Masuk“ข้าขอสนทนากับพี่ใหญ่เฉียนสักครู่”
เฉียนหยางรอจนทั้งสองเดินออกมาห่างจากกองไฟไกลพอสมควร “ท่านคิดจะทำอะไร”
“หาพันธมิตร”
“ดูก็รู้ว่าพวกเขาเป็นตัวปัญหา”
“ไม่หรอกหากเรารู้จักใช้คน อีกอย่าง...” นางมองเขาด้วยท่าทีลังเล “ท่านคิดว่าจะช่วยคุ้มกันข้ากับเขาเข้าเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัยหรือไม่”
“หมายความว่าอย่างไรท่านกับเขา อีกคนเล่า”
“อันตรายเกินไป ต้องให้แยกไปต่างหาก จะซ่อนคนก็ต้องซ่อนให้มิดชิด หากท่านเห็นด้วยข้า...นับว่าติดค้างท่านหนึ่งคำขอ ไม่ว่าบุกน้ำลุยไฟข้าสาบานจะทำให้ได้ ข้าไปเมืองหลวงครั้งนี้จะให้แน่ใจคงต้องหาคนหนุนหลังสักคนหนึ่ง ข้าดูเขาแล้วไม่เลวเลย”
เฉียนหยางขมวดคิ้ว “เขา? รู้หรือว่าเขาเป็นใคร”
นางส่ายหน้า “เดาได้ไม่ยาก แต่เราไม่รู้ตอนนี้จะดีที่สุด”
“หากข้าตกลงคำขอนั้นอาจทำให้ท่านลำบากใจในภายหลัง”
นางยิ้ม “ท่านเป็นบิดาของบุตรสาวสามคน ท่านไม่ทอดทิ้งข้าเพราะเห็นข้าแล้วพานให้นึกถึงบุตรสาวของตัวเอง คำขอนั้นไม่ว่าเป็นสิ่งใดข้าตกลง” นางมั่นใจว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้าย ดังนั้นนางจึงขอเดิมพันกับเฉียนหยางสักครา
เฉียนหยางมองนางนานมาก “ได้”
นางพยักหน้า “ที่เหลือให้ข้าจัดการเอง”
“อืม”
ทั้งสองเดินกลับมา “หากท่านตกลงตามข้อเสนอของข้า ข้าก็จะคุ้มกัน...ท่าน” นางชี้มือไปยังชายหนุ่มสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกหิมะ “ทว่าเขาต้องแยกตัวไปต่างหาก”
“อะไรนะ!!”
“ว่าต่อไป” นึกไม่ถึงว่าเขาจะมองนางและให้นางกล่าวต่อ
เยียนหมิงรุ่ยโยนป้ายคำสั่งของจวนโหวให้เขารับเอาไว้ ชายหนุ่มเลิกคิ้วมองนางด้วยความประหลาดใจ “จวนหยวนซื่อโหว?”
“ตอนนี้ท่านรู้แล้วว่าข้าเป็นใคร ข้าจะไม่ถามว่าท่านเป็นใคร แต่จะคุ้มกันท่านกลับเข้าเมืองหลวงอย่างปลอดภัย แต่ยังคงมีสามคำขอและสามข้อแม้อยู่”
“แม่นางเชิญกล่าว”
“สามข้อแม้ของข้า ข้อแรก ‘เขา’...ต้องแยกเดินทางไปต่างหาก ข้อสอง...ไม่ว่าท่านหรือเขาห้ามโต้แย้ง ข้อสาม...ไม่ว่าท่านหรือเขาห้ามลงมือ”
ทั้งสองมองนางจากนั้นขมวดคิ้ว นางขยายความทันที “หากตกลงตามข้อแรก ข้อที่สองไม่ว่าข้าให้ทำอะไรท่านล้วนไม่อาจโต้แย้ง ข้อที่สามไม่ว่าข้าทำอะไรกับท่าน ท่านล้วนไม่อาจลงมือกับข้าหรือคนของข้า ส่วนเขาห้ามลงมือกับผู้ใดระหว่างทาง จะต้องหลบเร้นหาทางเข้าเมืองหลวงด้วยตัวเอง”
“สามคำขอเล่า” เขาถามนาง
“เมื่อไปถึงเมืองหลวงข้าจะบอกเองตอนนี้ยังคิดไม่ออก”
“ไม่กลัวว่าพอถึงเมืองหลวงแล้วข้าจะปฏิเสธ?”
นางยิ้มมองเขา “เกิดเป็นบุรุษหากไม่รักษาคำพูดของตัวเอง เช่นนั้นข้าก็จะคิดเสียว่าท่านผายลมก็แล้วกัน”
เฉียนหยางเกือบทำกระบี่หลุดมือ “คุณหนูใหญ่...ท่านเป็นสตรี”
นางหัวเราะมองเมินสีหน้าขุ่นเคืองของชายหนุ่มอีกสองคน “อ้อ ขออภัยหากข้าหยาบคาย เอาเป็นว่า...ข้าย่อมมีวิธีทำให้ท่านไม่อาจปฏิเสธ ...พวกท่านทั้งสองจะปรึกษากันก่อนก็ได้ ยังมีเวลา ระหว่างนี้ข้าเองก็จะไปเตรียมตัวเพื่อออกเดินทาง”
เขา...มองคนของตน “ทางเลือกเรามีไม่มากนัก”
“แต่ว่าพวกเราไม่รู้แน่ชัดว่านางเป็นมิตรหรือศัตรู”
“ข้าเคยได้ยินเรื่องของนางมาก่อน บุตรสาวคนโตของหยวนซื่อโหว ด้วยจังหวะและเวลานางก็สมควรติดตามบิดาเข้าเมืองหลวง เราจะเข้าเมืองหลวงตอนนี้ต้องอาศัยของนาง ฐานะของนางจะช่วยกลบเกลื่อนร่องรอยของข้า ไม่มีใครคาดคิดแน่นอนว่าจวนโหวจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับข้า วิธีนี้ดีที่สุดที่จะกลับเข้าเมืองหลวงให้ได้ในเร็ววัน”
“แต่...ข้าน้อยไม่เข้าใจ หากนางไม่ได้ประสงค์ร้าย เหตุใดต้องแยกตัวข้าน้อยออกไป”
เขามองกลับไปยังหญิงสาว “ถามดูก็รู้แล้ว”
“นางจะบอกหรือขอรับ”
“ไม่ถามรู้ได้อย่างไรว่านางจะไม่พูด” เขามองกลับไปยังหญิงสาวที่กำลังปรึกษาคนของตนอยู่เช่นกัน “หยวนซื่อโหวนับเป็นคนไม่เลว เกรงว่าอีกไม่นานก็คงถูกแต่งตั้งเป็นราชครูหลังแต่งตั้งรัชทายาทพระองค์ใหม่ ติดค้างนางสามข้อคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
“แต่...”
“ข้าตัดสินใจแล้ว” เขาหมุนตัวเดินกลับไปหาคนทั้งสอง “ข้าตกลง ทว่าขอทราบสาเหตุที่ให้คนของข้าแยกตัวไป”
“เพราะต้องมีเหยื่อล่ออย่างไรเล่า” นางตอบ
เขาเข้าใจในทันที “ต้องทำอย่างไร”
“หมายความว่าท่านตกลงแล้ว?”
“ใช่...ข้าตกลง”
นางหัวเราะ “แล้วสำเร็จหรือไม่”“สักสองไหได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”“น้อยๆ หน่อย ข้ามีเพียงสองไหเท่านั้นเพราะการหมักซับซ้อน ปีหน้าไม่แน่ว่าจะได้มากกว่าสอง”“เช่นนั้นปีหน้ากระหม่อมจะมารับส่วนแบ่งของกระหม่อมแน่นอน สองไหอย่าลืมนะพ่ะย่ะค่ะ”“ได้” นางตกลงเซียวจื่ออวี่ยิ้มเขากระตุ้นม้าให้ออกวิ่ง “คำไหนคำนั้น!!”“คำไหนคำนั้น!!!” นางมองส่งแม่ทัพหนุ่มควบม้าจากไปด้วยรอยยิ้ม ในใจคลายความกังวลลงในทันที เรื่องในราชสำนักนางตระหนักดีว่าหาความสงบสุขนั้นยาก ยิ่งเป่ยโจวสงบสุขและรุ่งเรืองมากเพียงใด คนในเมืองหลวงก็จะยิ่งจับจ้องมากขึ้นเท่านั้นด้านหลังมีเสียงฝีเท้า “ท่านอ๋อง”“คนจากไปแล้วหรือ”“เพคะ”“ข้ามารับเจ้ากลับเรือน” เสวียนปั๋วหย่ายื่นมือมาให้นางจับ“ทรงรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เพคะว่าหม่อมฉันแอบออกมา”“ไม่มีเจ้าเคียงข้าข้าจะวางใจนอนหลับได้อย่างไร”นางยิ้ม “เช่นนั้นดึกมากแล้วกลับไปพักผ่อนเถิดเพคะ พรุ่งนี้ยังมีทหารใหม่ที่ต้องฝึก”“เจ้าเองก็อย่าหักโหม หากมีอาการแพ้จะต้องรีบพัก”“เพคะหม่อมฉันจะไม่หักโหม แล้วนี่ท่านพ่อส่งข่าวมาบ้างหรือไม่เพคะ”“อืม หยวนซื่อโหวไม่ได้เขียนเป็นจดหมายเพราะเกรงจะถูกติดตาม เขาส่งคนมาเมื
“แล้วเพราะอะไรทรงเกิดความขัดแย้งในพระทัย”“เพราะวันนั้น...อยู่ๆ เสด็จพ่อก็มีราชโองการบังคับให้รุ่ยรุ่ยเป็นเช่อเฟยของข้า นับตั้งแต่พบและนางพาข้าเข้ามาถึงเมืองหลวง ข้าไม่เคยบีบบังคับนาง ไม่เคยมีความคิดนั้น ในใจของข้าถึงขั้นเคยคิดที่จะช่วยนางก่อเรื่อง ขอเพียงไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรม ไม่ได้ฆ่าใคร ข้าพร้อมจะช่วยนางเต็มที่ ข้าทะนุถนอมนางถึงเพียงนี้ แต่เพราะตัวข้าเองกลับทำให้นางต้องยอมจำนน”เซียวจื่ออวี่ถอนหายใจ“เจ้าอาจมองว่าข้าโง่งม เพียงเพื่อสตรีนางเดียว ข้ากลับทำลายทุกอย่าง แต่ว่าเซียวจื่ออวี่ นางเป็นสตรีที่ข้ารัก ชั่วชีวิตข้าต้องการสิ่งเดียวและเป็นสิ่งแรก นั่นก็คือมีนางอยู่เคียงข้าง”“แล้วตอนนี้ท่านอ๋อง...มีความสุขหรือไม่”“ข้ามีความสุขมาก ข้ามีทุกอย่างที่ใจของข้าปรารถนาแล้วที่เป่ยโจว”“นั่นคือคำตอบทั้งหมดที่กระหม่อมมาเพื่อฟังด้วยตัวเอง” เซียวจื่ออวี่ยิ้มตอนนั้นเองที่หม่าเหอขยับเดินเข้ามาใกล้ เขามองเสวียนปั๋วหย่าที่กระโดดลงจากหลังม้า เดินเข้าไปหาคนสนิทด้วยใบหน้ากังวลตอนนั้นเขาเองก็เคร่งเครียดเพราะคิดว่ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เพียงแต่...หลังได้รับการบอกประโยคเดียว สีหน้าของเสวียนปั๋วหย่า
“ตื่นแล้ว” เขาประคองตัวลุกขึ้นนั่ง “เจ้าได้พักบ้างหรือไม่”“หม่อมฉันไม่เหนื่อย รู้สึกอย่างไรบ้างเพคะ”“เหมือนกำลังฝัน”นางหัวเราะขยับเข้าไปหาเขา ยื่นหน้าเข้าไปจุมพิตเขา “ดีขึ้นแล้วหรือยังเพคะ”เขากะพริบตา นางยื่นหน้าเข้าไปอีก จุมพิตนานอีกนิด “แล้วเช่นนี้...”“เหมือนดีขึ้นเล็กน้อย”นางมองเขาอย่างรู้ทันแต่ก็ยังขยับเข้าไปอีก ครั้งนี้เขาตรึงศีรษะนางเอาไว้ จุมพิตกอดเกี่ยวเนิ่นนาน... ทั้งสองหอบหายใจตอนเขาปล่อย เสวียนปั๋วหย่ากอดนางพร้อมลูบหลังและเกยคางลงไปบนไหล่หญิงสาว “รุ่ยรุ่ย”“เพคะ”“ข้ารักเจ้า”นางยิ้ม “จะแข่งกับหม่อมฉันหรือเพคะ”“วันนี้ข้าเป็นฝ่ายพูดก่อน” เขาโยกตัวไปมาราวกับเด็กเล็กๆ กอดนางแน่นพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ถึงไหลโจวแล้วจะต้องไหว้ฟ้าดินก่อนเป็นเรื่องแรก พวกเราแต่งงานตามประเพณีไหลโจวดีหรือไม่ กลับมาค่อยไหว้ฟ้าดินแบบต้าฉี”“แต่งงานสองครั้งหรือเพคะ”“ใช่แล้ว ครั้งเดียวจะไปพออะไร รู้หรือไม่ว่าข้าสิ้นหวังเพียงใด”นางยิ้มลูบหลังเขา “ดีขึ้นหรือยังเพคะ”“ดีขึ้นเล็กน้อย” นางกอดแน่นขึ้นอีกนิด “ดีขึ้นมาก”“กอดแน่นกว่านี้ก็เจ็บแล้วเพคะ แผลที่หลังยังไม่ดีขึ้นเลย” หญิงสาวดันตัวออ
นางมองเขาจากนั้นถอนหายใจ “ท่านอัครมหาเสนาบดีไปหาท่านหรือไม่”“อืม ครั้งหนึ่งหลังโดนโบย ทำไมหรือ”“เขาพูดอะไรกับท่านหรือไม่”เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง “บอกว่าให้ข้าทำหน้าที่ให้ดีก็พอ เรื่องอื่นเข้าจัดการให้แล้ว”นางพลันเข้าใจ...ที่แท้ท่านตาของนางก็เป็นคนจัดการเรื่องนี้ เพียงแต่...ไม่ใช่เป็นการขัดราชโองการหรือ?!ด้านนอกมีเสียงฝีเท้ามาหยุด “ท่านหญิงสวี่เยียน องค์ชายหก หากสนทนากันจบแล้วก็ออกมารับราชโองการเถิด”“ราชโองการ?!” นางเบิกตาทว่าก็เดินออกไปดู “กงกงเจ้าคะ องค์ชายหกทรง...”“ข้าลุกได้” เขาลุกได้แต่ก็ทุลักทุเลมาก“ด้วยเมตตาจากองค์ฮ่องเต้ องค์ชายหกต้องเดินทางไปไกลถึงไหลโจวเพื่อทำหน้าที่ทูตแห่งไมตรี บัดนี้ท่านหญิงสวี่เยียนเองก็ไม่ต้องรั้งอยู่ที่เมืองหลวง ด้วยนิสัยอันโอบอ้อมเฉลียวฉลาด หากเดินทางไปกับคณะทูตจะต้องทำประโยชน์ได้มากล้น แม้ยังไม่ได้พระราชสมรส แต่ทรงเมตตาแต่งตั้งท่านหญิงสวี่เยียนให้เป็นชายาองค์ชายหก มอบตราประจำตัวชายาองค์ชายหกทันที ขอให้ทั้งสองเป็นคู่ที่สวรรค์สรรค์สร้าง ครองรักยืนยาวมั่นคง จบราชโองการ”เยียนหมิงรุ่ย...พูดไม่ออก นางรับราชโองการเสียงเบา ส่วนเสวียนปั๋วหย่ายื่นสองมือออก
“ไม่ปิดห้องพักจะพอหรือ คนของเราทั้งขบวนก็เต็มโรงเตี๊ยมแล้ว”นางขมวดคิ้วเพราะโรงเตี๊ยมแห่งนี้ใหญ่มาก มองโรงเก็บม้าด้านหลังที่มีม้าเรียงราย ด้านหลังคล้ายมีคนแต่ดูไม่เหมือนเสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยม “ศิษย์พี่สิบเจ็ด ไม่ใช่ว่าท่านหลอกข้า พวกท่านคิดจะลักพาตัวข้ากลับแดนเหนือหรือ ท่านบอกข้ามานะ นี่ไม่ใช่เส้นทางกลับเป่ยโจวใช่หรือไม่”เขาถลึงตาให้นาง “เจ้าจินตนาการให้มันน้อยๆ หน่อย ราชโองการเลยนะ ข้าจะหาเรื่องเดือดร้อนให้บิดาเจ้าเลยหรือ อย่าลืมว่าเขายังเป็นท่านโหวอยู่ อีกอย่างเขาเองก็กำลังเดินทางไปไหลโจวหากไม่ระวังยังไงก็ยังถูกสั่งประหารได้อยู่ดี”ก็จริง...นางมองไปรอบๆ ยังไงก็ยังรู้สึกแปลก“ไปพักได้แล้ว เสี่ยวเหมยพานายของเจ้าไปห้องพัก”“เจ้าค่ะ” เสี่ยวเหมยเข้ามาประคองนางให้ออกเดิน “ไปกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู”“เสี่ยวเหมยเจ้าว่ามันแปลกๆ หรือไม่”“แปลกตรงไหนเจ้าคะ”“ที่นี่ใช่เส้นทางกลับเป่ยโจวจริงหรือ”“คุณหนูข้าน้อยเองก็เดินทางไม่บ่อยเหมือนท่าน อีกอย่างนายท่านเฟิงจะหลอกท่านทำไมเจ้าคะ”“ก็ถูกของเจ้า” นางเดินเข้าไปในห้อง ทว่ามารู้ตัวอีกทีก็ถูกเสี่ยวเหมยปิดประตู “เจ้าทำอะไร!?”“คุณหนูท่านรอข้าน้อยในห้องนะ
นางมีของให้เก็บไม่มาก ในเมื่อฮ่องเต้เตรียมการให้นางแล้ว แถมยังให้นางออกเดินทางทันทีหลังรับราชโองการจบ “ข้าจะกลับพร้อมพี่รุ่ยรุ่ย ข้าเองก็ไม่มีของให้เก็บมากนัก ข้าปล่อยท่านเดินทางคนเดียวเช่นนี้ไม่ได้”“ข้าเองก็จะไปส่งข่าว” หงฉินรีบปราดออกไปจากจวน คิดว่าคงไปบอกท่านปู่ของนางเยียนหมิงรุ่ย...หลับตาน้ำตาหลั่งริน จนถึงที่สุดแล้วเสวียนปั๋วหย่าก็ยังช่วยนางจนถึงที่สุด แม้แต่บิดาของนางเองก็ไม่ต้องถูกลงโทษ ไม่โดนระลอกคลื่นซัดสาด ไม่ต้องทานทนกับความพิโรธของโอรสสวรรค์“อยากพบเขาเหลือเกิน...อย่างน้อยก็บอกลา แต่ว่า...” สถานการณ์เช่นนี้คงไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว หญิงสาวยิ้มมองไปรอบๆ เรือน “ลาก่อน...เมืองหลวง”เพราะการออกเดินทางฉุกละหุกยิ่ง กว่าขบวนเดินทางจะออกมาถึงกำแพงเมืองหลวงก็ล่วงเข้ายามโหย่ว[1] ที่นั่น...ท่านตาอัครมหาเสนาบดีกับฮูหยินของเขาออกมาส่งนาง แม้แต่เจี่ยงฝูชางเองก็มา“ฉุกละหุกนักแต่ท่านตาก็มา ขอบคุณนะเจ้าคะ” นางยิ้มให้อีกฝ่ายอัครมหาเสนาบดีชราส่งขวดบางอย่างให้นางสองขวด “นี่เป็นยาสมานแผลชั้นดี เจ้าเก็บเอาไว้ ส่วนนี่เป็นยาบำรุงหัวใจ ใช้ในยามที่เจ้าเสียเลือดมาก ยานี่ล้ำค่ามากหาไม่ได้อีกแล้วในเ
เขา...มองหญิงสาวที่นอนหงายกอดเสื้อคลุม ข้างๆ มีสาวใช้นั่งอยู่บนพื้นพิงหลังกับผนังหลับตาเยียนหมิงรุ่ยที่เขาเคยได้ยิน ดูไม่คล้ายกับตัวจริงที่เขาได้พบ ชื่อเสียงของนางลือกันว่าเป็นคนเอาแต่ใจร้ายกาจเพราะถูกตามใจตั้งแต่เด็ก ในจวนนางอยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากรังแกใครก็ไม่มีใครกล้าห้าม กล้าดุด่าหรือตำหนิใ
ท่านหมอมาแล้ว... คนของหัวหน้านายกองผู้นั้นก็ยังเฝ้าอยู่ เยียนหมิงรุ่ยยอมให้ท่านหมอเข้ามาในห้อง ม่านหน้าเตียงถูกปลดลงมองเห็นคนที่นอนอยู่บนเตียงเลือนรางยิ่งประตูถูกปิดตามหลังท่านหมอ หญิงสาวขยับเข้าไปจนใกล้หมอชรา “ท่านหมอ”“คุณหนูอาการแย่มากหรือ”“มิใช่เจ้าค่ะ เป็นเช่นนี้...” สีหน้าของนางเต็มไปด้วยคว
ป้อมเป่ยอวี้เป็นเส้นทางหลักที่มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวง ไม่ว่าผู้ใดจะเดินทางเข้าเมืองหลวงหากไม่ต้องการข้ามเขาสูงชัน ล้วนต้องเดินทางผ่านป้อมประตูนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ช่องเขาเป็นดังปราการ ป้อมเป่ยอวี้เต็มไปด้วยการตรวจตราที่เข้มงวด ขบวนเดินทางถูกตรวจสอบไม่ว่าผู้ใดล้วนต้องลงจากรถม้าเพื่อให้เจ้าหน้าที่ยืนย
“งีบไปครู่หนึ่ง พวกเขาจากไปตอนย่ำรุ่ง ตอนนี้นับว่าพวกเราไม่ถูกจับตามองแล้ว”นางพยักหน้า “ท่านไปล้างหน้าสิ มื้อเช้าพร้อมแล้วอีกครู่พวกเราค่อยออกเดินทาง”คล้อยหลังเฉียนหยางเดินไปลำธารเพียงครู่ เยียนหมิงรุ่ยกลับได้ยินเสียงฝีเท้า... นางเหลือบมองไปยังริมลำธารพบว่าเฉียนหยางหายไปแล้ว หญิงสาวไม่ได้มองไปด้า







