로그인"ไหนวะ ออกมาสิ แน่จริงก็โผล่มา" ฉันพูดขึ้น เมื่อเข้าไปในห้องนอนสีทึบ ซึ่งเขาเชื่อกันว่าในห้องนี้มี....ผี (เน้นหื่นไม่เน้นสาระ)
더 보기Sabi nila, ang pagmamahal ay kaya ka niyang iligtas sa ibang bagay, lalo na sa madilim mong pinagdadaanan. Pero wala man lang nakapagsabi na pili-piling tao lang pala nangyayari 'yan.
Gabing gabi na pero nandito pa rin ako sa loob ng kotse, nakatanaw sa ilaw ng syudad habang dala-dala ang kabigatan ng dibdib. Hindi ko alam kung paano ako makausad. Parang gusto ko na lang itigil ang oras at manatili lang rito. Ang sakit, sakit. Tuwing naiisip ko ang huling naging litanya ni Jared, parang pinipiga ang puso ko. “Liana, please. Let’s talk about this,” pakiusap niya habang nakatayo kami sa tabi ng kotse niya. Hindi magkamayaw sa paghulog ang parehong mga luha namin. Kailangan kong maging matatag sa harap niya. Laking pasalamat ko na tila sumasang-ayon sa akin ang panahon. Humahalo sa luha ko ang tubig ng ulan, dahilan upang hindi mapansin ni Jared ang kanina pa rumaragasa kong luha. I looked at him one last time. He was the man I once thought I’d build a life with. Sadyang malupit sa amin ang tadhana. I can't be with him... Not now, not anytime soon. Paano ko ipaglalaban ang isang bagay kung ngayon pa lang ay mahirap nang ipaglaban? “Wala na tayong dapat pag-usapan,” mahina kong sabi, pilit pinatatag ang boses. “It’s over.” Tinalikuran ko na siya at hindi na nilingon pa. I love him... I really do. Kailangan ko lang makipaghiwalay sa kaniya dahil iyon ang kailangan. My love for him won’t pay debts. It won’t save my father’s company. It won’t stop everything from collapsing. Dumiretso na ako sa restawran katulad ng napagkasunduan. Tila nadagdagan ang panlalamig ko nang bumungad sa akin ang malamig niyang titig... si Damian Cruz. He is the well-known youngest billionaire in the country. Tumayo ako sa harap niya at matapang na sinuklian ang malamig niyang mga tingin. “Break up with your boyfriend and be my wife for five years,” he said in a baritone. “Or else—” “Tapos na,” malamig kong putol sa kanya. “Nakipag-break na ako bago ako pumunta sa’yo.” Napasandal siya sa kinauupuan at sumilay ang Isang ngiti sa kaniyang labi. “If that's the case then you just did the right thing. Now, sign.” Bumaba ang tingin ko sa papel na nakalatag sa kaharap niyang lamesa. Napasinghap ako nang makitang isang kontrata iyon. Five years of marriage... Alam ko, iyon ang nakaukit doon kahit hindi ko basahin. It was a five years of marriage contract. No attachments and expectations. In exchange, he would save my father’s company from drowning. Akala ko, sa libro at palabas lang nangyayari ang ganitong bagay. Maging sa tunay na buhay ay nangyayari din pala. My name is Hyacinth Liana Monteverde. I grew up with a silver spoon. A life wrapped in comfort, privilege, and everything I thought would last forever. But fate has a cruel way of teaching lessons no luxury could prepare me for. And now, to save everything my family once owned, I have to marry the country’s most ruthless young billionaire. Five years. No love. No strings attached. At least, that’s what the contract says.หนึ่งปีต่อมา วันนี้เป็นวันแต่งงานของฉันกับพี่นที ตอนนี้ฉันเปลี่ยนมาเรียกเขาว่าพี่แล้วเพราะเขาอายุห่างกับฉัน10ปี โดยเราจัดงานแต่งงานกันที่สวนในคฤหาสน์ของคุณวาคิน โดยจัดเป็นงานเล็กๆ มีคุณวาคินกับแพรเป็นแม่งาน ภายในงานตกแต่งด้วยดอกไม้และมีรูปของฉันกับพี่นทีติดอยู่ทั่วงาน คนร่วมงานมีพี่อิงฟ้า พี่ข้าวสวยและไอ้กัน เซ็ตเดิมเหมือนงานแต่งของไอ้แพรกับคุณวาคินนั่นแหละ "กูดีใจว่ะ ที่มึงกับคุณนทีแต่งงานกัน อย่างที่กูบอกไงเหมือนชาติที่แล้วเป๊ะๆ" แพรยิ้มให้ฉันพร้อมจับมือฉันไปเขย่าด้วยความดีใจ "ไอ้แพรมึงจะพูดเรื่องผีอีกแล้วเหรอวะ กูกลัวนะเว้ย" ไอ้กันพูดขึ้นพร้อมกับลูบแขนตนเองไปมา "คุณนทีคะ ข้าวสวยฝากดูแลน้องสาวด้วยนะคะ" พี่ข้าวสวยพูดกับพี่นทีที่เดินเข้ามาหาฉัน "แน่นอนอยู่แล้วครับ ไม่ต้องห่วงนะ" พี่นทีตอบพี่ข้าวสวยพร้อมกับหันมาส่งยิ้มให้ฉัน ฉันจึงยิ้มตอบอย่างเขินๆ "สองคนนี้เปลี่ยนแนวเหรอวะ หวานกันเฉย ตอนจีบกันกูเห็นฮาร์ดคอร์กันจะตาย" ไอ้กันหันไปกระซิบกับไอ้แพร ฉันจึงเขกหัวมันเบาๆและพูดว่า "กูได้ยินนะเว้ย" ทุกคนจึงหัวเราะออกมา "อาตมามาทันใช่ไหม ยินดีกับโยมนทีและโยมข้าวหอมด้วยนะ" หลวงปู่เดินเข้าม
"พี่ข้าวสวย ทำไมต้องพาอีตาบ้านี่มาด้วย" ฉันดึงแขนพี่ข้าวสวยมาใกล้และกระซิบถามเมื่อเห็นพี่ข้าวสวย พี่อิงฟ้าและอีตาบ้านทีเดินเข้ามาในร้านด้วยกันซึ่งฉันนั่งรอที่โต๊ะอยู่ก่อนแล้ว ตอนนี้พวกเราอยู่กันที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่งที่เป็นร้านชิลๆมีดนตรีสดและมีดีเจคอยเปิดเพลง บางโต๊ะก็ลุกขึ้นมาเต้นอย่างสนุกสนาน ภายในร้านมี1ชั้นพื้นที่ค่อนข้างกว้าง "ข้าวหอมน้องรักอย่าบ่นไปเลยน่า คนยิ่งเยอะยิ่งสนุก"พี่ข้าวสวยกระซิบตอบแล้วนั่งลงข้างฉัน พี่อิงฟ้าจึงนั่งตรงข้ามกับพี่ข้าวสวย "ชิ"ฉันเบะปากและส่งเสียงออกมาเบาๆเพราะคนที่นั่งตรงข้ามกับฉันก็คืออีตาบ้านทีน่ะสิ "เส้นกระตุกเหรอครับ?" เขาถามฉันพร้อมเหยียดยิ้มที่มุมปาก กวนประสาทสุดๆเลยคนสวยอารมณ์เสีย"ไม่ต้องมายุ่ง" ฉันตอบเขาและหันไปคุยกับพี่ข้าวสวยกับพี่อิงฟ้าว่าจะเอาเมนูอาหารอะไรเพิ่มเติมเพราะฉันสั่งของกินเล่นมากินก่อนแล้ว "คุณนทีอยากกินอะไรคะ?"พี่ข้าวสวยหันไปถามเขาที่นั่งเยื้องกันอยู่ฝั่งตรงข้าม "ผมเหรอ อยากกิน...ข้าวหอม" เขาตอบแล้วมองหน้าฉันก่อนจะยักคิ้วอย่างกวนๆให้หนึ่งข้าง "ข้าวหอมบ้าบออะไรล่ะ อยากโดนต่อยป่ะ" ฉันหันไปพูดกับเขาด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์และกำหมั
เดือนต่อมา ประจำเดือนของฉันไม่มาฉันจึงไปหาหมอก็พบว่าฉันตั้งครรภ์ได้สามสัปดาห์แล้ว เฮียดีใจจนแทบจะวิ่งรอบโรงพยาบาล เมื่อกลับมาถึงบ้านก็บอกข่าวดีกับพี่ข้าวสวย คุณนที คุณเอิงฟ้าและลูกน้องของเฮีย พวกเขาแสดงความยินดีและดีใจที่จะมีเด็กๆมาเพิ่มสีสันให้กับคฤหาสน์หลังนี้ฉันโทรบอกไอ้กรและไอ้ข้าวหอมพวกมันสองคนก็ตื่นเต้นและก็พากันทายว่าหลานจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจะหน้าตาเหมือนใคร ส่วนเฮียวาคินก็คิดว่าจะให้ลูกนอนห้องไหน เรียนที่โรงเรียนอะไร เอ่อ ลูกยังเป็นวุ้นอยู่เลยจ้ะ=_= "แพร....เฮียบอกว่าให้อยู่เฉยๆไง" เฮียทำหน้าดุใส่ฉันเมื่อฉันเดินไปหยิบน้ำที่ตู้เย็นมาดื่ม "เฮียคะ แพรแค่ท้องนะคะ" ฉันหันไปมองหน้าเฮียแล้วยื่นปากใส่เขา"นั่นแหละ ถ้าแพรหกล้มขึ้นมาล่ะจะว่ายังไง มานี่เลยนะ" เฮียพูดจบก็เดินมาอุ้มฉันไปวางบนเตียงอย่างทะนุถนอม "เฮียคะ เฮียจะให้แพรนอนเฉยๆอย่างเดียวไม่ได้นะคะ แพรเบื่อ" ฉันงอแงใส่เขา"แพรอยากทำอะไรล่ะครับ" "แพรอยากไปเดินห้าง อยากกินชาบู" "ก็ได้ครับ เดี๋ยวเฮียพาไป" เฮียพูดจบก็เดินมาพยุงฉันให้ลุกจากเตียงและเดินจับมือฉันเดินลงมาข้างล่างเพื่อเดินไปลานจอดรถและเปิดประตูให้ฉันขึ้นไปนั่ง
สองอาทิตย์ต่อมา วันนี้เป็นวันแต่งงานของฉันกับเฮียวาคินก่อนหน้านี้เราไปจดทะเบียนสมรสกันมาแล้ว เฮียอยากมีรูปสวยๆไว้เก็บเป็นความทรงจำ เราจึงจัดงานแต่งในสวนภายในคฤหาสน์ ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้หลากสีและจะขาดไปไม่ได้เลยก็คือดอกฟอร์เก็ตมีน็อตนั่นเอง ภายในงานมีรูปภาพฉันกับเฮียวาคินที่ถ่ายรูปกันในสตูดิโอวางไว้ด้านหน้างานโดยคนมาร่วมงานก็เป็นแค่คนสนิทเท่านั้น พิธีการยังคงเนินไปเรื่อยๆจนถึงช่วงเวลาที่ต้องกล่าวคำสาบาน"ผมว่าคิน....สัญญาว่าจะรักและดูแลแพรตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่" เฮียพูดด้วยสีหน้าจริงจังพร้อมจับมือฉัน ฉันจึงส่งยิ้มให้เฮียแล้วพูดประโยคเดียวกัน "แพรก็สัญญาค่ะ ว่าจะรักและดูแลเฮียวาคินตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่" "จูบเลยๆๆๆๆ" ข้าวหอมตะโกนและส่งเสียงหัวเราะอย่างชอบใจ "ไม่ต้องบอกก็จะจูบอยู่แล้ว หึหึ" เฮียวาคินบอกข้าวหอมจึงทำให้ข้าวหอม คุณนที พี่ข้าวสวย คุณอิงฟ้า ไอ้กรและบรรดาลูกน้องของเฮียส่งเสียงโห่ร้องอย่างชอบใจ เฮียดึงรั้งท้ายทอยของฉันไว้แล้วก้มหน้าลงมาจูบอย่างนุ่มนวลอ่อนโยน ฉันจึงจูบเขาตอบเช่นกัน ในที่สุดเวลานี้ก็มาถึงแล้วสินะ รอคอยมาตั้งหลายชาติได้อยู่ด้วยกันจริงๆสักที ฉันรู้สึกอิ่มเ
ฉันกับข้าวหอมแยกย้ายกันกลับบ้าน ฉันเดินมานั่งรอรถที่ป้ายรถเมล์ "เฮียเรานั่งแท็กซี่กลับกันไหม จะได้ถึงห้องเร็วๆ" ฉันหันไปถามเขาด้วยเคยชิน ก็พบกับความว่างเปล่าใจฉันรู้สึกหวิวๆยังไงก็ไม่รู้ ฉันพยายามปลอบตัวเองว่าไม่เป็นไรฉันโบกแท็กซี่กลับบ้านด้วยใจห่อเหี่ยว ฉันนั่งเหม่อมองออกไปนอกรถ "หนูๆไม่พาแฟนขึ้
"ข้าวหอมเหรอ...แล้วเธอล่ะมาทำอะไรที่นี่" ฉันถามข้าวหอมกลับด้วยความสงสัย ข้าวหอมทำหน้าเลิ่กลั่กแล้วพูดว่า "มาเดินเล่นน่ะ" "โกหกให้มันเนียนกว่านี้หน่อยสิ" ฉันพูดพร้อมจับผิดข้าวหอมหรือว่ายัยนี่จะเป็นพวกเดียวกับไอ้คนที่วิ่งหนีมาเมื่อกี้ "มะ...ไม่ได้โกหก...แล้วเธอล่ะมาทำอะไร" ข้าวหอมถามฉันแล้วมองฉันอย
นี่ฉันเสน่ห์แรงขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย ทั้งคนทั้งผีถึงอยากจะนอนกับฉัน ฮือๆ ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้เลย เอาไงดีวะ วิ่งหนีเลยดีไหม แต่เขาเป็นผีหายตัวได้นี่หว่า วิ่งไปก็เหนื่อยเปล่า ทำไงดีวะเรา....อ๋อ คิดออกแล้ว ฉันที่ยืนทำตาโตด้วยความตกใจอยู่นั้น จึงแกล้งเป็นลมล้มพับไปนอนที่พื้น ทั้งห้องจึงตกอยู่ในความเงีย
"ไอ้แพรมึงเอาจริงเหรอวะ" กรพูดกับฉัน ตอนนี้เรานั่งอยู่ใต้ตึกหอพักของฉัน ฉันเรียกมันมาก็เพราะว่าฉันอยากจะพิสูจน์อะไรบางอย่าง "เอาจริง หน้ากูดูเหมือนคนล้อเล่นเหรอไงวะ" ฉันมองหน้ากรแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "มึงจะไปทำอะไรที่คฤหาสน์นั้นวะ ไหนบอกไม่เชื่อเรื่องผีไง แล้วไปตอนกลางวันไม่ได้เหรอไงวะ นี่มั





