Masuk“พวกเขามิได้ลืมหรอก ข้าคิดว่าเจ้าของเรือนใหม่คงฐานะดีพอจะซื้อภาพจริงแล้วจึงได้ทิ้งของเลียนแบบพวกนี้เอาไว้”
ชิงหลานคลี่ม้วนภาพพวกนั้นออกกางบนโต๊ะใหญ่หลายภาพ พลันนางก็นึกถึงคำพูดของเถ้าแก่เนี่ยร้านเครื่องเขียน
‘จริงสิ! หากภาพพวกนี้ขายได้ล่ะก็...ข้าเองก็มีหนทางหาเงินได้เช่นกัน’
เสี่ยวลิ่งได้แต่งุนงงที่คุณหนูไล่ให้นางออกจากห้องตำราแล้วปิดประตูเงียบอยู่คนเดียวเกือบสองชั่วยาม ทว่านางก็ไม่มีโอกาสได้เซ้าซี้เพราะต้องไปช่วยจังฮูหยินขึงผ้าเตรียมปัก งานของพวกนางสองคนนับว่าตึงมือนัก เงินมัดจำที่รับมาแล้วล้วนเป็นภาระค้ำคอให้ต้องตั้งใจทำอย่างเต็มที่
ตราบจนบ่ายคล้อยจังฮูหยินและจังเสี่ยวลิ่งจึงได้ยินเสียงฝีเท้าคุณหนูตรงเข้ามายังห้องปักเย็บ
“ข้าทำสำเร็จแล้ว!”
“เจ้าทำอันใดสำเร็จหรือ” จังฮูหยินเงยหน้ามองบุตรสาวพร้อมรอยยิ้ม
“ท่านแม่กับเสี่ยวลิ่งมาดูผลงานของข้าสิเจ้าคะ”
ดวงตากลมโตของชิงหลานเต็มไปด้วยความตื่นเต้นจนสตรีทั้งสองต้องวางมือจากงานปักแล้วเดินตามไปยังห้องตำรา
จังเสี่ยวลิ่งมองภาพที่เหมือนกันสองภาพวางอยู่ข้างกันบนโต๊ะตัวเล็กด้วยความประหลาดใจ “คุณหนู ภาพนี้มีเหมือนกันสองภาพหรือเจ้าคะ”
ชิงหลานส่ายศีรษะ ชี้ไปที่ภาพข้างขวามือของตนอย่างภาคภูมิใจ
“มีภาพเดียว แต่ข้างนี้คือภาพที่ข้าวาดขึ้นต่างหาก เจ้าไม่เห็นหรือเสี่ยวลิ่งว่าหมึกยังไม่แห้งดีเลย”
“คุณหนู ท่านวาดภาพได้สวยถึงเพียงนี้เชียว” จังเสี่ยวลิ่งตะลึงมอง นางไม่เคยเห็นคุณหนูวาดภาพเช่นนี้สักครั้ง
จังฮูหยินตกใจยิ่งกว่า ชั่วชีวิตของบุตรสาวมิเคยร่ำเรียนการวาดภาพแต่อย่างใด ที่ผ่านมาแค่เพียงเขียนอักษรได้ครบพันอักษรตามตำราพื้นฐานหากแต่ก็มิได้สวยงามพอจะเอ่ยชื่นชม
“เจ้า เจ้าวาดภาพได้ดีเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน”
...บุตรสาวที่ฟื้นมาจากความตายผู้นี้ วาดภาพได้ราวกับจิตรกรมืออาชีพจะมิให้นางตกใจได้อย่างไร...
“ท่านแม่ ท่านว่าภาพของข้าพอจะขายได้หรือไม่เจ้าคะ”
ประโยคนั้นของบุตรสาวดึงสติของจังฮูหยินให้กลับมา “ได้สิ...เจ้าวาดสวยถึงเพียงนี้ย่อมขายได้แน่”
ชิงหลานหันไปชี้ให้สตรีทั้งสองดูว่านางวาดภาพเลียนแบบได้ถึงสองภาพ จังเสี่ยวลิ่งเห็นแล้วก็รีบกระวีกระวาดชวนคุณหนูของนางนำภาพพวกนั้นไปที่ร้านขายภาพวาดในตลาด จังฮูหยินเอ่ยปากอนุญาต
รอจนหมึกบนภาพแห้งเสี่ยวลิ่งจึงรีบม้วนภาพทั้งสามหนีบใต้รักแร้แล้วจูงมือคุณหนูของตนไปตลาด
“พวกเจ้ารีบไปรีบกลับก่อนฟ้ามืดนะ” จังฮูหยินสั่งสาวใช้กับบุตรสาว
“นายหญิงเจ้าคะ ตลาดอยู่แค่นี้เอง ข้าพาคุณหนูกลับเร็วแน่นอน”
ชาวบ้านเห็นจังเสี่ยวลิ่งจูงมือเด็กสาวร่างผอมบางก็รู้ได้ทันทีว่านั่นคือคุณหนูชิงที่ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่ในเรือนมานานหลายปี บัดนี้เห็นนางดูแข็งแรงเดินเหินได้คล่องต่างพากันยินดี ส่งเสียงร้องทักทายอยู่เป็นระยะ
“คุณหนูชิง แข็งแรงดีแล้วนี่...สวรรค์เมตตาแล้ว!”
หญิงชราที่เรือนปากทางเคยเห็นชิงหลานแต่เล็กแต่น้อย ครั้นเดินออกมาเห็นเด็กหญิงสีหน้าสดใสก็ยิ้มกว้าง
ชิงหลานยืนนิ่งนางยังนึกไม่ออกว่าหญิงชราผู้นี้คือผู้ใด เคราะห์ดีที่จังเสี่ยวลิ่งหันไปตอบหญิงชราผู้นั้นแทน
“คุณหนูเพิ่งแข็งแรงขึ้นหลังจากไปรักษาที่เมืองหลวงกับท่านหมอเกานี่ล่ะเจ้าค่ะ ขอบพระคุณท่านยายที่เป็นห่วงนะเจ้าคะ”
ชิงหลานทำความเคารพท่านยายผู้นั้นด้วยท่าทางนอบน้อม ท่านยายจึงยิ้มให้กับนางพลางกล่าวอวยพรยาวยืดตามหลัง
จังเสี่ยวลิ่งยิ้มอย่างเปี่ยมสุขหลายปีที่นางเฝ้าดูแลคุณหนูด้วยความเอาใจใส่หวังเพียงสักวันคุณหนูจะได้เดินออกมาเที่ยวข้างนอกกับนางอย่างนี้ สาวใช้คอยตอบรับคำทักทายของผู้คนแทนคุณหนูของนางด้วยความรื่นเริง
“เราแวะร้านเถ้าแก่เนี่ยกันก่อนเถิด ข้าต้องเอาภาพพวกนี้ไปให้เถ้าแก่เลือกดูก่อน เพื่อตอบแทนพระคุณที่ให้หมึกและแท่นฝนหมึกแก่ข้า”
จังเสี่ยวลิ่งพยักหน้ารับ จูงมือคุณหนูของตนเข้าไปในร้านเครื่องเขียนสกุลเนี่ย ภาพที่ชิงหลานวาดทั้งสองภาพถูกกางบนโต๊ะให้เถ้าแก่เนี่ยดู
“เหมือนของจริงมากทีเดียว พวกเจ้าไปได้มาจากที่ใด”
“เถ้าแก่เนี่ย ภาพพวกนี้ล้วนเป็นฝีมือของข้าเจ้าคะ ข้าเอามาให้ท่านเลือกก่อน คิดเสียว่าเป็นค่าหมึกและแท่นฝนหมึก” สาวน้อยผอมบางยิ้มน้อยอย่างภาคภูมิใจ
“จริงหรือ เจ้าช่างมีฝีมือเสียจริง ภาพที่ข้าซื้อมาแขวนในร้านยังไม่วาดสวยอย่างเจ้าเลยด้วยซ้ำ ดูนั่นภาพพวกนั้นข้าหอบหิ้วมาจากเมืองหลวงเชียว” นิ้วมืออวบอูมชี้ไปยังผนังด้านข้าง “หากเจ้าให้ข้าเลือกหนึ่งภาพก็จะกลายเป็นการเอาเปรียบเจ้าไปเสียนี่ เพราะหากเจ้านำไปขายจริงๆ ล่ะก็น่าจะได้ราคามากกว่าหมึกและแท่นหมึกที่ข้าให้เจ้าไป”
ชิงหลานคุ้นตายิ่ง ภาพที่เถ้าแก่เนี่ยเอ่ยถึงล้วนเป็นภาพเลียนแบบที่นิยมซื้อขายกันอยู่ในเมืองหลวง เพียงแต่ฝีมือของผู้วาดที่เถ้าแก่เนี่ยเลือกซื้อมานั้นนับว่าเป็นระดับทั่วไป หากกล่าวกันอย่างไม่ลำเอียงแล้วฝีมือของนางยังนับว่าเหนือกว่าอยู่พอสมควร
“มิได้ๆ น้ำใจของเถ้าแก่ที่มีให้ข้านั้นย่อมวัดด้วยราคาของภาพมิได้ โปรดรับไว้สักภาพเถิดเพื่อให้ข้าสบายใจ” เด็กหญิงเอ่ยตอบอย่างสุภาพ
เถ้าแก่เนี่ยเห็นคุณหนูชิงทั้งสุภาพนุ่มนวลและรู้จักกตัญญูก็รู้สึกเมตตา
“เอาเถิด ข้าจะเลือกไว้ภาพหนึ่ง” สายตาของชายสูงวัยมองภาพทั้งสองแล้วชี้ไปยังภาพขวา “เอาภาพนั้นก็แล้วกัน ข้ายังไม่เคยมีมาก่อน”
“ภาพเยี่ยไป๋ของจิตรกรหานก้าน[1] ท่านช่างตาแหลมคมยิ่งนัก” ชิงหลานเอ่ยชมเมื่อเห็นว่าเถ้าแก่เนี่ยเลือกเอาภาพม้าสีขาวปลอดที่ถูกมัดอยู่กับหลัก ม้ากำลังอ้าปากร้องด้วยแรงพยศถูกคล้ายพร้อมจะวิ่งออกไปได้ตลอดเวลา
เถ้าแก่เนี่ยเดินไปหยิบหมึกคุณภาพดีและพู่กันราคาแพงที่สุดในร้านออกมา
“ในเมื่อข้าได้ภาพสวยถูกใจซ้ำยังฝีมือสูงส่งก็ขอมอบของพวกนี้ให้เจ้าเพื่อให้วาดภาพงามๆ ออกมาอีกก็แล้วกัน”
ชิงหลานเห็นสายตามีเมตตาของเถ้าแก่เนี่ยแล้วก็รีบคำนับด้วยความยินดี “ขอบพระคุณเถ้าแก่ ข้าจะตั้งใจวาดภาพเต็มที่”
“ขอให้คุณหนูชิงขายภาพได้สมกับที่ตั้งใจเถิด”
คำอวยพรของเถ้าแก่เนี่ยทำให้หัวใจของชิงหลานพองโต เห็นทีเถ้าแก่ผู้นี้จะรู้ตื้นลึกหนาบางในสกุลชิงจึงรู้ว่านางต้องการเงินเพื่อไปจุนเจือครอบครัว
“ไอหยา! ข้าลืมไปเสียสนิท ข้ากับเถ้าแก่เหอร้านขายภาพเป็นสหายกัน หากคุณหนูชิงได้จดหมายแนะนำไปจากข้าก็ย่อมจะขายภาพได้ราคากว่าไปเสนอเองเป็นแน่ เช่นนั้นรอข้าสักครู่เถิด”
เถ้าแก่เนี่ยเดินไปยังโต๊ะเสมียนแล้วเขียนจดหมายอยู่ครู่หนึ่ง จึงกลับมายื่นซองสีน้ำตาลจ่าหน้าซองถึงเถ้าแก่เหอให้กับชิงหลาน “คุณหนูชิง จงเอาจดหมายนี้ให้เถ้าแก่เหอ ต่อไปเขาจะช่วยรับซื้อภาพของเจ้า”
“ขอบพระคุณเถ้าแก่”
เถ้าแก่เหออ่านจดหมายแนะนำจากเถ้าแก่เนี่ยแล้วก็เอ่ยขอดูภาพจากหญิงสาวที่ยืนตรงหน้า เถ้าแก่เหอไม่คาดคิดว่าสาวน้อยผอมบางผู้นี้จะสามารถวาดภาพสวยงามเลียนแบบจิตรกรชื่อดังได้งดงามยิ่ง
สำหรับภาพขนาดใหญ่แผ่นนี้เขาตกลงใจจ่ายเงินให้นางหนึ่งตำลึง
“ความจริงฝีมือของเจ้านับว่าดีมาก ทว่ากระดาษที่ใช้กลับเป็นเพียงกระดาษธรรมดา หากว่าใช้กระดาษคุณภาพดีกว่านี้ข้าก็จะเพิ่มเงินให้อีก”
“เถ้าแก่เหอกรุณาให้ข้าถึงหนึ่งตำลึงก็ถือว่ามากแล้ว”
ชิงหลานไม่คิดเลยว่าการหาเงินเองได้จะมีคุณค่าถึงเพียงนี้ ตอนเช้าที่นางมาตลาดกับจังฮูหยินเงินมัดจำสองตำลึงยังทำให้มารดาของชิงหลานยิ้มเบิกบาน ซื้อข้าวของมากมายกลับจวน
เงินหนึ่งตำลึงสำหรับคนทั่วไปแล้วสามารถใช้ชีวิตอยู่นับเดือน แต่ในตอนที่นางเป็นเผยมู่ซี เงินแค่นี้ นางกลับมิได้ใส่ใจ
....นี่เป็นครั้งแรกที่นางหาเงินได้ด้วยตนเอง ช่างมีความสุขนัก!....
จังเสี่ยวลิ่งตื่นเต้นยิ่งกว่าชิงหลานเสียอีก “คุณหนูท่านวาดภาพแค่สองชั่วยามก็ได้เงินมาถึงหนึ่งตำลึงแล้ว เช่นนี้ชีวิตพวกเราก็ดีขึ้นแล้วสิ! ต่อไปฮูหยินคงไม่ต้องลำบากเร่งมือเย็บปักงานจนปวดหลังปวดเอวอีก”
[1] *ภาพเยี่ยไป๋ของจิตรกรหานก้าน เป็นภาพจิตรกรรมจีนโบราณที่มีชื่อเสียง เยี่ยไป๋หมายถึงส่องให้ราตรีสว่าง
************
องค์ชายสิบห้าที่หน้าเหวอ ชิงหลานเงยหน้าขึ้นสบสายพระเนตรของคนร่างสูงที่ยืนมองอยู่ พอเห็นเขาหน้าเสีย นางก็รีบเอ่ยกลบเกลื่อน “วันพรุ่งนี้ตอนบ่ายหลังจากวาดฝาผนังเสร็จหม่อมฉันจะวาดภาพองค์ชายให้ก็แล้วนะกันเพคะ ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกับพู่กันกล่องนี้” “อืม...ดี!” หมิงเฉิงอวี่เห็นว่าดึกพอสมควรแล้วจึงได้เดินออกมาลาเจ้าของจวนกลับเรือนรับรอง ก่อนจะเสด็จขึ้นรถม้าทรงหันรับสั่งกับจังฮูหยินว่าพรุ่งนี้จะส่งช่างมาซ่อมทางเดินในเรือนให้จังฮูหยินอึกอักเกรงพระทัย ทว่าองค์ชายกลับกล่าวตัดบทว่าเป็นค่าตอบแทนที่ทำอาหารอร่อยถวายพระองค์“หากว่าฮูหยินสำนึกพระคุณของข้าจริง ก็ช่วยทำอาหารอร่อยๆ ให้ข้ากินตลอดระยะเวลาที่ข้าต้องอยู่อำเภอเฉินก็แล้วกัน”จังฮูหยินได้ยินก็นิ่งอึ้ง ค้อมศีรษะ “เพคะ”ชิงหลานก้มหน้าถอนหายใจแรง เห็นทีนางจะสลัด หมิงเฉิงอวี่ไม่หลุดได้ง่ายๆ ท้ายรถม้าทรงประทับลับตาไปแล้ว จังฮูหยินจึงหันมาบุตรี “หลานเอ๋อร์ เจ้าเห็นหรือไม่ องค์ชายทรงมีเมตตาเพียงใด ทรงจะส่งคนงานมาช่วยเราซ่อมเรือนเสียด้วย แค่เพียงทำพระกระยาหารถวายเท่านั้นเอง” “เรายังรู้จุดประสงค์
องค์ชายทอดพระเนตรปลาเปรี้ยวหวานตัวใหญ่ในจานเปลบนโต๊ะกับหมูผัดผักก็แปลกพระทัย พระเนตรของพระองค์เต็มไปด้วยคำถาม ต้นพระขนงเลิกขึ้นเล็กน้อย ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก เจ้าของบ้านก็รีบอธิบาย “วันนี้เหล่าลู่ตกปลาตัวใหญ่ได้มาสองตัวเพคะ หม่อมฉันก็เลยทำปลาเปรี้ยวสำหรับถวายองค์ชายและอีกตัวก็ให้คนตกได้ ส่วนผักพวกนี้เสี่ยวลิ่งเป็นคนปลูกไว้หลังเรือน หม่อมฉันซื้อเนื้อวัวมาเมื่อเช้าจึงได้คิดทำผัดผักให้พระองค์ได้ทรงลองเสวยเพคะ คราวก่อนมิได้เตรียมตัวให้ดี หม่อมฉันขอประทานอภัย” หมิงเฉิงอวี่ทรงหันไปทางชิงหลานเห็นนางก้มหน้าเม้มปากก็พอจะทราบว่าคราวก่อนคงเป็นเพราะนางไม่อยากให้ตนมาเยือนที่จวนนี้อีกจึงได้คิดกลั่นแกล้ง “อืม...ปลาเปรี้ยวหวานของท่านกลิ่นหอมดีเหลือเกิน ข้าลงมือก่อนก็แล้วกัน สำหรับอาหารมื้อนี้ข้าต้องตอบแทนอย่างเหมาะสม” “ขอบพระทัยเพคะ” ชิงหลานแอบเอื้อมมือไปจับหัวเข่ามารดาบีบเบาๆ เป็นเชิงถามว่าเหตุใดจึงต้องทำอาหารต้อนรับอย่างดีเลิศเช่นนี้ จังฮูหยินตบหลังมือบุตรสาวเบาๆ ให้นางรู้ว่านี่คือสิ่งที่สมควรทำแล้ว องค์ชายสิบห้าเพลิดเพลินในรสชาติของอา
ผ่านไปเกือบสองชั่วยาม ชิงหลานก็วางพู่กัน เสี่ยวลิ่งรีบเก็บอุปกรณ์วาดภาพที่ต้องทำความสะอาดออกไปนอกอาคาร ท่าทางบีบนวดมือ โยกศีรษะผ่อนคลายนั้นทำให้องค์ชายสิบห้าลุ้นว่านางจะยังเจ็บมืออยู่หรือไม่ ทว่ากลับไม่กล้าเอ่ยปากถามออกไป “เสี่ยวลิ่งไปกันเถอะ ป่านนี้ศิษย์พี่คงรอแล้ว” “เจ้าค่ะ” เสี่ยวลิ่งรีบเก็บอุปกรณ์วาดภาพใส่กล่องแล้วเอาไปเก็บในตู้ นางหันไปหิ้วเอาปิ่นโตอาหาร ยืนเตรียมพร้อม องค์ชายสิบห้าทรงลุกขึ้นยืนรอให้นางทั้งสองเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย “วันนี้ข้าจะตามพวกเจ้าไปจวนสกุลชิงด้วย” “ขออภัยเพคะองค์ชาย หม่อมฉันนัดหมายกับศิษย์พี่ไว้แล้ว องค์ชายจะทรงเปลี่ยนเป็นวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่เพคะ ” “ไม่ได้!”แค่ได้ยินคำว่า ‘ศิษย์พี่’ หมิงเฉิงอวี่ก็รู้สึกเหมือนมีความร้อนสายหนึ่งพุ่งปรี๊ดจากเท้าไปถึงศีรษะจึงเผลอร้องเสียงดังออกมาครั้นคิดได้ก็รีบปรับท่าทีเสียใหม่ “ข้าหมายถึง ข้าเตรียมขนมสำหรับจะเอาไปฝากจังฮูหยินเอาไว้แล้ว หากเป็นพรุ่งนี้ก็อาจจะไม่อร่อยเท่าวันนี้” ชิงหลานเผลอชักสีหน้า “เพคะ ถ้าเช่นนั้นก็เสด็จไปที่จวนสกุลชิงเถิด ท่านแม่ข
“เช่นนั้น พ่อบ้านลู่ผู้นี้ก็เก่งกว่าหัวหน้ามือปราบหลิว น่าสนใจอย่างที่เจ้าบอกจริงๆ ด้วยกังซือเฉิน...เจ้ากับจงเหยียนไปสืบฐานะของเหล่าลู่ผู้นี้ให้ชัดเจนที” “พะย่ะค่ะ” “นอกจากมีดสั้นเล่มนั้นแล้ว จั๋วเหรินหาวมิได้ให้สิ่งอื่นกับนางอีกใช่หรือไม่” กังซือเฉินที่กำลังคิดเรื่องพ่อบ้านลู่ถึงกับชะงักไปชั่วครู่เพราะคาดไม่ถึงว่า องค์ชายจะทรงสนพระทัยเรื่องที่คุณชายจั๋วมอบของขวัญให้กับคุณหนูชิง “นอกนั้นก็มีแค่ขนมกับอาหารที่เอาไปฝากจังฮูหยินที่จวนพะย่ะค่ะ” “ดี! กังเฉินเจ้าไปเตรียมกล่องขนมดอกกุ้ยฮวาเอาไว้ พรุ่งนี้ข้าจะเอาไปฝากจวนสกุลชิง” องครักษ์กังก้มหน้าลอบยิ้มเล็กน้อย องค์ชายเร่งรัดภารกิจที่เมืองหลวงที่แท้ก็ทรงเป็นห่วงสถานการณ์ที่อำเภอเฉินนี่เอง คุณหนูชิงผู้นี้ยังไม่ปักปิ่นก็ถูกจองโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว วันก่อนเขาถูกสั่งให้ไปซื้อขนมดอกกุ้ยฮวาจากภัตตาคารก็เพราะองค์ชายต้องการเอามาชิงเอาความดีความชอบจากสาวน้อยจิตรกรนี่เอง ยามเที่ยงของวันต่อมา ชิงหลานกำลังขะมักเขม้นในการวาดรูปจนมิได้สนใจว่ามีเสียงฝีเท้ามาหยุดอยู่ด้านหลัง ร่างสูงโปร่ง
กังซือเฉินองครักษ์หนุ่มผู้รับคำสั่งให้ตามดูแลคุณหนูชิงอยู่ห่างๆ จึงมิกล้าย่างกรายเข้าไปในจวนโดยพลการ คืนนี้คุณชายน้อยจั๋วมาส่งนางแล้ว เขาก็กลับเรือนพักรับรองได้องค์ชายสิบห้าสั่งให้เขากับสหายอีกคนรั้งอยู่ที่อำเภอเฉิน เขาทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้คุณหนูชิง ส่วนสหายองครักษ์อีกคนคอยตรวจตราความเรียบร้อยในวัดลู่เซี่ยนเพราะองค์ชายไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดกับภาพวาดฝาผนังในวิหารเก้าเทพและส่วนที่ต้องบูรณะ หลังจากได้เห็นฝีมือจัดการกับโจรย่องเบาของเหล่าลู่แล้ว กังซือเฉินก็รู้สึกข้องใจในฝีมือของคนผู้นี้ในตอนสายหลังจากคุณหนูชิงไปนั่งวาดภาพที่วัดแล้ว เขาจึงลอบมาดูที่จวนสกุลชิงดูว่าแต่ละวันของเหล่าลู่นั้นทำสิ่งใดบ้าง เมื่อเห็นว่าพ่อบ้านประจำจวนหาบน้ำผ่าฟืนด้วยความคล่องแคล่วก็รู้สึกประหลาดใจก่อนตะวันจะตรงหัว เหล่าลู่จะอุ่นอาหารแล้วตั้งโต๊ะไว้รอจังฮูหยิน ส่วนตัวเหล่าลู่จะเข้าไปกินในครัวเพียงผู้เดียว จากนั้นก็ย่องออกไปทางประตูเล็กหลังจวน วันนั้นครบกำหนดที่คุณหนูชิงจะต้องตามศิษย์พี่ไปหาอาจารย์หลังป่าไผ่ชานเมืองลู่ฮั่นซ่อนม้าตัวเก่งไว้เรือนเล็กที่อยู่ห่างกำแพงจวนไปเล็กน้อย เขาค
ชิงหลานตื่นก่อนฟ้าสางเพื่อฝึกวรยุทธ์ นางต้องทบทวนกระบวนท่าที่จอมยุทธ์ลู่สอนไว้ทุกๆ สามวันในยามที่ต้องเดินทางไปเรือนของอาจารย์ ศิษย์พี่จะเป็นเตรียมม้าอีกตัวไว้รอนางที่หน้าเหลาสุรา และเพื่อมิให้รบกวนเวลาวาดภาพของนาง จอมยุทธ์ลู่จึงได้กำหนดให้นางไปพบในตอนเลิกงานจอมยุทธ์ลู่และศิษย์พี่คอยสอนนางอยู่จนมืดค่ำ หลังจากที่ทะลวงการเดินลมปราณให้นางแล้ว ชิงหลานสามารถต่อกระบวนท่าได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว นางจดจำวิทยายุทธ์ในชาติก่อนของตนได้ทั้งหมด เพียงแต่ไม่อาจจะแสดงตนให้ผู้ใดรู้ว่า นางเก่งขึ้นมาในเวลาอันสั้น “เจ้าก้าวหน้าเร็วนัก! ฝึกไม่ถึงสิบวันฝีมือของเจ้าเท่ากับข้าตอนที่เรียนปีแรกแล้ว”จั๋วเหรินหาวทั้งแปลกใจทั้งดีใจ นางเก่งเกินกว่าทุกคนที่เขาเคยเห็น ที่ผ่านมานางมีแต่นอนป่วย เหตุใดจึงได้ฝึกวรยุทธ์ได้รวดเร็วราวกับเคยฝึกมาก่อนหลายมี แต่ส่วนหนึ่งในใจเขาก็นึกดีใจที่นางร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก คุณชายน้อยจั๋วมีภาระทางใจอันลึกซึ้งที่ต้องดูแลนางให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เย็นนี้ ศิษย์พี่จะเลี้ยงเนื้ออบข้าอีกหรือไม่” “เจ้าอยากกินอะไรข้าก็เลี้ยงทั้งนั้น” ชิงหลาน






![จอมนางคู่บัลลังก์ [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
