Se connecter"ไหนวะ ออกมาสิ แน่จริงก็โผล่มา" ฉันพูดขึ้น เมื่อเข้าไปในห้องนอนสีทึบ ซึ่งเขาเชื่อกันว่าในห้องนี้มี....ผี (เน้นหื่นไม่เน้นสาระ)
Voir plusหมัวหวาง 1
ในยุคสมัยที่ผู้คนยังคงล้าหลัง ไม่มีสิ่งใดน่ากลัวไปกว่าความเชื่อของมนุษย์ ยิ่งเป็นความเชื่อที่ไม่อาจพิสูจน์ ผู้คนก็ยิ่งหวาดกลัวและยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ตนสบายใจ
เช่นกันกับการบูชายัญสตรีพรหมจรรย์ที่มีให้เห็นในทุกๆ ปี หมู่บ้านเหรินเซิงก็คือหนึ่งในตัวอย่างของการบูชายัญอันโหดเหี้ยม
ท่ามกลางป่าเขารกทึบเศษชิ้นส่วนของโลงศพมากมาย บวกกับเศษเสื้อผ้าขาดวิ่น ถูกทิ้งเอาไว้ไม่มีใครสนใจเข้าไปเก็บกวาด นอกเสียจากว่าวันเวลาจะผ่านพ้นไปหนึ่งปี ครบรอบการบูชายัญเจ้าป่าเจ้าเขาอีกครั้ง ถึงตอนนั้นจะมีคนเข้าไปเก็บกวาด ทั้งนี้ก็เพื่อนำโลงศพใบใหม่เข้าไปตั้งไว้ยังจุดเดิม
การบูชายัญของคนในหมู่บ้านเหรินเซิง เชื่อกันว่าเป็นการบูชาเจ้าป่าเจ้าเขาที่อยู่ในป่าลึก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ไร้ซึ่งโรคระบาด สามารถเพาะปลูก รวมไปถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชสมุนไพร
ปีนี้เหลียงซานฝนฟ้าอุดมสมบูรณ์ หากแต่พืชสมุนไพรกลับหายาก เถ้าแก่ร้านขายสมุนไพรไม่อาจหาซื้อสมุนไพรบางชนิดเข้าร้าน แม้ชาวบ้านในหมู่บ้านเหรินเซิงจะขึ้นเขาและล่วงล้ำเข้าไปในป่าต้องห้าม ถึงอย่างนั้นสมุนไพรที่ได้กลับมาก็ยังไม่ครบ
คนหาของป่าเองก็บ่นกับเถ้าแก่ว่าปีนี้พิธีบูชายัญใกล้เข้ามาแล้ว หากอยากให้ของป่าอุดมสมบูรณ์เช่นทุกครั้ง มีเพียงต้องบูชาเจ้าป่าเจ้าเขาซึ่งหากเถ้าแก่ร้านสมุนไพรต้องการ เขาสามารถหาสตรีพรหมจรรย์สักคนไปทำพิธี จากนั้นอธิษฐานให้พืชสมุนไพรกลับมางอกงามเช่นปีก่อนๆ
อยู่ๆ เขาก็นึกถึงการปราบปรามกบฏที่เมืองหงโจว น้องเขยของเขาเป็นเจ้าเมืองที่นั่น “ต้าสือ ให้คนเตรียมม้าเร็วเอาไว้ ข้าจะส่งจดหมายไปให้น้องเขยของข้าที่เมืองหงโจว”
“ขอรับ”
เขาเร่งเขียนจดหมายและให้คนรีบส่งไปยังจวนเจ้าเมืองหงโจว ในใจกำลังคำนวณว่าหากเป็นนักโทษชายก็น่าจะเริ่มถูกประหารไปบ้างแล้ว ในส่วนของนักโทษที่เป็นสตรีหากมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดก็จะถูกส่งตัวไปลานประหาร
แต่หากมีความสัมพันธ์รองๆ ลงไป ก็จะถูกขายตัวเข้าหอนางโลม หรือมีบ้างที่ถูกส่งตัวไปเป็นทาสเพื่อใช้แรงงานที่ชายแดน
รถม้าแล่นไปตามท้องถนนอย่างเร่งรีบ คนด้านในที่ถูกมัดมือมัดเท้า รวมไปถึงริมฝีปากที่มีผ้าอุดเอาไว้ ทำให้ไม่อาจส่งเสียงแม้ทรมานจนแทบหมดสติ
นึกถึงบิดาที่ถูกใส่ร้ายว่าลอบเป็นสายลับให้เผ่าอาหมาน กระทั่งทำให้มารดาและพี่ชายทั้งสองคนถูกประหารด้วยการแขวนคอก่อนหน้านี้ หญิงสาวได้แต่น้ำตาหลั่งริน
ภายในชั่วข้ามคืนจากจวนคหบดีอันมั่งคั่ง ตระกูลอินกลับตกต่ำจนแม้แต่ชีวิตก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ ได้แต่ตรอมตรมกับคำกล่าวหาและหลักฐานเท็จที่เจ้าเมืองหงโจวสร้างขึ้น
คืนก่อนหน้านี้มีเสียงซุบซิบกันหน้าห้องขัง เจ้าหน้าที่คนหนึ่งกล่าวถึงเรื่องการบูชายัญ มีคนจากหมู่บ้านเหรินเซิงกำลังมองหาสตรีพรหมจรรย์เพื่อส่งเข้าไปให้ท่านเจ้าป่า นางได้ยินนามของตนเองก็อดตัวสั่นขึ้นมาไม่ได้
นางเพิ่งอายุครบสิบห้าและเพิ่งผ่านพิธีปักปิ่น ยังไม่ทันได้ใช้ชีวิตผ่านร้อนผ่าวหนาวอย่างที่บิดามารดาปรารถนา กลับต้องมาตายเพียงเพราะถูกผู้อื่นให้ร้าย
มารดาน้ำตานองใบหน้าขณะมองหน้านาง “ขอเพียงไม่ถูกประหารในวันนี้ เยวี่ยเอ๋อร์เจ้าจงมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ พี่ชายของเจ้า บิดาของเจ้า ตัวข้าเองที่เป็นมารดาของเจ้า พวกเรามีเจ้าเป็นความหวังเดียวที่จะล้างมลทิน”
หญิงสาวร่ำไห้กับมารดา “ท่านแม่...” นางส่ายหน้าด้วยความหวาดกลัว”
“ไม่เป็นไร” มารดาปลอบนาง “แม้ดิ้นรนจนถึงที่สุดแล้วยังไม่เกิดผล เช่นนั้นก็ถือเสียว่าเป็นโชคชะตาของพวกเรา หากถึงวันนั้นแม่จะมารับเจ้าไปหาพ่อกับพี่ชายของเจ้า”
อินเยวี่ยน้ำตารินเมื่อนึกถึงรอยยิ้มสุดท้ายของมารดา ภายในห้องขังมารดาของนางถูกแขวนขึ้นกับขื่อ จากนั้นท่านเจ้าเมืองก็จัดฉากแจ้งกับทุกคน
...นางกับมารดาผูกคอตายหนีความผิด จากนั้นลอบส่งตัวนางขึ้นรถม้าออกมาจากเมืองหงโจวกลางดึก
หนึ่งคืนกับอีกหนึ่งวันแล้วรถม้ายังคงไม่ยอมหยุด ทั้งยังเร่งเดินทางโดยไม่หยุดพัก บนรถม้ามีสตรีวัยกลางคนหน้าตาเย็นชาคอยป้อนน้ำข้าวต้มให้นางทีละช้อน หวังว่านางจะไม่อดตายก่อนไปถึงจุดหมายปลายทาง
บ่ายคล้อยวันที่ห้าในที่สุดรถม้าก็จอดลง อินเยวี่ยถูกลากลงจากรถม้า นางถูกจับอาบน้ำฉัดสีฉวีวรรณและสวมชุดแพรพรรณงดงามสีแดงราวกับเจ้าสาว
การบูชายัญกำลังจะเริ่มขึ้น นางตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว มองชาวบ้านของหมู่บ้านเหรินเซิงที่ในดวงตามีเพียงความเย็นชา ทุกคนล้วนมองนางราวกับนางไม่ใช่คน
เมื่อนางอ้อนวอนขอความเมตตา พวกเขากลับกล่าวว่านางเป็นเพียงนักโทษประหาร ความจริงก็สมควรตายอยู่แล้ว พวกเขาให้โอกาสนางอยู่ต่อมาจนถึงวันนี้ อย่างน้อยนางก็สมควรตอบแทนด้วยการกลายเป็นเครื่องสังเวยให้เขาเจ้าป่าแห่งเหลียงซาน!!!
อินเยวี่ยมองโลงศพขนาดใหญ่ตรงหน้า นางกรีดร้องออกมาสุดเสียง ให้อย่างไรก็ไม่ยอมเข้าไปในนั้น ถึงอย่างนั้นเรี่ยวแรงของนางไหนเลยจะทานทนกำลังคนที่มากกว่า ในที่สุดนางก็ถูกยัดเข้าไปในโลงศพ...ทั้งเป็น!!!
“ช่วยข้าด้วย พวกท่านอย่าทำเช่นนี้ ข้าขอร้อง ปล่อยข้าไป ได้โปรด!”
นางตะโกนเสียงแหบแต่เสียงตอบกลับมามีเพียงการสนทนาที่กำลังบอกชัดว่าพวกเขากำลังแบกโลงศพขึ้นไปบนเขา หญิงสาวครูดปลายเล็บพยายามกับฝาโลงศพ พยายามมองลอดรูเล็กๆ ที่ถูกเจาะเอาไว้ด้านข้างโลงศพ
ความมืดท่ามกลางแสงคบเพลิง ป่ารกทึบอันน่ากลัว นางร้องไห้กรีดร้องจนหมดแรง ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีผู้ใดสนใจกระทั่งทิ้งนางเอาไว้ใต้ช่องเขา
หนึ่งปีต่อมา วันนี้เป็นวันแต่งงานของฉันกับพี่นที ตอนนี้ฉันเปลี่ยนมาเรียกเขาว่าพี่แล้วเพราะเขาอายุห่างกับฉัน10ปี โดยเราจัดงานแต่งงานกันที่สวนในคฤหาสน์ของคุณวาคิน โดยจัดเป็นงานเล็กๆ มีคุณวาคินกับแพรเป็นแม่งาน ภายในงานตกแต่งด้วยดอกไม้และมีรูปของฉันกับพี่นทีติดอยู่ทั่วงาน คนร่วมงานมีพี่อิงฟ้า พี่ข้าวสวยและไอ้กัน เซ็ตเดิมเหมือนงานแต่งของไอ้แพรกับคุณวาคินนั่นแหละ "กูดีใจว่ะ ที่มึงกับคุณนทีแต่งงานกัน อย่างที่กูบอกไงเหมือนชาติที่แล้วเป๊ะๆ" แพรยิ้มให้ฉันพร้อมจับมือฉันไปเขย่าด้วยความดีใจ "ไอ้แพรมึงจะพูดเรื่องผีอีกแล้วเหรอวะ กูกลัวนะเว้ย" ไอ้กันพูดขึ้นพร้อมกับลูบแขนตนเองไปมา "คุณนทีคะ ข้าวสวยฝากดูแลน้องสาวด้วยนะคะ" พี่ข้าวสวยพูดกับพี่นทีที่เดินเข้ามาหาฉัน "แน่นอนอยู่แล้วครับ ไม่ต้องห่วงนะ" พี่นทีตอบพี่ข้าวสวยพร้อมกับหันมาส่งยิ้มให้ฉัน ฉันจึงยิ้มตอบอย่างเขินๆ "สองคนนี้เปลี่ยนแนวเหรอวะ หวานกันเฉย ตอนจีบกันกูเห็นฮาร์ดคอร์กันจะตาย" ไอ้กันหันไปกระซิบกับไอ้แพร ฉันจึงเขกหัวมันเบาๆและพูดว่า "กูได้ยินนะเว้ย" ทุกคนจึงหัวเราะออกมา "อาตมามาทันใช่ไหม ยินดีกับโยมนทีและโยมข้าวหอมด้วยนะ" หลวงปู่เดินเข้าม
"พี่ข้าวสวย ทำไมต้องพาอีตาบ้านี่มาด้วย" ฉันดึงแขนพี่ข้าวสวยมาใกล้และกระซิบถามเมื่อเห็นพี่ข้าวสวย พี่อิงฟ้าและอีตาบ้านทีเดินเข้ามาในร้านด้วยกันซึ่งฉันนั่งรอที่โต๊ะอยู่ก่อนแล้ว ตอนนี้พวกเราอยู่กันที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่งที่เป็นร้านชิลๆมีดนตรีสดและมีดีเจคอยเปิดเพลง บางโต๊ะก็ลุกขึ้นมาเต้นอย่างสนุกสนาน ภายในร้านมี1ชั้นพื้นที่ค่อนข้างกว้าง "ข้าวหอมน้องรักอย่าบ่นไปเลยน่า คนยิ่งเยอะยิ่งสนุก"พี่ข้าวสวยกระซิบตอบแล้วนั่งลงข้างฉัน พี่อิงฟ้าจึงนั่งตรงข้ามกับพี่ข้าวสวย "ชิ"ฉันเบะปากและส่งเสียงออกมาเบาๆเพราะคนที่นั่งตรงข้ามกับฉันก็คืออีตาบ้านทีน่ะสิ "เส้นกระตุกเหรอครับ?" เขาถามฉันพร้อมเหยียดยิ้มที่มุมปาก กวนประสาทสุดๆเลยคนสวยอารมณ์เสีย"ไม่ต้องมายุ่ง" ฉันตอบเขาและหันไปคุยกับพี่ข้าวสวยกับพี่อิงฟ้าว่าจะเอาเมนูอาหารอะไรเพิ่มเติมเพราะฉันสั่งของกินเล่นมากินก่อนแล้ว "คุณนทีอยากกินอะไรคะ?"พี่ข้าวสวยหันไปถามเขาที่นั่งเยื้องกันอยู่ฝั่งตรงข้าม "ผมเหรอ อยากกิน...ข้าวหอม" เขาตอบแล้วมองหน้าฉันก่อนจะยักคิ้วอย่างกวนๆให้หนึ่งข้าง "ข้าวหอมบ้าบออะไรล่ะ อยากโดนต่อยป่ะ" ฉันหันไปพูดกับเขาด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์และกำหมั
เดือนต่อมา ประจำเดือนของฉันไม่มาฉันจึงไปหาหมอก็พบว่าฉันตั้งครรภ์ได้สามสัปดาห์แล้ว เฮียดีใจจนแทบจะวิ่งรอบโรงพยาบาล เมื่อกลับมาถึงบ้านก็บอกข่าวดีกับพี่ข้าวสวย คุณนที คุณเอิงฟ้าและลูกน้องของเฮีย พวกเขาแสดงความยินดีและดีใจที่จะมีเด็กๆมาเพิ่มสีสันให้กับคฤหาสน์หลังนี้ฉันโทรบอกไอ้กรและไอ้ข้าวหอมพวกมันสองคนก็ตื่นเต้นและก็พากันทายว่าหลานจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจะหน้าตาเหมือนใคร ส่วนเฮียวาคินก็คิดว่าจะให้ลูกนอนห้องไหน เรียนที่โรงเรียนอะไร เอ่อ ลูกยังเป็นวุ้นอยู่เลยจ้ะ=_= "แพร....เฮียบอกว่าให้อยู่เฉยๆไง" เฮียทำหน้าดุใส่ฉันเมื่อฉันเดินไปหยิบน้ำที่ตู้เย็นมาดื่ม "เฮียคะ แพรแค่ท้องนะคะ" ฉันหันไปมองหน้าเฮียแล้วยื่นปากใส่เขา"นั่นแหละ ถ้าแพรหกล้มขึ้นมาล่ะจะว่ายังไง มานี่เลยนะ" เฮียพูดจบก็เดินมาอุ้มฉันไปวางบนเตียงอย่างทะนุถนอม "เฮียคะ เฮียจะให้แพรนอนเฉยๆอย่างเดียวไม่ได้นะคะ แพรเบื่อ" ฉันงอแงใส่เขา"แพรอยากทำอะไรล่ะครับ" "แพรอยากไปเดินห้าง อยากกินชาบู" "ก็ได้ครับ เดี๋ยวเฮียพาไป" เฮียพูดจบก็เดินมาพยุงฉันให้ลุกจากเตียงและเดินจับมือฉันเดินลงมาข้างล่างเพื่อเดินไปลานจอดรถและเปิดประตูให้ฉันขึ้นไปนั่ง
สองอาทิตย์ต่อมา วันนี้เป็นวันแต่งงานของฉันกับเฮียวาคินก่อนหน้านี้เราไปจดทะเบียนสมรสกันมาแล้ว เฮียอยากมีรูปสวยๆไว้เก็บเป็นความทรงจำ เราจึงจัดงานแต่งในสวนภายในคฤหาสน์ ประดับตกแต่งด้วยดอกไม้หลากสีและจะขาดไปไม่ได้เลยก็คือดอกฟอร์เก็ตมีน็อตนั่นเอง ภายในงานมีรูปภาพฉันกับเฮียวาคินที่ถ่ายรูปกันในสตูดิโอวางไว้ด้านหน้างานโดยคนมาร่วมงานก็เป็นแค่คนสนิทเท่านั้น พิธีการยังคงเนินไปเรื่อยๆจนถึงช่วงเวลาที่ต้องกล่าวคำสาบาน"ผมว่าคิน....สัญญาว่าจะรักและดูแลแพรตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่" เฮียพูดด้วยสีหน้าจริงจังพร้อมจับมือฉัน ฉันจึงส่งยิ้มให้เฮียแล้วพูดประโยคเดียวกัน "แพรก็สัญญาค่ะ ว่าจะรักและดูแลเฮียวาคินตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่" "จูบเลยๆๆๆๆ" ข้าวหอมตะโกนและส่งเสียงหัวเราะอย่างชอบใจ "ไม่ต้องบอกก็จะจูบอยู่แล้ว หึหึ" เฮียวาคินบอกข้าวหอมจึงทำให้ข้าวหอม คุณนที พี่ข้าวสวย คุณอิงฟ้า ไอ้กรและบรรดาลูกน้องของเฮียส่งเสียงโห่ร้องอย่างชอบใจ เฮียดึงรั้งท้ายทอยของฉันไว้แล้วก้มหน้าลงมาจูบอย่างนุ่มนวลอ่อนโยน ฉันจึงจูบเขาตอบเช่นกัน ในที่สุดเวลานี้ก็มาถึงแล้วสินะ รอคอยมาตั้งหลายชาติได้อยู่ด้วยกันจริงๆสักที ฉันรู้สึกอิ่มเ
ฉันกับข้าวหอมแยกย้ายกันกลับบ้าน ฉันเดินมานั่งรอรถที่ป้ายรถเมล์ "เฮียเรานั่งแท็กซี่กลับกันไหม จะได้ถึงห้องเร็วๆ" ฉันหันไปถามเขาด้วยเคยชิน ก็พบกับความว่างเปล่าใจฉันรู้สึกหวิวๆยังไงก็ไม่รู้ ฉันพยายามปลอบตัวเองว่าไม่เป็นไรฉันโบกแท็กซี่กลับบ้านด้วยใจห่อเหี่ยว ฉันนั่งเหม่อมองออกไปนอกรถ "หนูๆไม่พาแฟนขึ้
"ข้าวหอมเหรอ...แล้วเธอล่ะมาทำอะไรที่นี่" ฉันถามข้าวหอมกลับด้วยความสงสัย ข้าวหอมทำหน้าเลิ่กลั่กแล้วพูดว่า "มาเดินเล่นน่ะ" "โกหกให้มันเนียนกว่านี้หน่อยสิ" ฉันพูดพร้อมจับผิดข้าวหอมหรือว่ายัยนี่จะเป็นพวกเดียวกับไอ้คนที่วิ่งหนีมาเมื่อกี้ "มะ...ไม่ได้โกหก...แล้วเธอล่ะมาทำอะไร" ข้าวหอมถามฉันแล้วมองฉันอย
นี่ฉันเสน่ห์แรงขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย ทั้งคนทั้งผีถึงอยากจะนอนกับฉัน ฮือๆ ไม่ได้อยากเป็นแบบนี้เลย เอาไงดีวะ วิ่งหนีเลยดีไหม แต่เขาเป็นผีหายตัวได้นี่หว่า วิ่งไปก็เหนื่อยเปล่า ทำไงดีวะเรา....อ๋อ คิดออกแล้ว ฉันที่ยืนทำตาโตด้วยความตกใจอยู่นั้น จึงแกล้งเป็นลมล้มพับไปนอนที่พื้น ทั้งห้องจึงตกอยู่ในความเงีย
"ไอ้แพรมึงเอาจริงเหรอวะ" กรพูดกับฉัน ตอนนี้เรานั่งอยู่ใต้ตึกหอพักของฉัน ฉันเรียกมันมาก็เพราะว่าฉันอยากจะพิสูจน์อะไรบางอย่าง "เอาจริง หน้ากูดูเหมือนคนล้อเล่นเหรอไงวะ" ฉันมองหน้ากรแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "มึงจะไปทำอะไรที่คฤหาสน์นั้นวะ ไหนบอกไม่เชื่อเรื่องผีไง แล้วไปตอนกลางวันไม่ได้เหรอไงวะ นี่มั




![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
