Share

บทที่ 6

last update Tanggal publikasi: 2026-08-03 17:22:09

เสียงล้อรถเอสยูวีบดเบียดไปบนถนนดินลูกรังที่ชุ่มโชกไปด้วยโคลนเลนดังสม่ำเสมอพอกับเสียงหัวใจของปาณปวีร์ที่ยังเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ มือเรียวที่จับพวงมาลัยสั่นเทาน้อยๆ จนเขาต้องเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ ป่านเหลือบมองกระจกหลังเป็นระยะ สายตาคอยสอดส่องว่ามีแสงไฟหน้ารถคันไหนไล่กวดมาหรือไม่ แม้ว่าเบื้องหลังจะมีเพียงความมืดมิดของแมกไม้ที่โอบล้อมถนนเส้นเล็กๆ นี้ไว้ก็ตาม

ออฟฟิศรีสอร์ตไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยอีกต่อไป... ตรรกะของเลขามือโปรสั่งการทันทีที่เขาตั้งสติได้หลังจากเหตุการณ์บีบปืนแหลกคามือ พวกของเสี่ยธรรศไม่ใช่แค่จิ๊กโก๋ปากซอย แต่มันคือกลุ่มอิทธิพลที่พร้อมจะใช้ความรุนแรง และถ้าพวกมันรู้ว่าบราวน์—หรือ ‘ไอ้สัตว์ประหลาด’ ในสายตาพวกมัน—ซ่อนตัวอยู่ที่นั่น ที่พักของเขาจะกลายเป็นสมรภูมิในพริบตา

เขาทำการจัดกระเป๋าเตรียมของจำเป็น สั่งงานแม่บ้านและคนงานที่รีสอร์ตในช่วงบ่าย ก่อนจะพาบราวน์ขึ้นรถออกมาในตอนพลบค่ำ

“เราต้องกลับไปที่เซฟเฮาส์... ที่นั่นมีแค่ผมกับบอสคินกับคนงานไม่กี่คนที่รู้จัก” ป่านพึมพำเสียงพร่า แข่งกับเสียงเครื่องยนต์ “ผมส่งคนที่ไว้ใจได้มาทำความสะอาดและจัดหาของใช้จำเป็นไว้แล้ว เราจะไปหลบที่นั่นกันก่อน”

“เจ้ากังวล... กลิ่นอายความกลัวของเจ้าเข้มข้นจนข้ารู้สึกได้” เสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูสงบนิ่งอย่างน่าประหลาดดังมาจากเบาะข้างคนขับ บราวน์นั่งตัวตรงแหน็ว ร่างสูงใหญ่เกือบสองร้อยเซนติเมตรทำให้เบาะรถดูเล็กลงไปถนัดตา นัยน์ตาสีอำพันสุกใสจ้องมองฝ่าความมืดออกไปนอกหน้าต่างอย่างระแวดระวัง

“ผมไม่ได้กลัว... ผมแค่กำลัง ‘บริหารความเสี่ยง’ คุณนั่นแหละ นั่งนิ่งๆ ไปเลย อย่าเอาอวัยวะส่วนใดไปโดนหน้าจอวิทยุเชียวนา ผมไม่อยากให้มันระเบิดหรือพังเหมือนทีวีที่ออฟฟิศ” ป่านค้อนขวับ แต่ลึกๆ ในใจเขารู้ดีว่าความกลัวที่บราวน์สัมผัสได้นั้นคือความจริง... ทว่ามันไม่ใช่ความกลัวมาเฟียเพียงอย่างเดียว แต่มันคือความกลัวใน ‘สิ่ง’ ที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาต่างหาก

เมื่อรถจอดสนิทหน้ากระท่อมเซฟเฮาส์ไม้หลังเดิมที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ ป่านจัดการล็อกรถและกึ่งลากกึ่งจูงบอดี้การ์ดร่างยักษ์เข้าบ้านอย่างรวดเร็ว เขาเปิดตะเกียงไฟฟ้าแบบโซล่าร์เซลล์ที่พกมาด้วย แสงไฟสีนวลตาจากในเซฟเฮาส์ขับเน้นให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาปานประติมากรรมของบราวน์ชัดขึ้น ป่านทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ไม้ ปล่อยลมหายใจยาวเหยียดขณะที่บราวน์ยังคงยืนนิ่งราวกับรูปสลักกลางห้อง

“เอาล่ะ... มานี่สิคุณบราวน์” ป่านกวักมือเรียกตามนิสัยเลขาฯ ที่ชอบวิเคราะห์และจัดระเบียบข้อมูลเริ่มทำงานทันทีที่ความเงียบเข้าปกคลุม “ในเมื่อผมต้องฝากชีวิตไว้กับคุณ และคุณก็ดูเหมือนจะเป็น... เอ่อ... อาวุธชีวภาพเดินได้ ผมจำเป็นต้องรู้ข้อมูลพื้นฐานของคุณก่อน”

บราวน์เอียงคอช้าๆ “ข้อมูลพื้นฐาน? เจ้าต้องการหยั่งรู้ความลับแห่งมวลสารในตัวข้าอย่างนั้นหรือ ผู้ดูแล?”

“ไม่ต้องมามวลสารอะไรทั้งนั้น นั่งลงบนเตียงนี่!” ป่านสั่งเสียงเข้ม บราวน์ยอมทำตามอย่างว่าง่าย ร่างหนาที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อทรุดตัวลงนั่งจนเตียงไม้ลั่นเอี๊ยด

ป่านขยับเข้าไปใกล้ กลิ่นกายของบราวน์ไม่ใช่กลิ่นเหงื่อไคลแบบผู้ชายทั่วไป แต่มันเป็นกลิ่นหอมจางๆ คล้ายใบไม้เปียกชื้นผสมกับกลิ่นโอโซนหลังฝนตก ป่านหยิบสมุดโน้ตเล็กๆ กับปากกาขึ้นมาเตรียมพร้อม “ถอดเสื้อออก”

“เหตุใดข้าต้องเปลื้องอาภรณ์?” นัยน์ตาสีอำพันฉายแววฉงน แต่ก็ไม่ได้มีความขัดขืน

“ผมจะตรวจร่างกายคุณ ดูว่าแผลที่คุณบอกว่าหายดีแล้วมันหายจริงไหม แล้วก็ดูอุณหภูมิร่างกายคุณด้วย คุณจำไม่ได้เหรอว่าตัวคุณเย็นอย่างกับน้ำแข็งน่ะ”

บราวน์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ รวบชายเสื้อยืดรัดรูปที่ป่านเคยหามาให้ใส่ แล้วถอดมันออกผ่านศีรษะ ทันทีที่ผ้าพ้นไป ป่านก็เผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว

แสงไฟจากตะเกียงตกกระทบแผ่นอกกว้างที่อัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อเรียบตึง ผิวพรรณของบราวน์ดูเนียนละเอียดผิดมนุษย์ และภายใต้แสงสีนวลนั้น ป่านมองเห็น ‘ร่องรอย’ บางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้มัดกล้าม ลวดลายจางๆ ที่ดูเหมือนเกล็ดละเอียดรูปหกเหลี่ยมเรียงตัวกันอย่างวิจิตรบรรจง แต่มันจะปรากฏขึ้นเฉพาะยามที่แสงทำมุมตกกระทบเท่านั้น

“ขออนุญาตนะครับ...” ป่านพึมพำ เขาค่อยๆ ยื่นมือเรียวออกไปสัมผัสที่แผงอกด้านซ้ายของบราวน์

ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับผิวเนื้อ ความเย็นจัดจนเกือบแสบผิวแล่นปราดเข้าสู่หัวใจของป่าน มันคืออุณหภูมิ 31 องศาเซลเซียสที่เขาเคยสัมผัสในคืนฝนตก แต่ครั้งนี้มันชัดเจนกว่าเดิม ผิวของบราวน์แน่นและยืดหยุ่นราวกับยางสังเคราะห์ชั้นดีที่หุ้มอยู่บนโครงเหล็ก ป่านเลื่อนมือไปที่จุดชีพจรตรงลำคอหนา

ตึก... ตึก... ตึก...

จังหวะการเต้นของหัวใจบราวน์ช้ามาก... ช้าจนน่าใจหาย แต่มันกลับทรงพลังจนป่านรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมาถึงปลายนิ้ว ป่านขยับเข้าใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดผิวคอของอีกฝ่าย บราวน์นั่งนิ่งราวกับถูกสะกด ลมหายใจของร่างสูงใหญ่สม่ำเสมอ แต่นัยน์ตาสีอำพันกลับวาวโรจน์ขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

“คุณ... รู้สึกยังไงบ้างตอนผมแตะ?” ป่านถามเสียงแผ่ว สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่รอยแผลเป็นจางๆ ตรงสีข้างที่บัดนี้สมานกันจนเกือบไร้ร่องรอย

“ข้า... รู้สึกถึงความร้อนจากตัวเจ้า” บราวน์เอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาดูแหบพร่าลงกว่าปกติ “มันปั่นป่วน... ราวกับกระแสพลังงานในกายข้าพยายามจะพุ่งเข้าหาแหล่งกำเนิดความร้อนนั้น”

มือของป่านที่กำลังลูบไปตามโครงสร้างไหปลาร้าชะงักกึก ความใกล้ชิดในระยะประชิดทำให้เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่านัยน์ตาของบราวน์ไม่ได้เป็นสีอำพันนิ่งๆ อีกต่อไป แต่มันมีประกายสีทองหมุนวนอยู่ภายในราวกับพายุทราย สัมผัสจากมัดกล้ามที่แข็งแกร่งและเย็นเยียบใต้ฝ่ามือทำให้หัวใจของเลขาฯ ผู้เคร่งครัดเริ่มเต้นผิดจังหวะเสียเอง ความรู้สึกประหลาดที่เรียกว่า ‘แรงดึงดูด’ พุ่งเข้าจู่โจมจนเขาเผลอกัดริมฝีปากล่างเบาๆ ด้วยความลืมตัว

“กล้ามเนื้อคุณ... ความหนาแน่นของมันมากกว่ามนุษย์ปกติอย่างน้อยสามเท่า” ป่านพยายามเรียกสติกลับมาทางตัวเลขและข้อมูล เขาเลื่อนมือมาจับต้นแขนแข็งแรงที่บีบปืนจนแหลก “คุณทำได้ยังไง บีบเหล็กนั่นน่ะ?”

“ข้าเพียงแค่... ควบคุมมวลสารรอบตัว” บราวน์ตอบพลางจ้องมองริมฝีปากของป่านที่ถูกเจ้าตัวขบเม้มไว้ “เจ้ามักจะทำร้ายริมฝีปากตนเองเวลาที่จิตใจสับสน... เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?”

ป่านสะดุ้งรีบปล่อยริมฝีปากทันที “ไม่ใช่เรื่องของคุณน่า ผมแค่... แค่กำลังวิเคราะห์”

ป่านรีบถอยห่างออกมาหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะปลอดภัย พลางก้มหน้าก้มตาจดบันทึกลงในสมุดด้วยลายมือที่ขยุกขยิกกว่าปกติ - อุณหภูมิคงที่ 31 องศา - ชีพจรต่ำ (ประมาณ 40 ครั้งต่อนาที) แต่หนักแน่น - ผิวหนังมีโครงสร้างคล้ายเกล็ดในระดับไมโคร หักเหแสงได้ - ปฏิกิริยาต่อการสัมผัส: ม่านตาขยายตัว, มีการแผ่รังสีความร้อนจางๆ ออกมาซับความร้อนจากมนุษย์

“สรุปคือ คุณมันไม่ใช่คนแน่ๆ บราวน์... คุณเหมือนกับ...” ป่านยังพูดไม่ทันจบคำว่า ‘มนุษย์ต่างดาว’ เขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับคนตรงหน้า

จู่ๆ บราวน์ก็มีอาการสั่นสะท้านไปทั้งร่าง มือหนาทั้งสองข้างกำผ้าปูเตียงแน่นจนเสียงไม้ลั่นเกรียบ เส้นเลือดสีน้ำเงินเข้มปูดโปนขึ้นตามขมับและท่อนแขน ผิวที่เคยเรียบเนียนเริ่มปรากฏเกล็ดสีเงินวาววับผุดขึ้นมาทีละชิ้นราวกับควบคุมไม่อยู่

“คุณบราวน์! เป็นอะไรไป?!” ป่านถลาเข้าไปหาด้วยความตกใจ

“ข้า... ข้าไม่รู้...” บราวน์เค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก ร่างกายของเขาเริ่มเกร็งกระตุก อุณหภูมิที่เคยเย็นอยู่แล้วกลับดิ่งวูบลงราวกับห้องทั้งห้องกำลังจะกลายเป็นน้ำแข็ง “มวลสารในกายข้า... มันกำลังขัดแย้ง... มัน... หนาว...”

สีผิวของบราวน์เริ่มซีดลงจนกลายเป็นสีเทาเงินจางๆ พร้อมกับเสียงหอบหายใจที่ดังหวีดหวิวอย่างน่ากลัว ป่านยืนอึ้ง ทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็น ‘อาวุธสงคราม’ ที่เขาเพิ่งสำรวจไปเมื่อครู่ กำลังทรุดฮวบลงต่อหน้าต่อตาด้วยท่าทางทรมานอย่างแสนสาหัส!

“คุณบราวน์! ตั้งสติไว้ก่อน อย่าเพิ่งหลับนะ!” ป่านร้องเรียกเสียงหลงพลางคว้าไหล่หนาที่บัดนี้เย็นจัดราวกับแท่งน้ำแข็งขั้วโลกมาเขย่าแรงๆ

ร่างยักษ์ที่เคยทรนงและทรงพลังกลับสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ นัยน์ตาสีอำพันที่เคยสุกใสเริ่มพร่าเลือน ม่านตาเรียวเล็กหดแคบลงจนแทบมองไม่เห็น บราวน์เค้นเสียงลอดไรฟันที่กระทบกันดังระรัวพึมพำถ้อยคำที่ฟังดูเหมือนรหัสลับทางวิทยาศาสตร์ผสมกับภาษาโบราณที่ป่านแปลไม่ออก

“มวลสาร... กำลังต่อต้าน... แกนพลังงาน... ขาดเสถียรภาพ...” บราวน์พยายามจะยกมือขึ้น แต่แขนแกร่งกลับตกลงข้างตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง

“แกนพลังงานอะไรของคุณ ผมไม่เข้าใจ!” ป่านลนลานไปหมด เขาเห็นเกล็ดสีเงินยวงที่เคยหดหายไปใต้ผิวหนังบัดนี้กลับผุดซ้อนขึ้นมาตามแนวสันหลังและข้อนิ้วอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ได้เรืองแสงสีฟ้าอ่อนโยนเหมือนเมื่อคืน แต่มันกลับกะพริบถี่เป็นจังหวะที่ดูอันตราย ราวกับเครื่องจักรที่กำลังจะระเบิด

เพียงชั่วอึดใจ ร่างทั้งร่างของบราวน์ก็กระตุกเกร็งครั้งสุดท้ายก่อนจะแน่นิ่งไป ลมหายใจที่พ่นออกมาจากริมฝีปากที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีซีดเผือดนั้นเย็นเฉียบเสียจนป่านสัมผัสได้ถึงไอฝ้าที่เกาะอยู่บนแก้มของเขาเอง

“บราวน์! บราวน์!” ป่านตะโกนเรียกพร้อมตบแก้มอีกฝ่ายเบาๆ แต่ไร้ซึ่งการตอบสนอง

ความเงียบงันที่น่ากลัวเข้าปกคลุมเซฟเฮาส์อีกครั้ง ป่านทรุดตัวลงข้างเตียง หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เลขาฯ ผู้ที่เคยรับมือกับวิกฤตบริษัทระดับร้อยล้านมานับไม่ถ้วนบัดนี้กลับมืดแปดด้าน ยาพาราเซตามอลหรือชุดปฐมพยาบาลในตู้ไม้ไม่มีทางรักษา ‘อาการขาดเสถียรภาพของมวลสาร’ ได้แน่ๆ และไม่มีหมอคนไหนบนโลกจะเข้าใจว่าทำไมคนไข้ถึงมีอุณหภูมิร่างกายดิ่งลงต่ำกว่า 30 องศาโดยที่ยังมีชีวิตอยู่

เขาต้องหาทางเพิ่มอุณหภูมิให้ชายคนนี้... ก่อนที่ร่างที่เขาเพิ่งช่วยชีวิตมาจะกลายเป็นเพียงก้อนศิลาที่ไร้วิญญาณจริงๆ

ป่านรีบคว้าสมาร์ตโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา หน้าจอแสดงสัญญาณที่ติดๆ ดับๆ ตามสภาพอากาศหลังพายุ นิ้วเรียวรัวกดบนหน้าจอ ค้นหาคำว่า ‘มนุษย์ต่างดาว เกล็ดสีเงิน’, ‘คนตัวเย็น 31 องศา’, ‘เลือดสีน้ำเงิน’

ผลการค้นหาเด้งขึ้นมามากมาย แต่มันกลับมีแต่กระทู้ไร้สาระ เรื่องเล่าลี้ลับที่หาต้นตอไม่ได้ หรือบทความทฤษฎีสมคบคิดที่ดูเพ้อเจ้อเกินกว่าจะนำมาใช้งานจริงได้ ป่านกัดริมฝีปากล่างจนเกือบจะได้เลือดอีกครั้งด้วยความหงุดหงิด

“โธ่เว้ย! ขออะไรที่มีสาระกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง!”

เขายังคงเลื่อนหน้าจอต่อไปอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับบทความวิชาการกึ่งตำนานในเว็บต่างประเทศที่พูดถึง ‘Reptilian’ หรือเผ่าพันธุ์มนุษย์มิติโบราณที่ซ้อนทับอยู่กับโลกมนุษย์ เนื้อหาในนั้นกล่าวถึงกายวิภาคที่ผิดแผกจากมนุษย์ และการที่พวกเขามี ‘สมองสองชั้น’ ที่ทำงานแยกกันระหว่างสัญชาตญาณและความทรงจำ

ป่านกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว ใจชื้นขึ้นมาบ้างเมื่อพบข้อมูลที่ระบุว่าอุณหภูมิร่างกายของพวกเขามักจะต่ำกว่ามนุษย์ทั่วไป แต่ในบทความนั้นกลับไม่มีส่วนไหนที่บอกถึงวิธีการรักษาอาการ ‘เกร็งและตัวเย็นจัด’ แบบที่บราวน์เป็นอยู่เลย ข้อมูลสิ้นสุดลงเพียงแค่การอธิบายว่าพวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งสัตว์เลือดเย็นที่เปราะบางต่อสภาพแวดล้อมที่ต่างมิติ

ป่านทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบข้างเตียง เสียงลมหายใจที่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินของบราวน์ทำให้ความเงียบในกระท่อมฟังดูน่ากลัวกว่าที่เคยเป็น สมาร์ตโฟนในมือถูกโยนทิ้งไปอย่างไม่ใยดี เมื่อข้อมูลมหาศาลจากโลกอินเทอร์เน็ตกลับกลายเป็นขยะที่ไม่สามารถช่วยชีวิตคนที่นอนอยู่ตรงหน้าได้เลย

เลขาฯ หนุ่มหลับตาลง พยายามใช้ทักษะการประมวลผลข้อมูลที่เขาภาคภูมิใจมาตลอดชีวิตการทำงานเพื่อค้นหา ‘ตัวแปร’ ที่ขาดหายไป เขาลากความทรงจำจากเมื่อคืนออกมาฉายซ้ำในหัวอย่างละเอียด ราวกับกำลังย้อนดูไฟล์วิดีโอความละเอียดสูง

...กลิ่นดอกไม้ป่ายามฝนพรำ... เสียงหัวใจที่เต้นช้าแต่หนักแน่น... และสัมผัสที่เปลี่ยนจากน้ำแข็งเป็นไออุ่น...

ป่านขมวดคิ้วมุ่น พลางนึกถึงช่วงเวลาที่บราวน์ฟื้นคืนสติจากบาดแผลฉกรรจ์ที่สีข้าง แผลที่ควรจะใช้เวลาเยียวยาเป็นเดือนกลับสมานตัวได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เขาเข้าไปคลุกคลีอยู่ใกล้ๆ สมองของป่านเริ่มขีดเส้นเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างบ้าคลั่ง ตั้งแต่ตอนที่บราวน์นิ่งสงบลงเมื่อได้กลิ่นกายของเขา ไปจนถึงประโยคหนึ่งที่ทุ้มกังวานอยู่ในโสตประสาท เป็นคำพูดที่บราวน์เคยกล่าวไว้ด้วยสายตาที่ลุ่มลึกราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงดวงวิญญาณ

“หากเจ้าเป็นผู้รักษาโครงสร้างร่างนี้ไว้ ข้าย่อมเป็นหนี้ชีวิตเจ้า...”

“ผู้รักษาโครงสร้างร่าง...” ป่านทวนคำนั้นเบาๆ ริมฝีปากสั่นระริก “ไม่ใช่แค่ยา ไม่ใช่แค่ผ้าพันแผล แต่มันคือ... ตัวผมเหรอ?”

ตรรกะทุกอย่างที่เขาเคยเรียนมาบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่นี่คือสถานการณ์ที่ ‘เป็นไปไม่ได้’ ตั้งแต่เริ่มอยู่แล้ว หากบราวน์คือสิ่งมีชีวิตที่มีมวลสารและการสั่นสะเทือนต่างจากมนุษย์ และหากร่างกายของเขาสามารถแผ่พลังงานบางอย่างที่ช่วย ‘จัดระเบียบ’ มวลสารในตัวบราวน์ได้... สิ่งเดียวที่ป่านมีติดตัวอยู่ตอนนี้ และเป็นสิ่งเดียวที่บราวน์เคยโหยหา ก็คือ ‘ความร้อน’ จากกายมนุษย์ที่มีชีวิต

เมื่อคืนเขาเป็นฝ่ายถูกกอด... เขาถูกพันธนาการไว้ในอ้อมแขนนั้นจนเผลอหลับไป และในเช้าวันต่อมาบราวน์ก็กลับมาแข็งแรงราวกับปาฏิหาริย์

“ถ้ามันเป็นเพราะผมจริงๆ... ถ้าการกอดมันคือการส่งต่อพลังงาน...”

ป่านมองร่างซีดเผือดที่ดูเหมือนรูปสลักศิลามากกว่าสิ่งมีชีวิต อุณหภูมิในห้องลดต่ำลงจนเขารู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากผิวหนังของอีกฝ่าย ป่านไม่รอช้าอีกต่อไป เขาค่อยๆ ขยับตัวขึ้นไปบนเตียงไม้ที่ส่งเสียงลั่นประท้วงเบาๆ ความรู้สึกอายหรือขัดเขินที่เคยมีถูกลบเลือนไปสิ้นด้วยความหวาดกลัวที่จะต้องเสียชายคนนี้ไป

เขาล้มตัวลงนอนตะแคงข้างเข้าหาบราวน์ วางมือเรียวลงบนแผ่นอกที่เย็นจัดจนป่านเผลอสะดุ้ง แต่เขาก็ไม่ถอยหนี กลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น วงแขนของป่านโอบรอบแผ่นอกกว้าง พยายามเบียดกายแนบชิดเพื่อถ่ายเทความร้อนจากร่างกายมนุษย์ 37 องศาเซลเซียส เข้าสู่ร่างที่กำลังจะกลายเป็นน้ำแข็ง

“ได้โปรดเถอะบราวน์... อย่าเพิ่งดับไปนะ...” ป่านซบหน้าลงกับไหล่หนา พลางหลับตาภาวนา ความคิดวูบหนึ่งลอยเข้ามาในหัวว่าเขาควรจะขอกำลังเสริมจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์รอบๆ กระท่อมนี้ดีไหม

‘เจ้าป่าเจ้าเขาครับ... ผีบ้านผีเรือน... หรือใครก็ได้ที่อยู่แถวนี้...’ ป่านเริ่มบ่นพึมพำในใจ แต่แล้วก็ต้องเบรกตัวเองไว้เมื่อนึกขึ้นได้ว่า ‘ไม่สิ... สิ่งศักดิ์สิทธิ์แถวนี้คงจะงงตายพอดีถ้าเห็นสัตว์ประหลาดมิติ Reptilian มานอนตัวแข็งอยู่ในป่าไทย ท่านคงช่วยอะไรมวลสารต่างมิติไม่ได้แน่ๆ’

เขาหลุดหัวเราะขื่นๆ ให้กับตรรกะที่ตีกันเองในหัว ก่อนจะกระชับกอดให้แน่นขึ้นไปอีก จนรู้สึกได้ถึงเกล็ดละเอียดที่เริ่มสั่นระริกอยู่ใต้ผิวหนังของบราวน์ ป่านทุ่มเทใจทั้งหมดลงไปในสัมผัสนี้ เขาไม่สนใจว่าพรุ่งนี้เช้าเขาจะปวดเมื่อยแค่ไหน หรือจะถูกบอสคินด่ายับอย่างไรถ้าหาทางกลับออฟฟิศไม่ได้ สิ่งเดียวที่สำคัญคือการทำหน้าที่เป็น ‘เตาผิง’ ให้กับคนในอ้อมกอด

เวลาผ่านไปเนิ่นนานในความมืดที่เงียบสงัด ป่านเริ่มรู้สึกว่าร่างกายของเขาเองก็เริ่มเย็นลงจากการถูกดูดซับความร้อนไป แต่ในวินาทีที่เขากำลังจะถอดใจ...

ตึก...

เสียงหัวใจที่เคยนิ่งสนิทภายใต้มัดกล้ามเนื้ออกของบราวน์กลับกระตุกขึ้นหนึ่งครั้ง แรงสั่นสะเทือนนั้นส่งผ่านอ้อมกอดมายังหน้าอกของป่านอย่างชัดเจน ตามมาด้วยอุณหภูมิผิวที่เริ่มขยับเปลี่ยนจากเย็นยะเยือกเป็นเย็นชื้น และเริ่มมีความอุ่นจางๆ แทรกซึมออกมา

ป่านเบิกตากว้างในความมืด ความหวังที่ริบหรี่กลับมาโชติช่วงอีกครั้ง เขาพบว่าเกล็ดสีเงินที่เคยกะพริบถี่อย่างน่ากลัวเริ่มกลับมาเรืองแสงอ่อนๆ เป็นจังหวะที่นุ่มนวลเหมือนคลื่นทะเลในยามค่ำคืน มันคือสัญญาณการตอบรับ... ร่างกายของบราวน์กำลัง ‘จัดระเบียบ’ มวลสารใหม่ด้วยไออุ่นจากเขาจริงๆ

“มันได้ผล...” ป่านกระซิบเสียงสั่น น้ำตาแห่งความโล่งอกรื้นขึ้นมาที่ขอบตา

เขารู้ดีว่าคืนนี้ยังอีกยาวไกล และเขาอาจจะต้องนอนกอดร่างยักษ์นี้ไว้ทั้งคืนเพื่อรักษาเสถียรภาพของพลังงานที่เบาบางนี้เอาไว้ แต่สำหรับปาณปวีร์ ผู้ที่คำนวณทุกอย่างด้วยตัวเลขและความคุ้มค่ามาตลอดชีวิต... นี่เป็นการลงทุนที่เขาเต็มใจที่สุดเท่าที่เคยทำมา

แม้ว่าเขาจะต้องสละความอบอุ่นทั้งหมดในตัวให้คนแปลกหน้าข้ามมิติคนนี้ ป่านก็ยินดีจะทำ... เพียงเพื่อให้ลมหายใจที่เย็นเฉียบนั้นกลับมาสม่ำเสมออีกครั้ง
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เกล็ดพันธะรักลิขิต   บทที่ 122

    “ข้าต้องดุสิ... ตุ๊กตาตัวนั้นทำมาจากแร่หายากในมิติของเราเลยนะ ถ้าบอสของเจ้ามาเห็นเข้าแล้วขอเอาไปประมูลขาย เจ้าจะให้ข้าปฏิเสธเขาด้วยวิธีไหน” คาเอลให้เหตุผลที่ฟังดูเข้าที เพราะเขารู้ดีถึงความหน้าเงินของเจ้านายมนุษย์อย่างพชรวริศเป็นอย่างดีป่านหัวเราะร่วน นึกถึงบอสคินที่แวะมาเยี่ยมหลานเมื่อเดือนก่อน พร

  • เกล็ดพันธะรักลิขิต   บทที่ 121

    * * *ตัดสลับมาที่อีกฟากฝั่งหนึ่งของประเทศ ณ รีสอร์ตใจกลางหุบเขาที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติอันเงียบสงบแสงแดดยามสายสาดส่องลงมากระทบสนามหญ้าสีเขียวขจี สายลมเย็นสบายพัดโชยนำพากลิ่นหอมของดอกไม้นานาพรรณลอยมาเตะจมูก บริเวณลานระเบียงกว้างของบ้านพัก V.I.P หลังใหญ่สุดที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในโซนไพรเวท บรรยากาศอบอ

  • เกล็ดพันธะรักลิขิต   บทที่ 120

    ห้วงความฝันอันมืดมิดและไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด...มันไม่ใช่ความฝันที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวหรือฝันร้ายที่ทำให้สะดุ้งตื่น แต่มันคือความรู้สึกของการถูกดึงดูดเข้าสู่แรงโน้มถ่วงมหาศาลที่ไม่อาจต้านทานได้ ท่ามกลางความว่างเปล่าของอวกาศ เสียงคล้ายกับคริสตัลนับล้านชิ้นเสียดสีกันดังกังวานก้องอยู่ในโสตประสาท มันเป็น

  • เกล็ดพันธะรักลิขิต   บทที่ 119

    คาเอลพยักหน้ารับ “ถูกต้องพระบิดา ข้าไม่ต้องการให้ภัยร้ายจากฝั่งเรา ลุกลามมาทำอันตรายโลกใบนี้”“แต่ในตอนนี้... สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว” องค์ราชากล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง “ไซรัซตายแล้ว กองทัพกบฏถูกบดขยี้จนสิ้นซาก ภัยคุกคามที่เจ้าเคยหวาดกลัวไม่มีอยู่อีกต่อไป โลกมนุษย์ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์แบบ... ดังนั้น ความจำ

  • เกล็ดพันธะรักลิขิต   บทที่ 118

    หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายระดับจักรวาลสงบลง บรรยากาศภายในศูนย์การแพทย์ใต้ดินก็กลับมาอบอวลไปด้วยความสงบร่มเย็นอีกครั้งทีมแพทย์ของพชรวริศถอยห่างออกไปรออยู่ด้านนอกห้องพักฟื้น เพื่อเปิดโอกาสให้ครอบครัวสายเลือดราชวงศ์ได้ใช้เวลาส่วนตัวร่วมกัน องค์ราชาแห่งมิติแทรกชั้นประทับยืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย พระเนตรสีทอ

  • เกล็ดพันธะรักลิขิต   บทที่ 117

    และในเสี้ยววินาทีที่ผิวเนื้อของมนุษย์โลกสัมผัสกับมณีดารา... ปรากฏการณ์ที่กษัตริย์ต่างมิติไม่เคยคาดคิดก็บังเกิดขึ้น!วูบบบบ!!อัญมณีทรงหยดน้ำที่หลับใหลไร้การตอบสนองมานานนับพันปี กลับ ‘เรืองแสงสีทองสว่างจ้า’ ขึ้นมาในพริบตา! กาแล็กซีสีทองภายในแกนกลางของมันหมุนวนอย่างบ้าคลั่งราวกับมีชีวิต คลื่นความร้อนอ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status