เสียงคลื่นสัญญาณความถี่สูงที่แผดร้องวี้ดออกมาจากลำโพงโทรทัศน์จอแบน ผสมผสานกับภาพหน้าจอที่บิดเบี้ยวเป็นเส้นริ้วสีเทาสลับขาวราวกับมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารุนแรงแทรกแซง ปาณปวีร์นั่งนิ่งงันอยู่บนปลายเตียงนอน สองตากะพริบปริบๆ จ้องมองชายหนุ่มร่างยักษ์ในชุดเสื้อยืดรัดรูปที่กำลังยืนเอียงคอพิจารณา ‘ผลงาน’ ของตัวเองด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้เดียงสา
นิ้วชี้หนาของบราวน์ยังคงแตะค้างอยู่บริเวณขอบจอเอลอีดี กระแสไฟฟ้าสถิตสีฟ้าอ่อนๆ แล่นปลาบแปลบไปมาตรึงสายตาของเลขาฯ หนุ่มให้เบิกกว้างขึ้นไปอีก สมองอันชาญฉลาดที่เคยใช้แก้ปัญหาทางธุรกิจระดับร้อยล้านกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
ไฟฟ้ารั่ว? ไม่สิ ปลั๊กทีวียังไม่ได้เสียบเลยด้วยซ้ำ! ไฟฟ้าสถิตจากเสื้อผ้า? บ้าไปแล้ว ไฟฟ้าสถิตบ้าอะไรจะเปิดทีวีจอห้าสิบนิ้วให้ติดขึ้นมาได้! นี่มันปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติชัดๆ!
“หยุดๆๆ! พอเลยคุณบราวน์! เอามือของคุณออกมาจากเครื่องใช้ไฟฟ้าของผมเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
ป่านได้สติ รีบร้องห้ามเสียงหลงพลางลุกพรวดขึ้นจากเตียง ปรี่เข้าไปดึงแขนแกร่งของอีกฝ่ายให้ถอยห่างออกจากหน้าจอทีวี ทันทีที่ปลายนิ้วของบราวน์ผละออก ภาพสัญญาณรบกวนบนหน้าจอก็ดับวูบลงพร้อมกับเสียงวี้ดแหลมที่หายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและกลิ่นโอโซนจางๆ ที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ
ชายความจำเสื่อมหันมามองคนตัวเล็กกว่าด้วยแววตางุนงง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “โครงสร้างกล่องสี่เหลี่ยมนี้มีแกนพลังงานที่คล้ายคลึงกับมวลสารในตัวข้า... ข้าเพียงแค่ส่งกระแสคลื่นเข้าไปทดสอบการตอบสนอง เหตุใดเจ้าจึงต้องแผ่คลื่นความตื่นตระหนกออกมาเช่นนั้น?”
“ทดสอบบ้าบออะไรล่ะ! นั่นมันโทรทัศน์! เอาไว้ดูข่าวดูละคร ไม่ได้เอาไว้รับกระแสคลื่นจิตคลื่นมวลสารอะไรของคุณ!” ป่านยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองอย่างแรง รู้สึกปวดหนึบจนเส้นเลือดเต้นตุบๆ “ฟังนะคุณบราวน์ ในเมื่อคุณจะเป็นบอดี้การ์ดให้ผม กฎข้อแรกของการอยู่ร่วมกันคือ... ห้ามใช้พลังประหลาดๆ ของคุณสุ่มสี่สุ่มห้า ห้ามแตะต้องเครื่องใช้ไฟฟ้า และห้ามทำอะไรที่มันขัดกับตรรกะของมนุษย์ปกติเด็ดขาด เข้าใจไหม!”
บราวน์จ้องมองใบหน้าละมุนที่กำลังหงุดหงิดงุ่นง่าน นัยน์ตาสีอำพันสุกใสหลุบลงเล็กน้อยราวกับกำลังประมวลผลคำสั่งอันซับซ้อนนั้น ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “กฎเกณฑ์ของเผ่าพันธุ์เจ้าช่างยุ่งยากยิ่งนัก แต่หากมันเป็นความประสงค์ของผู้ดูแลโครงสร้าง ข้าจะพยายามควบคุมการแผ่รังสี...”
บรื้นนนน!! เอี๊ยด!
คำพูดของบราวน์ถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อเสียงคำรามกระหึ่มของเครื่องยนต์ดีเซลดังแหวกอากาศเข้ามาทำลายความเงียบสงบของยามเช้า ตามมาด้วยเสียงเบรกดังลั่นและเสียงยางรถยนต์บดขยี้กรวดหินบนลานจอดรถด้านหน้าออฟฟิศรีสอร์ตอย่างหยาบคาย!
ป่านสะดุ้งสุดตัว สันหลังวาบหวิวไปด้วยความเย็นยะเยือก หัวใจที่เพิ่งจะเต้นเป็นจังหวะปกติกลับมากระหน่ำรัวอีกครั้ง เขารีบก้าวฉับๆ ไปที่หน้าต่างบานเกล็ด แง้มมู่ลี่ออกดูเพียงเล็กน้อยเพื่อประเมินสถานการณ์ภายนอก
สิ่งที่เห็นทำให้เลือดในกายของเลขาฯ หนุ่มเย็นเฉียบราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็ง
รถกระบะยกสูงสีดำสนิทสองคันจอดขวางทางเข้าออกออฟฟิศอย่างท้าทาย สภาพรถเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนดินบ่งบอกถึงการบุกป่าฝ่าดงมาอย่างหนักหน่วง ประตูรถถูกเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับร่างของกลุ่มชายฉกรรจ์ห้าหกคนที่ก้าวลงมา พวกมันคือลูกน้องของเสี่ยธรรศ! กลุ่มคนชุดเดิมที่ไล่ล่าเขาแทบเป็นแทบตายเมื่อคืนนี้!
พวกมันมีสภาพอิดโรยและหงุดหงิดงุ่นง่าน เสื้อผ้าเปียกชื้นและเปื้อนโคลน แต่ในมือของพวกมันกลับกำอาวุธไว้แน่น ทั้งไม้เบสบอลอลูมิเนียม ท่อนเหล็ก และที่น่ากลัวที่สุดคือชายร่างยักษ์หัวเกรียนที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม... มันกำลังดึงปืนพกสีดำมะเมี่ยมออกมาจากเอวแล้วปลดเซฟตี้เสียงดังแกรก!
“ค้นให้ทั่ว! เมื่อคืนมันหนีไปได้ไม่ไกลหรอก รถมันยังจอดอยู่ที่นี่! ถีบประตูเข้าไปลากคอมันออกมา เสี่ยสั่งว่าถ้ามันไม่ยอมเซ็นโอนที่ ก็เป่าหัวมันทิ้งซะ!” เสียงตะคอกสั่งการของหัวหน้ากลุ่มนักเลงดังลั่นทะลุกระจกเข้ามาถึงด้านใน
ป่านปล่อยมือจากมู่ลี่ทันที เขาถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังไปชนเข้ากับแผงอกกว้างของบราวน์ที่มายืนซ้อนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
“คลื่นชีพจรของเจ้าปั่นป่วนอีกแล้ว... มวลสารชีวภาพกลุ่มนั้น คือภัยคุกคามที่ตามล่าเจ้าเมื่อคืนใช่หรือไม่?” บราวน์เอ่ยถามเสียงเรียบ นัยน์ตาสีอำพันหดแคบลงเป็นเส้นตรงแนวตั้งชั่ววูบหนึ่ง บรรยากาศรอบกายของร่างสูงเริ่มแผ่ไอเย็นยะเยือกออกมาโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณดิบของนักล่ากำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นเมื่อรับรู้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ผู้ที่เขารับหน้าที่ปกป้อง
“ใช่... พวกมันมาตามฆ่าผม” ป่านสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสะกดกลั้นความหวาดกลัว เขาหันกลับไปจับท่อนแขนของบราวน์ไว้แน่น “คุณฟังนะ คุณบราวน์ คุณหลบอยู่ในห้องนี้ ห้ามออกไปเด็ดขาด เข้าใจไหม? สภาพคุณตอนนี้อธิบายยากเกินไป และพวกมันก็มีปืน ผมจะออกไปเจรจาถ่วงเวลาพวกมันเอง”
“เจรจา? ด้วยสภาพโครงสร้างที่ไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บและพลังงานป้องกันเช่นนี้น่ะหรือ?” บราวน์ขมวดคิ้ว คัดค้านเสียงแข็ง “ข้าคือหน่วยพิทักษ์มวลสารของเจ้า ข้ามิอาจปล่อยให้ผู้ดูแลออกไปเผชิญหน้ากับความตายลำพังได้”
“ผมเป็นเลขาฯ นะคุณ! หน้าที่ของผมคือการเจรจาและแก้ปัญหา! และผมก็ขอสั่งในฐานะเจ้านายของคุณว่า... ซ่อน-ตัว-อยู่-ที่-นี่!”
ป่านเน้นย้ำทีละคำด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด แม้จะรู้สึกลึกๆ ว่ากำลังทำเรื่องบ้าบอที่สุดในชีวิตที่เดินออกไปหาดงกระสุน แต่เขาไม่มีทางเลือก หากปล่อยให้ ‘เอเลี่ยนความจำเสื่อม’ ออกไปอาละวาด เรื่องราวอาจจะเลวร้ายจนกู่ไม่กลับ
ชายหนุ่มร่างโปร่งจัดแจงติดกระดุมเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมที่ขาดวิ่นของตัวเองให้เข้าที่เข้าทางที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาปัดเศษฝุ่นตามกางเกงสแล็ค เชิดหน้าขึ้น สวมหน้ากากของเลขาธิการผู้เยือกเย็นและไร้ที่ติ ก่อนจะปลดล็อกประตูออฟฟิศแล้วก้าวเดินออกไปเผชิญหน้ากับมัจจุราชที่ลานจอดรถ
“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ พวกคุณกำลังบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคล!”
เสียงทุ้มหวานแต่แฝงไปด้วยความทรงอำนาจและเด็ดขาดของป่านดังก้องขึ้น ทำเอากลุ่มนักเลงที่กำลังจะงัดประตูหยุดชะงัก พวกมันหันขวับมามองร่างโปร่งที่ยืนจังก้าอยู่หน้าบันไดออฟฟิศด้วยสายตาประหลาดใจ ผสมกับความสะใจที่เหยื่อเดินมาติดกับดักด้วยตัวเอง
“อ้าวๆ ดูสิว่าใครโผล่หัวออกมา” หัวหน้ากลุ่มนักเลงแสยะยิ้มกว้าง โชว์ฟันที่เหลืองอ๋อยจากการสูบบุหรี่จัด มันยกกระบอกปืนในมือขึ้นพาดบ่า ท่าทางคุกคามและย่ามใจสุดขีด “รอดตายจากป่าผีสิงมาได้นี่ดวงแข็งไม่เบานะคุณเลขาฯ แต่เสียใจด้วยว่ะ ความโชคดีของมึงมันหมดลงตรงนี้แหละ”
“ผมขอเตือนพวกคุณด้วยความหวังดี...” ป่านกดเสียงต่ำ พยายามไม่ให้เสียงสั่น “พื้นที่รอบรีสอร์ตนี้มีกล้องวงจรปิดซ่อนอยู่ทุกมุม และผมก็ได้ส่งพิกัดพร้อมหลักฐานการบุกรุกไปให้ทนายความส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว หากพวกคุณก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้อหาพยายามฆ่าและบุกรุกยามวิกาลจะส่งพวกคุณไปนอนในคุกยาวๆ เสี่ยธรรศเจ้านายของพวกคุณคงไม่ยอมจ่ายค่าประกันตัวให้หรอกจริงไหม?”
มันเป็นคำขู่ที่เต็มไปด้วยศิลปะการเจรจาขั้นสูง ป่านโกหกหน้าตายเรื่องกล้องวงจรปิดและทนายความ เขาหวังเพียงแค่จะซื้อเวลาให้พวกมันเกิดความลังเล แต่ทว่า... กับพวกอันธพาลเดนตาย ตรรกะและข้อกฎหมายมักใช้ไม่ได้ผล
หัวหน้านักเลงถ่มน้ำลายลงบนพื้นหินกรวด ก่อนจะหัวเราะร่วนลั่นลานจอดรถ “ฮ่าๆๆ! มึงคิดว่ากูโง่เหรอวะ! พายุเข้าไฟดับทั้งคืน กล้องวงจรปิดบ้านพ่อมึงสิยังทำงานอยู่! เลิกพล่ามเรื่องกฎหมายได้แล้ว ที่นี่คือกฎของเสี่ยธรรศ! ไปลากตัวมันมา! ถ้ามันขัดขืน... ก็หักขามันทิ้งซะ!”
สิ้นคำสั่ง ลูกสมุนสามคนก็กระชับท่อนเหล็กและไม้เบสบอลในมือ ก้าวอาดๆ ตรงเข้ามาหาป่านด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
ป่านก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขากัดริมฝีปากล่างเบาๆ เพื่อระงับความสั่นกลัว สมองพยายามมองหาทางหนีทีไล่ แต่ขาทั้งสองข้างกลับแข็งทื่อราวกับถูกตอกหมุดรั้งไว้กับพื้น
แต่ก่อนที่ปลายไม้เบสบอลจะเงื้อขึ้นฟาดลงมา...
ปัง!!
บานประตูไม้ด้านหลังป่านถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรงจนบานพับแทบจะหลุดกระเด็น! มวลอากาศเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาราวกับเปิดตู้แช่แข็งขนาดใหญ่ พุ่งเข้าปะทะร่างของกลุ่มนักเลงจนพวกมันต้องชะงักงัน
เงาดำทะมึนขนาดใหญ่ทาบทับลงมาบดบังแสงอาทิตย์ยามเช้า ปรากฏร่างของชายหนุ่มปริศนาที่ก้าวเดินออกมายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าป่านราวกับปราการเหล็กกล้าที่ไม่อาจทะลวงผ่าน
สัญชาตญาณของ ‘บอดี้การ์ด’ ที่ถูกฝังลึกลงในจิตวิญญาณ ทำให้คาเอล... หรือบราวน์... ไม่อาจทนหลบซ่อนตัวมองดูผู้ที่ตนต้องปกป้องถูกคุกคามได้อีกต่อไป
ความเงียบสงัดเข้าครอบงำลานจอดรถไปชั่วอึดใจ พวกนักเลงเบิกตากว้างมองชายร่างยักษ์ผู้มาใหม่ด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ความตกตะลึงนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังลั่นยิ่งกว่าเดิม
“ฮ่าๆๆๆ! เห้ย! ตัวเหี้ยอะไรวะเนี่ย!” หัวหน้านักเลงชี้หน้าบราวน์พลางขำจนตัวงอ “นี่มึงไปเก็บไอ้ฝรั่งบ้ากล้ามที่ไหนมาเป็นผัววะคุณเลขาฯ! ดูสภาพมันดิ! เสื้อยืดรัดติ้ว กางเกงขาสั้นเต่อ! มึงคิดว่าพกไอ้นายแบบตกอับนี่มาบังหน้าแล้วพวกกูจะกลัวเหรอวะ!”
ความขบขันในเรื่องการแต่งกายที่ผิดมนุษย์มนาของบราวน์ ทำให้บรรยากาศความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาถูกลดทอนลงในสายตาของพวกเดนมนุษย์ บราวน์ไม่ได้สนใจเสียงหัวเราะเยาะนั้น นัยน์ตาสีอำพันสุกใสจดจ้องตรงไปยังอาวุธในมือของศัตรูนิ่งงัน ใบหน้าหล่อเหลาไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงความเฉยชาที่เยือกเย็นจนน่าขนลุก
“ถอยไปไอ้ฝรั่ง! ถ้าไม่อยากตายคาชุดนอนเสร่อๆ นั่นก็ไสหัวไป!”
หัวหน้านักเลงตวาดกร้าว มันก้าวพรวดเข้าประชิดตัว ยกกระบอกปืนพกขนาด 9 มม. ในมือขึ้นมา เล็งปากกระบอกปืนโลหะจ่อทะลวงเข้าที่กลางแผ่นอกกว้างของบราวน์อย่างอุกอาจ นิ้วชี้เกี่ยวไกปืนพร้อมที่จะปลิดชีพชายแปลกหน้าได้ในเสี้ยววินาที!
ป่านเบิกตากว้างจนแทบถลน “อย่านะเว้ย!!” เขาตะโกนสุดเสียงเตรียมจะพุ่งเข้าไปขวาง แต่ก็ช้าเกินไป
วินาทีแห่งความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของกลุ่มศัตรู และปลายกระบอกปืนที่จ่อทะลวงหัวใจ... บราวน์เพียงแค่เอียงคอเล็กน้อย นัยน์ตาสัตว์ป่าที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกตากำลังวาวโรจน์ขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ!
“กูเตือนมึงแล้วนะไอ้ฝรั่ง! อยากเป็นฮีโร่นักใช่ไหม! งั้นมึงก็ตายเป็นคนแรกไปเลย!”
หัวหน้านักเลงตะโกนลั่นเพื่อเรียกความกล้า นิ้วชี้เกร็งตัวเตรียมเหนี่ยวไกส่งกระสุนตะกั่วทะลวงแผ่นอกของชายแปลกหน้า
แต่ทว่า... ความเร็วในการเหนี่ยวไกของมนุษย์ช่างเชื่องช้าเหลือเกินเมื่อเทียบกับการตอบสนองของสายเลือดพันธุกรรมต่างมิติ!
หมับ!
มือหนาที่เคยทิ้งขนานกับลำตัวของบราวน์ตวัดขึ้นมาด้วยความเร็วที่สายตามนุษย์แทบจะมองไม่ทัน เขาไม่ได้พยายามปัดปืนทิ้ง และไม่ได้เบี่ยงหลบ แต่เขากลับยื่นฝ่ามือออกไปกำรอบปากกระบอกปืนเหล็กกล้าสีดำมะเมี่ยมนั้นเอาไว้แน่น!
“ฮะ... เฮ้ย! มึงทำบ้าอะไรวะ!” หัวหน้านักเลงเบิกตากว้าง พยายามออกแรงดึงกระบอกปืนกลับ แต่ก็เหมือนกับกำลังงัดกับหินผา กระบอกปืนถูกตรึงนิ่งสนิทอยู่ในฝ่ามือของชายหนุ่มร่างยักษ์
นัยน์ตาสีอำพันสุกใสของบราวน์จดจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตระหนกของศัตรู ก่อนจะเลื่อนสายตาลงมาประเมิน ‘กลไกขับเคลื่อนมวลสาร’ หรือก็คืออาวุธปืนในมือตนเอง
“โครงสร้างโลหะวิทยาที่แสนจะเปราะบาง...” เสียงทุ้มแหบพร่าพึมพำออกมาอย่างเวทนา “คิดจะใช้อาวุธที่มีอานุภาพเพียงน้อยนิดเช่นนี้ ทำลายระบบป้องกันของหน่วยพิทักษ์มวลสารเช่นนั้นหรือ? ช่างไร้เดียงสายิ่งนัก”
สิ้นคำรามต่ำในลำคอ บราวน์ไม่ได้ออกแรงกระชากหรือดึงให้เสียเหงื่อ เขาเพียงแค่ ‘กำมือ’ ให้แน่นขึ้นเท่านั้น
กรอดดด... เอี๊ยดดด!!
เสียงโลหะเสียดสีและปริแตกดังสนั่นลานจอดรถ มันไม่ใช่เสียงของการหักไม้จิ้มฟัน แต่เป็นเสียงของเหล็กกล้าเคลือบอัลลอยที่ถูกบีบอัดด้วยพละกำลังมหาศาล!
ป่านยืนเบิกตากว้างค้างอยู่ด้านหลัง สองมือยกขึ้นปิดปากโดยอัตโนมัติ ภาพที่เห็นผ่านสายตาคือกระบอกปืนพกขนาด 9 มม. ที่เคยแข็งแกร่ง กำลังบิดเบี้ยวและยุบตัวลงตามรอยนิ้วมือของบราวน์ราวกับมันเป็นเพียงก้อนดินน้ำมันที่ถูกเด็กบีบเล่น! โลหะปริแตกจนเศษชิ้นส่วนเล็กๆ ร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังแกรกกราก โครงสร้างของปืนบิดเบี้ยวผิดรูปจนแบนแต๊ดแต๋ หมดสภาพการเป็นอาวุธอันตรายในชั่วพริบตา!
และที่น่าขนลุกที่สุดคือ สีหน้าของบราวน์ยังคงเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยของการออกแรงที่ยากลำบากหรือความเจ็บปวดใดๆ ราวกับว่าการบดขยี้ก้อนเหล็กกล้าด้วยมือเปล่าเป็นเพียงการออกกำลังกายยามเช้าที่แสนจะธรรมดา
“ป... ปืนกู! เหี้ย! นี่มันตัวอะไรวะเนี่ย!”
หัวหน้านักเลงแหกปากร้องลั่น ปล่อยมือจากด้ามปืนที่พังยับเยินราวกับถูกของร้อน มันเซถอยหลังล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้นกรวด ใบหน้ากร้านแดดซีดเผือดราวกับศพ ดวงตาเหลือกค้างมองบราวน์ที่ค่อยๆ คลายมือออก ปล่อยให้เศษซากปืนเหล็กบี้แบนร่วงหล่นลงแทบเท้าเสียงดัง กึก!
ลูกสมุนที่เหลือที่ตอนแรกเตรียมจะกรูกันเข้ามา ต่างพากันชะงักกึกขาตายอยู่กับที่ ไม้เบสบอลและท่อนเหล็กในมือสั่นระริกตามแรงสั่นของเจ้าของ ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินจิตใจเมื่อตระหนักได้ว่า พวกตนกำลังเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่เหนือธรรมชาติและตรรกะใดๆ ของมนุษย์โลก
“มวลสารของพวกเจ้าช่างอ่อนแอนัก... หากยังขืนรบกวนคลื่นความถี่ของผู้ที่ข้าดูแลอีก ข้าจะทำการสลายโครงสร้างของพวกเจ้าให้เป็นเพียงฝุ่นละออง” บราวน์ขยับก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมากดดันจนอากาศรอบบริเวณหนักอึ้ง เขาตวัดหลังมือเบาๆ ราวกับปัดแมลงวัน... ทว่าแรงลมที่เกิดจากการปัดมือนั้นกลับกระแทกเข้าใส่ร่างของลูกสมุนสองคนที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดอย่างจัง!
พลั่ก! โครม!!
“อ๊ากกกก!”
ร่างของนักเลงชายฉกรรจ์ทั้งสองคนลอยละลิ่วปลิวไปกระแทกกับกระโปรงรถกระบะอย่างแรงจนกระโปรงหน้ารถยุบตัวลงไปเป็นรอยบุ๋ม พวกมันร่วงลงไปกองกับพื้น ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดกระดูกแทบหัก!
“ผ... ผี! ไอ้เชี่ยเอ๊ย! ผีหลอก! ไม่ก็ไอ้นี่มันเล่นของแน่ๆ! หนีโว้ย!”
สติของพวกนักเลงแตกกระเจิงอย่างสมบูรณ์ ความภักดีต่อเสี่ยธรรศหรือคำสั่งล่าหัวปาณปวีร์ถูกโยนทิ้งลงเหวไปหมดสิ้น หัวหน้านักเลงรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนกลับไปขึ้นรถ ลูกสมุนที่เหลือต่างพากันลากสังขารเพื่อนที่บาดเจ็บยัดเข้ารถอย่างทุลักทุเล เสียงสตาร์ตเครื่องยนต์ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่รถกระบะทั้งสองคันจะเหยียบคันเร่งมิดไมล์ ถอยหลังพุ่งออกไปจากลานจอดรถรีสอร์ตอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันที่ตลบอบอวลและรอยล้อรถที่ลากเป็นทางยาว
ความเงียบสงัดโรยตัวลงมาปกคลุมออฟฟิศรีสอร์ตอีกครั้ง
บราวน์ยืนนิ่งมองดูรถกระบะที่แล่นหายลับไปในดงไม้จนแน่ใจว่าภัยคุกคามได้พ้นระยะไปแล้ว เขาจึงค่อยๆ หันกลับมาหาป่านที่ยืนตัวแข็งทื่อเป็นหินอยู่ด้านหลัง
“ภัยคุกคามถูกขับไล่แล้ว... คลื่นชีพจรของเจ้ายังเต้นผิดจังหวะอยู่หรือไม่? ผู้ดูแล” บราวน์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กลับมาเป็นปกติ นัยน์ตาสีอำพันสุกใสมองมาที่ป่านด้วยความเป็นห่วงอย่างซื่อตรง ร่างสูงใหญ่ขยับเข้ามาก้าวหนึ่งหมายจะช่วยพยุงร่างโปร่งที่ดูเหมือนจะเข่าอ่อน
แต่ป่านกลับก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ...
เลขาฯ หนุ่มกะพริบตาปริบๆ หันไปมองเศษซากของกระบอกปืน 9 มม. ที่บี้แบนและบิดเบี้ยวผิดรูปร่างซึ่งตกอยู่บนพื้นหินกรวด สลับกับมองใบหน้าหล่อเหลาที่ดูไร้พิษสงในยามปกติของบราวน์
ตรรกะของปาณปวีร์พังทลายลงอย่างสมบูรณ์แบบ แสงหักเหเพื่อซ่อนตัวว่าบ้าแล้ว การเปิดทีวีด้วยนิ้วก็ว่าเพี้ยนแล้ว แต่การบีบปืนเหล็กให้แบนคามือราวกับดินน้ำมันแบบนี้... มันไม่ใช่แค่ความผิดปกติทางวิทยาศาสตร์ แต่มันคือระดับของสัตว์ประหลาดหรืออาวุธสงครามเดินได้
“ค... คุณบราวน์” ป่านเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า ควบคุมไม่ให้ตัวเองสติแตก “คุณ... คุณเป็นใครกันแน่...”
บราวน์เอียงคอเล็กน้อย คิ้วหนาขมวดมุ่นอีกครั้งเมื่อได้รับคำถามที่เขาเองก็ไม่มีคำตอบ “ข้าได้บอกเจ้าไปแล้ว ว่าข้อมูลระบุตัวตนของข้าสูญหาย ข้ารู้เพียงว่า... ข้าต้องปกป้องเจ้า”
ป่านกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความหวาดระแวงพุ่งทะลุปรอทจนแทบจะทะลักออกมาทางสีหน้า
นี่เขาเพิ่งจะเก็บตัวอะไรมาเลี้ยงกันแน่ แล้วถ้าวันหนึ่ง ไอ้บอดี้การ์ดความจำเสื่อมที่บีบเหล็กได้เหมือนขนมปังคนนี้... เกิดคลุ้มคลั่งหรือจำอะไรขึ้นมาได้ แล้วหันมาบีบคอเขาเหมือนเมื่อคืนอีกล่ะ? ปาณปวีร์เอ๋ย... หนีเสือปะจระเข้ยังน้อยไป นี่มันหนีมาเฟียปะยอดมนุษย์กลายพันธุ์ชัดๆ