“พี่ใหญ่ตื่น ฮือ ๆ เถาเถากลัว” เสียงร้องไห้ดังขึ้นข้างหูของเด็กสาวคนหนึ่งผู้ซึ่งสลบไปเพราะถูกลูกเห็บตกใส่ศีรษะ
“เถาเถา มู่มู่ หนิงหนิง พวกลูกอยู่ไหน” เสียงตะโกนเรียกแข่งกับเสียงดังคล้ายประทัดถูกจุดช่วงปีใหม่ทำให้เด็กน้อยหยุดเสียงสะอื้นของตนลงเพื่อเงี่ยหูฟังให้แน่ใจ
“แม่ หนูอยู่ตรงนี้อยู่กับพี่ใหญ่” เมื่อหญิงสาวได้ยินเสียงของบุตรสาวคนเล็กเจ้าตัวก็พอใจชื้นขึ้น จึงได้รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งฝ่าทั้งหลังคาหญ้าและลูกเห็บสีขาวที่กำลังตกลงมาไปทางต้นเสียง
“เถาเถา ลูกเป็นอะไรไหม แล้วพี่ของลูกล่ะเป็นอะไรหรือเปล่า” คนเป็นแม่ถามขึ้นในระหว่างที่เจ้าตัวกำลังมองหาหนทางช่วยเหลือเด็กทั้งคู่
“แม่ พี่ใหญ่เรียกไม่ตื่นเลย หนูกลัว”
คำพูดนี้ของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบทำให้คนเป็นแม่ตัวชาวาบ
“เกิดอะไรขึ้นกับหนิงหนิง” ผู้เป็นแม่ถามขึ้นอย่างตกใจ
“พี่ใหญ่ผลักหนูในตอนที่มีก้อนอะไรไม่รู้กำลังตกลงมา ก้อนนั้นก็เลยตกใส่หัวของพี่ใหญ่จากนั้นพี่ใหญ่ก็สลบไป ฮือ ๆ แม่จ๋าหนูกลัว” คำพูดของเด็กน้อยฟังไม่ได้สรรพเนื่องจากเจ้าตัวกำลังร้องไห้อย่างหนัก
หญิงสาวผู้มีรูปร่างผอมใบหน้าซีดเหลืองตัวสั่นด้วยความกลัว สวรรค์ได้โปรดอย่าพรากลูกของฉันไปเลยนะคะ หล่อนเพิ่งจะอายุสิบสามปีเท่านั้นเอง น้ำตาของเธอไหลอาบแก้มซูบตอบอย่างน่าสงสาร
“เถาเถาฟังแม่นะ ลูกรีบเขย่าตัวพี่ใหญ่ให้ฟื้นเร็วเข้า” เมื่อผู้เป็นแม่บอกเช่นนี้เด็กน้อยก็ทำตามอย่างเชื่อฟัง
“พี่ใหญ่ตื่นเถอะ พี่ใหญ่” คนตัวเล็กเขย่าตัวของพี่สาวไปร้องไห้ไป ทำให้ทั้งน้ำมูกน้ำตาไหลตกลงบนใบหน้าของคนเป็นพี่ในตอนนี้เสี่ยวเฉาได้ย้ายร่างมาเรียบร้อยแล้วโดยไม่รู้ตัว ย้อนกลับไปก่อนหน้าหลังจากที่เธอได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวคนรอง ด้วยความอยากพิสูจน์ความจริงในเรื่องที่ฝัน
หญิงสาวจึงได้ทดลองเก็บสิ่งของในห้องนอนของตนทั้งหมด “เก็บ” และสิ่งอัศจรรย์ก็ปรากฏตรงหน้าของเธอเมื่อสิ่งของทุกอย่างภายในห้องหายไป
“เฮ้ย! เป็นไปได้ยังไง ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แสดงว่าฉันจะต้องจากพี่ ๆ ไปสินะ” เธออุทานก่อนที่จะรำพึงถึงญาติที่เหลืออยู่ด้วยน้ำเสียงแห่งความโศกเศร้า
ทว่าหลังจากคิดได้ว่าหนึ่งชีวิตของเธอแลกกับอีกสี่ชีวิตเจ้าตัวจึงพอยิ้มออกมาได้บ้าง
เมื่อตกตะกอนความคิดของตนเรียบร้อยเธอจึงได้ลงมือจดในสิ่งที่ต้องการทำทุกอย่างลงในสมุด
“เรื่องแรกทำพินัยกรรม เรื่องต่อมาก็ซื้อของเพราะคุณยายคนนั้นบอกว่ามีเวลาให้ถึงแค่เที่ยงคืน”
เสี่ยวเฉาจึงได้จัดการทุกอย่างไปทีละเรื่องไม่เว้นแม้แต่การเก็บของในบ้านหลังนี้ที่มีความทรงจำมากมายทั้งสุขและเศร้า
หญิงสาวไล่เรียงสิ่งที่ตัวเองต้องการเก็บตั้งแต่ชั้นบนลงมาจนกระทั่งถึงห้องใต้ดินที่เป็นห้องสะสมอาวุธ
“เจ้าพวกนี้ก็เอาไปด้วย หวังว่าคงไม่ต้องใช้หรอกนะ แต่ยายคนนั้นบอกว่าเป็นช่วงวุ่นวายนี่ เอ๋! แล้วมันยุคไหนกันล่ะ ช่างมันเถอะคิดไปก็ปวดหัว ถ้าอย่างนั้นอาจจะหลีกเลี่ยงการปะทะไม่ได้เอาเป็นว่าเก็บไปให้หมดก่อนดีกว่า ใช้หรือไม่ค่อยว่ากัน” เจ้าตัวคิดก่อนจะเริ่มสำรวจภายในบ้านอีกครั้ง
“เอาละ เก็บของในบ้านเรียบร้อยไปชอปปิ้งกันเถอะ” เมื่อเห็นว่าสิ่งของที่ตนมักใช้อยู่ประจำถูกกวาดเข้าไปเก็บไว้จนหมดดังนั้นเธอจึงหยิบกุญแจรถและเลือกที่จะมายังตลาดขายของสดที่ตนเป็นลูกค้าประจำ
หลังจากเสร็จสิ้นจากการซื้อของหญิงสาวก็ไปต่อที่ร้านอาหารชื่อดังอีกหลายร้าน โดยสั่งทุกเมนูโปรดเก็บไว้เป็นจำนวนมาก
รถส่งของมากมายพากันวิ่งตรงมาที่บ้านของหล่อนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโชคดีที่ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ส่วนบุคคลจึงไม่มีใครมาสอดรู้สอดเห็นเรื่องของเธอ
ทางด้านเสี่ยวเฉาเมื่อได้สิ่งใดมาแล้วเจ้าตัวก็จะขีดฆ่าข้อความนั้นทิ้ง และพยายามไล่เลียงอีกครั้งว่ายังตกหล่นสิ่งใดอีกหรือไม่ และเมื่อเห็นว่าสิ่งของที่ตัวเองต้องการได้มาครบหมดทุกอย่างหญิงสาวจึงได้ขับรถไปโรงพยาบาล หล่อนไม่ได้เข้าไปบอกลาญาติสองคนสุดท้ายที่เหลืออยู่เพราะไม่ชอบการจากลา
ดังนั้นเธอจึงเฝ้ามองครอบครัวของพี่ชายพี่สาวและ หลาน ๆ อยู่ห่าง ๆ เพียงหน้าประตูกระจกกั้นเท่านั้น
ก่อนที่จะตัดสินใจยกโทรศัพท์มือถือของตนกดเบอร์โทรออกซึ่งเป็นเบอร์ของพี่สาวคนรอง
“พี่คะ วันพรุ่งนี้พี่ช่วยไปหาฉันที่บ้านด้วยนะคะ ฉันมีอะไรจะบอก” หญิงสาวเลือกจะโกหกออกไปด้วยน้ำเสียงสดใสแต่ทว่าคนเป็นพี่สาวกลับรู้สึกวูบโหวงอยู่ในอก และยังไม่ทันที่พี่สาวจะทันได้ตอบโต้อะไร
โทรศัพท์ในมือก็ถูกย้ายไปที่พี่ชายคนโต “น้องเล็ก ทำไมไม่มาหาพี่ล่ะเกิดอะไรขึ้นกับน้องหรือเปล่า” น้ำเสียงของคนพูดเต็มไปด้วยความกังวล
สาเหตุที่เขาถามแบบนี้เป็นเพราะหากเป็นเวลาปกติคนแรกที่มักจะปรากฏตัวในเวลาที่คนในครอบครัวไม่สบายก็คือน้องน้อยคนนี้นั่นเอง
“พี่ใหญ่ฉันขอโทษค่ะ พอดีว่าฉันไม่สบายนิดหน่อย” เธอเลือกที่จะโกหกอีกครั้ง ทั้งยังพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาจึงทำให้เสียงที่เปล่งออกไปฟังดูแปร่งหู
“น้องเล็กไม่สบายตรงไหน บอกพี่นะเด็กดี พี่จะรีบไปหา” แม้ผู้พูดจะยังมีสายน้ำเกลือคามืออยู่ก็ตามแต่ด้วยความเป็นห่วงน้องสาวสุดหัวใจชายหนุ่มไม่คิดรั้งรอสักเสี้ยวนาที
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ พี่ใหญ่ก็รู้ตั้งแต่เล็กจนโตฉันเคยป่วยที่ไหนเพียงแค่ปวดหัวกินยาเดี๋ยวก็หาย” เสี่ยวเฉาพยายามกลั้นเสียงสะอื้นพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงเช่นทุกครั้ง
“ไม่เป็นอะไรจริง ๆ นะ” คนเป็นพี่ถามซ้ำโดยมีน้องสาวคนรองเงี่ยหูฟังอยู่ด้วยกัน
“ไม่เป็นอะไรจริง ๆ ค่ะ พี่ใหญ่คะ ฉันรักพี่นะ รักพี่รอง รักทุกคนเลย” คำบอกรักจากน้องสาวทำให้พี่ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความตกใจ
“น้องเล็ก ฮัลโหล น้องเล็ก” คนเป็นพี่พยายามส่งเสียงเรียกแต่สายกลับถูกตัดไปแล้ว
“น้องรองพี่ว่าน้องเล็กดูแปลก ๆ นะ เธอไปดูหล่อนที่บ้านสักหน่อยสิ” “ได้ค่ะ พี่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ฉันคิดว่าเธอไม่เป็นอะไรหรอก” ผู้พูดยังกล่าวไม่ทันจบประโยคเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“พี่รอง พี่เปิดลำโพงนะคะ ฉันสบายดีตอนนี้กำลังมาท่องเที่ยว หากพี่ไม่เชื่อก็สามารถโทรถามคุณสุ่ยได้เลย เพราะเขาเป็นคนมาส่งฉันที่สนามบินตอนเช้าฉันก็จะกลับ เอาไว้พี่รองค่อยไปเจอฉันที่บ้านดีไหมคะ” น้ำเสียงของหญิงสาวฟังดูสดใสขึ้นจึงทำให้พี่ทั้งสองรู้สึกวางใจ
“ถ้าอย่างนั้นน้องเที่ยวให้สนุกนะ ว่าแต่น้องไปที่ไหนล่ะ ถึงแล้วส่งข้อความ ไม่ดีกว่า โทรมาบอกพี่ด้วย” คนเป็นพี่ใหญ่พูดส่วนคนเป็นพี่รองนั้นตอนนี้กำลังติดต่อกับเลขาส่วนตัวของคนปลายสาย
เมื่อได้รับการยืนยันอย่างแน่ชัดว่าน้องสาวคนเล็กเป็นปกติดีพวกเขาก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก ก่อนวางสายคนเป็นน้องก็ไม่วายกล่าวย้ำในเรื่องให้พี่สาวไปยังบ้านของตนอีกครั้ง
“ได้จ้ะ พรุ่งนี้ช่วงบ่ายพี่จะเข้าไปหาน้องนะ” แม้จะรู้สึกถึงความไม่สบายใจบางอย่างแต่ทว่าคนเป็นพี่สาวก็พยายามปัดความรู้สึกรบกวนนั้นทิ้งไป
ภายในค่ำคืนเดียวกันจู่ ๆ ก็ปรากฏแสงสีขาวสว่างจ้าไปทั่วทั้งห้องนอนของหญิงสาวที่เช่าไว้ภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง แสงสีขาวนั้นได้ครอบคลุมร่างของผู้กำลังนอนหลับสนิทเอาไว้
ก่อนที่ดวงจิตของเธอจะหลุดออกจากร่างคงเหลือไว้เพียงร่างกายที่ปราศจากลมหายใจอันสวยงามนอนนิ่งไม่ไหวติงเพียงเท่านั้น
การจากไปของน้องสาวสุดที่รักได้สร้างความโศกเศร้าให้กับคนเป็นพี่ทั้งสองเป็นอย่างมาก
แม้ว่าพวกเขาจะพยายามทำตัวให้เข้มแข็งอย่างไรก็ตามความทรงจำที่มีต่อน้องสาวก็ไม่อาจลบเลือนไปได้เลย จนกระทั่งนาทีสุดท้ายของชีวิตในอีกหลายสิบปีต่อมา
อีกฟากฝั่งคนละช่วงเวลา เปลือกตาของเด็กหญิงเริ่มสั่นไหว “พี่ใหญ่ตื่น” คนเป็นน้องยังคงเรียกคนเป็นพี่อย่างต่อเนื่องจนเสียงเริ่มแหบ
ในระหว่างนี้คนเป็นแม่เองก็กำลังพยายามยกไม้และเศษซากหลังคาที่ขวางหน้าระหว่างเธอกับลูกสาวออกอย่างไม่ยอมแพ้
“เถาเถา พี่ของลูกฟื้นหรือยัง”
เด็กน้อยส่ายศีรษะก่อนปล่อยโฮขึ้นอีกครั้ง “อย่าร้อง” น้ำเสียงแหบแห้งดังขึ้นอย่างแผ่วเบา
“แม่ พี่ใหญ่!!” คนตัวเล็กตะโกนขึ้นเสียงดัง
“เถาเถา พี่ของลูกเป็นอะไร” คนเป็นแม่เริ่มใจคอไม่ดีจึงได้พยายามออกแรงยกไม้ที่ขวางอยู่ตรงหน้าออกอย่างเต็มที่
“แม่” เสียงของเสี่ยวเฉาฟังดูไร้เรี่ยวแรงจนเธอเองยังรู้สึกประหลาดใจ ทั้งนี้เป็นเพราะความทรงจำสุดท้ายของร่างนี้จู่ ๆ ก็กลายเป็นภาพตัดเสียอย่างนั้น
“อดทนหน่อยนะลูก แม่กำลังจะไปช่วยแล้ว” คนเป็นแม่กล่าวปลอบ
“พี่ใหญ่เจ็บไหม” เด็กหญิงตัวน้อยถามพี่ขึ้นอย่างเป็นห่วง “ไม่เจ็บ เถาเถาเด็กดีไม่ต้องร้องไห้นะ” เสี่ยวเฉาเอ่ยปลอบพลางยกมือเช็ดน้ำตาให้น้องสาวอย่างอ่อนโยน
เมื่อท่อนไม้สุดท้ายที่ขวางหน้าระหว่างแม่กับลูกถูกเอาออก นางฟู่ก็เข้าไปสำรวจร่างกายของลูกสาวคนโตทันที
“เสี่ยวหนิงเจ็บตรงไหนไหมลูก” เสียงสั่นเครือของหญิงสาวตรงหน้าทำให้เสี่ยวเฉาในร่างของเจ้าของชื่อรู้สึกสะท้านอยู่ในอก “ไม่เจ็บค่ะ”
นางฟู่รู้ดีว่าลูกสาวตั้งใจปกปิดเพื่อไม่ให้ตนเป็นห่วง คนเป็นลูกจะไม่เจ็บได้อย่างไรในเมื่อหน้าผากของเธอบวมแดงจนกลายเป็นสีม่วงแบบนั้น น้ำตาของคนเป็นแม่เริ่มไหลออกมาอีกครั้งราวทำนบแตก
“แม่ไม่ดีเองที่ให้ลูกต้องมาลำบาก”
“แม่ไม่ผิดเลยเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเราสักนิด แม่คะอย่ามัวแต่ร้องไห้น้องรองล่ะคะ เขาอยู่ไหน” ในความทรงจำเดิมเธอมีน้องชายซึ่งเป็นแฝดพี่ของเสี่ยวเถาอยู่หนึ่งคน
เมื่อได้ยินคำถามของบุตรสาวคนเป็นแม่ก็ส่ายหน้าทั้งน้ำตา “แม่ไม่รู้ แม่พยายามตามหาลูกทั้งสามจนมาเจอลูกกับเถาเถาแต่มู่มู่” นางฟู่เอ่ยเสียงสั่นด้วยความกลัว
“แม่ใจเย็นลงก่อนนะคะ เอาเป็นว่าพวกเราออกไปจากตรงนี้ก่อน จากนั้นแม่อยู่กับน้องเล็กนะ ส่วนน้องรองฉันจะไปตามหาเอง” เสี่ยวเฉาพยายามยันกายลุกขึ้นยืน