LOGINเขา...มองหญิงสาวที่นอนหงายกอดเสื้อคลุม ข้างๆ มีสาวใช้นั่งอยู่บนพื้นพิงหลังกับผนังหลับตา
เยียนหมิงรุ่ยที่เขาเคยได้ยิน ดูไม่คล้ายกับตัวจริงที่เขาได้พบ ชื่อเสียงของนางลือกันว่าเป็นคนเอาแต่ใจร้ายกาจเพราะถูกตามใจตั้งแต่เด็ก ในจวนนางอยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากรังแกใครก็ไม่มีใครกล้าห้าม กล้าดุด่าหรือตำหนิ
ในรถม้าที่นั่งมานางเอาแต่อ่านตำราประมวลกฎหมาย เยียนหมิงรุ่ย...เขามองนางนิ่งอย่างใช้ความคิด สตรีเฉลียวฉลาด มองทุกอย่างด้วยความอยากรู้อยากเห็น สนุกกับทุกอย่างตรงหน้าราวกับทุกเรื่องทำให้นางเพลิดเพลิน ทว่าเขาตระหนักดีว่าแผนการของนางเป็นขั้นตอน ไม่ได้เพียงวางแผนแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อจวนตัว
อันที่จริงเขาไม่เคยรู้ว่าบุตรสาวของหยวนซื่อโหวจะเฉลียวฉลาดและคาดเดาได้ยากถึงเพียงนี้ ไม่เคยมีใครรู้ บางทีแม้แต่บิดาของนางเองก็คงคาดไม่ถึงเช่นกัน
ได้ยินมาว่านางหนีออกจากจวนไปกับคนรักเพราะไม่อยากแต่งให้กั๋วกงซื่อจื่อ ทำลายชื่อเสียงตัวเองไม่พอ ยังทำลายชื่อเสียงของบิดาไปด้วย หนีตามคนรักไม่สำเร็จจึงประท้วงด้วยการไม่ยอมติดตามบิดาเข้าเมืองหลวง หรือว่า...สิ่งที่เขาได้ยินมาก่อนหน้านี้ล้วนเชื่อถือไม่ได้??
กลางดึกคืนนั้น...ชายหนุ่มสะดุ้งตื่น เขามองหญิงสาวที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างจ้องมองออกไปด้านนอก “เกิดอะไรขึ้น”
นางหันกลับมามองเขา เสี้ยวหน้าที่ต้องแสงไฟจากด้านนอกทำให้เขาชะงัก ดูเหมือนเยียนหมิงรุ่ยจะปล่อยผมสยาย นางหันมาจึงมองเห็นกรอบหน้าด้านข้างที่มีเส้นผมยาวบดบังไปกว่าครึ่ง “จะดูหรือไม่” นางกล่าว
เขาเดินไปที่หน้าต่าง เงยหน้าขึ้นมองไปบนเขาซึ่งอยู่ห่างจากโรงเตี๊ยมไกลออกไป บนเขามีแสงจากคบเพลิงจำนวนมาก หากให้เขาประมาณคร่าวๆ ก็น่าจะเกินห้าสิบ??
“หากนั่นเป็นคนของท่านก็เท่ากับว่าเขาทำงานได้ดียิ่ง หลอกล่อคนพวกนั้นให้ตามขึ้นเขาไป หากไม่ใช่ก็เท่ากับคนอื่นถูกตามล่าแล้ว ตอนนี้ตัวท่านจะปลอดภัยชั่วคราว และพวกเรา...วางใจในระดับหนึ่งว่าพรุ่งนี้เช้าจะออกจากที่นี่ได้อย่างราบรื่น”
เขาหรี่ตามองนางที่เดินกลับไปนั่งลงยังที่นอนเดิม หญิงสาวเอนกายลงนอนดังเดิม เขาอยากถามนางจริงๆ ว่านางรู้หรือไม่ว่าเขาเป็นใครและด้านนอกนั่นกำลังเกิดอะไรขึ้น
“นอนเถิด พรุ่งนี้ยังต้องเดินทางอีกไกล จากที่นี่อาจไม่มีโรงเตี๊ยมให้เข้าพัก”
นางดู...สงบเยือกเย็นเกินไป กระทั่งทำให้เขากำลังกังวลว่าอาจคิดผิดที่เป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอ ทว่าแม้ในใจกังวลแต่ก็ยอมเดินกลับไปที่เตียงนอน เอนกายลงนอนและหลับตาลงโดยดี
เป็นดังที่นางคาดเดาพวกเขาออกเดินทางได้อย่างราบรื่น ไม่โดนตรวจค้น ไม่โดนรั้งเอาไว้ ตรงกันข้ามหัวหน้านายกองให้การช่วยเหลือจนรถม้าแล่นออกมาอย่างปลอดภัยไม่มีใครเข้าขวาง
“เอาละเปลี่ยนชุดได้แล้ว” นางกล่าวพร้อมยื่นชุดมือปราบของเป่ยโจวให้เขา “จากที่นี่ท่านจะต้องสวมรอยเป็นมือปราบ ข้าไม่แน่ใจว่ายิ่งใกล้เมืองหลวงก็อาจจะมีคนจำข้าได้ ข้าไปด้านนอกให้ท่านเปลี่ยนชุดก่อน”
“นี่อะไร”
“หมวกคลุม” นางกล่าว “ยิ่งต้องป้องกันเผื่อว่ามีคนจำท่านได้ด้วยเช่นกัน ชุดเป็นของพี่ใหญ่เฉียน น่าจะพอดีตัวท่าน ไม่โดดเด่นเกินไป ไม่หรูหราเกินไป ข้าเองก็มี...” นางชี้ให้เขาดู “สวมหมวกคลุมเพียงคนคุ้มกันอาจโดนสงสัยเอาได้”
นางช่าง...รอบคอบยิ่ง
“จากที่นี่ข้าจะพยายามเผยตัวให้มากที่สุด ยิ่งมีคนรู้ฐานะของข้ามากเท่าไร รถม้าของเราก็จะปลอดภัยขึ้นเท่านั้น” นางกล่าวจบก็มุดออกไปด้านนอกให้เขาเปลี่ยนชุด หย่าเสียนมองชุดเรียบง่ายไม่โดดเด่น มั่นใจว่านางพูดถูก...แผนนี้ได้ผลแน่นอน
นางหัวเราะ “แล้วสำเร็จหรือไม่”“สักสองไหได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”“น้อยๆ หน่อย ข้ามีเพียงสองไหเท่านั้นเพราะการหมักซับซ้อน ปีหน้าไม่แน่ว่าจะได้มากกว่าสอง”“เช่นนั้นปีหน้ากระหม่อมจะมารับส่วนแบ่งของกระหม่อมแน่นอน สองไหอย่าลืมนะพ่ะย่ะค่ะ”“ได้” นางตกลงเซียวจื่ออวี่ยิ้มเขากระตุ้นม้าให้ออกวิ่ง “คำไหนคำนั้น!!”“คำไหนคำนั้น!!!” นางมองส่งแม่ทัพหนุ่มควบม้าจากไปด้วยรอยยิ้ม ในใจคลายความกังวลลงในทันที เรื่องในราชสำนักนางตระหนักดีว่าหาความสงบสุขนั้นยาก ยิ่งเป่ยโจวสงบสุขและรุ่งเรืองมากเพียงใด คนในเมืองหลวงก็จะยิ่งจับจ้องมากขึ้นเท่านั้นด้านหลังมีเสียงฝีเท้า “ท่านอ๋อง”“คนจากไปแล้วหรือ”“เพคะ”“ข้ามารับเจ้ากลับเรือน” เสวียนปั๋วหย่ายื่นมือมาให้นางจับ“ทรงรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เพคะว่าหม่อมฉันแอบออกมา”“ไม่มีเจ้าเคียงข้าข้าจะวางใจนอนหลับได้อย่างไร”นางยิ้ม “เช่นนั้นดึกมากแล้วกลับไปพักผ่อนเถิดเพคะ พรุ่งนี้ยังมีทหารใหม่ที่ต้องฝึก”“เจ้าเองก็อย่าหักโหม หากมีอาการแพ้จะต้องรีบพัก”“เพคะหม่อมฉันจะไม่หักโหม แล้วนี่ท่านพ่อส่งข่าวมาบ้างหรือไม่เพคะ”“อืม หยวนซื่อโหวไม่ได้เขียนเป็นจดหมายเพราะเกรงจะถูกติดตาม เขาส่งคนมาเมื
“แล้วเพราะอะไรทรงเกิดความขัดแย้งในพระทัย”“เพราะวันนั้น...อยู่ๆ เสด็จพ่อก็มีราชโองการบังคับให้รุ่ยรุ่ยเป็นเช่อเฟยของข้า นับตั้งแต่พบและนางพาข้าเข้ามาถึงเมืองหลวง ข้าไม่เคยบีบบังคับนาง ไม่เคยมีความคิดนั้น ในใจของข้าถึงขั้นเคยคิดที่จะช่วยนางก่อเรื่อง ขอเพียงไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรม ไม่ได้ฆ่าใคร ข้าพร้อมจะช่วยนางเต็มที่ ข้าทะนุถนอมนางถึงเพียงนี้ แต่เพราะตัวข้าเองกลับทำให้นางต้องยอมจำนน”เซียวจื่ออวี่ถอนหายใจ“เจ้าอาจมองว่าข้าโง่งม เพียงเพื่อสตรีนางเดียว ข้ากลับทำลายทุกอย่าง แต่ว่าเซียวจื่ออวี่ นางเป็นสตรีที่ข้ารัก ชั่วชีวิตข้าต้องการสิ่งเดียวและเป็นสิ่งแรก นั่นก็คือมีนางอยู่เคียงข้าง”“แล้วตอนนี้ท่านอ๋อง...มีความสุขหรือไม่”“ข้ามีความสุขมาก ข้ามีทุกอย่างที่ใจของข้าปรารถนาแล้วที่เป่ยโจว”“นั่นคือคำตอบทั้งหมดที่กระหม่อมมาเพื่อฟังด้วยตัวเอง” เซียวจื่ออวี่ยิ้มตอนนั้นเองที่หม่าเหอขยับเดินเข้ามาใกล้ เขามองเสวียนปั๋วหย่าที่กระโดดลงจากหลังม้า เดินเข้าไปหาคนสนิทด้วยใบหน้ากังวลตอนนั้นเขาเองก็เคร่งเครียดเพราะคิดว่ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เพียงแต่...หลังได้รับการบอกประโยคเดียว สีหน้าของเสวียนปั๋วหย่า
“ตื่นแล้ว” เขาประคองตัวลุกขึ้นนั่ง “เจ้าได้พักบ้างหรือไม่”“หม่อมฉันไม่เหนื่อย รู้สึกอย่างไรบ้างเพคะ”“เหมือนกำลังฝัน”นางหัวเราะขยับเข้าไปหาเขา ยื่นหน้าเข้าไปจุมพิตเขา “ดีขึ้นแล้วหรือยังเพคะ”เขากะพริบตา นางยื่นหน้าเข้าไปอีก จุมพิตนานอีกนิด “แล้วเช่นนี้...”“เหมือนดีขึ้นเล็กน้อย”นางมองเขาอย่างรู้ทันแต่ก็ยังขยับเข้าไปอีก ครั้งนี้เขาตรึงศีรษะนางเอาไว้ จุมพิตกอดเกี่ยวเนิ่นนาน... ทั้งสองหอบหายใจตอนเขาปล่อย เสวียนปั๋วหย่ากอดนางพร้อมลูบหลังและเกยคางลงไปบนไหล่หญิงสาว “รุ่ยรุ่ย”“เพคะ”“ข้ารักเจ้า”นางยิ้ม “จะแข่งกับหม่อมฉันหรือเพคะ”“วันนี้ข้าเป็นฝ่ายพูดก่อน” เขาโยกตัวไปมาราวกับเด็กเล็กๆ กอดนางแน่นพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ถึงไหลโจวแล้วจะต้องไหว้ฟ้าดินก่อนเป็นเรื่องแรก พวกเราแต่งงานตามประเพณีไหลโจวดีหรือไม่ กลับมาค่อยไหว้ฟ้าดินแบบต้าฉี”“แต่งงานสองครั้งหรือเพคะ”“ใช่แล้ว ครั้งเดียวจะไปพออะไร รู้หรือไม่ว่าข้าสิ้นหวังเพียงใด”นางยิ้มลูบหลังเขา “ดีขึ้นหรือยังเพคะ”“ดีขึ้นเล็กน้อย” นางกอดแน่นขึ้นอีกนิด “ดีขึ้นมาก”“กอดแน่นกว่านี้ก็เจ็บแล้วเพคะ แผลที่หลังยังไม่ดีขึ้นเลย” หญิงสาวดันตัวออ
นางมองเขาจากนั้นถอนหายใจ “ท่านอัครมหาเสนาบดีไปหาท่านหรือไม่”“อืม ครั้งหนึ่งหลังโดนโบย ทำไมหรือ”“เขาพูดอะไรกับท่านหรือไม่”เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง “บอกว่าให้ข้าทำหน้าที่ให้ดีก็พอ เรื่องอื่นเข้าจัดการให้แล้ว”นางพลันเข้าใจ...ที่แท้ท่านตาของนางก็เป็นคนจัดการเรื่องนี้ เพียงแต่...ไม่ใช่เป็นการขัดราชโองการหรือ?!ด้านนอกมีเสียงฝีเท้ามาหยุด “ท่านหญิงสวี่เยียน องค์ชายหก หากสนทนากันจบแล้วก็ออกมารับราชโองการเถิด”“ราชโองการ?!” นางเบิกตาทว่าก็เดินออกไปดู “กงกงเจ้าคะ องค์ชายหกทรง...”“ข้าลุกได้” เขาลุกได้แต่ก็ทุลักทุเลมาก“ด้วยเมตตาจากองค์ฮ่องเต้ องค์ชายหกต้องเดินทางไปไกลถึงไหลโจวเพื่อทำหน้าที่ทูตแห่งไมตรี บัดนี้ท่านหญิงสวี่เยียนเองก็ไม่ต้องรั้งอยู่ที่เมืองหลวง ด้วยนิสัยอันโอบอ้อมเฉลียวฉลาด หากเดินทางไปกับคณะทูตจะต้องทำประโยชน์ได้มากล้น แม้ยังไม่ได้พระราชสมรส แต่ทรงเมตตาแต่งตั้งท่านหญิงสวี่เยียนให้เป็นชายาองค์ชายหก มอบตราประจำตัวชายาองค์ชายหกทันที ขอให้ทั้งสองเป็นคู่ที่สวรรค์สรรค์สร้าง ครองรักยืนยาวมั่นคง จบราชโองการ”เยียนหมิงรุ่ย...พูดไม่ออก นางรับราชโองการเสียงเบา ส่วนเสวียนปั๋วหย่ายื่นสองมือออก
“ไม่ปิดห้องพักจะพอหรือ คนของเราทั้งขบวนก็เต็มโรงเตี๊ยมแล้ว”นางขมวดคิ้วเพราะโรงเตี๊ยมแห่งนี้ใหญ่มาก มองโรงเก็บม้าด้านหลังที่มีม้าเรียงราย ด้านหลังคล้ายมีคนแต่ดูไม่เหมือนเสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยม “ศิษย์พี่สิบเจ็ด ไม่ใช่ว่าท่านหลอกข้า พวกท่านคิดจะลักพาตัวข้ากลับแดนเหนือหรือ ท่านบอกข้ามานะ นี่ไม่ใช่เส้นทางกลับเป่ยโจวใช่หรือไม่”เขาถลึงตาให้นาง “เจ้าจินตนาการให้มันน้อยๆ หน่อย ราชโองการเลยนะ ข้าจะหาเรื่องเดือดร้อนให้บิดาเจ้าเลยหรือ อย่าลืมว่าเขายังเป็นท่านโหวอยู่ อีกอย่างเขาเองก็กำลังเดินทางไปไหลโจวหากไม่ระวังยังไงก็ยังถูกสั่งประหารได้อยู่ดี”ก็จริง...นางมองไปรอบๆ ยังไงก็ยังรู้สึกแปลก“ไปพักได้แล้ว เสี่ยวเหมยพานายของเจ้าไปห้องพัก”“เจ้าค่ะ” เสี่ยวเหมยเข้ามาประคองนางให้ออกเดิน “ไปกันเถิดเจ้าค่ะคุณหนู”“เสี่ยวเหมยเจ้าว่ามันแปลกๆ หรือไม่”“แปลกตรงไหนเจ้าคะ”“ที่นี่ใช่เส้นทางกลับเป่ยโจวจริงหรือ”“คุณหนูข้าน้อยเองก็เดินทางไม่บ่อยเหมือนท่าน อีกอย่างนายท่านเฟิงจะหลอกท่านทำไมเจ้าคะ”“ก็ถูกของเจ้า” นางเดินเข้าไปในห้อง ทว่ามารู้ตัวอีกทีก็ถูกเสี่ยวเหมยปิดประตู “เจ้าทำอะไร!?”“คุณหนูท่านรอข้าน้อยในห้องนะ
นางมีของให้เก็บไม่มาก ในเมื่อฮ่องเต้เตรียมการให้นางแล้ว แถมยังให้นางออกเดินทางทันทีหลังรับราชโองการจบ “ข้าจะกลับพร้อมพี่รุ่ยรุ่ย ข้าเองก็ไม่มีของให้เก็บมากนัก ข้าปล่อยท่านเดินทางคนเดียวเช่นนี้ไม่ได้”“ข้าเองก็จะไปส่งข่าว” หงฉินรีบปราดออกไปจากจวน คิดว่าคงไปบอกท่านปู่ของนางเยียนหมิงรุ่ย...หลับตาน้ำตาหลั่งริน จนถึงที่สุดแล้วเสวียนปั๋วหย่าก็ยังช่วยนางจนถึงที่สุด แม้แต่บิดาของนางเองก็ไม่ต้องถูกลงโทษ ไม่โดนระลอกคลื่นซัดสาด ไม่ต้องทานทนกับความพิโรธของโอรสสวรรค์“อยากพบเขาเหลือเกิน...อย่างน้อยก็บอกลา แต่ว่า...” สถานการณ์เช่นนี้คงไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว หญิงสาวยิ้มมองไปรอบๆ เรือน “ลาก่อน...เมืองหลวง”เพราะการออกเดินทางฉุกละหุกยิ่ง กว่าขบวนเดินทางจะออกมาถึงกำแพงเมืองหลวงก็ล่วงเข้ายามโหย่ว[1] ที่นั่น...ท่านตาอัครมหาเสนาบดีกับฮูหยินของเขาออกมาส่งนาง แม้แต่เจี่ยงฝูชางเองก็มา“ฉุกละหุกนักแต่ท่านตาก็มา ขอบคุณนะเจ้าคะ” นางยิ้มให้อีกฝ่ายอัครมหาเสนาบดีชราส่งขวดบางอย่างให้นางสองขวด “นี่เป็นยาสมานแผลชั้นดี เจ้าเก็บเอาไว้ ส่วนนี่เป็นยาบำรุงหัวใจ ใช้ในยามที่เจ้าเสียเลือดมาก ยานี่ล้ำค่ามากหาไม่ได้อีกแล้วในเ
ท่านหมอมาแล้ว... คนของหัวหน้านายกองผู้นั้นก็ยังเฝ้าอยู่ เยียนหมิงรุ่ยยอมให้ท่านหมอเข้ามาในห้อง ม่านหน้าเตียงถูกปลดลงมองเห็นคนที่นอนอยู่บนเตียงเลือนรางยิ่งประตูถูกปิดตามหลังท่านหมอ หญิงสาวขยับเข้าไปจนใกล้หมอชรา “ท่านหมอ”“คุณหนูอาการแย่มากหรือ”“มิใช่เจ้าค่ะ เป็นเช่นนี้...” สีหน้าของนางเต็มไปด้วยคว
ป้อมเป่ยอวี้เป็นเส้นทางหลักที่มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวง ไม่ว่าผู้ใดจะเดินทางเข้าเมืองหลวงหากไม่ต้องการข้ามเขาสูงชัน ล้วนต้องเดินทางผ่านป้อมประตูนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ช่องเขาเป็นดังปราการ ป้อมเป่ยอวี้เต็มไปด้วยการตรวจตราที่เข้มงวด ขบวนเดินทางถูกตรวจสอบไม่ว่าผู้ใดล้วนต้องลงจากรถม้าเพื่อให้เจ้าหน้าที่ยืนย
“ข้าขอสนทนากับพี่ใหญ่เฉียนสักครู่”เฉียนหยางรอจนทั้งสองเดินออกมาห่างจากกองไฟไกลพอสมควร “ท่านคิดจะทำอะไร”“หาพันธมิตร”“ดูก็รู้ว่าพวกเขาเป็นตัวปัญหา”“ไม่หรอกหากเรารู้จักใช้คน อีกอย่าง...” นางมองเขาด้วยท่าทีลังเล “ท่านคิดว่าจะช่วยคุ้มกันข้ากับเขาเข้าเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัยหรือไม่”“หมายความว่าอย่าง
“งีบไปครู่หนึ่ง พวกเขาจากไปตอนย่ำรุ่ง ตอนนี้นับว่าพวกเราไม่ถูกจับตามองแล้ว”นางพยักหน้า “ท่านไปล้างหน้าสิ มื้อเช้าพร้อมแล้วอีกครู่พวกเราค่อยออกเดินทาง”คล้อยหลังเฉียนหยางเดินไปลำธารเพียงครู่ เยียนหมิงรุ่ยกลับได้ยินเสียงฝีเท้า... นางเหลือบมองไปยังริมลำธารพบว่าเฉียนหยางหายไปแล้ว หญิงสาวไม่ได้มองไปด้า







