เข้าสู่ระบบชิงหลัวหน้าเปลี่ยนสี
“แต่เรื่องยาห้ามครรภ์เป็นความจริงนะเพคะ”
“ใช
นางเงยหน้าขึ้นสบตาฮ่องเต้ “ส่วนอำนาจ...มีไว้เพื่อรักษาวงจรทั้งหมดนี้”เยี่ยนจิ่งเฉินถามต่อทันที “หากต้องเลือกเพียงอย่างเดียว”หลินเวยตอบโดยไม่ลังเล “ราษฎร”“เหตุใด”“เพราะเงินสร้างใหม่ได้ กองทัพสร้างใหม่ได้ ขุนนางเปลี่ยนใหม่ได้ แต่อาณาจักรที่ไม่มีราษฎร...”นางกล่าวช้า ๆ “ไม่มีผู้ใดให้ปกครอง”ศาลาทั้งหลังเงียบลง ฮ่องเต้ไม่ได้แสดงสีหน้า แต่แววตาเข้มขึ้นเล็กน้อย พระองค์ถามต่อ“หากราษฎรต่อต้านจักรพรรดิเล่า”หลินเวยยิ้มบาง “หากคนทั้งแผ่นดินต่อต้านผู้ปกครอง สิ่งแรกที่ควรถามไม่ใช่ว่าราษฎรผิด แต่คือจักรพรรดิพลาดตรงใด”เยี่ยนจิ่งเฉินหัวเราะเบา ๆ “เจ้ากล้าพูดจริง”“เพราะฝ่าบาทรับสั่งให้ตอบตามที่คิด”ฮ่องเต้หยิบหมากสีดำอีกเม็ดขึ้นมา“คำถามที่สอง ภัยแล้งกินเวลาสองปี คลังหลวงเหลือเงินเพียงครึ่งเดียว เจ้าจะเก็บภาษีเพิ่มหรือไม่”หลินเวยถามกลับอย่างสุภาพ “หม่อมฉันทูลถามได้ห
“เมื่อมีหลักฐานมากพอ หม่อมฉันจะทูลเพคะ”“เจ้ายังไม่ไว้ใจข้าเต็มที่”“ความไว้ใจต้องใช้เวลาเพคะ”คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้เยี่ยนจิ่งเฉินกริ้ว เขากลับพยักหน้าอย่างยอมรับ“ข้าจะรอ”หลังขบวนเสด็จจากไป ชิงหลัวรีบเข้ามาในห้อง นางมองสำรับอาหารที่ถูกเก็บจนหมด แล้วถามด้วยแววตาตื่นเต้น“ฮองเฮาเพคะ ฝ่าบาททรงมาร่วมโต๊ะกับพระองค์จริง ๆ”หลินเวยกลับไปนั่งหน้าโต๊ะทรงงาน “ข้าเห็นแล้ว”“พระองค์ไม่ดีพระทัยหรือเพคะ”“การร่วมโต๊ะไม่ได้แปลว่าร่วมทาง”ชิงหลัวชะงักหลินเวยหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนเขียนคำว่า ฮ่องเต้ ลงบนแผนผัง แต่ไม่ได้ลากเส้นเชื่อมกับฝ่ายใด“เขาเริ่มมองเห็นเครือข่ายแล้ว”“และเริ่มเชื่อพระองค์แล้วมิใช่หรือเพคะ”“เริ่มเชื่อเหตุผลของข้า ไม่ได้แปลว่าเชื่อใจตัวข้า” หลินเวยมองชื่อเยี่ยนจิ่งเฉินบนกระดาษ “แต่เท่านี้ก็เพียงพอสำหรับตอนนี้”ชิงหลัวถามเบา ๆ
“ฝ่าบาทต้องการคำตอบของฮองเฮา หรือคำตอบของคนที่นั่งร่วมโต๊ะกับพระองค์เพคะ”“ต่างกันอย่างไร”“ในฐานะฮองเฮา หม่อมฉันควรตอบว่าอย่ายุ่งกับราชสำนักฝ่ายหน้า”“แล้วในฐานะอีกอย่างหนึ่ง”หลินเวยสบตาเขา “แบ่งอำนาจโดยไม่ทำให้เขารู้สึกว่าถูกปลด”เยี่ยนจิ่งเฉินนิ่งฟัง“เริ่มจากย้ายแม่ทัพรองที่ภักดีต่อราชสำนักเข้าไปในกองทัพ ให้เหตุผลว่าแบ่งเบาภาระ จากนั้นหมุนเวียนเสบียง อาวุธ และคำสั่งผ่านกรมกลาโหมโดยตรง ไม่ให้ตระกูลเดียวควบคุมทุกอย่าง สุดท้ายจึงเลื่อนตำแหน่งคนในตระกูลบางคนเข้าราชสำนัก เพื่อให้พวกเขาอยู่ใกล้พระองค์แต่ห่างจากกองทัพ”“เจ้าจะให้รางวัลคนที่อาจเป็นภัย?”“ให้ตำแหน่งที่ดูสูง แต่ไม่มีทหารในมือ” หลินเวยตอบทันที “คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตำแหน่งกับอำนาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน”เยี่ยนจิ่งเฉินพยักหน้าเล็กน้อย “หากเขาไม่ยอม”“เช่นนั้นแปลว่าเขาต้องการทหารมากกว่าเกียรติ และความสงสัยของฝ่าบาทก็จะมีน้ำหนักขึ้น&rdquo
“ตำหนักคุนหนิงกินเพียงเท่านี้หรือ”“เพคะ”“เหตุใดไม่ให้ห้องเครื่องจัดของบำรุงมากกว่านี้”“ของบำรุงราคาแพงไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไปเพคะ”เยี่ยนจิ่งเฉินเงยหน้ามองนาง “เจ้ากลัวถูกวางยาแม้แต่ในสำรับเช้าหรือ”หลินเวยตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน“หม่อมฉันเคยถูกวางยามาแล้วครั้งหนึ่ง ความกลัวจึงไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นความจำที่ช่วยให้คนมีชีวิตอยู่ต่อ”เยี่ยนจิ่งเฉินเงียบไปเล็กน้อย ก่อนตักข้าวต้มขึ้นชิม“รสชาติธรรมดา”“ธรรมดาปลอดภัยกว่าหรูหราเพคะ”“เจ้าใช้คำว่าปลอดภัยบ่อยเกินไป”“เพราะในวังนี้ ผู้คนพูดถึงเกียรติ อำนาจ และความโปรดปรานมากเกินไป จนลืมไปว่าหากไม่มีชีวิต สิ่งเหล่านั้นก็ไร้ความหมาย”ฮ่องเต้มองนางนานกว่าปกติ“เจ้าพูดเหมือนคนที่เคยตายจริง ๆ”หลินเวยยกถ้วยชาขึ้น “หม่อมฉันเคยผ่านประตูผีมาแล้วเพคะ”นางไม่ได้พูดต่อ และเยี่ยนจิ่งเฉินก
เยี่ยนจิ่งเฉินมองใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้า นี่ไม่ใช่ฮองเฮาคนเดิม หญิงที่เคยร้องไห้ทุกครั้งเมื่อถูกกล่าวหา ไม่ใช่คนที่ก้มหน้ายอมรับทุกคำตำหนิ แต่เป็นสตรีที่ยืนตัวตรง แม้จะถูกคนทั้งวังหมายเอาชีวิต เขาถามขึ้นอีกครั้ง“แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่มาขอให้ข้าปกป้อง”หลินเวยยิ้มบาง “เพราะหม่อมฉันรู้ว่า คนที่ปกป้องตัวเองไม่ได้ ต่อให้ฝ่าบาทปกป้องวันนี้ วันหน้าก็ต้องตายอยู่ดี”คำตอบนั้นทำให้ฮ่องเต้หัวเราะออกมาครั้งแรก “เจ้าเปลี่ยนไปมาก”“เพคะ”“เพราะเหตุใด”หลินเวยมองเปลวไฟในตะเกียง“เมื่อคนคนหนึ่งเกือบตาย เขาจะมองโลกไม่เหมือนเดิมอีก”เยี่ยนจิ่งเฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินไปหยุดที่โต๊ะ เขาเห็นรอยหมึกที่เพิ่งแห้งบนกระดาษ แม้หลินเวยจะเก็บเอกสารสำคัญทัน แต่ยังมีรอยเส้นบาง ๆ ที่ลากเชื่อมชื่อขุนนางไว้ไม่หมด เขาใช้นิ้วแตะรอยหมึกนั้น แล้วกล่าวเบา ๆ“ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง”“เพคะ”“เจ้ากำลังสืบผู้ใด”หลินเวยมองแผ่นหลั
ทันใดนั้น...เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากด้านนอก หวังอี้รีบเปิดประตูเข้ามา สีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด“ฮองเฮาเพคะ!”หลินเวยเงยหน้าขึ้น “เกิดอะไรขึ้น”“ฝ่าบาท...” หวังอี้กลืนน้ำลาย “เสด็จมาที่ตำหนักคุนหนิงพ่ะย่ะค่ะ”ชิงหลัวถึงกับยืนขึ้นทันที “เวลานี้หรือ”“ใช่”เสียงขันทีหน้าตำหนักประกาศก้อง“ฝ่าบาทเสด็จ!”ข้ารับใช้ทั้งตำหนักรีบคุกเข่าลงพร้อมกัน หลินเวยกวาดสายตามองเอกสารบนโต๊ะ ก่อนเก็บพระบัญชีลงในลิ้นชักอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงตำราพิธีการกับสมุดบัญชีฝ่ายในธรรมดาสองสามเล่มประตูห้องเปิดออก เยี่ยนจิ่งเฉินก้าวเข้ามาในชุดฉลองพระองค์สีดำปักมังกรทอง ไม่มีขบวนใหญ่ติดตาม มีเพียงองครักษ์สองคนยืนอยู่ด้านนอก ดวงตาคมเข้มของเขากวาดมองห้องเพียงครั้งเดียว แล้วหยุดที่โต๊ะซึ่งเต็มไปด้วยพู่กันและแผนผัง หลินเวยยอบกาย“ถวายพระพรฝ่าบาท”“ลุกขึ้น”น้ำเสียงของฮ่องเต้ยังคงเรียบนิ่ง ชิงหลัวกับหวังอี้กำลังจะถอยอ







