Compartir

บทที่ 4

“เสี่ยวหนิง เจ้าพอใจเงินจำนวนนี้หรือไม่ ว่ากันตามความเป็นจริงนะ ยุคนี้ใคร ๆ ต่างก็ต้องรัดเข็มขัด บางคนบางครอบครัวต่างต้องกินดินแทะรากไม้เพราะความอดยากจากสงคราม

จะมีใครมาสนใจเรื่องเครื่องประดับกัน สหายน้อยเจ้าเห็นด้วยหรือไม่ แล้วอีกอย่างแม้หยกของสหายจะเป็นของดีแต่ทว่ามันกลับไม่ใช่ของเก่าเงินจึงได้ไม่มากนัก”

เสี่ยวเฉามองชายชราตรงหน้าด้วยความเข้าใจแต่ใครจะคิดว่าแหวนหยกหนึ่งวงจากหยกหายากในยุคปัจจุบันที่มีราคาแพงลิ่วจะนำมาแลกเงินได้แค่ห้าหยวน

เฮ้อ! เอาเถอะได้แค่นี้ก็มากพอแล้ว ห้าหยวนสำหรับยุคนี้บางครอบครัวต้องอดออมถึงหลายปีทีเดียว เจ้าตัวคิดพลางทอดถอนใจ

“ขอบคุณท่านปู่ผู้ดูแลมากค่ะ เสี่ยวหนิงขอลาก่อน” เด็กหญิงผู้ถักผมเปียสองข้างสวมเสื้อบุนวมสีหม่นค้อมตัว

ในขณะที่เธอเดินไปตามท้องถนนภายในหัวก็คิดหาข้ออ้างในการนำอาหารไปฝากคนในครอบครัวรวมถึงหมอตู้ผู้มีเมตตา โดยที่เสี่ยวเฉาเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลคล้ายกับว่ามีสิ่งอันตรายคืบคลานเข้ามาใกล้

“ใคร?” ฟุบ! ความมืดเข้าจู่โจมหล่อนอย่างกะทันหันโดยไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัว

“ลูกพี่ เด็กคนนี้หน้าตาดีทีเดียวอย่างนี้คงขายได้เงินมากเป็นแน่ฮิฮิ” เสียงหัวเราะแหลมสูงทำให้เสี่ยวเฉาที่กระเด้งกระดอนไปบ่นบ่าของมันรู้สึกปวดหู

ไอ้บ้า พวกนี้กล้าจับเจ๊ใส่กระสอบ พวกมันช่างไม่กลัวตายเสียจริง ๆ เจ้าหล่อนคิดก่อนที่จะเรียกมีดเล่มบางออกมาเพื่อกรีดกระสอบดูว่าคนพวกนี้พาตนไปทางไหน

ในระหว่างนี้เธอก็เปิดประสาทสัมผัสของตนออกทั้งหมดเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมอีกด้วย

มีเสียงหวูดของเรือ พวกมันคิดจะพาเราหนีไปทางเรืออย่างนั้นเหรอ ไม่สิเมื่อกี้อีกคนหนึ่งบอกว่าอยากได้เหยื่อเพิ่มอีกสักสองสามคน ถ้าอย่างนั้นพวกมันอาจจะนำตัวเราไปซ่อนเอาไว้ก่อน เสี่ยวเฉาครุ่นคิดโดยที่สายตามองเห็นแต่พื้นดินอันเฉอะแฉะกับจมูกได้กลิ่นคาวคละคลุ้งลอยมาตามลม

ที่นี่น่าจะเป็นทะเล แต่คือที่ไหนกันล่ะ เจ้าตัวตั้งข้อสังเกต

พวกมันพาตัวของเสี่ยวเฉาเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวากระโดดลงเรือเดินผ่านมาหลายลำจนในที่สุดพวกมันทั้งคู่จึงได้หยุดฝีเท้าลง

“ลูกพี่” ชายผู้มีหน้าที่เฝ้าเรือลำนี้ทักหนึ่งในสอง “อืม ไม่มีเหตุกาณ์อะไรใช่ไหม” ผู้พูดกวาดตามองโดยรอบเพื่อจับสังเกตรอบ ๆ ตัวอย่างหวาดระแวง

“จะมีอะไรได้ พี่ก็รู้เด็กที่เราจับมาหากไม่เป็นพวกขอทานก็เป็นคนต่างถิ่น อีกอย่างตอนนี้ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายไม่มีใครมาสนใจใครหรอก” ชายคนนั้นพูดไปพลางเหยียดแขนบิดขี้เกียจ

“ไม่มีก็ดีแต่แกก็อย่าประมาท วันนี้ข้าเห็นพวกทหารหลายคนเริ่มเดินตรวจตราอยู่ไม่น้อย รีบเปิดประตูเถอะข้าจะเอาเด็กใหม่ลงไปซ่อน” ชายคนเดิมติงก่อนที่จะสั่งชายผู้มีหน้าที่เฝ้าเรือ

เสียงเปิดประตูลับที่ถูกซ่อนเอาไว้ตรงพื้นเรือเปิดออกเสี่ยวเฉาไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดนอกจากความมืดแต่ฉับพลันสิ่งที่เธอไม่คาคคิดก็เกิดขึ้น

เมื่อจู่ ๆ เธอก็สามารถมองเห็นภาพได้ชัดเจนราวกับกลางวันโดยที่เจ้าตัวไม่ได้รู้เลยว่าในตอนนี้ดวงตาของตนได้กลายเป็นสีเขียวสว่างเรืองรอง

“เฮ้ย!” เจ้าตัวเผลอร้องอุทานด้วยความตกใจจึงรีบเอามือปิดปากของตนทันที “ลูกพี่เหมือนผมได้ยินเสียงร้อง”

“แกคิดมากเกินไปแล้วอาจจะเป็นเสียงของเครื่องจักรก็ได้รีบเอานังเด็กคนนี้ไปรวมกับเด็กพวกนั้นเถอะ จากนั้นจะได้รีบออกไปเหม็นชะมัด”

ชายสองคนอาศัยแสงตะเกียงเพียงเล็กน้อยก้าวเท้าตามความเคยชิน หลังจากลงบันไดมาได้คนทั้งคู่ก็ช่วยกันยกกระสอบใส่ร่างของเสี่ยวเฉาวางลง

“มัดมือเท้ามันด้วยเอาให้แน่นหนานะ” คนเป็นลูกพี่สั่ง

เสี่ยวเฉาแสร้งปิดเปลือกตากระทั่งเมื่อหูได้ยินว่าเสียงฝีเท้าของพวกมันเดินห่างออกไปไกลเธอจึงได้เริ่มสำรวจรอบด้าน

‘ไอ้เลวพวกนี้จะชั่วเกินไปแล้ว’ เด็กหญิงสบถเมื่อเธอพบว่ามีเด็กที่ถูกจับมาจำนวนหลายคนนั่งบ้างนอนคุดคู้อยู่กับพื้นบ้างด้วยสภาพถูดมัดราวบ๊ะจ่าง

“พี่สาว” เสียงเล็ก ๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้เสี่ยวเฉาหลุดจากภวังค์ในขณะที่เธอกำลังแกะเชือกบริเวณข้อมือ

“หืม? หนูเห็นฉันเหรอ” เจ้าตัวถามด้วยความประหลาดใจเพราะในที่แห่งนี้มืดมาก

“ใช่ พี่สาวมีตาสีเขียวสวยมากเลยหนูก็เลยเห็น” เด็กหญิงตัวน้อยตอบเสียงแผ่วก่อนจะตามมาด้วยเสียงไออย่างทรมาน

“ตาสีเขียว” เสี่ยวเฉาไม่มีเวลาให้ครุ่นคิดนานนักเมื่อเธอได้ยินเสียงไอของเด็กคนนั้น

“เด็กน้อย หนูไม่สบายเหรออดทนเอาไว้นะ พี่สาวให้สัญญาว่าจะช่วยทุกคนออกไปให้ได้” คำพูดของเด็กหญิงเริ่มทำให้เด็กน้อยหลายคนมีความหวัง

เสี่ยวเฉาเริ่มปวดหัวเพราะตอนนี้เด็กแต่ละคนเริ่มส่งเสียงดังหากเป็นเช่นนี้เกรงว่าโจรด้านบนจะต้องได้ยินเป็นแน่

“ชู่ว์!! พวกหนูเงียบ ๆ กันก่อน หากเป็นอย่างนี้พวกเราจะหนีไปไม่ได้นะ” ดูเหมือนว่าคำพูดของหล่อนจะได้ผลจนเจ้าตัวยังรู้สึกประหลาดใจ เพราะเด็กทั้งหญิงชายพากันกลั้นเสียงของตนเอาไว้อย่างเชื่อฟัง

“ดีมาก เอาละพี่จะเริ่มแก้เชือกให้ทีละคนนะ จากนั้นให้นั่งหรือนอนกันอยู่นิ่ง ๆ ยามเมื่อมีคนเข้ามาเข้าใจไหม” เด็กทั้งหลายพยักหน้าทำให้เสี่ยวเฉารู้สึกโล่งใจ

ก่อนที่เธอจะเริ่มตัดเชือกออกจากเท้าและมือของเด็กผู้มีอายุน้อยกว่าทีละคน

“พวกหนูหิวกันไหม”

เด็กทุกคนพยักหน้ารับซึ่งเฉี่ยวเฉาไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนถูกจับมานานแค่ไหน ดังนั้นจึงตั้งใจจะเอาอาหารอ่อน ๆ ย่อยง่ายออกมาให้พวกเขากินแต่การจะทำเช่นนี้ได้ภายในห้องที่มืดสนิทแห่งนี้คงต้องมีแสงมากพอ

“หากพี่สาวทำอะไรพวกหนูห้ามถามห้ามตกใจตกลงไหม” น้ำเสียงของเสี่ยวเฉาฟังดูจริงจัง

และเมื่อเด็ก ๆ ตอบรับเป็นอย่างดีเจ้าตัวจึงได้เรียกไฟฉายออกมา ซึ่งการกระทำของเธอทำให้เด็กผู้อายุน้อยทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกใจกระนั้นพวกเขาก็ไม่ส่งเสียง

“พี่สาวเป็นเทพธิดาเหรอ” เด็กหญิงคนหนึ่งถามขึ้นอย่างเลื่อมใส

“คิดว่ายังงั้นก็ได้นะ เอาละตอนนี้ก็รีบมากินโจ๊กกันก่อนหากออกไปได้เมื่อไหร่พี่สาวจะเลี้ยงอาหารดี ๆ”

เด็กทั้งหมดที่ถูกจับมามีหกคนไม่รวมเสี่ยวเฉา อายุมากที่สุดคือสิบขวบ เด็กคนนี้ก็คือเด็กหญิงที่พูดกับเสี่ยวเฉาเป็นคนแรกนั่นเองและยังมีเด็กชายอยู่อีกคน

“พวกเจ้าค่อย ๆ กินไม่ต้องรีบพี่สาวจะคอยดูต้นทางให้” เสี่ยวเฉาค่อย ๆ คลานเข่าอย่างเงียบเชียบหูก็คอยฟังความเคลื่อนไหวของคนด้านบน

ในตอนนี้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่มีใครทราบได้ ยกเว้นคนที่อยู่ด้านนอกโดยเฉพาะแม่ของเด็กหญิงที่กำลังเป็นห่วงลูกสาวคนโต

“สหายฟู่มาเดินวนไปวนมาหน้าประตูเพราะอะไร” ชายวัยกลางคนผู้เป็นเจ้าของเรือนถามอย่างสงสัยหลังสังเกตอยู่พักใหญ่ยามเห็นนางฟู่เดินไปเดินมาด้วยท่าทางร้อนใจ

“ท่านหมอ เสี่ยวหนิงลูกสาวของฉันยังไม่กลับมาเลย” น้ำตาของคนเป็นแม่ไหลอาบแก้มด้วยความเป็นห่วงบุตร

“หล่อนไปไหน” หมอวัยกลางคนถามขึ้นอย่างตกใจเนื่องจากช่วงนี้ยังคงอยู่ในความวุ่นวายแม้ว่าสงครามจะเริ่มยุติกระนั้นจำนวนผู้คนอพยพหรือย้ายถิ่นเข้ามาก็มีมาก ไม่แน่ว่าเด็กคนนั้นอาจจะประสบเคราะห์กรรมอย่างเช่นหลานชายของเขา

“เธอบอกว่าจะไปรับจ้าง” นางฟู่ตอบตามตรง

“รับจ้าง สหายไม่รู้หรือว่าตอนนี้สภาพบ้านเมืองเป็น แบบไหนทุกหนแห่งมีแต่ความวุ่นวายโจรผู้ร้ายก็เยอะ” ชายวัยกลางคนเอ็ดตะโรเสียงดัง

“ท่านหมอ ละ...แล้วฉันควรทำยังไงดีเสี่ยวหนิงหายไปตั้งนานแล้วยังไม่กลับมาเลย” นางฟู่คุกเข่าร่ำไห้แม้ว่าจะไร้เสียงแต่ท่าทางของหล่อนนั้นช่างชวนให้ผู้คนรู้สึกสงสารจับใจ

“เอาเถอะ สหายเงียบก่อนหากยังร้องอยู่แบบนี้ลูกอีกสองคนของสหายจะเป็นห่วง ข้าจะออกไปดูให้เอง” ชายวัยกลางคนพูดพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมา

“ขอบคุณท่านหมอ” นางฟู่โขกหัวไปทางเขาสามครั้ง

“พอเถอะ สหายรีบไปดูเด็ก ๆ ได้แล้ว”

หมอวัยกลางคนกระชับเสื้อคลุมของตนแน่นเดินไปได้สักพักเขาก็ยกมือขึ้นมาจ่อปากก่อนเป่าลมร้อนของตนขับไล่ความหนาวเย็น

“เห็นทีปีนี้น่าจะหนาวจัดขนาดเพิ่งเข้าสู่ฤดูหนาวยังหนาวถึงเพียงนี้” ชายวัยกลางคนพึมพำสองเท้าย่ำผ่านเศษซากความเสียหายจากลูกเห็บที่บางก้อนเริ่มละลาย

สองสายตาก็มองหาเด็กหญิงผู้มีดวงตาเฉลียวฉลาดไปตลอดทางในใจก็พลันเริ่มเกิดความกังวล

เขาตามหาเด็กหญิงตั้งแต่ช่วงบ่ายจนกระทั่งฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีจึงได้เดินกลับบ้าน

ใบหน้าห่อเหี่ยวของหมอตู้ทำให้นางฟู่ผู้นั่งรอการกลับมาของทั้งลูกสาวและหมอผู้มีบุญคุณดวงตาแดงเรื่อ

“เอาไว้หากหล่อนยังไม่กลับมาวันพรุ่งข้าจะพาสหายไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่รัฐ” เขาตอบเสียงหม่น

สาเหตุที่ชายวัยกลางคนเห็นใจครอบครัวนี้เป็นเพราะในยามนี้เขาเองก็คิดถึงหลานชายคนเดียวเป็นอย่างมากนั่นเอง ย้อนกลับไปช่วงที่เขาอพยพมาที่นี่ใหม่ ๆ ในตอนนั้นเขาได้กระเตงหอบหิ้วเอาญาติหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่มาด้วย

ทว่าในระหว่างที่ออกไปรักษาชาวบ้านในเช้าวันหนึ่งพอกลับมาถึงเรือนเขากลับไม่พบหลานชายอย่างที่ควรเป็น

เขาออกตามหาไปทุกหนทุกแห่งก็ยังไม่เจอตัว นับตั้งแต่วันนั้นผ่านมาจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลามากกว่าร่วมสัปดาห์

ยิ่งพอมาเห็นเด็กคนเมื่อคืนความคิดถึงที่มีต่อหลานชายก็ยิ่งทวีความรุนแรง ทั้งหมดทั้งมวลนี้แหละจึงทำให้เขาไม่คิดไล่สี่แม่ลูก

“แม่ พี่ใหญ่ไปไหน” เด็กหญิงตัวเล็กยกมือเช็ดน้ำตาให้มารดาถามอย่างสงสัย

“พี่ของลูกไปทำงาน เดี๋ยวเธอก็กลับมา” คนเป็นแม่พยายามกลั้นน้ำตาเอ่ยเสียงแห้งอย่างมีความหวัง

“แม่อย่าร้อง” เถาเถาเอาหัวซุกเข้าไปกลางหน้าอกของคนเป็นแม่

คนทั้งสองต่างพากันนั่งอยู่ที่ธรณีประตูอยู่เนิ่นนานด้วยสายตาแห่งการรอคอยจนกระทั่งท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้ม

“พวกเจ้าแม่ลูกเข้ามาเถอะ” หมอวัยกลางคนส่งเสียงเรียก

“ท่านหมอลูกสาวฉัน...” นางฟู่ยกมือปาดน้ำตา

“สหายเป็นแม่เหตุใดจึงขี้แยนัก สหายฟู่อย่าลืมสิว่าตัวเองยังมีลูกอีกสองคน สหายควรจะเข้มแข็งเพื่อพวกเขาสิ หากแผ่นดินไม่กลบหน้าและยังมีวาสนาข้าเชื่อว่ายังไงซะสักวันเจ้าแม่ลูกย่อมต้องได้พบกันแน่” หมอวัยกลางคนพูดซึ่งไม่รู้ว่าเจ้าตัวพูดเพื่อปลอบใจตนด้วยหรือเปล่า

บนเรือในตอนนี้หลังจากชายสองคนที่จับเสี่ยวเฉามาล่าสุดกลับมา พวกเขาก็พากันดื่มกินอย่างเอร็ดอร่อยแม้ว่าจะไม่ได้เหยื่อมาเพิ่มก็ตาม

“แกเอาข้าวเอาน้ำไปให้พวกมันหรือยัง” คนเป็นลูกพี่ถามหลังจากกระดกไหสุราร้อนผ่าวไหลลงคอ

“ยังเลยลูกพี่ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้ามา” มันพูดก่อนที่จะไปนำห่อข้าวกับไหน้ำดื่มลงไปด้านล่างด้วยท่าทางโงนเงน

“แกเอาไปอีกห่อ มีเด็กเจ็ดคนแค่นั้นจะไปพออะไร เดี๋ยวพวกมันก็ตายก่อนขายได้พอดี” คนเป็นลูกพี่โยนห่อกระดาษเคลือบไปทางมัน

“วันนี้ลูกพี่ใจดีเสียจริงทั้งเลี้ยงเหล้าพวกข้าและยังเลี้ยงข้าวพวกมันอีก” น้ำเสียงอ้อแอ้ของชายคนนั้นพูด

เสียงกุกกักจากทางประตูห้องใต้ท้องเรือดังขึ้น เสี่ยวเฉาผู้กำลังรอการมาของพวกมันตื่นตัวทันที

“ชู่ว์!!” เธอเอามือจุปากเพื่อเตือนเด็กชายหญิงทั้งหลาย

“ตื่น ๆ ข้าเอาข้าวเอาน้ำมาให้กินโว้ย” มันตะโกนขึ้นเสียงดังโดยอาศัยแสงตะเกียงจากช่องประตูด้านบนเพียงเล็กน้อย

และเมื่อเห็นเด็กทั้งหมดนอนตัวงออยู่กับพื้นมันจึงได้เดินลงมาจากบันได

ในจังหวะที่มันไม่ได้ให้ความสนใจสภาพแวดล้อมรอบตัว เสี่ยวเฉาได้ย่องมาทางด้านหลังของมัน ก่อนที่เธอจะกดแผ่นโลหะอันเย็นเยียบเข้าบริเวณลำคอของโจรผู้นี้

โชคดีนะที่มันตัวเตี้ยไม่อย่างนั้นเราคงลำบาก เจ้าตัวคิด

“หากแกแหกปากล่ะก็ หึหึ” น้ำเสียงราวปีศาจร้ายในความคิดของมันทำให้โจรคนนี้ไม่กล้าขยับสุ่มสี่สุ่มห้าเพราะมันรับรู้ได้ว่าที่คอในตอนนี้เริ่มมีของเหลวสีแดงไหลซึมออกมา
Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 90

    แม้ว่าหลี่ลู่เหอจะรอดพ้นจากปากนรกมาได้ทว่ามั่วเฉิงกับเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้โชคดีอย่างเขา ดวงตาของชายหนุ่มแดงก่ำภายใต้ร่มคันสีดำที่เสี่ยวหนิงเป็นผู้ยืนกางให้เนื่องจากแขนของเจ้าตัวมีเชือกห้อยเฝือกคล้องไว้ที่คอ “มั่วเฉิง นายเป็นวีรบุรุษของพวกเราฉันขอให้นายนอนหลับให้สบาย ส่วนเรื่อ

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 89

    “พ่อคะ พาหนูไปหาเขา ได้โปรด” เธอวิงวอนร้องขออย่างน่าสงสารจนหยางเฉียนหมิงไม่อาจปล่อยผ่าน “ได้ พ่อจะพาลูกไปเอง” เขาตอบรับเสียงหนัก รถจิ๊ปสีเขียวของกองทัพพาสองพ่อลูกหยางเดินทางเข้ามาถึงค่ายแห่งหนึ่งหลังจากสองพ่อลูกนั่งรถไฟผ่านหลายสถานีกว่าจะมาถึงตัวมณฑลแห่งนี้ “ที่นี

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 88

    เสียงล้อรถดังเอี๊ยดอ๊าดขับไล่กวดกันไปมาอย่างเอาเป็นเอาตายตามท้องถนนในตรอกซอกซอยทำให้ผู้คนที่กำลังสัญจรพากันอกสั่นขวัญแขวน เปรี้ยง! รถคันที่ถูกยิงส่ายไปมาเนื่องจากยางแตก “บ้าเอ้ย! สหายหลี่เมื่อถึงบริเวณโรงงานร้างด้านหน้าคุณรีบพาเสี่ยวหมี่ไปหาที่รับส่งข่าว ส่วนผมจะเป็นตัวล่อให้

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 87

    “พี่ใหญ่!! เกิดเรื่องกับพี่เขยแล้วครับ” ซีห่าวตะโกนขึ้นเสียงดังพลางชูกระดาษหนังสือพิมพ์ที่พาดหัวเกี่ยวกับคนที่ตนเพิ่งกล่าวถึงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา เสี่ยวหนิงรับหนังสือพิมพ์จากมือน้องชายก่อนกวาดตาอ่านเนื้อหาในนั้นอย่างรวดเร็วใบหน้าของหล่อนซีดเผือด ในขณะที่เธอกำลังช่วยคนกำลังลำบ

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 86

    “พี่ล้อเล่นน่ะ ว่าแต่น้องหยิกพี่ทำไม” หลี่ลู่เหอยกมือของเธอขึ้นมาลูบไล้แผ่วเบาพร้อมกันนั้นสายตาของเขาก็แสดงความรักที่มีต่อหญิงสาวอย่างไม่ปิดบัง ยังไม่ทันที่เสี่ยวหนิงจะตอบโต้หล่อนก็ถูกภาพเบื้องหน้าสะกดสายตาเอาไว้ “สวยจัง” ปากสีแดงสวยขยับขึ้นลง ดวงตาของเธอเปล่งประกายคล้ายมีแสง

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   บทที่ 85

    สายลมหนาวพัดโชยท่ามกลางป่าเขาที่ต้นไม้ยืนต้นตายแห้งเหี่ยวเนื่องจากสภาพอากาศอันเลวร้ายที่มองไปทางไหนก็เห็นเพียงสีขาวโพลนของหิมะที่ทอดยาว ครอบครัวเสือทั้งสี่ตัวที่บัดนี้ได้คืนร่างเดิมเป็นการชั่วคราวได้แยกย้ายกันวิ่งสำรวจป่าแห่งนี้ราวกับเป็นบ้านของตน โดยหญิงสาวผู้อยู่ในชุดเสื้อโ

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status