Compartir

บทที่ 3

เมื่อเด็กสาวลุกขึ้นได้เธอก็เดินออกมาตะโกนเรียกชื่อน้องชายพลางเดินตามหาอย่างไม่ลดละ

โชคดีที่กินยาแก้ปวดเข้าไปไม่อย่างนั้นเห็นทีว่าคงลุกไม่ขึ้น เธอคิด

“น้องรอง” เสี่ยวเฉาในร่างของเฉียนหนิงนำมือมาป้องปากตะโกนเรียกเขาแข่งกับเสียงลม

“พี่ใหญ่” เสียงคล้ายจะหมดแรงดังห่างจากจุดที่เธอยืนอยู่ไม่มาก

เสี่ยวเฉายืนนิ่งเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจและเมื่อแน่ใจว่าต้นเสียงมาจากทางไหนสองเท้าก็รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปทางนั้นเท่าที่สังขารจะอำนวย

“น้องรอง” เธอส่งเสียงเรียกอีกครั้ง

ครั้งนี้เจ้าตัวไม่ได้ยินเสียงตอบจากคนเป็นน้อง แต่ทว่ากลับเป็นเสียงของก้อนหินกระทบกัน สองมือของเสี่ยวเฉาจึงได้รีบหยิบจับทั้งเศษหญ้าแห้งและเศษไม้ที่หล่นลงมาบริเวณนั้นออกอย่างรวดเร็ว

“ไม่ต้องกลัวนะ พี่มาช่วยแล้ว” เธอส่งเสียงบอกน้องชายด้วยความร้อนรน

เวลาผ่านไปไม่นานในที่สุดสายตาของเด็กหญิงก็มองเห็นเด็กชายรูปร่างผอมบางกำลังนอนหายใจรวยริน

ร่างเล็ก ๆ ของเขาสวมเสื้อบุนวมที่ซักจนไม่อาจจำสีเดิมได้โดยมีสองมือโอบตัวเองเอาไว้แน่นเพราะความหนาว

“พี่ใหญ่” มู่มู่พูดออกมาสองคำก่อนดวงตาจะปิดลง

“น้องรอง!!” คนเป็นพี่รีบอุ้มตัวน้องชายขึ้นจากพื้นอันหนาวเย็นแสนเฉอะแฉะ

“น้องรองอย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ” เสี่ยวเฉามองสำรวจร่างกายของเขาอย่างละเอียดเมื่อไม่พบบาดแผลตรงไหนเจ้าตัวจึงพอวางใจลงได้บ้าง

เด็กหญิงรูปร่างผอมอุ้มน้องชายที่ตัวเล็กกว่าวิ่งมาทางมารดาที่ตอนนี้กำลังกอดลูกสาวคนเล็กเพื่อปลอบประโลม

และเมื่อสายตาของคนเป็นแม่มองเห็นร่างอันแน่นิ่งของลูกชาย ฉับพลันหัวใจของนางฟู่ก็เย็นเยียบด้วยความกลัว

“แม่ ที่นี่มีหมอไหมน้องรองต้องการหมอ” น้ำเสียงของคนพูดเต็มไปด้วยความร้อนใจ

“แม่จะพาไป” นางฟู่พูดจบนางก็กระเตงลูกสาวเข้าเอว สองเท้าของหล่อนพาลูกสาวคนเล็กวิ่งไปยังทิศทางเข้าเมือง

โชคดีที่ตอนนี้ลูกเห็บหยุดตกแล้วแต่ว่าสภาพความเสียหายจากมันได้ทำให้ชาวบ้านมากมายพากันเจ็บปวด

เสียงตะโกนด่าทอประณามอย่างสิ้นหวังดังระงมต่อโชคชะตาของตนดังขึ้นตลอดเส้นทางที่แม่กับลูกกำลังวิ่งผ่าน

นางฟู่หยุดยืนอยู่หน้าเรือนไม้สีแดงที่สร้างเป็นเรือนแถวติดต่อกันหลังหนึ่งก่อนที่นางจะเคาะประตูติดต่อกันอย่างบ้าคลั่ง

“มาแล้ว ๆ” เสียงของคนด้านในเต็มไปด้วยความหงุดหงิด เนื่องจากกว่าเขาจะหลับตาลงต้องนอนฟังเสียงลูกเห็บกระทบหลังคาอยู่ค่อนคืน

“ท่านหมอช่วยลูกชายฉันด้วย” นางฟู่วางบุตรสาวคนเล็กก่อนที่จะคุกเข่าลงโขกหัวให้ชายวัยกลางคนรูปร่างผอม

ตู้เหวินกังมองสภาพของเด็กชายผู้สลบอยู่ในอ้อมแขนผอมบางของเสี่ยวเฉาเอ่ยอย่างไม่รอช้า

“รีบพาเด็กเข้ามา” หมอคนนั้นยังนับได้ว่าเป็นคนมีคุณธรรมผู้หนึ่ง เขาไม่รอช้าที่จะให้ความช่วยเหลือเด็กน้อยในทันที ภายในห้องแห่งนี้อบอุ่นกว่าด้านนอกเป็นอย่างมาก

“โชคดีที่พาเขามาเร็วไม่อย่างนั้นต่อให้เป็นฮัวโต๋มาเองก็ไม่อาจรับรองว่าจะรักษาชีวิตเขาเอาไว้ได้หรือไม่” หมอวัยกลางคนพูดขึ้นหลังจากลงมือตรวจ

ตู้เหวินกังมองสภาพเสื้อผ้าของคนป่วยสลับกับใบหน้าทั้งสามของญาติคนไข้ก่อนจะเอ่ยปากอย่างเห็นใจ

“ในหีบนั้นมีเสื้อผ้าแห้งอยู่ เด็กน้อยรีบไปนำมาเปลี่ยนให้กับน้องของเธอเถอะหากปล่อยให้ตัวเปียกอยู่แบบนี้เขาจะยิ่งแย่ ส่วนสหายตามฉันมาหล่อนจะได้รีบไปก่อไฟต้มยา” ชายวัยกลางคนสั่งเสี่ยวเฉาก่อนหันหน้าไปบอกคนเป็นแม่ที่กำลังนั่งน้ำตาไหลอาบร่องแก้ม

“ค่ะ”

ส่วนเด็กหญิงผู้มีวัยเดียวกับคนที่นอนอยู่เจ้าตัวจึงได้นำมือของคนเป็นพี่ขึ้นมาเป่าเพื่อหวังว่าจะทำให้พี่ชายคนรองอบอุ่น

“น้องเล็ก หลบพี่สาวก่อน”

คนตัวเล็กรีบทำตามอย่างเชื่อฟัง เสี่ยวเฉาได้นำผ้าแห้งผืนหนึ่งเช็ดตามใบหน้าและลำตัวให้น้องชายก่อนที่จะรีบสวมเสื้อผ้าใหม่เข้าไปอย่างรวดเร็วและจากนั้นเธอจึงได้นำผ้าห่มมาคลุมตัวให้เขาอีกชั้น

เมื่อตู้เหวินกังเดินกลับเข้ามาอีกครั้งชายวัยกลางคนจึงได้ถามขึ้นกับเสี่ยวเฉาด้วยความอยากรู้

“พวกเจ้ามาจากไหน”

“หมู่บ้านอวี๋ถงค่ะ” ในความทรงจำของร่างเดิมระบุเอาไว้เช่นนี้ดังนั้นเสี่ยวเฉาจึงได้ตอบออกไปในทันที

ผู้ฟังเมื่อได้ยินสำเนียงของเด็กหญิงอย่างชัดเจนเจ้าตัวจึงได้ย้อนถามอย่างสงสัย

“พวกเจ้ามาจากทางเหนืออย่างนั้นเหรอ” เมื่อคนเป็นหมอพูดออกมาแบบนี้แผ่นหลังของเสี่ยวเฉาพลันแน่นขึ้น

ยังไม่ทันที่เด็กหญิงจะอ้าปากปฏิเสธตู้เหวินกังคล้ายรู้ถึงความกังวลใจของหล่อนดังนั้นเขาจึงได้เอ่ยตัดบทออกมาแทน

“ตอนนี้มีผู้คนอพยพมาทางนี้มากเจ้าไม่ต้องตกใจไปหรอกเรื่องของสงครามไม่มีใครอยากให้เกิดเพราะมีแต่ความสูญเสียข้าเองก็มาจากที่แห่งนั้นเช่นกัน”

เมื่อได้ยินคำตอบจากปากหมอผู้นี้แผ่นหลังของเสี่ยวเฉาจึงได้ผ่อนคลายลงแต่หล่อนก็ยังไม่ทิ้งความหวาดระแวง

เสียงกุกกักจากด้านนอกดังขึ้นก่อนตามมาด้วยเสียงพูดของหญิงสาวผู้ที่เดินออกไปต้มยา “ท่านหมอข้าเข้าไปนะคะ”

“เข้ามาเถอะ”

“สหายค่อย ๆ ป้อนยารอให้เขากลืนก่อน จากนั้นจึงค่อยป้อนใหม่ไม่ต้องรีบนะทำช้า ๆ ให้แน่ใจว่าลูกของสหายนั้นได้ดื่มยาเข้าไป หากมีเรื่องอะไรก็ค่อยไปเรียก ห้องของข้าอยู่ห้องถัดไป ส่วนห้องนี้พวกเจ้าแม่ลูกก็ใช้เป็นที่พักผ่อนเถอะ ผ้าห่มกับที่นอนก็อยู่ในหีบใบนั้น” หลังหมอวัยกลางคนสั่งความเรียบร้อยเจ้าตัวจึงได้ลุกขึ้นและเดินออกไป

“ขอบคุณท่านหมอ” สามแม่ลูกต่างก้มหัวให้ชายวัยกลางคนพร้อมกัน

“แม่ ฉันจะป้อนยาให้น้องเอง แม่กับน้องเล็กนอนเถอะ” เสี่ยวเฉาไม่พูดเปล่าเธอยังยื่นมือไปรับถ้วยยามาจากมือมารดาด้วย “แม่ป้อนเองดีกว่าลูกเพิ่งได้รับบาดเจ็บควรนอนให้มาก”

“ก็ได้ค่ะ แต่หากแม่รู้สึกไม่ไหวก็ต้องนอนนะคะ”

“แม่รู้ ลูกรีบไปนอนเถอะ”

ด้วยความอ่อนเพลียประจวบกับเจ้าของร่างเดิมอ่อนแอมากเกินไปดังนั้นเมื่อหัวถึงหมอนลมหายใจของเสี่ยวเฉาก็เริ่มสม่ำเสมอ เด็กหญิงหลับสนิทข้างกับน้องชายโดยมีน้องสาวคนเล็กนอนอยู่ตรงข้ามกัน

จนกระทั่งเสียงกัมปนาทดังกึกก้องทั่วทั้งผืนฟ้าทำให้เด็กหญิงตัวเล็กสะดุ้งตกใจตื่นจนส่งเสียงร้องไห้จ้า

เป็นเหตุให้คนเป็นแม่ผู้ซึ่งผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียรีบคลานเข้าไปหาเธอพลางโอบกอดหล่อนพร้อมกับร้องเพลงกล่อม

ทางด้านเสี่ยวเฉาแม้ว่าเธอจะตกใจจนสะดุ้งตื่นเช่นกันทว่าหลังจากปรับสภาพดวงตาเรียบร้อยเด็กหญิงจึงได้ลุกขึ้นนั่งก่อนยกมืออังหน้าผากของน้องชายตัวน้อย

แย่แล้ว เขาไข้ขึ้น หากปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ดีแน่ เจ้าตัวคิดอย่างร้อนรน

ท่ามกลางแสงสลัวของแสงจันทร์เด็กหญิงมองเห็นว่ามารดากำลังปลอบน้องสาวผู้กำลังขวัญเสียโดยที่ไม่ได้สนใจทางตน เอาวะ ลองเสี่ยงดูสักตั้ง

ไวเท่าความคิดเจ้าตัวจึงได้เรียกน้ำออกมาหนึ่งขวด กะละมังใบเล็ก ผ้าเช็ดตัวผืนพอเหมาะกับการเช็ดตัวสามผืน ยาลดไข้ชนิดน้ำสำหรับเด็กตามด้วยไซลิ้งค์

เธออาศัยแสงจันทร์เพียงเล็กน้อยลงมือทำทุกอย่างโดยที่มารดานั้นไม่ทันได้สังเกตเพราะเธอมัวแต่กล่อมลูกสาวคนเล็กนอน

อันดับแรกเสี่ยวเฉาได้นำยาแก้ไข้ใส่ไซลิ้งค์ก่อนเพื่อจะได้ป้อนยาให้น้องได้ง่ายขึ้น หลังจากป้อนยาเสร็จเจ้าตัวก็นำผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้เขา เวลาผ่านไปไม่นานเธอก็ได้ยินเสียงกรนไม่ดังไม่เบา

สองตาจึงได้มองไปทางแม่กับน้องสาวคนเล็ก พวกเขานั่งสัปหงกโงนซ้ายเอนขวาจนเสี่ยวเฉากลัวจะเกิดอันตรายกับคนทั้งคู่ แม้ว่าแม่เจ้าของร่างนี้จะเจ้าน้ำตาไปสักหน่อยแต่เธอก็รักลูกของตนเป็นอย่างมาก เอาละในเมื่อยายบอกว่าฉันมีประโยชน์ต่อพวกเขาดังนั้นครอบครัวนี้ฉันจะดูแลเองก็แล้วกัน เธอคิดก่อนที่จะเรียกปรอทออกมาเพื่อวัดไข้ของน้องชาย

เมื่อเห็นว่าไข้ของเขาลดลงแล้วความสบายใจก็เข้าแทนที่เสี่ยวเฉาจึงได้เอนกายลงนอน

แสงอรุณแรกเริ่มในชาติภพใหม่ของเธอมาเยือนเปลือกตาของเด็กหญิงผู้เป็นพี่ใหญ่ของน้องทั้งสองจึงได้เปิดขึ้น

อย่างแรกที่เธอทำหลังจากลืมตาก็คือมองหาแม่กับน้องสาวเมื่อไม่เห็นพวกเธอรวมถึงที่นอนเด็กหญิงก็ตกใจจึงได้ลุกขึ้นนั่ง “พี่ใหญ่” น้ำเสียงแหบแห้งส่งเสียงเรียก

“น้องรองฟื้นแล้วเหรอ” เด็กสาวรีบคลานเข่าเข้าไปดูเขาทันที หล่อนยกมือขึ้นวัดอุณหภูมิบนหน้าผากของน้องและเมื่อพบว่ามันไม่ร้อนจัดเหมือนเมื่อคืนเธอจึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“ไม่มีไข้แล้ว” เธอพูดด้วยรอยยิ้ม

“พี่ใหญ่ที่นี่ที่ไหน”

“บ้านหมอ เมื่อคืนน้องอาการไม่ดีพี่กับแม่ก็เลยพามารักษา” คำตอบของพี่สาวทำให้คนฟังใบหน้าแปรเปลี่ยน

“พี่ใหญ่ผมหายดีแล้วพวกเรารีบกลับบ้านกันเถอะ” มู่มู่ตัวน้อยพูดขึ้นด้วยความร้อนใจ

“ยังกลับไม่ได้” คนพูดคือหมอวัยกลางคนนั่นเอง

“ท่านลุงหมอแต่ผมหายแล้ว” เด็กน้อยแย้ง

“เจ้าเป็นหมอหรือว่าข้าเป็นหมอ”

คนตัวเล็กเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นไม่อาจปฏิเสธได้ “แต่พวกเราไม่มีเงินค่ายา” ตอนนี้เสี่ยวเฉารู้แล้วว่าน้องชายกำลังกังวลเรื่องอะไร

“ใครบอกว่าเราไม่มี” คนเป็นน้องเงยหน้าไปสบตากับพี่สาวด้วยสายตาแห่งคำถาม

“น้องรองวางใจ พี่คนนี้มีเงินจ่ายค่ายาจริง ๆ” เด็กหญิงยืนยันเสียงหนักเช่นเดียวกับแววตาและท่าทางของตน

แม้ว่าสายตาของน้องชายจะมีความกังขา ทว่าเขาก็ไม่ได้คิดเปิดโปงคนเป็นพี่เพราะเท่าที่จำได้เงินกับทองที่แม่ได้นำออกมาจากบ้านนั้นได้ถูกใช้ในระหว่างทางเป็นจำนวนมากเพื่อที่จะพาพวกเขาหลบหนี

“ในเมื่อได้ยินแล้วก็เชื่อฟัง รักษาตัวให้ดีเมื่อใดที่เจ้าหายข้าจะปล่อยให้เจ้าได้กลับบ้าน”

คนตัวเล็กทำเพียงพยักหน้าลงอย่างเชื่อฟัง “เจ้าออกไปกินข้าวต้มในครัวเถอะแล้วยกมาให้เด็กคนนี้ด้วย”

“ค่ะ ท่านลุงหมอ”

ในระหว่างที่เสี่ยวเฉากำลังเดินไปทางโรงครัวเธอก็เผลอยกมือคลำบริเวณหน้าผาก

ไม่เจ็บแล้ว ทำไมล่ะ เมื่อวานยังเจ็บมากอยู่เลย เธอคิดก่อนที่จะลองเรียกกระจกพกใบเล็กออกมา

“เฮ้ย!! หัวเท่าลูกมะกรูดทำไมตอนนี้ถึงไม่มีแล้วล่ะ” เด็กหญิงตกใจจนร้องเสียงหลง

“เสี่ยวหนิง ลูกเป็นอะไร” นางฟู่เมื่อได้ยินเสียงของลูกสาวคนโตเจ้าตัวจึงได้เดินออกมาดู

“มะ...ไม่มีอะไรค่ะ” เด็กหญิงปฏิเสธโดยซ่อนกระจกเอาไว้ด้านหลังก่อนจะนึกคำว่าเก็บ กระจกบานน้อยจึงหายไป

“เสี่ยวหนิง เหมือนแม่จะจำได้ว่าหน้าผากของลูก..” นางฟู่พูดได้แค่นั้นก็ถูกลูกสาวเอ่ยตัดบท “แม่ ฉันหิวแล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นก็เข้ามากินข้าวต้มเถอะ ท่านหมอตู้ใจดีมีเมตตาต่อพวกเรายิ่งนัก” คนเป็นแม่พูดไปด้วยน้ำตาคลอหน่วย

โดยมีลูกสาวทั้งสองนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งเสี่ยวเฉากลืนข้าวต้มคำสุดท้าย

“แม่ ฉันกินหมดแล้วและฉันขอออกไปข้างนอกนะคะ เผื่อว่าจะมีคนจ้างงานเก็บกวาดเพราะพายุลูกเห็บเพิ่งผ่านไปดังนั้นความเสียหายน่าจะมีไม่น้อย”

“ไม่ได้!! ลูกเป็นหญิงจะไปตะลอนรับจ้างได้ยังไงให้แม่ออกไปเองเถอะ” นางฟู่ผู้เคยเป็นอดีตคุณหนูตระกูลใหญ่ปฏิเสธเสียงดัง

“แม่คะ ช่วงเวลานี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วแม่ก็รู้ว่ายุคสมัยผลัดเปลี่ยนวัฒนธรรมหลายอย่างก็ต้องเปลี่ยนตาม หากเรามัวแต่อยู่เฉยคงได้อดตายแน่ อีกอย่างฉันเองก็นับว่ายังเด็ก” เสี่ยวเฉาในร่างของเฉียนหนิงพยายามเกลี้ยกล่อมคนเป็นแม่อย่างใจเย็น

นางฟู่น้ำตารื้นขึ้นอีกครั้ง “ลูกสาวของแม่เติบโตแล้วสินะ” นางพูดพลางยกมือวางลงบนศีรษะของบุตร

“แม่เคยได้ยินไหมคะว่าเมื่อคนเราเผชิญโชคชะตาอันโหดร้ายคนผู้นั้นย่อมสามารถเติบโตได้ภายในชั่วข้ามคืน”

“จ้ะ หากพ่อของลูกมาได้ยินแบบนี้เขาจะต้องภูมิใจในตัวลูกมาก ตั้งแต่เล็กมาเขาเฝ้าดูแลเลี้ยงและอบรมลูกมาอย่างดีแม้กระทั่งเรื่องคัดตัวอักษรหรือท่องตำรา” หญิงสาวเหม่อมองออกไปทางหน้าต่างเบื้องหน้ายามนึกถึงคนเป็นสามี

“แม่คะ ฉันเชื่อว่าพ่อจะต้องยังมีชีวิตอยู่ ไม่แน่ว่าเขาเองก็อาจจะกำลังตามหาพวกเราอยู่เหมือนกัน”

“แม่เองก็คิดอย่างนั้น ลูกช่วยดูเถาเถาก่อนนะ แม่จะตักข้าวต้มไปป้อนเสี่ยวมู่” นางฟู่ตัดบทด้วยไม่อยากทำให้ลูกทั้งสองต้องทุกข์ใจ

หลังช่วยแม่ล้างถ้วยเรียบร้อยเสี่ยวเฉาก็เดินออกมาจากบ้านของท่านหมอผู้ใจดี เด็กสาวเดินห่อตัวแน่นไปตามท้องถนนที่ยังคงมีเศษซากของความเสียหายรวมถึงก้อนลูกเห็บให้ได้เห็น

จนกระทั่งสายตามองเห็นแผ่นป้ายเขียนขึ้นด้วยลายมืออันหนักแน่นแฝงเอาไว้ด้วยความดุดัน เป่าเฉียน

‘ที่นี่น่าจะเป็นร้านแลกเงิน หวังว่าเครื่องประดับที่เรามีพอจะเปลี่ยนเป็นเงินได้นะ’ เจ้าตัวพึมพำก่อนที่จะเรียกแหวนหยกวงหนึ่งออกมา แหวนวงนี้เธอได้มาจากการไปท่องเที่ยวและตอนนั้นเกิดนึกสนุกจึงได้เสี่ยงดวงด้วยการเล่นพนันหิน แหวนหยกวงนี้ก็มาจากส่วนหนึ่งของการเสี่ยงโชคในครั้งนั้น

“ไปซะ ที่นี่ไม่มีเงินให้พวกขอทาน” คนเฝ้าประตูโบกมือไล่เสี่ยวเฉาก่อนอ้าปากหาว

“ฉันไม่ใช่ขอทาน” เธอสวนกลับ

“สภาพอย่างแกนี่นะไม่ใช่ รีบไปเถอะ” ชายคนนั้นปิดเปลือกตาลงอย่างรำคาญ

เสี่ยวเฉารู้สึกหงุดหงิดจึงได้ร้องตะโกนขึ้นเสียงดัง “เจ้าข้าเอ๋ย โรงแลกเงินแห่งนี้ไม่มีคุณธรรม” เสียงของเด็กหญิงไม่เบาเลยจึงทำให้ผู้ดูแลสถานที่วิ่งหน้าตาตื่นออกมาดู

“สหายน้อย เจ้ากล่าวหาใคร”

“ท่าน” เสี่ยวเฉาชี้นิ้วมาทางคนถาม

“ข้า เพราะเหตุใด” ชายวัยชราเคราขาวชี้นิ้วย้อนเข้าหาตัวเองสีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง

เสี่ยวเฉาจึงได้ยกมือกอดอกพลางพยักหน้า “จากที่ข้าดู ท่านปู่เป็นคนมีสง่าดังนั้นฉันจึงคิดว่าท่านน่าจะเป็นนายของเขาใช่หรือไม่”

ชายชราพยักหน้าเป็นการยอมรับแทนคำพูด “ถ้าอย่างนั้นการที่ฉันพูดว่าที่นี่ไร้คุณธรรมก็ถูกต้องแล้ว” เด็กหญิงกอดอกเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี

“ข้าเป็นนายแล้วเกี่ยวอะไรกับเขา” ชายชรายังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก

“ก็เพราะว่าเขาไล่ฉันอย่างไรล่ะ” คำพูดของเด็กหญิงทำให้คนเฝ้าประตูเริ่มยืนไม่ติด เหงื่อผุดพรายตามหน้าผากด้วยความกลัว “เจ้าไล่หล่อนทำไม” ชายชราถามเสียงดัง

“เพราะ....เพราะ” เขาพูดติดอ่าง

“ฉันบอกเอง เขาบอกว่าฉันเป็นขอทาน”

“จะ..เจ้า ข้าเคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าอย่าตัดสินคนจากภายนอกเหตุใดถึงไม่เชื่อ ในเมื่อเจ้าไม่เชื่อฟังดังนั้นก็รีบไปรับเงินจากหลงจู๊แล้วก็รีบไปจากที่นี่ซะ”

“เดี๋ยวก่อนท่านปู่” เสี่ยวเฉาไม่อยากคิดสร้างศัตรูเธอจึงได้ส่งเสียงห้ามออกไปก่อนที่หล่อนจะพูดต่อ

ซึ่งเพราะคำพูดนี้จึงทำให้ชายคนนั้นในเวลาต่อมาไม่ว่าเจอเสี่ยวเฉาที่ไหนเขาจึงนอบน้อมต่อเธอเป็นพิเศษ ทั้งนี้เป็นเพราะยุคนี้ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่างานหายากนั่นเอง

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 90

    แม้ว่าหลี่ลู่เหอจะรอดพ้นจากปากนรกมาได้ทว่ามั่วเฉิงกับเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้โชคดีอย่างเขา ดวงตาของชายหนุ่มแดงก่ำภายใต้ร่มคันสีดำที่เสี่ยวหนิงเป็นผู้ยืนกางให้เนื่องจากแขนของเจ้าตัวมีเชือกห้อยเฝือกคล้องไว้ที่คอ “มั่วเฉิง นายเป็นวีรบุรุษของพวกเราฉันขอให้นายนอนหลับให้สบาย ส่วนเรื่อ

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 89

    “พ่อคะ พาหนูไปหาเขา ได้โปรด” เธอวิงวอนร้องขออย่างน่าสงสารจนหยางเฉียนหมิงไม่อาจปล่อยผ่าน “ได้ พ่อจะพาลูกไปเอง” เขาตอบรับเสียงหนัก รถจิ๊ปสีเขียวของกองทัพพาสองพ่อลูกหยางเดินทางเข้ามาถึงค่ายแห่งหนึ่งหลังจากสองพ่อลูกนั่งรถไฟผ่านหลายสถานีกว่าจะมาถึงตัวมณฑลแห่งนี้ “ที่นี

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 88

    เสียงล้อรถดังเอี๊ยดอ๊าดขับไล่กวดกันไปมาอย่างเอาเป็นเอาตายตามท้องถนนในตรอกซอกซอยทำให้ผู้คนที่กำลังสัญจรพากันอกสั่นขวัญแขวน เปรี้ยง! รถคันที่ถูกยิงส่ายไปมาเนื่องจากยางแตก “บ้าเอ้ย! สหายหลี่เมื่อถึงบริเวณโรงงานร้างด้านหน้าคุณรีบพาเสี่ยวหมี่ไปหาที่รับส่งข่าว ส่วนผมจะเป็นตัวล่อให้

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 87

    “พี่ใหญ่!! เกิดเรื่องกับพี่เขยแล้วครับ” ซีห่าวตะโกนขึ้นเสียงดังพลางชูกระดาษหนังสือพิมพ์ที่พาดหัวเกี่ยวกับคนที่ตนเพิ่งกล่าวถึงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา เสี่ยวหนิงรับหนังสือพิมพ์จากมือน้องชายก่อนกวาดตาอ่านเนื้อหาในนั้นอย่างรวดเร็วใบหน้าของหล่อนซีดเผือด ในขณะที่เธอกำลังช่วยคนกำลังลำบ

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 86

    “พี่ล้อเล่นน่ะ ว่าแต่น้องหยิกพี่ทำไม” หลี่ลู่เหอยกมือของเธอขึ้นมาลูบไล้แผ่วเบาพร้อมกันนั้นสายตาของเขาก็แสดงความรักที่มีต่อหญิงสาวอย่างไม่ปิดบัง ยังไม่ทันที่เสี่ยวหนิงจะตอบโต้หล่อนก็ถูกภาพเบื้องหน้าสะกดสายตาเอาไว้ “สวยจัง” ปากสีแดงสวยขยับขึ้นลง ดวงตาของเธอเปล่งประกายคล้ายมีแสง

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 85

    สายลมหนาวพัดโชยท่ามกลางป่าเขาที่ต้นไม้ยืนต้นตายแห้งเหี่ยวเนื่องจากสภาพอากาศอันเลวร้ายที่มองไปทางไหนก็เห็นเพียงสีขาวโพลนของหิมะที่ทอดยาว ครอบครัวเสือทั้งสี่ตัวที่บัดนี้ได้คืนร่างเดิมเป็นการชั่วคราวได้แยกย้ายกันวิ่งสำรวจป่าแห่งนี้ราวกับเป็นบ้านของตน โดยหญิงสาวผู้อยู่ในชุดเสื้อโ

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status