LOGINรุ่ยรุ่ย หญิงสาวที่ตื่นขึ้นมายังโลกแห่งอดีต พร้อมแพรขาวยามสามฉื่อที่คอ ระหว่างเดินทางไปยังเมืองหลวง เพราะบังเอิญช่วยชายหนุ่มหน้าตาดีเอาไว้ พร้อมลอบช่วยให้เขากลับเข้าเมืองหลวงอย่างปลอดภัย นั่นจึงเป็นจุดเปลี่ยนทำให้แผนการของนางเกิดความเปลี่ยนแปลง เปิดฉากแรกในการกลับเมืองหลวง ในงานเลี้ยงหรูหรานางตบหน้าน้องสาวต่างมารดา ทวงชื่อเสียงที่ถูกอีกฝ่ายกับมารดาใส่ร้ายกลับคืนมา!!! จากนั้นตามมาด้วยการถอนหมั้นเอย ทวงสินเดิมเอย งานเดียวชื่อเสียงโด่งดังทั่วหล้าไม่เกินจริง!!! ใช่แล้ว...นางมิใช่สตรีที่เอาแต่โง่งมยอมให้ผู้อื่นหลอกอีกต่อไป เพราะคติประจำใจของนางในการกลับเมืองหลวงครั้งนี้ก็คือ ...อะไรยอมได้ก็อย่าไปยอม!!!!
View Moreความตาย...คือจุดสิ้นสุดจริงหรือ
มีใครที่ตายแล้วฟื้นจากนั้นกลับมาบอกต่อบ้าง แล้วเรื่องที่คนคนนั้นบอกเชื่อถือได้มากเพียงใด แล้วความตายที่คนคนนั้นกลับมาบอกต่อ มันคือความตายอันเป็นนิรันดร์ หรือเป็นเพียงแค่สติที่เลือนรางนำพาให้เกิดจินตนาการ
ไม่มีใครบอกได้ว่าความตายเป็นยังไง คือจุดสิ้นสุดจริงๆ หรือว่าเป็นเพียงจุดสิ้นสุดของสิ่งหนึ่ง จากนั้นจึงมีจุดเริ่มต้นของอีกส่งหนึ่งรออยู่ จากนั้นก็สิ้นสุดและเริ่มต้นอีกครั้ง เพียงแต่ระหว่างจุดสิ้นสุดหนึ่งไปยังจุดเริ่มต้นใหม่ มันเกิดการลบเลือนของความทรงจำ
ใช่แล้ว ไม่มีใครบอกได้หรอกจนกว่าจะได้พานพบกับคำตอบด้วยตัวเอง
ไม่รู้ว่าความตายของผู้อื่นเป็นอย่างไร แต่สำหรับเยียนหมิงรุ่ย มันคือการเริ่มต้นที่เหมือนเป็นจุดจบ ชีวิตที่เริ่มจากคนตัวคนเดียว ทำงานงกๆ ตอนเช้า ตกเย็นกลับบ้านนอนหลับเป็นตาย เช้ามาไปทำงาน จากนั้นชีวิตก็วนลูปเดิมๆ ไม่มีสีสันอะไรให้ตื่นเต้น
มีอยู่วันหนึ่งลูปนั้นก็มีอันจบลง หลังขึ้นรถเมล์แล้วภาพตัดเพราะอุบัติเหตุ ลืมตาขึ้นมาอีกก็พบว่าตัวเองนอนหงายอยู่บนพื้นห้อง ไม่พอลำคอเจ็บร้าวมีผ้าขาวยาวสามฉื่อพันรอบ
สำหรับคนอื่นอาจคิดว่านี่เป็นการยืมร่างคืนวิญญาณ หรือการเข้าสิงร่างของคนที่ไม่ใช่เจ้าของร่าง เป็นการตายแล้วฟื้น หรือการย้อนอดีต แต่กับเยียนหมิงรุ่ย นี่คือการกลับชาติมาเกิดใหม่โดยแท้!!!
การเกิดใหม่ของหญิงสาวมันฟังดูเหลือเชื่อ มากกว่าความน่าเหลือเชื่อก็คือ ความทรงจำล้วนอยู่ครบทั้งชาตินี้ ชาติที่แล้ว หรือแม้กระทั่งชาติหน้าที่เป็นยุคปัจจุบัน ใครๆ เขาก็บอกว่าความตายก็คือความว่างเปล่า แต่เยียนหมิงรุ่ยแตกต่างเพราะจากปัจจุบันย้อนสู่อดีต ความทรงจำที่มีล้วนอยู่ครบถ้วน!!!
นี่คือการเกิดใหม่ในร่างเดิม แถมยังเป็นร่างที่อยู่ในยุคอดีตที่ถูกรังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เยียนหมิงรุ่ยที่ไม่สู้คนโดนข่มเหงสารพัดทว่าไม่เคยปริปาก ไม่เคยลุกขึ้นสู้ ตอนนี้ในร่างกลับมีเยียนหมิงรุ่ยจากยุคปัจจุบันที่ปากกัดตีนถีบ พร้อมบวกไม่ว่ากับใครและในสถานการณ์ใด!!!
โลกแห่งอดีตเอ๋ย...รุ่ยรุ่ยคนนี้มาแล้ว! ใครที่เคยทำอะไรเอาไว้กับนาง หวังว่าคนเหล่านั้นจะเตรียมพร้อมรับมือให้ดี!!!
“คุณหนู!!!” เสี่ยวเหมยวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าขาวซีด “ท่าน...”
นางหัวเราะเสียงเย็นปลดผ้าขาวออกจากลำคอ เงยหน้าขึ้นมองคานสูงในห้อง เก้าอี้ที่ล้มลง และลำคอที่เจ็บร้าว ไม่รู้ว่านี่เป็นโชคชะตาหรือสวรรค์เมตตาให้กลับมาแก้ไข ตอนนี้เยียนหมิงรุ่ยในยุคปัจจุบันสิ้นใจ แต่เยียนหมิงรุ่ยในยุคอดีตกลับรอดตายเพราะเงื่อนของผ้าขาวไม่แน่นพอ
เสี่ยวเหมยมองผู้เป็นนายราวกับมองคนแปลกหน้า “คุณหนูเจ้าคะ ท่านทำให้ข้าน้อยกลัว...”
นางลุกขึ้นยืนเดินไปรินชาอุ่นๆ จิบได้เพียงเล็กน้อยเพราะลำคอเจ็บร้าว “เจ้า...ไปฝนหมึก ข้าจะเขียนจดหมาย”
“จะ...จดหมายหรือเจ้าคะ?”
“ใช่แล้ว จดหมาย ข้าจะส่งจดหมายถึงท่านปู่”
“ตะ...แต่ว่าคุณหนู ท่าน...ท่านเคย... เคยบอกว่าจะไม่นับญาติกับชาวยุทธ์”
เยียนหมิงรุ่ยยิ้มเย็น “ใช่ข้าเคยพูด ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว” มองไปรอบๆ เรือนที่เย็นเยียบ ความเงียบงันทำให้ผู้คนรู้สึกสิ้นหวัง มองมือของตัวเองที่ขาวซีดนางหยิบพู่กันขึ้นมาจากนั้นเริ่มเขียนจดหมายถึงท่านปู่
เดิมที...บิดาของไม่ใช่ชนชั้นสูง ทั้งยังไม่ใช่ทายาทของขุนนาง หลังจากเคยช่วยอดีตฮ่องเต้เอาไว้ จากนั้นจึงได้เข้าร่วมกองทัพมีความดีความชอบ กระทั่งหลังจากแต่งงานกับมารดาที่เป็นบุตรสาวนอกสมรสของอัครมหาเสนาบดีแคว้นต้าฉี เพราะมีความรู้ความสามารถและมีความดีความชอบ ฮ่องเต้ทรงโปรดแต่งตั้งให้เขาหยวนซื่อโหว เป็นแม่ทัพที่มีกำลังพลรั้งอยู่ที่เมืองเป่ยโจว
บิดาของนาง...ย้ายเข้าเมืองหลวงต้าฉี เดิมทีนางควรย้ายตามไปเมื่อครึ่งเดือนที่แล้วทว่าเกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน และเรื่องนี้ก็ทำให้นางถึงขั้นตัดสินใจพาดผ้าขาวยาวสามฉื่อขึ้นไปบนคาน...
มองออกไปข้างนอกบ่าวไพร่ในเรือนเดินสวนกันไปมา หากไม่สังเกตจะไม่รู้เลยว่ามีคนคุ้มกันเรือนนี้แน่นหนาเพียงใด คนนอกอาจเข้าใจว่าคนคุ้มกันเรือนนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของหญิงสาว เยียนหมิงรุ่ยเคยโง่งมและคิดเช่นนั้น กระทั่งตอนนี้จึงเข้าใจว่าตัวนางเองถูกกักบริเวณ!!!
“เจ้าทำเหมือนทุกวัน บอกพวกเขาว่าจะออกไปซื้อของกินให้ข้า บอกว่าข้าเบื่ออาหารไม่ยอมกินอะไร จากนั้นลอบส่งจดหมายสองฉบับนี้ออกไป ฉบับแรกส่งไปที่แดนเหนือให้ท่านปู่ ฉบับนี้ส่งไปที่...จวนว่าการ”
“จวนว่าการหรือเจ้าคะ?” เสี่ยวเหมยเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
นางหัวเราะ “แล้วสำเร็จหรือไม่”“สักสองไหได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”“น้อยๆ หน่อย ข้ามีเพียงสองไหเท่านั้นเพราะการหมักซับซ้อน ปีหน้าไม่แน่ว่าจะได้มากกว่าสอง”“เช่นนั้นปีหน้ากระหม่อมจะมารับส่วนแบ่งของกระหม่อมแน่นอน สองไหอย่าลืมนะพ่ะย่ะค่ะ”“ได้” นางตกลงเซียวจื่ออวี่ยิ้มเขากระตุ้นม้าให้ออกวิ่ง “คำไหนคำนั้น!!”“คำไหนคำนั้น!!!” นางมองส่งแม่ทัพหนุ่มควบม้าจากไปด้วยรอยยิ้ม ในใจคลายความกังวลลงในทันที เรื่องในราชสำนักนางตระหนักดีว่าหาความสงบสุขนั้นยาก ยิ่งเป่ยโจวสงบสุขและรุ่งเรืองมากเพียงใด คนในเมืองหลวงก็จะยิ่งจับจ้องมากขึ้นเท่านั้นด้านหลังมีเสียงฝีเท้า “ท่านอ๋อง”“คนจากไปแล้วหรือ”“เพคะ”“ข้ามารับเจ้ากลับเรือน” เสวียนปั๋วหย่ายื่นมือมาให้นางจับ“ทรงรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เพคะว่าหม่อมฉันแอบออกมา”“ไม่มีเจ้าเคียงข้าข้าจะวางใจนอนหลับได้อย่างไร”นางยิ้ม “เช่นนั้นดึกมากแล้วกลับไปพักผ่อนเถิดเพคะ พรุ่งนี้ยังมีทหารใหม่ที่ต้องฝึก”“เจ้าเองก็อย่าหักโหม หากมีอาการแพ้จะต้องรีบพัก”“เพคะหม่อมฉันจะไม่หักโหม แล้วนี่ท่านพ่อส่งข่าวมาบ้างหรือไม่เพคะ”“อืม หยวนซื่อโหวไม่ได้เขียนเป็นจดหมายเพราะเกรงจะถูกติดตาม เขาส่งคนมาเมื
“แล้วเพราะอะไรทรงเกิดความขัดแย้งในพระทัย”“เพราะวันนั้น...อยู่ๆ เสด็จพ่อก็มีราชโองการบังคับให้รุ่ยรุ่ยเป็นเช่อเฟยของข้า นับตั้งแต่พบและนางพาข้าเข้ามาถึงเมืองหลวง ข้าไม่เคยบีบบังคับนาง ไม่เคยมีความคิดนั้น ในใจของข้าถึงขั้นเคยคิดที่จะช่วยนางก่อเรื่อง ขอเพียงไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรม ไม่ได้ฆ่าใคร ข้าพร้อมจะช่วยนางเต็มที่ ข้าทะนุถนอมนางถึงเพียงนี้ แต่เพราะตัวข้าเองกลับทำให้นางต้องยอมจำนน”เซียวจื่ออวี่ถอนหายใจ“เจ้าอาจมองว่าข้าโง่งม เพียงเพื่อสตรีนางเดียว ข้ากลับทำลายทุกอย่าง แต่ว่าเซียวจื่ออวี่ นางเป็นสตรีที่ข้ารัก ชั่วชีวิตข้าต้องการสิ่งเดียวและเป็นสิ่งแรก นั่นก็คือมีนางอยู่เคียงข้าง”“แล้วตอนนี้ท่านอ๋อง...มีความสุขหรือไม่”“ข้ามีความสุขมาก ข้ามีทุกอย่างที่ใจของข้าปรารถนาแล้วที่เป่ยโจว”“นั่นคือคำตอบทั้งหมดที่กระหม่อมมาเพื่อฟังด้วยตัวเอง” เซียวจื่ออวี่ยิ้มตอนนั้นเองที่หม่าเหอขยับเดินเข้ามาใกล้ เขามองเสวียนปั๋วหย่าที่กระโดดลงจากหลังม้า เดินเข้าไปหาคนสนิทด้วยใบหน้ากังวลตอนนั้นเขาเองก็เคร่งเครียดเพราะคิดว่ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น เพียงแต่...หลังได้รับการบอกประโยคเดียว สีหน้าของเสวียนปั๋วหย่า
“ตื่นแล้ว” เขาประคองตัวลุกขึ้นนั่ง “เจ้าได้พักบ้างหรือไม่”“หม่อมฉันไม่เหนื่อย รู้สึกอย่างไรบ้างเพคะ”“เหมือนกำลังฝัน”นางหัวเราะขยับเข้าไปหาเขา ยื่นหน้าเข้าไปจุมพิตเขา “ดีขึ้นแล้วหรือยังเพคะ”เขากะพริบตา นางยื่นหน้าเข้าไปอีก จุมพิตนานอีกนิด “แล้วเช่นนี้...”“เหมือนดีขึ้นเล็กน้อย”นางมองเขาอย่างรู้ทันแต่ก็ยังขยับเข้าไปอีก ครั้งนี้เขาตรึงศีรษะนางเอาไว้ จุมพิตกอดเกี่ยวเนิ่นนาน... ทั้งสองหอบหายใจตอนเขาปล่อย เสวียนปั๋วหย่ากอดนางพร้อมลูบหลังและเกยคางลงไปบนไหล่หญิงสาว “รุ่ยรุ่ย”“เพคะ”“ข้ารักเจ้า”นางยิ้ม “จะแข่งกับหม่อมฉันหรือเพคะ”“วันนี้ข้าเป็นฝ่ายพูดก่อน” เขาโยกตัวไปมาราวกับเด็กเล็กๆ กอดนางแน่นพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ถึงไหลโจวแล้วจะต้องไหว้ฟ้าดินก่อนเป็นเรื่องแรก พวกเราแต่งงานตามประเพณีไหลโจวดีหรือไม่ กลับมาค่อยไหว้ฟ้าดินแบบต้าฉี”“แต่งงานสองครั้งหรือเพคะ”“ใช่แล้ว ครั้งเดียวจะไปพออะไร รู้หรือไม่ว่าข้าสิ้นหวังเพียงใด”นางยิ้มลูบหลังเขา “ดีขึ้นหรือยังเพคะ”“ดีขึ้นเล็กน้อย” นางกอดแน่นขึ้นอีกนิด “ดีขึ้นมาก”“กอดแน่นกว่านี้ก็เจ็บแล้วเพคะ แผลที่หลังยังไม่ดีขึ้นเลย” หญิงสาวดันตัวออ
นางมองเขาจากนั้นถอนหายใจ “ท่านอัครมหาเสนาบดีไปหาท่านหรือไม่”“อืม ครั้งหนึ่งหลังโดนโบย ทำไมหรือ”“เขาพูดอะไรกับท่านหรือไม่”เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง “บอกว่าให้ข้าทำหน้าที่ให้ดีก็พอ เรื่องอื่นเข้าจัดการให้แล้ว”นางพลันเข้าใจ...ที่แท้ท่านตาของนางก็เป็นคนจัดการเรื่องนี้ เพียงแต่...ไม่ใช่เป็นการขัดราชโองการหรือ?!ด้านนอกมีเสียงฝีเท้ามาหยุด “ท่านหญิงสวี่เยียน องค์ชายหก หากสนทนากันจบแล้วก็ออกมารับราชโองการเถิด”“ราชโองการ?!” นางเบิกตาทว่าก็เดินออกไปดู “กงกงเจ้าคะ องค์ชายหกทรง...”“ข้าลุกได้” เขาลุกได้แต่ก็ทุลักทุเลมาก“ด้วยเมตตาจากองค์ฮ่องเต้ องค์ชายหกต้องเดินทางไปไกลถึงไหลโจวเพื่อทำหน้าที่ทูตแห่งไมตรี บัดนี้ท่านหญิงสวี่เยียนเองก็ไม่ต้องรั้งอยู่ที่เมืองหลวง ด้วยนิสัยอันโอบอ้อมเฉลียวฉลาด หากเดินทางไปกับคณะทูตจะต้องทำประโยชน์ได้มากล้น แม้ยังไม่ได้พระราชสมรส แต่ทรงเมตตาแต่งตั้งท่านหญิงสวี่เยียนให้เป็นชายาองค์ชายหก มอบตราประจำตัวชายาองค์ชายหกทันที ขอให้ทั้งสองเป็นคู่ที่สวรรค์สรรค์สร้าง ครองรักยืนยาวมั่นคง จบราชโองการ”เยียนหมิงรุ่ย...พูดไม่ออก นางรับราชโองการเสียงเบา ส่วนเสวียนปั๋วหย่ายื่นสองมือออก
เขา...มองหญิงสาวที่นอนหงายกอดเสื้อคลุม ข้างๆ มีสาวใช้นั่งอยู่บนพื้นพิงหลังกับผนังหลับตาเยียนหมิงรุ่ยที่เขาเคยได้ยิน ดูไม่คล้ายกับตัวจริงที่เขาได้พบ ชื่อเสียงของนางลือกันว่าเป็นคนเอาแต่ใจร้ายกาจเพราะถูกตามใจตั้งแต่เด็ก ในจวนนางอยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากรังแกใครก็ไม่มีใครกล้าห้าม กล้าดุด่าหรือตำหนิใ
ท่านหมอมาแล้ว... คนของหัวหน้านายกองผู้นั้นก็ยังเฝ้าอยู่ เยียนหมิงรุ่ยยอมให้ท่านหมอเข้ามาในห้อง ม่านหน้าเตียงถูกปลดลงมองเห็นคนที่นอนอยู่บนเตียงเลือนรางยิ่งประตูถูกปิดตามหลังท่านหมอ หญิงสาวขยับเข้าไปจนใกล้หมอชรา “ท่านหมอ”“คุณหนูอาการแย่มากหรือ”“มิใช่เจ้าค่ะ เป็นเช่นนี้...” สีหน้าของนางเต็มไปด้วยคว
ป้อมเป่ยอวี้เป็นเส้นทางหลักที่มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวง ไม่ว่าผู้ใดจะเดินทางเข้าเมืองหลวงหากไม่ต้องการข้ามเขาสูงชัน ล้วนต้องเดินทางผ่านป้อมประตูนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ช่องเขาเป็นดังปราการ ป้อมเป่ยอวี้เต็มไปด้วยการตรวจตราที่เข้มงวด ขบวนเดินทางถูกตรวจสอบไม่ว่าผู้ใดล้วนต้องลงจากรถม้าเพื่อให้เจ้าหน้าที่ยืนย
“ข้าขอสนทนากับพี่ใหญ่เฉียนสักครู่”เฉียนหยางรอจนทั้งสองเดินออกมาห่างจากกองไฟไกลพอสมควร “ท่านคิดจะทำอะไร”“หาพันธมิตร”“ดูก็รู้ว่าพวกเขาเป็นตัวปัญหา”“ไม่หรอกหากเรารู้จักใช้คน อีกอย่าง...” นางมองเขาด้วยท่าทีลังเล “ท่านคิดว่าจะช่วยคุ้มกันข้ากับเขาเข้าเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัยหรือไม่”“หมายความว่าอย่าง






reviews