดิม" เขาบอกพนักงานสั้น ๆ แค่นั้น เสียงทุ้มต่ำและเย็นเฉียบจนพนักงานคนนั้นต้องรีบก้มหัวรับ
"ค...ครับพี่ราม เชิญทางนี้เลยครับ"
พนักงานรีบเดินนำไปยังโซนวีไอพีที่ยกระดับสูงขึ้นมาจากพื้นปกติ ซึ่งเป็นมุมที่สามารถมองเห็นได้ทั่วทั้งร้าน แต่กลับไม่มีใครกล้ามองขึ้นมา
ขุนทัพ เดินตามมาติด ๆ เขาคือคนที่ตัวใหญ่และดูดุดันที่สุดในกลุ่ม เสื้อช็อปถูกปลดกระดุมทิ้งไว้สองเม็ดเหมือนรำคาญความอึดอัด เผยให้เห็นรอยสักรูปเฟืองที่ต้นคอและรอยช้ำจาง ๆ ตรงไหปลาร้าที่ดูเหมือนเพิ่งไปฟัดกับใครมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เขาโยนกุญแจบิ๊กไบค์ลงโต๊ะเสียงดัง ปัง! ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาหนังสีดำจนมันยุบลงไปตามแรงกระแทก
"เหล้าเดิม" ขุนทัพส่งเสียงสั่งพนักงานที่ตามมาติด ๆ
"เอาเหมือนเดิมทุกคนไหมพี่?"
"เออ เร็วหน่อย กูหงุดหงิด" ขุนทัพตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่บอกชัดว่าความอดทนเขามีจำกัด
เด็กเสิร์ฟรีบพยักหน้ารัว ๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินหนีแทบไม่ทัน ขุนทัพปรายตามองไปทางโต๊ะข้าง ๆ ที่มีกลุ่มวัยรุ่นชายกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งดื่มอยู่ แล้วเขาก็ยิ้มมุมปากช้า ๆ เป็นยิ้มที่ไม่ได้สื่อถึงความใจดีเลยแม้แต่นิดเดียว
"ถ้ามึงยังไม่เลิกมองน้องเขา กูจะควักลูกตามึงทิ้งนะ"
เขาส่งเสียงพูดขึ้นลอย ๆ แต่แววตานิ่งสนิทจับจ้องไปที่ชายคนหนึ่งในโต๊ะนั้นที่เผลอมองตามร่างของรุ่นน้องผู้หญิงที่เพิ่งเดินผ่านโต๊ะพวก RED ไป ผู้ชายคนนั้นสะดุ้งสุดตัวและรีบหันหน้าหนีไปอีกทางทันทีด้วยความกลัว
"ข...ขอโทษพี่ ผมไม่ได้ตั้งใจ"
ขุนทัพหัวเราะในลำคออย่างพอใจ "กลัวเป็นด้วยเหรอวะ นึกว่าเก่งแต่จ้อง"
"มึงก็เล่นซะเขาจะฉี่ราดอยู่แล้ว" จอมขวัญ พูดขำ ๆ พลางหยิบบุหรี่ขึ้นมาคาบแต่ยังไม่ได้จุดเหมือนกัน เขาเป็นคนที่ดูมีชีวิตชีวาที่สุดในกลุ่ม รอยยิ้มเจ้าชู้และท่าทางขี้เล่นของเขาทำให้เขาดูเข้าถึงง่าย แต่ความจริงแล้วจอมขวัญคือคนประเภทที่ "ยิ้มฆ่าคน" ได้อย่างเลือดเย็นที่สุด
"ก็กูรำคาญสายตา มองเหมือนไม่เคยเห็นคน" ขุนทัพบ่นอุบ
"ใจเย็นดิ มึงทำคนอื่นเขากลัวจนเหล้าจืดหมดแล้ว" วินทร์ พูดขึ้นพลางถอดแว่นสายตาออกมาเช็ดด้วยชายเสื้อช็อปอย่างช้า ๆ ท่าทางของเขาดูสุขุมและเป็นระเบียบที่สุด หน้าตาสะอาดสะอ้านเหมือนพวกนักศึกษาเกียรตินิยมทั่วไป แต่คนที่รู้จักวินทร์จะรู้ว่าคนนี้ร้ายลึกและฉลาดเป็นกรด เขาไม่จำเป็นต้องออกแรงใช้กำลังให้เหนื่อย แค่คำพูดนิ่ง ๆ ไม่กี่ประโยคกับแผนการที่วางไว้อย่างแยบยล ก็ทำให้คนฟังเสียสติหรือหายไปจากวงโคจรได้แล้ว
"หรือมึงอยากให้เขารู้ว่ามึงเพิ่งต่อยกับไอ้พวกวิศวะไฟฟ้ามาเมื่อคืน" วินทร์พูดยิ้ม ๆ ขณะสวมแว่นกลับเข้าที่
ขุนทัพแสยะยิ้มเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน "ก็สมควรโดน"
"เขาทำไรมึงอีกล่ะ" จอมขวัญถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
"มองแรงใส่น้องปีหนึ่งคณะเราตอนเดินผ่านลานเกียร์"
จอมขวัญหลุดหัวเราะออกมาทันที "เหตุผลเหี้ยมาก แค่มองแรงเนี่ยนะ?"
"แต่มันสะใจดี มึงก็น่าจะรู้ว่ากูไม่ชอบให้ใครมาเบ่งใส่" ขุนทัพตอบพลางรับแก้วเหล้าจากพนักงานมาจิบ
ภูผา นั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ ราม มือหนาหมุนแก้วเบียร์ไปมาอย่างช้า ๆ เขาแทบไม่ปริปากพูดเลยตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าผับมา แต่ความนิ่งของเขากลับทรงพลังอย่างประหลาด ภูผาเป็นคนตัวสูง ไหล่กว้าง และมีใบหน้าที่ดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าคนอื่นในกลุ่ม เขาเป็นเหมือน "เบรก" ของกลุ่ม RED ENGINEERING คอยทำหน้าที่ห้ามทัพและตัดสินใจในเวลาที่เพื่อนคนอื่นกำลังเดือดจัด และเขาก็เป็นคนเดียวที่ขุนทัพยอมเกรงใจ
"คืนนี้อย่ามีเรื่อง" ภูผาพูดขึ้นเรียบ ๆ สายตามองไปที่แก้วเบียร์ในมือ
ขุนทัพยกไหล่แบบไม่หยี่ระ "ก็ถ้าไม่มีใครมาหาเรื่องก่อนอ่ะนะ"
"แล้วถ้ามี?" วินทร์ลองเชิงถามนิ่ง ๆ
ขุนทัพยิ้มช้า ๆ แววตาเป็นประกายวาววับ "ก็ซวยเอง ช่วยไม่ได้"
"พนันกันป่ะ คืนนี้ต้องมีคนร้องไห้" จอมขวัญพูดขัดจังหวะขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาเอนตัวพาดพนักโซฟาอย่างสบายอารมณ์ นิ้วเรียวสับไพ่ในมือเล่นไปมาอย่างคล่องแคล่ว ทักษะการเล่นไพ่และการพนันของจอมขวัญคืออันดับหนึ่ง และเขาก็ใช้มันในการอ่านใจคนมานักต่อนัก
"เมื่อคืนมึงก็ทำผู้หญิงร้องไห้ไปแล้วคนนึงไม่ใช่เหรอ" วินทร์แขวะนิ่ง ๆ พลางจิบเครื่องดื่มของตัวเอง
จอมขวัญหัวเราะลั่นอย่างคนอารมณ์ดี "ช่วยไม่ได้ว่ะ คนสวยมักชอบคนเลว กูผิดตรงไหนล่ะ? ในเมื่อเขาเดินมาหากูเอง"
"มึงไม่ได้เลว"
จอมขวัญชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงของคนที่ไม่ค่อยพูดอย่างรามเอ่ยขึ้น ทุกคนในโต๊ะหันไปมองรามเป็นตาเดียว จอมขวัญเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย
"อ้าว แล้วไงวะไอ้ราม กูไม่ใช่คนเลวแล้วกูเป็นคนแบบไหน?"
รามคีบบุหรี่ออกจากปากช้า ๆ พ่นควันจาง ๆ ออกมา (แม้ว่าผับจะห้ามสูบแต่สำหรับเขามันคือข้อยกเว้น) ก่อนจะสบตาจอมขวัญแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดแต่เจ็บแสบที่สุด
"มึงมันเหี้ย"
ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะไปเพียงวินาทีเดียว ก่อนที่ขุนทัพจะหลุดหัวเราะก๊ากออกมาคนแรก ตามด้วยวินทร์ที่ส่ายหน้าขำ ๆ แม้แต่ภูผายังแอบกระตุกยิ้มมุมปาก
"เชี่ยราม! ฮ่า ๆ ๆ ๆ กูชอบว่ะ คำนี้แม่งโดน!" ขุนทัพตบเข่าฉาด
จอมขวัญส่ายหน้าอย่างเอือม ๆ แต่รอยยิ้มเจ้าชู้ยังไม่หายไปจากหน้า "เออ ขอบคุณสำหรับคำชมครับพ่อคนดี มึงนี่แม่ง... ปากหมาเหมือนเดิม"
บทสนทนาที่ดูเหมือนจะเป็นการพักผ่อนของกลุ่มเพื่อนสนิทดำเนินไปท่ามกลางเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่ง...
เพล้ง!
เสียงแก้วแตกละเอียดดังสนั่นมาจากบริเวณกลางร้านซึ่งเป็นโซนเต้น เสียงเพลงที่เคยดังดูเหมือนจะเบาลงไปทันทีในความรู้สึกของทุกคน ทุกสายตาในผับหันไปมองที่จุดเดียวกัน
ที่ตรงนั้น หญิงสาวผมยาวในชุดเดรสสัดส่วนเป๊ะกำลังถูกผู้ชายร่างสูงใหญ่สวมเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมกระชากแขนไว้อย่างแรงจนเธอแทบจะถลาไปตามแรงดึง ใบหน้าสวยของเธอซีดเผือด เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเจ็บปวด
"บอกว่าไม่ไปไง! ปล่อยนะไอ้บ้า!" เสียงเธอสั่นเทาและพยายามขัดขืน
"มึงเป็นเมียกู จะกลับกับกู!" ผู้ชายคนนั้นตะคอกกลับเสียงดังจนเส้นเลือดที่คอปูดโปน เขาดูเหมือนคนเมาที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้
"ปล่อยนะ! เจ็บ! เราเลิกกันไปแล้วนะ!" เธอตะโกนใส่หน้าเขา
ชายคนนั้นสบถคำหยาบคายออกมาอย่างน่ารังเกียจ ก่อนจะง้างมือขึ้นสูงตั้งท่าเหมือนจะตบลงบนใบหน้าขาวนั่นอย่างเต็มแรง ผู้คนรอบข้างเริ่มถอยห่าง ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งเพราะกลัวจะโดนลูกหลง
วินาทีต่อมา—
โครม!
เก้าอี้เหล็กที่วางอยู่ใกล้ ๆ กับโต๊ะของกลุ่มวิศวะถูกถีบกระเด็นไปปะทะกับกำแพงเสียงดังสนั่น รามลุกขึ้นยืนช้า ๆ ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมา แผ่นหลังกว้างใต้เสื้อช็อปสีแดงดูน่าเกรงขามและทรงพลังอย่างบอกไม่ถูก ดวงตานิ่งจัดของเขาจับจ้องไปที่ผู้ชายคนนั้นที่กำลังจะทำร้ายผู้หญิง ทั้งผับเงียบกริบจนไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงลมหายใจและการสั่นของลำโพง
ขุนทัพยิ้มมุมปากทันที แววตาที่เคยหงุดหงิดเปลี่ยนเป็นประกายตื่นเต้นเหมือนสัตว์ป่าที่กำลังจะได้ออกล่า "เอาแล้วไง งานมาว่ะ"
วินทร์ดันแว่นขึ้นช้า ๆ พลางถอนหายใจแบบไม่จริงจังนัก "กูนึกว่าจะจบคืนนี้แบบสงบ ๆ ซะอีก"
จอมขวัญหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ พร้อมกับเก็บไพ่ที่สับอยู่อย่างรวดเร็ว "พนันชนะแล้วหนึ่ง บอกแล้วคืนนี้ต้องมีคนร้องไห้"
ส่วนภูผา... เขาเพียงถอนหายใจยาวช้า ๆ แล้ววางแก้วเบียร์ลงบนโต๊ะด้วยน้ำหนักที่สม่ำเสมอ เขาไม่ได้ขัดศรัทธาเพื่อน แต่คำพูดถัดมาของเขามันคือคำอนุมัติกลาย ๆ
"เบา ๆ มือหน่อยก็แล้วกัน เดี๋ยวร้านเขาพังหมด"
รามไม่ได้ตอบคำถามเพื่อน เขาเพียงแค่ก้าวขาเดินลงจากโซนวีไอพีมุ่งหน้าตรงไปยังกลางร้านด้วยจังหวะที่มั่นคงและกดดัน ทุกฝีก้าวที่เขาก้าวผ่านทำให้นักเที่ยวรอบ ๆ ต้องถอยร่นเปิดทางให้โดยอัตโนมัติ
เพราะทุกคนในย่านนี้รู้ดีว่า... ถ้ารามลุกขึ้นจากโต๊ะเมื่อไหร่ แปลว่าความสงบสุขได้จบลงแล้ว และมันจะไม่มีวันจบลงง่าย ๆ จนกว่าเขาจะพอใจ
และที่สำคัญที่สุด... ไม่มีใครหน้าไหนจะหยุดยั้งความคลั่งของพวก RED ENGINEERING ได้อีกต่อไปเมื่อเกียร์มันเริ่มหมุน
รามเดินไปหยุดอยู่ข้างหลังชายขี้เมาคนนั้น มือหนาเอื้อมไปจับที่ข้อมือของชายคนนั้นที่กำลังกำแขนหญิงสาวไว้ แรงบีบจากนิ้วเรียวของรามทำให้ชายคนนั้นถึงกับหน้านิ่ว
"มึงเป็นใครวะ! อย่ามาเสือก!" ชายขี้เมาหันมาตะคอกใส่ราม
รามไม่ได้ตอบด้วยคำพูด แต่สายตาที่เขามองกลับไปมันว่างเปล่าจนน่าขนลุก เขาค่อย ๆ ออกแรงบีบข้อมืออีกฝ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนได้ยินเสียงกระดูกลั่นเบา ๆ
"กูบอกให้ปล่อย..." รามพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยคำสั่งเด็ดขาด
"ถ้ามึงไม่ปล่อย... กูจะทำให้มึงจำคืนนี้ไปจนตาย"
บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะระเบิดออกมาในทุกวินาที นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความดาร์คและความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อเฟืองสีแดงเริ่มทำงาน... ทุกอย่างที่ขวางหน้าก็จะถูกบดขยี้ไม่เหลือซาก!
กลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นน้ำมันเครื่องจาง ๆ คือมู้ดประจำวันหยุดของบ้านเราในตอนนี้ ‘เรซ’ ลูกชายวัยห้าขวบกำลังอยู่ในวัยกำลังซนและติดคนเป็นพ่อแจ ชนิดที่ว่าพี่รามเดินไปไหน เด็กชายตัวน้อยในชุดเอี๊ยมยีนส์ก็จะวิ่งเตาะแตะถือไขควงพลาสติกเดินตามหลังเป็นเงาตามตัว อย่างเช่นวันนี้ พี่รามกำลังก้ม ๆ เงย ๆ เช็กความเรียบร้อยของรถอยู่ที่ลานจอดรถคอนโด โดยมีลูกชายตัวน้อยนั่งยอง ๆ อยู่ข้างล้อรถ พลางใช้ไขควงของเล่นเคาะล้อเบา ๆ ขะมักเขม้น “พ่อครับ... ล้อรถคันนี้ซิ่งได้รึยังครับ” เสียงเล็ก ๆ เจือยแจ้วถามขึ้น ใบหน้ากลมดิบที่ถอดแบบพี่รามมาเป๊ะยิ้มแฉ่งจนตาหยี พี่รามละมือจากหน้าห้องเครื่องรถ ขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะก้าวขาเดินมาหยุดตรงหน้าลูกชาย เขาทรุดตัวนั่งลงยอง ๆ ข้างลูก แววตาคู่คมกริบที่เคยดุดันเวลาอยู่ข้างนอก ตอนนี้กลับอ่อนโยนลงทันทีเมื่อจ้องมองไอ้ตัวแสบ “ยังครับ ต้องเช็กอีกนิดนึง” พี่รามตอบเสียงทุ้มเรียบ พลางเอื้อมมือหนาไปปัดคราบฝุ่นเปื้อนตรงแก้มยุ้ยของลูกเบา ๆ “เรซอยากซิ่งแล้วครับพ่อ พาเรซซิ่งหน่อย” เด็กชายตัวน้อยขยับเข้าไปกอดเข
เวลาหมุนผ่านไปเร็วมาก จากเด็กปีหนึ่งดื้อรั้นในวันนั้น ในที่สุดฉันก็เรียนจบและก้าวเข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว และวันนี้คือวันที่ฉันตั้งตารอคอยมากที่สุดในชีวิต งานแต่งงานของเราถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่สวนหลังบ้านพักตากอากาศริมทะเล สถานที่ที่พี่รามเคยใช้สวมแหวนจองฉันไว้เมื่อหลายปีก่อน แขกในงานส่วนใหญ่มีเพียงญาติผู้ใหญ่และกลุ่มเพื่อนสนิทที่ร่วมฝ่าฟันมรสุมกันมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย “โอ๊ย ยัยขวัญ! มึงสวยมาก สวยจนกูอยากร้องไห้” เพลงเดินเข้ามาชมในห้องแต่งตัว พลางทำท่าซับน้ำตา “มึงก็เว่อร์ไปเพลง” ฉันหัวเราะขำในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์แบบเรียบหรู “ไม่เว่อร์หรอก วันนี้เพื่อนกูขายออกอย่างเป็นทางการแล้ว” เจตเดินตามเข้ามาสมทบพร้อมคอปเตอร์ที่ถือกล้องเตรียมถ่ายรูปไม่หยุด เมื่อได้เวลาเริ่มงาน ฉันก้าวเดินออกไปท่ามกลางเสียงปรบมือและรอยยิ้มของทุกคน พี่ขุนทัพ วินทร์ พี่ภูผา และพี่จอมขวัญ ยืนส่งยิ้มยินดีมาให้จากฝั่งที่นั่งแขก และตรงปลายทางเดินนั้น... พี่รามในชุดสูทสากลสีดำสนิทกำลังยืนรอฉันอยู่ เขาต
“ไม่ชนครับ” “แต่หนูว่าใกล้มากเลยนะ” “ขวัญข้าว” “คะ” “มองไปไกล ๆ อย่าจ้องแค่หน้ารถ” ฉันเม้มปากนิดหนึ่งก่อนพยายามทำตาม รถค่อย ๆ เลี้ยวผ่านกรวยแรกไปได้จริง ๆ “เก่งมากครับ” ฉันหันไปมองเขาทันที “จริงเหรอ” “อือ” “หนูขับเก่งไหม” พี่รามนิ่งคิดเหมือนกำลังประเมินจริงจัง ก่อนตอบเรียบ ๆ “เก่งกว่าไอ้จอมขวัญตอนหัดแรก ๆ เยอะ” ฉันหลุดหัวเราะลั่นทันที “พี่ราม!” “จริงครับ วันแรกมันขับชนกรวยไปสามอัน” “แล้วพี่ว่าเขารอดมาได้ยังไง” “บุญมันเยอะ” ฉันหัวเราะจนแทบจับพวงมาลัยไม่อยู่ ส่วนพี่รามก็หลุดยิ้มชัดขึ้นตามไปด้วย หลังจากนั้นฉันลองขับวนอยู่ในสนามอีกหลายรอบ จากตอนแรกที่มือสั่นจนจับพวงมาลัยแทบไม่อยู่ ตอนนี้เริ่มกะระยะได้ดีขึ้นนิดหน่อยแล้ว พี่รามคอยนั่งสอนอยู่ข้าง ๆ ตลอด เวลาเข้าโค้งเขาจะคอยบอกจังหวะ เวลาฉันเริ่มตื่น เขาจะเอื้อมมือมาจับมือฉันเบา ๆ เหมือนส่งสัญญาณว่าไม่ต้องกลัว จนสุดท้ายฉันเริ่มผ่อนคลายลงจริง ๆ รถค่อย ๆ แ
“พี่ราม! หนูบอกให้เหยียบเบรกไง!” ฉันร้องเสียงหลงพร้อมรีบคว้าสายคาดนิรภัยไว้แน่นจนตัวแทบติดเบาะ ขณะที่รถสปอร์ตสีดำพุ่งโค้งผ่านกรวยยางในสนามซ้อมหลังอู่ด้วยความเร็วที่สำหรับพี่รามอาจเรียกว่าธรรมดา แต่สำหรับฉันมันเร็วเกินไปจนหัวใจแทบหยุดเต้น “พี่เหยียบแล้วครับขวัญข้าว” คนขับตอบเสียงเรียบ หน้าตานิ่งสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือหนาหมุนพวงมาลัยหักหลบกรวยยางได้อย่างแม่นยำราวกับรถทั้งคันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา ฉันหันไปมองด้วยสีหน้าจะร้องไห้ “นี่เรียกว่าเหยียบเบรกแล้วเหรอคะ!” เสียงหัวเราะต่ำดังขึ้นในลำคอเบา ๆ ทันที “ถ้าพี่ไม่เบรก ป่านนี้เราหมุนไปกอดเสาแล้วครับ” “พี่ราม!” เขายิ่งหัวเราะกว่าเดิม ส่วนฉันได้แต่นั่งหน้าบูด มือเย็นเฉียบเพราะโดนลากมานั่งรถเล่นในสนามซ้อมแบบไม่ทันตั้งตัว จริง ๆ จุดเริ่มต้นมันเกิดจากตอนบ่าย ฉันนั่งดูพี่รามกับพี่ขุนทัพเซ็ตรถอยู่ในอู่ แล้วเผลอพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่าอยากลองหัดคุมรถดูบ้าง เพราะเวลานั่งมองผู้ชายพวกนี้ทำงานกับรถแข่งทีไร มันดูเท่มากทุกครั้ง





