LOGINหลังคืนที่ผับย่านรังสิตผ่านพ้นไป ชีวิตมหาวิทยาลัยของฉันก็เหวี่ยงกลับเข้าสู่โหมดเดิมเร็วอย่างน่าประหลาด เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคลับใต้ดินวันนั้นเป็นเพียงภาพฟิล์มวูบหนึ่งที่ฉายผ่านตาแล้วจบลงไปพร้อมกับเสียงเพลงเบสหนัก ๆ และแสงไฟนีออนสลัวที่ชวนให้มึนหัวจนแทบประคองสติไม่อยู่
เช้าวันจันทร์ ฉันตื่นแทบไม่ทันเข้าเรียนเหมือนเดิม แสงแดดจัดจ้าที่ลอดผ่านม่านหอพักเข้ามาทำให้รู้ตัวว่าความพ่ายแพ้ต่อความง่วงกำลังคืบคลานเข้ามาทักทาย เสียงแจ้งเตือนจากกลุ่มคณะในแอปพลิเคชันไลน์ดังรัวไม่หยุดตั้งแต่เจ็ดโมงกว่า
ทั้งข้อความตามงานกลุ่มที่ค้างคามาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ตารางนัดประชุมเชียร์ที่รุ่นพี่นัดกันแบบสายฟ้าแลบจนตั้งตัวไม่ติด แล้วก็ข้อความบ่นชีวิตจากเพลงเพื่อนสนิทตัวดีที่ส่งมาระบายตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี
เพลง : กูไม่อยากไปมหาลัยเลยว่ะมึง ใจกูอยู่ที่เตียง
ขวัญข้าว : แต่มึงต้องไป คาบเช้าอาจารย์เช็กชื่อตั้งแต่นาทีแรกนะจ๊ะ
เพลง : กูลาออกตอนนี้ทันไหม หรือกูควรแกล้งตายดี ฮือออ
ฉันหลุดขำออกมาเบา ๆ กับความคร่ำครวญของเพื่อน ก่อนจะโยนโทรศัพท์ลงบนเตียงแล้วฝืนลากสังขารตัวเองไปอาบน้ำ ชีวิตเด็กปีหนึ่งแม่งเหนื่อยกว่าที่คิดไว้เยอะจริง ๆ โดยเฉพาะคณะนิเทศศาสตร์ที่ภายนอกใคร ๆ ก็มองว่าเรียนสนุก นั่งเล่น นั่งคุย แต่ความจริงคือตารางชีวิตที่แน่นเอี๊ยดจนหายใจไม่ทั่วท้อง
ฉันแทบไม่มีเวลาอยู่เงียบ ๆ คนเดียวเลยตั้งแต่เปิดเทอมมา ทั้งคาบเรียนเช้าจรดเย็น ประชุมงานกลุ่ม ซ้อมสแตนด์เชียร์ที่กินเวลาไปถึงค่ำคืน ทุกอย่างวนลูปอยู่แบบนั้นจนบางวันฉันยังงงตัวเองเลยว่าเผลอหลับไปตอนไหน หรือสติหลุดหายไปตั้งแต่ช่วงบ่ายโมงกันแน่
หน้าคณะนิเทศฯ ตอนเช้ายังวุ่นวายเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน เด็กปีหนึ่งเดินถือกาแฟกันแทบทุกคนเหมือนขาดคาเฟอีนแล้วจะใช้ชีวิตต่อไม่ได้ เพลงยืนรอฉันอยู่ใต้ตึกพร้อมสภาพเหมือนคนอดนอนมาสามวัน แว่นกันแดดทรงโตถูกหยิบมาสวมปิดรอยคล้ำใต้ตาที่ดูจะหนักหนาขึ้นทุกวันจนเจ้าตัวเริ่มเครียด
“หน้ามึงเหมือนศพที่เพิ่งขุดขึ้นมาเลยนะเพลง” ฉันทักมันทันทีที่เดินเข้าไปถึง มันดึงแว่นลงให้ดูใต้ตาตัวเองแวบหนึ่งด้วยความอนาถใจ
“กูนอนตีสามขวัญข้าว ตีสาม!”
“ทำไรล่ะ ทำงานเหรอ หรือปั่นพอร์ต”
“เปล่า... ไถ TikTok เพลินไปหน่อย คลิปหมาแมวมันดึงดูดกูเกินไป”
“สมน้ำหน้า” ฉันหัวเราะพลางส่ายหน้าให้กับความไร้สาระของเพื่อนรัก
ไม่นานเจตกับคอปเตอร์ก็เดินตามมาสมทบพร้อมแก้วอเมริกาโน่เย็นคนละแก้ว เจตดูสดใสผิดมนุษย์มนาเหมือนคนนอนครบแปดชั่วโมงเป๊ะ ๆ จนเพลงหันไปมองค้อนใส่เหมือนอยากเอาแก้วกาแฟฟาดหน้ามันให้รู้แล้วรู้รอดที่มาทำตัวเริงร่าขัดกับบรรยากาศความหม่นหมองในตอนเช้า
“พร้อมเรียนยังครับเพื่อน ๆ วันนี้วิชาทฤษฎีนะเว้ย” เจตถามเสียงสดใสเกินเบอร์ เพลงหันมองมันตาขวาง
“มึงยังมีแรงเหลืออีกเหรอเจต กูแค่จะยกมือไหว้พระยังไม่มีแรงเลย”
“กูเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตมหาลัยเว้ยมึง สนุกจะตาย”
“มึงเกิดมาเพื่อสร้างความเดือดร้อนให้พวกกูมากกว่ามั้ง” คอปเตอร์หลุดขำทันทีที่เห็นเจตโดนเพลงแซะกลับแบบเจ็บ ๆ
พวกเราสี่คนพากันเดินขึ้นตึกเรียน เสียงคุยจ้อกแจ้กจอแจของนักศึกษาแต่ละคณะดังปนกันทั่วทางเดินจนวุ่นวายเหมือนตลาดสดในยามเช้า และก็เหมือนทุกวัน... ชื่อของ RED ENGINEERING ยังลอยเข้าหูฉันอีกจนได้ ไม่ว่าจะเป็นตอนเดินผ่านซุ้มม้าหินอ่อนหรือแม้แต่ในลิฟต์
“เมื่อคืนพี่รามอยู่ที่สนามด้วยนะมึง โคตรเดือด”
“กูเห็นคลิปในสตอรี่เพื่อนละ รถคันสีดำนั่นแม่งอย่างกับหลุดมาจากหนังแข่งรถ”
“เออ เด็กวิศวะบอกว่าอาทิตย์หน้ามีแข่งนัดใหญ่ด้วยนะ มึงจะไปดูป่ะ”
ฉันเดินผ่านกลุ่มผู้หญิงปีหนึ่งกลุ่มหนึ่งที่กำลังยืนเกาะกลุ่มเมาท์กันเสียงดังลั่นทางเดิน ก่อนจะหันกลับมามองเพื่อนตัวเอง เจตเองก็ได้ยินเหมือนกัน เพราะมันหันขวับไปมองกลุ่มนั้นทันทีแบบอัตโนมัติเหมือนมีเซนเซอร์ตรวจจับคำว่า 'วิศวะเครื่องกล' อยู่ในตัว
“เห็นป่ะขวัญข้าว คนแม่งพูดถึงกันทั้งมหาลัยเลยนะเว้ย ไม่ใช่แค่พวกกูที่ขี้เผือก” เจตพูดพลางขยับเข้ามาใกล้ ฉันถอนหายใจยาว
“กูเริ่มสงสัยละว่าพวกรุ่นพี่เขาเอาเวลาไหนไปเรียนกันบ้างไหมเนี่ย แข่งรถกันแทบทุกอาทิตย์” เพลงหัวเราะแห้ง ๆ “หรือพี่เขาอาจเรียนเก่งระดับหัวกะทิก็ได้นะมึง ฟีลมันได้ว่ะมึง พี่เขาดูทรงแบบ... อัจฉริยะที่กลางคืนแข่งรถ กลางวันทำแล็บอะไรงี้ไง” “มึงนี่นะ จินตนาการล้ำเลิศเกินไปละ” ฉันส่ายหน้าขำ ๆ ก่อนจะพากันเดินเข้าห้องเรียน
แต่เอาเข้าจริง ฉันก็เริ่มชินกับชื่อ “ราม” แล้วเหมือนกัน เพราะตั้งแต่คืนที่ผับวันนั้น ชื่อนั้นมันก็โผล่มาแทบจะทุกวันในทุกบริบท บางทีก็ในโรงอาหารที่คนนั่งข้าง ๆ คุยกัน บางทีก็ในกลุ่ม F******k ของมหาวิทยาลัยที่มีคนแอบถ่ายรูปตอน เขาเดินผ่าน หรือแม้แต่โต๊ะข้าง ๆ ตอนนั่งเรียนก็ยังมีคนขุดเรื่องวีรกรรมในสนามแข่งของเขามาเล่าต่อกัน เหมือนเขาเป็นคนดังระดับซุปตาร์ประจำมหาวิทยาลัยที่ทุกคนต้องรู้จัก
แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับฉัน รามก็ยังเป็นแค่รุ่นพี่คนหนึ่งที่อยู่ไกลจากวงโคจรชีวิตของตัวเองมากอยู่ดี เราอยู่คนละคณะ เรียนคนละตึก สังคมเพื่อนก็คนละแบบ และที่สำคัญที่สุดคือฉันไม่ได้คิดจะเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวดองหรือพาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกับโลกสีแดงเข้มที่ดูอันตรายและกดดันแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย
แต่ถึงอย่างนั้น สำหรับฉัน รามก็ยังเป็นแค่รุ่นพี่คนหนึ่งที่อยู่ไกลจากวงโคจรชีวิตของตัวเองมากอยู่ดี เราอยู่คนละคณะ เรียนคนละตึก สังคมเพื่อนก็คนละแบบ และที่สำคัญที่สุดคือฉันไม่ได้คิดจะเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวดองหรือพาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกับโลกสีแดงเข้มที่ดูอันตรายและกดดันแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย
คาบเช้าผ่านไปแบบง่วงเหงาหาวนอนเหมือนทุกวัน อาจารย์บรรยายเรื่องทฤษฎีการสื่อสารได้ราบเรียบจนเพลงฟุบโต๊ะไปตั้งแต่ยังไม่ถึงชั่วโมงแรก ส่วนคอปเตอร์ก็แอบเล่นเกมใต้โต๊ะแบบไม่คิดจะเนียนเลยซักนิด เจตนั่งหันไปคุยกับโต๊ะหลังจนโดนอาจารย์เรียกชื่อไปหนึ่งรอบให้เสียหน้าเล่น ๆ
“นิสิตเจตคะ ถ้าคุยสนุกขนาดนั้นช่วยลุกขึ้นมาอธิบายเรื่องทฤษฎีเข็มฉีดยาให้เพื่อนฟังหน่อยค่ะ” “ครับอาจารย์... ผมขอโทษครับ” มันตอบเสียงอ่อยจนพวกเราทั้งกลุ่มหลุดขำพรืดกันออกมาแบบเก็บไม่อยู่
พอถึงเวลาพักเที่ยง ทุกคนก็เหมือนได้รับพลังชีวิตคืนมาทันทีด้วยความหิวโหย “กินไรดีวะมึง กูปวดหลังไปหมดแล้วเนี่ย” คอปเตอร์ถามพลางบิดขี้เกียจจนกระดูกลั่นดังเปรี๊ยะ “อะไรก็ได้ที่เร็วที่สุดในโลกนี้ กูหิวจนจะกินสแตนด์เชียร์ได้อยู่แล้ว” เพลงตอบทั้งที่ตายังลืมไม่ขึ้นดีนัก
โรงอาหารกลางคนแน่นเหมือนเดิมเป็นปกติของช่วงเที่ยง เด็กหลายกลุ่มนั่งรวมกันเต็มไปหมด เสียงคุยดังระงมจนแทบฟังเพลงที่ร้านน้ำเปิดไม่รู้เรื่อง ฉันกำลังยืนต่อคิวร้านข้าวแกงเจ้าประจำอยู่ จู่ ๆ เจตที่ยืนข้างหลังก็สะกิดแขนฉันแรง ๆ
กลิ่นแป้งเด็กผสมกลิ่นน้ำมันเครื่องจาง ๆ คือมู้ดประจำวันหยุดของบ้านเราในตอนนี้ ‘เรซ’ ลูกชายวัยห้าขวบกำลังอยู่ในวัยกำลังซนและติดคนเป็นพ่อแจ ชนิดที่ว่าพี่รามเดินไปไหน เด็กชายตัวน้อยในชุดเอี๊ยมยีนส์ก็จะวิ่งเตาะแตะถือไขควงพลาสติกเดินตามหลังเป็นเงาตามตัว อย่างเช่นวันนี้ พี่รามกำลังก้ม ๆ เงย ๆ เช็กความเรียบร้อยของรถอยู่ที่ลานจอดรถคอนโด โดยมีลูกชายตัวน้อยนั่งยอง ๆ อยู่ข้างล้อรถ พลางใช้ไขควงของเล่นเคาะล้อเบา ๆ ขะมักเขม้น “พ่อครับ... ล้อรถคันนี้ซิ่งได้รึยังครับ” เสียงเล็ก ๆ เจือยแจ้วถามขึ้น ใบหน้ากลมดิบที่ถอดแบบพี่รามมาเป๊ะยิ้มแฉ่งจนตาหยี พี่รามละมือจากหน้าห้องเครื่องรถ ขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะก้าวขาเดินมาหยุดตรงหน้าลูกชาย เขาทรุดตัวนั่งลงยอง ๆ ข้างลูก แววตาคู่คมกริบที่เคยดุดันเวลาอยู่ข้างนอก ตอนนี้กลับอ่อนโยนลงทันทีเมื่อจ้องมองไอ้ตัวแสบ “ยังครับ ต้องเช็กอีกนิดนึง” พี่รามตอบเสียงทุ้มเรียบ พลางเอื้อมมือหนาไปปัดคราบฝุ่นเปื้อนตรงแก้มยุ้ยของลูกเบา ๆ “เรซอยากซิ่งแล้วครับพ่อ พาเรซซิ่งหน่อย” เด็กชายตัวน้อยขยับเข้าไปกอดเข
เวลาหมุนผ่านไปเร็วมาก จากเด็กปีหนึ่งดื้อรั้นในวันนั้น ในที่สุดฉันก็เรียนจบและก้าวเข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว และวันนี้คือวันที่ฉันตั้งตารอคอยมากที่สุดในชีวิต งานแต่งงานของเราถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่สวนหลังบ้านพักตากอากาศริมทะเล สถานที่ที่พี่รามเคยใช้สวมแหวนจองฉันไว้เมื่อหลายปีก่อน แขกในงานส่วนใหญ่มีเพียงญาติผู้ใหญ่และกลุ่มเพื่อนสนิทที่ร่วมฝ่าฟันมรสุมกันมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย “โอ๊ย ยัยขวัญ! มึงสวยมาก สวยจนกูอยากร้องไห้” เพลงเดินเข้ามาชมในห้องแต่งตัว พลางทำท่าซับน้ำตา “มึงก็เว่อร์ไปเพลง” ฉันหัวเราะขำในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์แบบเรียบหรู “ไม่เว่อร์หรอก วันนี้เพื่อนกูขายออกอย่างเป็นทางการแล้ว” เจตเดินตามเข้ามาสมทบพร้อมคอปเตอร์ที่ถือกล้องเตรียมถ่ายรูปไม่หยุด เมื่อได้เวลาเริ่มงาน ฉันก้าวเดินออกไปท่ามกลางเสียงปรบมือและรอยยิ้มของทุกคน พี่ขุนทัพ วินทร์ พี่ภูผา และพี่จอมขวัญ ยืนส่งยิ้มยินดีมาให้จากฝั่งที่นั่งแขก และตรงปลายทางเดินนั้น... พี่รามในชุดสูทสากลสีดำสนิทกำลังยืนรอฉันอยู่ เขาต
“ไม่ชนครับ” “แต่หนูว่าใกล้มากเลยนะ” “ขวัญข้าว” “คะ” “มองไปไกล ๆ อย่าจ้องแค่หน้ารถ” ฉันเม้มปากนิดหนึ่งก่อนพยายามทำตาม รถค่อย ๆ เลี้ยวผ่านกรวยแรกไปได้จริง ๆ “เก่งมากครับ” ฉันหันไปมองเขาทันที “จริงเหรอ” “อือ” “หนูขับเก่งไหม” พี่รามนิ่งคิดเหมือนกำลังประเมินจริงจัง ก่อนตอบเรียบ ๆ “เก่งกว่าไอ้จอมขวัญตอนหัดแรก ๆ เยอะ” ฉันหลุดหัวเราะลั่นทันที “พี่ราม!” “จริงครับ วันแรกมันขับชนกรวยไปสามอัน” “แล้วพี่ว่าเขารอดมาได้ยังไง” “บุญมันเยอะ” ฉันหัวเราะจนแทบจับพวงมาลัยไม่อยู่ ส่วนพี่รามก็หลุดยิ้มชัดขึ้นตามไปด้วย หลังจากนั้นฉันลองขับวนอยู่ในสนามอีกหลายรอบ จากตอนแรกที่มือสั่นจนจับพวงมาลัยแทบไม่อยู่ ตอนนี้เริ่มกะระยะได้ดีขึ้นนิดหน่อยแล้ว พี่รามคอยนั่งสอนอยู่ข้าง ๆ ตลอด เวลาเข้าโค้งเขาจะคอยบอกจังหวะ เวลาฉันเริ่มตื่น เขาจะเอื้อมมือมาจับมือฉันเบา ๆ เหมือนส่งสัญญาณว่าไม่ต้องกลัว จนสุดท้ายฉันเริ่มผ่อนคลายลงจริง ๆ รถค่อย ๆ แ
“พี่ราม! หนูบอกให้เหยียบเบรกไง!” ฉันร้องเสียงหลงพร้อมรีบคว้าสายคาดนิรภัยไว้แน่นจนตัวแทบติดเบาะ ขณะที่รถสปอร์ตสีดำพุ่งโค้งผ่านกรวยยางในสนามซ้อมหลังอู่ด้วยความเร็วที่สำหรับพี่รามอาจเรียกว่าธรรมดา แต่สำหรับฉันมันเร็วเกินไปจนหัวใจแทบหยุดเต้น “พี่เหยียบแล้วครับขวัญข้าว” คนขับตอบเสียงเรียบ หน้าตานิ่งสนิทเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือหนาหมุนพวงมาลัยหักหลบกรวยยางได้อย่างแม่นยำราวกับรถทั้งคันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา ฉันหันไปมองด้วยสีหน้าจะร้องไห้ “นี่เรียกว่าเหยียบเบรกแล้วเหรอคะ!” เสียงหัวเราะต่ำดังขึ้นในลำคอเบา ๆ ทันที “ถ้าพี่ไม่เบรก ป่านนี้เราหมุนไปกอดเสาแล้วครับ” “พี่ราม!” เขายิ่งหัวเราะกว่าเดิม ส่วนฉันได้แต่นั่งหน้าบูด มือเย็นเฉียบเพราะโดนลากมานั่งรถเล่นในสนามซ้อมแบบไม่ทันตั้งตัว จริง ๆ จุดเริ่มต้นมันเกิดจากตอนบ่าย ฉันนั่งดูพี่รามกับพี่ขุนทัพเซ็ตรถอยู่ในอู่ แล้วเผลอพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่าอยากลองหัดคุมรถดูบ้าง เพราะเวลานั่งมองผู้ชายพวกนี้ทำงานกับรถแข่งทีไร มันดูเท่มากทุกครั้ง
“พวกไอ้ขุนทัพบอกว่า วันนี้เขาฮิตให้ดอกไม้กัน” พี่รามเงยหน้าขึ้นสบตาฉันตรงๆ “แต่พี่คิดว่า ดอกไม้มันอยู่ได้ไม่กี่วันก็เหี่ยว พี่เลยเอาสิ่งที่มีค่าที่สุดของพี่มาให้เราแทน” ฉันเม้มริมฝีปากแน่น มองเกียร์ตรงข้อมือตัวเองนิ่งๆ มันไม่ใช่เกียร์ใหม่เอี่ยม ตรงขอบมีรอยขีดข่วนเล็กๆ จากการใช้งานจริง สีเงินบางจุดเริ่มด้านลงตามเวลา แต่กลับยิ่งทำให้รู้ทันทีว่ามันสำคัญกับเขามากแค่ไหน สำหรับเด็กวิศวะ เกียร์ไม่ใช่แค่เครื่องประดับธรรมดา แต่มันคือสัญลักษณ์ของชีวิตช่วงมหาวิทยาลัย เป็นทั้งความทรงจำ ความผูกพัน และความภูมิใจของคนคนนั้น ยิ่งเป็นเกียร์ที่ผ่านการใช้งานจริงมาตลอดหลายปีแบบนี้ มันยิ่งมีค่ามากกว่าเดิมหลายเท่า “ฝากดูแลด้วยนะขวัญข้าว” น้ำตาฉันแทบไหลออกมาทันที ไม่คิดเลยว่าผู้ชายที่ดูไม่โรแมนติกที่สุดในโลกคนนี้ จะเลือกของขวัญชิ้นนี้ให้กับฉัน ไม่มีดอกไม้ ไม่มีคำหวาน แต่กลับเป็นสิ่งที่มีค่ากับเขาที่สุดจริงๆ ฉันขยับเข้าไปกอดรอบคอเขาแน่นทันที พี่รามชะงักไปนิด ก่อนยกแขนขึ้นกอดตอบช้าๆ อ้อมแขนของเขายังคงอบอุ่นและมั่นคงเสมอ อุ่นจนความเหนื่อย
หลังจากเรื่องราวฟ้องร้องฝั่ง Falcon จบลง ชีวิตนักศึกษาปีสองของฉันก็หมุนวนอยู่กับตารางเรียน คณะนิเทศศาสตร์เริ่มปล่อยบทเรียนหินๆ ออกมาทักทาย ไหนจะงานกลุ่ม โปรเจกต์ ถ่ายคลิป ตัดต่อ ไปจนถึงกิจกรรมคณะสารพัดจนแทบไม่มีเวลาหายใจ ส่วนพี่รามก็อยู่ในช่วงพักการแข่งขันอย่างจริงจัง เขาแวะเวียนเข้าอู่ RED ENGINEERING ทุกวัน แต่ขยับบทบาทจากคนหลังพวงมาลัยมาเป็นคนคุมทีม คุมงานเซ็ตรถ และดูแลช่างฝึกงานรุ่นใหม่แทน ถึงไม่ได้ลงสนามแข่งเองแล้ว แต่ชื่อ “ราม RED ENGINEERING” ก็ยังคงเป็นที่พูดถึงในวงการ ยิ่งหลังจบแมตช์ FINAL RACE วันนั้น คนทั้งวงการแทบไม่มีใครไม่รู้จักเขา แต่สำหรับฉัน รามในตอนนี้ต่างจากภาพจำของคนอื่นโดยสิ้นเชิง เวลาอยู่อู่เขาอาจจะดูนิ่ง ดุ และจริงจัง แต่เวลาอยู่กับฉันสองคน ผู้ชายคนนี้กลับกลายเป็นคนอบอุ่นอย่างน่าตกใจ เขาชอบมารับฉันหลังเลิกเรียนแทบทุกวัน วันไหนอู่ยุ่งจนปลีกตัวไม่ได้ ก็ยังโทรมาถามเสมอว่ากินข้าวหรือยัง เหนื่อยไหม หรือบางครั้งก็แอบซื้อโกโก้เย็นแก้วโปรดมาวางไว้ให้หน้าตาย ยัยเพลงชอบบ่นอยู่บ่อยๆ ว่า “มึงรู้ตัวมั้ย ว่าพี่รามแม่







