ログインนางเคยถูกคนรักและน้องสาวร่วมมือกันฆ่าเพื่อเงินประกัน เมื่อลืมตาอีกครั้ง วิญญาณของหญิงสาวไอคิวสูงกลับมาอยู่ในร่าง ฮองเฮาผู้ไร้อำนาจ แห่งวังหลวง ห้าสนมคิดโค่นนาง ขุนนางเฒ่าคิดใช้วังหลังเป็นหมาก ไทเฮาคิดวางยาบุตรชายเพื่อรวบอำนาจ แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า...ฮองเฮาคนเดิมได้ตายไปแล้ว จากนี้ไป นางจะไม่อ้อนวอน ไม่ถอยหนี และไม่ให้อภัย
もっと見るเงินประกันของคนตาย
เสียงฝนกระหน่ำกระจกหน้าต่างห้องทำงานของบริษัทประกันภัยดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หลินเวยเงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์ ดวงตาคมกริบที่ขึ้นชื่อเรื่องการสังเกตรายละเอียดกวาดมองตัวเลขบนหน้าจออีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
เธออายุยี่สิบแปดปี จบปริญญาโทด้านการเงิน เป็นนักวิเคราะห์ความเสี่ยงที่บริษัทระดับประเทศ เพื่อนร่วมงานต่างยอมรับว่าเธอมีไอคิวสูง จำตัวเลขได้แม่นยำ วิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วจนน่าตกใจ
แต่ในเรื่องความรัก...เธอกลับเชื่อคนง่ายกว่าที่ควร เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ "ภาคิน" หรืออี้เฉิน เขาเป็นลูกครึ่งไทยจีน ฝรั่งเศส หน้าตาหล่อเหลาระดับนายแบบ หลินเวยกดรับพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
"เลิกงานหรือยัง"
ปลายสายตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง
"ใกล้แล้ว วันนี้ประชุมยาวหน่อย"
"งั้นเดี๋ยวฉันทำอาหารรอ"
"ไม่ต้องหรอก ผมมีนัดกับลูกค้าต่อ คงกลับดึก"
"อีกแล้วเหรอ"
"งานช่วงนี้เยอะ"
หลินเวยหัวเราะเบา ๆ "โอเค ขับรถดี ๆ นะ"
"ครับ"
สายถูกตัดลง หญิงสาววางโทรศัพท์บนโต๊ะ ก่อนหันกลับมาทำงานต่อ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ความรู้สึกแปลกประหลาดกลับก่อตัวขึ้นในใจ
ช่วงสามเดือนที่ผ่านมา...ภาคินกลับบ้านดึกแทบทุกคืน วันหยุดก็บอกว่าต้องพบลูกค้า ข้อความตอบช้าลง โทรศัพท์มักปิดเสียงเสมอ เมื่อก่อนเธอไม่เคยคิดมาก เพราะเชื่อใจเขาเต็มหัวใจ
แต่วันนี้...ไม่รู้ทำไม ความรู้สึกนั้นกลับไม่เหมือนเดิม หลินเวยเก็บเอกสารลงแฟ้ม ก่อนเดินออกจากบริษัท ฝนยังตกหนัก เธอขับรถกลับคอนโดด้วยความเหนื่อยล้า เมื่อเปิดประตูเข้าไป ห้องกลับมืดสนิท ภาคินยังไม่กลับ หญิงสาวเดินเข้าไปในครัว เปิดตู้เย็น หยิบน้ำออกมาดื่ม ก่อนสายตาจะเหลือบเห็นแฟ้มเอกสารสีฟ้าวางอยู่บนโต๊ะอาหาร เธอขมวดคิ้ว แฟ้มนี้ไม่ใช่ของเธอ หลินเวยหยิบขึ้นมาเปิดดู ภายในเป็นเอกสารกรมธรรม์ประกันชีวิต
ชื่อผู้เอาประกันคือ...ภาคิน ส่วนผู้รับผลประโยชน์...เดิมทีควรเป็นเธอ แต่กลับถูกเปลี่ยนเป็น "หลินรั่ว" หลินเวยนิ่งไป หลินรั่ว...น้องสาวต่างพ่อของเธอ ทั้งสองไม่ได้สนิทกันนัก เพราะหลังจากแม่ของเธอเสียชีวิต พ่อก็แต่งงานใหม่ หลินรั่วจึงเติบโตมาในบ้านเดียวกัน แต่ไม่เคยเรียกเธอว่าพี่ด้วยความเต็มใจ
หญิงสาวพลิกดูเอกสารต่อ ลายเซ็นผู้เอาประกันเป็นของภาคินจริง วันที่แก้ไข...เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสอง สัปดาห์ก่อน หลินเวยยืนนิ่ง หัวใจเริ่มเต้นแรง ทำไมผู้รับผลประโยชน์ถึงไม่ใช่คู่หมั้นอย่างเธอ แต่กลับเป็นหลินรั่ว เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาภาคินทันที
เสียงเรียกดังอยู่นาน ก่อนที่ปลายสายจะตัดสายทิ้ง หลินเวยมองหน้าจออย่างเงียบงัน อีกไม่กี่วินาที ข้อความเด้งขึ้นมา
"ประชุมอยู่ เดี๋ยวโทรกลับ"
หญิงสาวไม่ได้ตอบ เธอวางโทรศัพท์ลง ก่อนมองแฟ้มประกันอีกครั้ง จากประสบการณ์ทำงานด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงมาหลายปี เธอรู้ดีว่า...การเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การเปลี่ยนจากคู่หมั้นมาเป็นน้องสาวต่างพ่อกลับผิดปกติเกินไป
หลินเวยเปิดโน้ตบุ๊กส่วนตัว เธอเริ่มตรวจสอบข้อมูลที่หาได้จากแหล่งสาธารณะ ไม่นานก็พบว่าหลินรั่วเพิ่งลาออกจากงานเมื่อเดือนก่อน ทั้งที่เคยบ่นว่าไม่มีเงินแต่กลับซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมใบละหลายหมื่น เที่ยวต่างประเทศ กินร้านหรูทุกสัปดาห์
ทั้งหมดถูกโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย หลินเวยขมวดคิ้ว เงินมาจากไหน เธอเลื่อนดูรูปต่อ จนสะดุดกับภาพหนึ่ง เป็นภาพอาหารค่ำในร้านอาหารฝรั่งเศส ตรงมุมกระจกสะท้อนชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แม้จะเห็นเพียงครึ่งหน้าแต่หลินเวยจำนาฬิกาเรือนนั้นได้ นาฬิกาที่เธอซื้อให้ภาคินในวันเกิดเมื่อปีที่แล้ว มือของหญิงสาวเย็นเฉียบ เธอขยายภาพ
ผู้ชายคนนั้น... คือภาคินจริง ๆ หลินเวยหลับตาลงช้า ๆ ความรู้สึกเจ็บแล่นผ่านหัวใจ แต่เพียงครู่เดียว ความเจ็บก็ถูกแทนที่ด้วยสติ ร้องไห้ไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ต้องทำคือหาความจริง เธอหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเขียนทุกสิ่งที่พบเป็นลำดับเวลา เอกสารถูกเปลี่ยน ภาคินกลับบ้านดึก หลินรั่วมีเงินผิดปกติ รูปถ่ายในร้านอาหาร
ทั้งหมดเชื่อมโยงกันได้อย่างน่ากลัว หลินเวยมองนาฬิกา สี่ทุ่มครึ่ง เธอเปิดแอปติดตามตำแหน่งรถที่ภาคินเคยอนุญาตให้ใช้เมื่อนานมาแล้ว สัญญาณยังเปิดอยู่ จุดสีฟ้าหยุดอยู่หน้าโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ไม่ใช่อาคารสำนักงาน หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ อย่างเย็นชา
"ลูกค้าสินะ"
เธอคว้ากุญแจรถทันที สามสิบนาทีต่อมา รถของหลินเวยจอดอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงแรม เธอไม่ลงจากรถ เพียงนั่งเงียบ ๆ มองประตูทางเข้า เกือบหนึ่งชั่วโมงผ่านไป ชายหญิงคู่หนึ่งเดินออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ ภาคินโอบเอวหญิงสาวอย่างสนิทสนม หลินรั่วซบไหล่เขาอย่างมีความสุข ทั้งคู่หยุดยืนหน้าโรงแรม ก่อนภาคินจะโน้มตัวลงจูบเธออย่างอ่อนโยน
พระองค์หยุดเล็กน้อย ก่อนมีพระราชโองการ“ถอดถอนจากตำแหน่งราชครู ริบทรัพย์สินทั้งหมดเข้าท้องพระคลัง ยึดจวนและที่ดินทุกแห่ง สอบสวนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด”“รับพระบัญชา!”เสียงองครักษ์หลวงรับพร้อมกันกึกก้อง ราชครูเกาถึงกับหมดเรี่ยวแรง ร่างทั้งร่างทรุดลงกับพื้นหินเย็นเฉียบ เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง“ฮ่า ๆ ๆ...ข้า... แพ้แล้ว”องครักษ์หลวงเข้าควบคุมตัวเขา ก่อนพาตัวออกจากท้องพระโรงต่อหน้าขุนนางทุกคน เมื่อประตูใหญ่ปิดลง เยี่ยนจิ่งเฉินทอดพระเนตรขุนนางทั้งราชสำนัก พระสุรเสียงกังวานและหนักแน่น“ตั้งแต่วันนี้ ผู้ใดคิดใช้ตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์ ผู้ใดคิดขายอำนาจของแผ่นดิน จงมองราชครูเกาเป็นตัวอย่าง”ขุนนางทุกคนคุกเข่าพร้อมกัน “ฝ่าบาททรงพระปรีชาสามารถ!”หลินเวยมองภาพนั้นอย่างสงบนิ่ง ในที่สุด...เสาหลักอีกต้นของเครือข่ายไทเฮาก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง.สนมที่เหลือเลือกทางรอดสามวันหลังราชครูเกาถูกปลดและริบทรัพย์สิน พระราชวังต้าเยี่ยนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ตำห
ไทเฮาแค่นหัวเราะ “เพราะเรายังเป็นมารดาของเจ้า”“ใช่” เยี่ยนจิ่งเฉินหลับพระเนตรชั่วครู่ ก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง“แต่ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พระองค์จะไม่มีอำนาจเหนือราชสำนักอีก”พระองค์หันไปสั่งองครักษ์ “มีพระราชโองการ ถอดอำนาจทั้งหมดของไทเฮา ห้ามผู้ใดรับคำสั่งจากตำหนักฉือหนิง กักบริเวณไทเฮาในตำหนักฉือหนิง ห้ามออกนอกตำหนัก ห้ามพบขุนนาง หากไม่มีพระราชานุญาตจากเรา ผู้ใดฝ่าฝืน...”พระสุรเสียงเย็นเฉียบ “ประหาร”“รับพระบัญชา!”องครักษ์หลวงคุกเข่าพร้อมกัน ไทเฮายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พระนางไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ขอความเมตตา เพียงทอดพระเนตรพระโอรสด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนตรัสเบา ๆ“เจ้าคิดว่ากักเราไว้...ทุกอย่างจะจบหรือ”เยี่ยนจิ่งเฉินตอบอย่างหนักแน่น“อย่างน้อย...แผ่นดินจะไม่ถูกควบคุมด้วยความโลภอีก”ไทเฮาหัวเราะเบา ๆ ก่อนปล่อยให้องครักษ์เชิญเสด็จออกจากท้องพระโรงโดยไม่ขัดขืน เมื่อประตูปิดลงทุกคนต่างรู้ดีว่า...ยุคแห่งอำนาจของไทเฮา ได้สิ้น
หลินเวยตอบเสียงหนักแน่น “ใช่...และผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุด”นางหันไปสบพระเนตรไทเฮา “คือผู้ที่จะขึ้นสำเร็จราชการ”ทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงัน หลินเวยพยักหน้าให้เฉินอวี้อีกครั้ง“เปิดหีบใบสุดท้าย”ฝาหีบถูกยกขึ้น ภายในเต็มไปด้วยคำสารภาพที่ประทับลายนิ้วมือและตราประจำตัว หลินเวยหยิบฉบับแรกขึ้นมา“คำสารภาพของเจาอี๋ ยอมรับว่าใส่ร้ายฮองเฮาตามคำสั่งคนของไทเฮา”ฉบับที่สอง “คำสารภาพของเต๋อเฟย ยอมรับว่าวัดหลวงถูกใช้รับส่งข่าวและซื้อเสียงขุนนาง”ฉบับที่สาม “คำสารภาพของเหม่ยเหริน ยอมรับว่าแสร้งป่วย กินยาทำให้ชีพจรแปรปรวน เพื่อสร้างข่าวว่าฮองเฮากลั่นแกล้ง”นางหยุดเพียงครู่ก่อนหยิบคำสารภาพฉบับสุดท้าย“และคำสารภาพของหมอหลวงสวี่ ยืนยันว่าโอสถที่ถวายฝ่าบาทถูกเติมสารชิงเยี่ยนตามคำสั่งของแม่นมหลี่ คนสนิทของไทเฮา”ทันทีที่สิ้นคำ แม่นมหลี่ถึงกับทรุดเข่าลง ไทเฮารีบหันไปมองนาง“หลี่กู!”แม่นมหลี่ตัวสั่นไปทั้งร่าง ราชครูเก
ราชครูเการีบคุกเข่าลง “ฝ่าบาท! กระหม่อมเพียงเป็นห่วงบ้านเมือง”“จริงหรือ” ฮ่องเต้ย้อนถาม “เป็นห่วงบ้านเมือง... หรือเป็นห่วงว่าแผนจะไม่ทันสำเร็จ”ราชครูเกาถึงกับพูดไม่ออก เยี่ยนจิ่งเฉินหมุนพระวรกายไปมองขุนนางทุกคน“พวกเจ้าทุกคนเห็นกับตา ทันทีที่เราทรุดลง ราชครูเกาเสนอผู้สำเร็จราชการ ขุนนางฝ่ายเดียวกันคุกเข่าพร้อมกัน และ...”พระองค์หยุดมองไทเฮา “ไทเฮารับคำเสนอโดยไม่แม้แต่รอให้หมอหลวงวินิจฉัยพระอาการของเรา”รองเสนาบดีกรมยุติธรรมก้มหน้าลงช้า ๆ เขาเริ่มเข้าใจแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมด...เป็นกับดัก หลังจากนั้นฮ่องเต้ตรัสต่อ“เราตั้งใจให้ข่าวพระอาการแพร่กระจาย ตั้งใจให้ทุกคนคิดว่าเรากำลังหมดเรี่ยวแรง ตั้งใจ...”พระองค์เน้นเสียงหนัก “ล่อผู้ที่คิดแย่งอำนาจให้ออกมาจากเงามืด”ไทเฮาตรัสขึ้นทันที “ฮ่องเต้! เจ้ากำลังสงสัยมารดาของตนเองหรือ”เยี่ยนจิ่งเฉินหลับพระเนตรเพียงครู่ ก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง“ลูกไม่อยากสงสัย แต่พระองค์...ทำให้ลูกไ












レビュー