Mag-log inป้อมเป่ยอวี้เป็นเส้นทางหลักที่มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวง ไม่ว่าผู้ใดจะเดินทางเข้าเมืองหลวงหากไม่ต้องการข้ามเขาสูงชัน ล้วนต้องเดินทางผ่านป้อมประตูนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ช่องเขาเป็นดังปราการ ป้อมเป่ยอวี้เต็มไปด้วยการตรวจตราที่เข้มงวด ขบวนเดินทางถูกตรวจสอบไม่ว่าผู้ใดล้วนต้องลงจากรถม้าเพื่อให้เจ้าหน้าที่ยืนยันตัวตน
เฉียนหยางขับรถม้าไปต่อแถวเช่นชาวบ้านคนอื่น เขาแสดงป้ายคำสั่ง นายกองคนแรกยอมให้เขาผ่าน ทว่าหัวหน้าที่ดูแลเวรยามกลับหยุดเขาเอาไว้ “ไม่ว่าผู้ใดล้วนต้องลงจากรถม้าเพื่อให้ตรวจค้น ห้ามละเว้นแม้แต่คนเดียว”
ม่านรถม้าพลันแง้มเปิด “หัวหน้านายกอง คุณหนูของข้าเดินทางรอนแรมมาจากทางเหนือ บัดนี้นางไม่ใคร่จะสบายต้องรีบพาไปหาท่านหมอเพื่อตรวจอาการ ท่านช่วยเปิดทางด้วยเถิด พวกเราจะพำนักที่นี่สักคืนหากจะตรวจค้น ก็ขอให้คุณหนูของข้าถึงมือท่านหมอก่อนได้หรือไม่” เสี่ยวเหมยกล่าวเสียงเบา
หัวหน้านายกองผู้นั้นมองลอดเข้าไปยังม่านรถม้า เห็นสตรีนางหนึ่งนอนหนุนตักสาวใช้อีกคน เส้นผมยาวสยาย ใบหน้ากึ่งหนึ่งมีแถบผ้าพลิ้วบางปกปิด ดวงตาปิดสนิทเรียวคิ้วถูกผ้าผืนหนึ่งวางทาบ...นัยว่าก็เพื่อลดไข้
เรือนกายที่นอนตะแคงมีเสื้อคลุมสีเทาห่มเอาไว้มิดชิด กลิ่นกำยานหอมโชยออกมาจากด้านใน เป็นกลิ่นกำยานที่อิสตรีชมชอบ
เขาเหลือบมองชายกระโปรงยาวซึ่งโผล่พ้นเสื้อคลุม เป็นชุดแพรบางสีชมพูละมุนตาคลุมท่อนขาที่งอเล็กน้อยเพื่อให้นอนตะแคงบนตั่งนอนในรถม้า มีข่าวถูกส่งมาบอกว่าคุณหนูใหญ่จวนหยวนซื่อโหวที่ชื่อเสียงฉาวโฉ่กำลังเดินทางกลับเมืองหลวง
“ล่วงเกินแล้ว” เขาประสานมือ “ข้าน้อยจะให้คนช่วยแนะนำท่านหมอให้ จะส่งคนไปช่วยคุ้มกันความปลอดภัยที่โรงเตี๊ยมด้วย”
“รบกวนแล้ว” สาวใช้ผู้นั้นกล่าวจากนั้นรถม้าก็เริ่มแล่นเข้าไปในป้อมตรงไปยังโรงเตี๊ยม
บนรถม้า...สตรีที่นอนอ่อนปวกเปียกเมื่อครู่อยู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นนั่ง ดวงตาคมดุเสียดแทงอย่างมาดร้าย ภายใต้ผ้าคลุมหน้านั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ถึงความโกรธกรุ่น
เยียนหมิงรุ่ยอมยิ้มมองเขา นางยกมือขึ้นลูบมวยผมง่ามคู่ ของตัวเอง เห็นชัดว่าการปลอมตัวเป็นสาวใช้ทำให้นางรื่นรมย์ยิ่งนัก “ท่านโกรธไปก็เท่านั้น ไม่อาจไม่เห็นด้วยว่าวิธีของข้านั้นได้ผล เห็นหรือไม่ว่าไม่ถูกสงสัยสักนิด คนที่ตามล่าท่านหรือหยุดท่านไม่ให้กลับเข้าเมืองหลวง แน่นอนว่าย่อมมองหาบุรุษกับคนคุ้มกัน พวกเขาไม่มีทางสนใจคุณหนูผู้หนึ่งที่กำลังเดินทางกลับเข้าเมืองหลวงแน่นอน คนของท่านสวมชุดของท่านล่อคนเหล่านั้นไปอีกทาง ถ่วงเวลาให้ท่านกับข้าได้เดินทางไปใกล้เมืองหลวงมากขึ้น กว่าจะรู้ว่าโดนหลอกก็ไม่อาจทำอะไรได้แล้ว”
เขาไม่อาจไม่ยอมรับจริงๆ ทว่าการให้เขาปลอมตัวเป็นอิสตรีเช่นนี้ช่าง...
“คุณชายหย่าเสียน ถึงโรงเตี๊ยมอย่าลืมเล่นละครให้สมจริงด้วย” นางยิ้ม
หย่าเสียน...เขาบอกนางว่านั่นเป็นนามของเขา ฐานะของเขาแม้ไม่ได้บอกให้อีกฝ่ายรู้ นางเองก็ไม่เคยถาม ไม่แสดงท่าทีสงสัย ทว่าเขากลับสังหรณ์ใจว่านางอาจคาดเดาได้แล้วตั้งแต่แรก
ทางหนึ่งเขาแอบกังวลถึงคำขอสามข้อของนาง แต่เมื่อนึกถึงบิดาของหญิงสาวเขากลับคลายกังวลลงไปส่วนหนึ่ง อย่างน้อยบิดาของนางก็เป็นคนดีมีคุณธรรม
“เอาละ...ถึงโรงเตี๊ยมแล้ว”
หย่าเสียนถอนหายใจมองนางด้วยสายตาดุดัน ทว่าที่ได้รับกลับมานั้นมีเพียงเสียงหัวเราะและดวงตาพราวระยับด้วยความขบขัน
“คุณหนูถึงโรงเตี๊ยมแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะรีบไปตามหมอ ท่านอดทนเอาไว้นะเจ้าคะ พี่ใหญ่เฉียนท่านรีบมาอุ้มคุณหนูลงจากรถม้าเร็วเข้า!”
ไม่พูดเปล่านางรวบเสื้อคลุมกับผ้าห่มบนตัวเขา มือดันหน้าอกของเขาให้ทิ้งตัวลงนอนหงาย
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามข่มกลั้นความโกรธ ม่านรถม้าแง้มเปิดเขารีบนอนตะแคงลงจากนั้นหลับตา ไม่นานก็รู้สึกว่าร่างกายถูกยกลอยขึ้น...ข้างหูได้ยินเสียงกัดฟันกรอด
“คุณหนูใหญ่ ท่านเล่นสนุกให้น้อยลงหน่อยเถิด”
เขาเห็นด้วยกับเฉียนหยาง!!!
แล้ว...สิ่งที่ผู้อื่นเห็นก็คือคุณหนูที่อ่อนปวกเปียกถูกอุ้มลงมาจากรถม้า สาวใช้ตัวน้อยสองคนวิ่งล้อมหน้าหลังด้วยสีหน้าลนลานห่วงใย
ทว่า...คนคุ้มกันที่ทำหน้าที่อุ้มผู้เป็นนาย สีหน้ากลับคุกรุ่นไปด้วยประกายของความเย็นเยียบ
“อา...ดูแล้วพวกเขาคงเป็นห่วงเป็นใยผู้เป็นนายมากทีเดียว”
นางหัวเราะ “แล้วสำเร็จหรือไม่”“สักสองไหได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”“น้อยๆ หน่อย ข้ามีเพียงสองไหเท่านั้นเพราะการหมักซับซ้อน ปีหน้าไม่แน่ว่าจะได้มากกว่าสอง”“เช่นนั้นปีหน้ากระหม่อมจะมารับส่วนแบ่งของกระหม่อมแน่นอน สองไหอย่าลืมนะพ่ะย่ะค่ะ”“ได้” นางตกลงเซียวจื่ออวี่ยิ้มเขากระตุ้นม้าให้ออกวิ่ง “คำไหนคำนั้น!!”“คำไหนคำนั้น!!!” นางมองส่งแม่ทัพหนุ่มควบม้าจากไปด้วยรอยยิ้ม ในใจคลายความกังวลลงในทันที เรื่องในราชสำนักนางตระหนักดีว่าหาความสงบสุขนั้นยาก ยิ่งเป่ยโจวสงบสุขและรุ่งเรืองมากเพียงใด คนในเมืองหลวงก็จะยิ่งจับจ้องมากขึ้นเท่านั้นด้านหลังมีเสียงฝีเท้า “ท่านอ๋อง”“คนจากไปแล้วหรือ”“เพคะ”“ข้ามารับเจ้ากลับเรือน” เสวียนปั๋วหย่ายื่นมือมาให้นางจับ“ทรงรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เพคะว่าหม่อมฉันแอบออกมา”“ไม่มีเจ้าเคียงข้าข้าจะวางใจนอนหลับได้อย่างไร”นางยิ้ม “เช่นนั้นดึกมากแล้วกลับไปพักผ่อนเถิดเพคะ พรุ่งนี้ยังมีทหารใหม่ที่ต้องฝึก”“เจ้าเองก็อย่าหักโหม หากมีอาการแพ้จะต้องรีบพัก”“เพคะหม่อมฉันจะไม่หักโหม แล้วนี่ท่านพ่อส่งข่าวมาบ้างหรือไม่เพคะ”“อืม หยวนซื่อโหวไม่ได้เขียนเป็นจดหมายเพราะเกรงจะถูกติดตาม เขาส่งคนมาเมื
“แล้วเพราะอะไรทรงเกิดความขัดแย้งในพระทัย”“เพราะวันนั้น...อยู่ๆ เสด็จพ่อก็มีราชโองการบังคับให้รุ่ยรุ่ยเป็นเช่อเฟยของข้า นับตั้งแต่พบและนางพาข้าเข้ามาถึงเมืองหลวง ข้าไม่เคยบีบบังคับนาง ไม่เคยมีความคิดนั้น ในใจของข้าถึงขั้นเคยคิดที่จะช่วยนางก่อเรื่อง ขอเพียงไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรม ไม่ได้ฆ่าใคร ข้าพร้อมจะช่วยนางเต็มที่ ข้าทะนุถนอมนางถึงเพียงนี้ แต่เพราะตัวข้าเองกลับทำให้นางต้องยอมจำนน”เซียวจื่ออวี่ถอนหายใจ“เจ้าอาจมองว่าข้าโง่งม เพียงเพื่อสตรีนางเดียว ข้ากลับทำลายทุกอย่าง แต่ว่าเซียวจื่ออวี่ นางเป็นสตรีที่ข้ารัก ชั่วชีวิตข้าต้องการสิ่งเดียวและเป็นสิ่งแรก นั่นก็คือมีนางอยู่เคียงข้าง”“แล้วตอนนี้ท่านอ๋อง...มีความสุขหรือไม่”“ข้ามีความสุขมาก ข้ามีทุกอย่างที่ใจของข้าปรารถนาแล้วที่เป่ยโจว”“นั่นคือคำตอบทั้งหมดที่กระหม่อมมาเพื่อฟังด้วยตัวเอง” เซียวจื่ออวี่ยิ้มตอนนั้นเองที่หม่าเหอขยับเดินเข้ามาใกล้ เขามองเสวียนปั๋วหย่าที่กระโดดลงจากหลังม้า เดินเข้าไปหาคนสนิทด้วยใบหน้ากังวลตอนนั้นเขาเองก็เคร่งเครียดเพราะคิดว่ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เพียงแต่...หลังได้รับการบอกประโยคเดียว สีหน้าของเสวียนปั๋วหย่า
“ตื่นแล้ว” เขาประคองตัวลุกขึ้นนั่ง “เจ้าได้พักบ้างหรือไม่”“หม่อมฉันไม่เหนื่อย รู้สึกอย่างไรบ้างเพคะ”“เหมือนกำลังฝัน”นางหัวเราะขยับเข้าไปหาเขา ยื่นหน้าเข้าไปจุมพิตเขา “ดีขึ้นแล้วหรือยังเพคะ”เขากะพริบตา นางยื่นหน้าเข้าไปอีก จุมพิตนานอีกนิด “แล้วเช่นนี้...”“เหมือนดีขึ้นเล็กน้อย”นางมองเขาอย่างรู้ทันแต่ก็ยังขยับเข้าไปอีก ครั้งนี้เขาตรึงศีรษะนางเอาไว้ จุมพิตกอดเกี่ยวเนิ่นนาน... ทั้งสองหอบหายใจตอนเขาปล่อย เสวียนปั๋วหย่ากอดนางพร้อมลูบหลังและเกยคางลงไปบนไหล่หญิงสาว “รุ่ยรุ่ย”“เพคะ”“ข้ารักเจ้า”นางยิ้ม “จะแข่งกับหม่อมฉันหรือเพคะ”“วันนี้ข้าเป็นฝ่ายพูดก่อน” เขาโยกตัวไปมาราวกับเด็กเล็กๆ กอดนางแน่นพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ถึงไหลโจวแล้วจะต้องไหว้ฟ้าดินก่อนเป็นเรื่องแรก พวกเราแต่งงานตามประเพณีไหลโจวดีหรือไม่ กลับมาค่อยไหว้ฟ้าดินแบบต้าฉี”“แต่งงานสองครั้งหรือเพคะ”“ใช่แล้ว ครั้งเดียวจะไปพออะไร รู้หรือไม่ว่าข้าสิ้นหวังเพียงใด”นางยิ้มลูบหลังเขา “ดีขึ้นหรือยังเพคะ”“ดีขึ้นเล็กน้อย” นางกอดแน่นขึ้นอีกนิด “ดีขึ้นมาก”“กอดแน่นกว่านี้ก็เจ็บแล้วเพคะ แผลที่หลังยังไม่ดีขึ้นเลย” หญิงสาวดันตัวออ
นางมองเขาจากนั้นถอนหายใจ “ท่านอัครมหาเสนาบดีไปหาท่านหรือไม่”“อืม ครั้งหนึ่งหลังโดนโบย ทำไมหรือ”“เขาพูดอะไรกับท่านหรือไม่”เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง “บอกว่าให้ข้าทำหน้าที่ให้ดีก็พอ เรื่องอื่นเข้าจัดการให้แล้ว”นางพลันเข้าใจ...ที่แท้ท่านตาของนางก็เป็นคนจัดการเรื่องนี้ เพียงแต่...ไม่ใช่เป็นการขัดราชโองการหรือ?!ด้านนอกมีเสียงฝีเท้ามาหยุด “ท่านหญิงสวี่เยียน องค์ชายหก หากสนทนากันจบแล้วก็ออกมารับราชโองการเถิด”“ราชโองการ?!” นางเบิกตาทว่าก็เดินออกไปดู “กงกงเจ้าคะ องค์ชายหกทรง...”“ข้าลุกได้” เขาลุกได้แต่ก็ทุลักทุเลมาก“ด้วยเมตตาจากองค์ฮ่องเต้ องค์ชายหกต้องเดินทางไปไกลถึงไหลโจวเพื่อทำหน้าที่ทูตแห่งไมตรี บัดนี้ท่านหญิงสวี่เยียนเองก็ไม่ต้องรั้งอยู่ที่เมืองหลวง ด้วยนิสัยอันโอบอ้อมเฉลียวฉลาด หากเดินทางไปกับคณะทูตจะต้องทำประโยชน์ได้มากล้น แม้ยังไม่ได้พระราชสมรส แต่ทรงเมตตาแต่งตั้งท่านหญิงสวี่เยียนให้เป็นชายาองค์ชายหก มอบตราประจำตัวชายาองค์ชายหกทันที ขอให้ทั้งสองเป็นคู่ที่สวรรค์สรรค์สร้าง ครองรักยืนยาวมั่นคง จบราชโองการ”เยียนหมิงรุ่ย...พูดไม่ออก นางรับราชโองการเสียงเบา ส่วนเสวียนปั๋วหย่ายื่นสองมือออก
“ไม่ปิดห้องพักจะพอหรือ คนของเราทั้งขบวนก็เต็มโรงเตี๊ยมแล้ว”นางขมวดคิ้วเพราะโรงเตี๊ยมแห่งนี้ใหญ่มาก มองโรงเก็บม้าด้านหลังที่มีม้าเรียงราย ด้านหลังคล้ายมีคนแต่ดูไม่เหมือนเสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยม “ศิษย์พี่สิบเจ็ด ไม่ใช่ว่าท่านหลอกข้า พวกท่านคิดจะลักพาตัวข้ากลับแดนเหนือหรือ ท่านบอกข้ามานะ นี่ไม่ใช่เส้นทางกลับเป่ยโจวใช่หรือไม่”เขาถลึงตาให้นาง “เจ้าจินตนาการให้มันน้อยๆ หน่อย ราชโองการเลยนะ ข้าจะหาเรื่องเดือดร้อนให้บิดาเจ้าเลยหรือ อย่าลืมว่าเขายังเป็นท่านโหวอยู่ อีกอย่างเขาเองก็กำลังเดินทางไปไหลโจวหากไม่ระวังยังไงก็ยังถูกสั่งประหารได้อยู่ดี”ก็จริง...นางมองไปรอบๆ ยังไงก็ยังรู้สึกแปลก“ไปพักได้แล้ว เสี่ยวเหมยพานายของเจ้าไปห้องพัก”“เจ้าค่ะ” เสี่ยวเหมยเข้ามาประคองนางให้ออกเดิน “ไปกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู”“เสี่ยวเหมยเจ้าว่ามันแปลกๆ หรือไม่”“แปลกตรงไหนเจ้าคะ”“ที่นี่ใช่เส้นทางกลับเป่ยโจวจริงหรือ”“คุณหนูข้าน้อยเองก็เดินทางไม่บ่อยเหมือนท่าน อีกอย่างนายท่านเฟิงจะหลอกท่านทำไมเจ้าคะ”“ก็ถูกของเจ้า” นางเดินเข้าไปในห้อง ทว่ามารู้ตัวอีกทีก็ถูกเสี่ยวเหมยปิดประตู “เจ้าทำอะไร!?”“คุณหนูท่านรอข้าน้อยในห้องนะ
นางมีของให้เก็บไม่มาก ในเมื่อฮ่องเต้เตรียมการให้นางแล้ว แถมยังให้นางออกเดินทางทันทีหลังรับราชโองการจบ “ข้าจะกลับพร้อมพี่รุ่ยรุ่ย ข้าเองก็ไม่มีของให้เก็บมากนัก ข้าปล่อยท่านเดินทางคนเดียวเช่นนี้ไม่ได้”“ข้าเองก็จะไปส่งข่าว” หงฉินรีบปราดออกไปจากจวน คิดว่าคงไปบอกท่านปู่ของนางเยียนหมิงรุ่ย...หลับตาน้ำตาหลั่งริน จนถึงที่สุดแล้วเสวียนปั๋วหย่าก็ยังช่วยนางจนถึงที่สุด แม้แต่บิดาของนางเองก็ไม่ต้องถูกลงโทษ ไม่โดนระลอกคลื่นซัดสาด ไม่ต้องทานทนกับความพิโรธของโอรสสวรรค์“อยากพบเขาเหลือเกิน...อย่างน้อยก็บอกลา แต่ว่า...” สถานการณ์เช่นนี้คงไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว หญิงสาวยิ้มมองไปรอบๆ เรือน “ลาก่อน...เมืองหลวง”เพราะการออกเดินทางฉุกละหุกยิ่ง กว่าขบวนเดินทางจะออกมาถึงกำแพงเมืองหลวงก็ล่วงเข้ายามโหย่ว[1] ที่นั่น...ท่านตาอัครมหาเสนาบดีกับฮูหยินของเขาออกมาส่งนาง แม้แต่เจี่ยงฝูชางเองก็มา“ฉุกละหุกนักแต่ท่านตาก็มา ขอบคุณนะเจ้าคะ” นางยิ้มให้อีกฝ่ายอัครมหาเสนาบดีชราส่งขวดบางอย่างให้นางสองขวด “นี่เป็นยาสมานแผลชั้นดี เจ้าเก็บเอาไว้ ส่วนนี่เป็นยาบำรุงหัวใจ ใช้ในยามที่เจ้าเสียเลือดมาก ยานี่ล้ำค่ามากหาไม่ได้อีกแล้วในเ
เขา...มองหญิงสาวที่นอนหงายกอดเสื้อคลุม ข้างๆ มีสาวใช้นั่งอยู่บนพื้นพิงหลังกับผนังหลับตาเยียนหมิงรุ่ยที่เขาเคยได้ยิน ดูไม่คล้ายกับตัวจริงที่เขาได้พบ ชื่อเสียงของนางลือกันว่าเป็นคนเอาแต่ใจร้ายกาจเพราะถูกตามใจตั้งแต่เด็ก ในจวนนางอยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากรังแกใครก็ไม่มีใครกล้าห้าม กล้าดุด่าหรือตำหนิใ
ท่านหมอมาแล้ว... คนของหัวหน้านายกองผู้นั้นก็ยังเฝ้าอยู่ เยียนหมิงรุ่ยยอมให้ท่านหมอเข้ามาในห้อง ม่านหน้าเตียงถูกปลดลงมองเห็นคนที่นอนอยู่บนเตียงเลือนรางยิ่งประตูถูกปิดตามหลังท่านหมอ หญิงสาวขยับเข้าไปจนใกล้หมอชรา “ท่านหมอ”“คุณหนูอาการแย่มากหรือ”“มิใช่เจ้าค่ะ เป็นเช่นนี้...” สีหน้าของนางเต็มไปด้วยคว
“ข้าขอสนทนากับพี่ใหญ่เฉียนสักครู่”เฉียนหยางรอจนทั้งสองเดินออกมาห่างจากกองไฟไกลพอสมควร “ท่านคิดจะทำอะไร”“หาพันธมิตร”“ดูก็รู้ว่าพวกเขาเป็นตัวปัญหา”“ไม่หรอกหากเรารู้จักใช้คน อีกอย่าง...” นางมองเขาด้วยท่าทีลังเล “ท่านคิดว่าจะช่วยคุ้มกันข้ากับเขาเข้าเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัยหรือไม่”“หมายความว่าอย่าง
“งีบไปครู่หนึ่ง พวกเขาจากไปตอนย่ำรุ่ง ตอนนี้นับว่าพวกเราไม่ถูกจับตามองแล้ว”นางพยักหน้า “ท่านไปล้างหน้าสิ มื้อเช้าพร้อมแล้วอีกครู่พวกเราค่อยออกเดินทาง”คล้อยหลังเฉียนหยางเดินไปลำธารเพียงครู่ เยียนหมิงรุ่ยกลับได้ยินเสียงฝีเท้า... นางเหลือบมองไปยังริมลำธารพบว่าเฉียนหยางหายไปแล้ว หญิงสาวไม่ได้มองไปด้า







