ログイン“เฮือก! เหวินเอ๋อร์ อย่าไป”
เสียงคนเมาสะดุ้งตื่นกลางดึก เขาฝันเห็นสตรีในดวงใจลาจากไปตลอดกาล ไม่เหลือแม้กระทั่งวิญญาณคอยวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ อย่างที่เคยรู้สึกอยู่ทุกวัน
ร่างสูงเดินโซซัดโซเซไปยังห้องหนังสือ แล้วรื้อค้นหาป้ายวิญญาณซึ่งแอบนำมาซุกซ่อนไว้ แทนที่จะนำไปเก็บในห้องเคารพศพตามธรรมเนียมปฏิบัติ
สองมือของคนเมายังคงพยายามรื้อค้นไปทั่วห้องหนังสือ และปัดป่ายไปทั่วชั้นวางหนังสืออย่างไร้สติ จังหวะหนึ่งได้ปัดโดนป้ายวิญญาณอย่างแรง ทำให้ป้ายไม้ตกลงมาจากที่สูงจนแตกกระจัดกระจาย
“เหวินเอ๋อร์ อย่าไป!”
เพราะทำพิธีเหนี่ยวรั้งดวงจิตมานานหลายปี เลยนำป้ายสตรีในดวงใจมาแอบซ่อนให้ลับตาคน ทว่าวันนี้เขากลับทำพังด้วยตนเอง
“กลับมา กลับมาหาข้า เหวินเอ๋อร์”
เสียงแหบห้าวเรียกขานสตรีในดวงใจทั้งน้ำตา ครั้งนี้นางจากไปแล้วจริง ๆ จากไปไม่มีวันหวนคืน
อีกด้านหนึ่งย่านชานเมืองหลวง ซึ่งอยู่คนละฟากฝั่งกับพระราชวังแคว้นไห่ ในรัชสมัยของฮ่องเต้จ้าวไห่เฟิง มีสำนักศึกษาขนาดใหญ่ตั้งเด่นตระหง่านตา
ชาวแคว้นไห่ล้วนนับถือคนที่สำเร็จการศึกษา จากสำนักศึกษาสุดแสนเข้มงวดแห่งนี้ หากไร้ซึ่งฝีมือคงไม่มีโอกาสแม้กระทั่งเข้าไปศึกษา
ไม่ได้เกี่ยวกับค่าเล่าเรียนราคาแพง แต่เป็นเพราะการคัดเลือกลูกศิษย์สุดหฤโหดนั่นเอง
สำนักเมฆินทร์คือนามของสำนักศึกษามีชื่อเสียง ซึ่งเน้นสอนเรื่องวรยุทธ์และการใช้อาวุธ โดยไม่ได้จำกัดเพียงบุรุษเท่านั้น หากสตรีมีฝีมือก็สามารถเข้ามาเล่าเรียนได้ และไม่แยกฐานันดรศักดิ์แต่อย่างใด
ลูกศิษย์ของสำนักเมฆินทร์ มีตั้งแต่เหล่าองค์ชายระหว่างอายุสิบปีถึงยี่สิบปี ตลอดจนบุตรหลานของชาวบ้านที่มีหน่วยก้านดี ก็สามารถเข้ามาเรียนรู้วรยุทธ์จากอาจารย์ผู้ทรงภูมิได้ทุกคน
สำนักศึกษาแห่งนี้ แยกการปกครองออกจากทางการอย่างสิ้นเชิง ไร้ซึ่งการแทรกแซงจากเหล่าขุนนางน้อยใหญ่
แม้กระทั่งฮ่องเต้ของแคว้นยังต้องไว้หน้าหลายส่วน
ภายในอาณาเขตของสำนักเมฆินทร์ เจ้าสำนักมีอำนาจตัดสินใจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว
ฉินมู่เหยียนเจ้าสำนักเมฆินทร์วัยสามสิบปี เป็นบุรุษรูปงามเพียบพร้อมทั้งรูปลักษณ์ และวรยุทธ์อันสูงส่งเป็นหนึ่งในแคว้นไห่
ชายหนุ่มผู้เงียบขรึมคนนี้ เคร่งครัดในระเบียบปฏิบัติ และมีนิสัยพูดน้อยเน้นลงมือกระทำ เห็นหน้านิ่ง ๆ ทว่าใจดีกับเหล่าบรรดาลูกศิษย์ผู้ใฝ่รู้อย่างเท่าเทียม
ฉินมู่เหยียนดูแลสำนักศึกษาแห่งนี้ ต่อจากท่านอาจารย์ผู้ลาลับ มีศิษย์น้องคนสนิทอีกสามคน คอยช่วยเหลืองานด้านการบริหารต่าง ๆ
คนแรก ตงเฉียน ศิษย์น้องชายวัยยี่สิบแปดปี นิสัยห้าวหาญไม่หวั่นเกรงสิ่งใด ภักดีต่อเจ้าสำนักแต่เพียงผู้เดียว ดูแลงานเรื่องการคัดเลือกลูกศิษย์ในแต่ละปี
คนที่สอง ห่าวซีเหมิน ศิษย์น้องชายวัยยี่สิบห้าปี นิสัยเงียบขรึมไม่ต่างจากเจ้าสำนัก จงรักภักดีต่อสำนักเมฆินทร์ไม่ต่างจากศิษย์พี่ ช่วยดูแลงานด้านการฝึกฝนลูกศิษย์ ตลอดจนจัดหาอาวุธมาให้เหล่าอาจารย์ผู้สอน
คนที่สาม เถียนลี่ลี่ ศิษย์น้องหญิงวัยยี่สิบสามปี นิสัยร่าเริงยิ้มง่าย และชอบดูแลเจ้าสำนักเกินกว่าหน้าที่ตนเอง ช่วยดูแลเรื่องบัญชีใช้จ่ายในสำนักเมฆินทร์
หากกล่าวถึงเหล่าศิษย์น้องของฉินมู่เหยียน แล้วไม่กล่าวถึงสตรีคนสำคัญอีกหนึ่งคนเห็นทีจะไม่ได้
เจ้าสำนักเมฆินทร์ผู้รูปงาม ไม่ใช่ชายหนุ่มสถานภาพโสดแต่อย่างใด เขาแต่งงานมาสองปีแล้วกับสตรีนามจางเหมยฮัว บุตรีคนเดียวของเจ้าสำนักธารา สหายสนิทของท่านอาจารย์ผู้ลาลับ
ทว่าชีวิตคู่ของทั้งสองเรียกได้ว่าต่างคนต่างอยู่ เพราะจางเหมยฮัวเป็นนายหญิงของสำนัก ที่ประพฤติตนแตกต่างจากสามีโดยสิ้นเชิง
เจ้าสำนักมีนิสัยเจ้าระเบียบ พร้อม ๆ กับมีเมตตาต่อเหล่าบรรดาลูกศิษย์ แต่ฮูหยินของเขากลับทำร้ายคนอื่นที่ขวางหูขวางตานาง โดยไม่สนใจรักษาเกียรติของสามีเลยสักนิด
จางเหมยฮัวมีนิสัยเย่อหยิ่งจองหอง ใจคอโหดเหี้ยมอำมหิตผิดสตรี ถึงขึ้นเคยสั่งโบยสาวใช้จนตาย ทั้งยังชอบแอบออกจากสำนักเมฆินทร์ เพื่อไปเที่ยวหอนายโลมในเมืองอยู่บ่อยครั้ง
“สตรีผู้นั้นอยู่ที่ใด ข้าไม่เจอหน้านางมาสามวันแล้ว”
เพราะนิสัยย่ำแย่เกินกว่าจะรับไหว ฉินมู่เหยียนจึงไม่อยากเอ่ยนามภรรยาสักเท่าไร
“อยู่ในเรือนขอรับนายท่าน วันก่อนมีท่านหมอมาที่เรือนนู้น เป็นไปได้ว่านายหญิงอาจจะเจ็บไข้ขอรับ”
“ค่ำนี้ข้ามีธุระที่ใดหรือไม่”
“มีพูดคุยหารือธุระ กับคุณหนูเถียนขอรับ” ผู้ช่วยคนสนิทรายงานตารางนัดหมายให้ผู้เป็นนายรับรู้
“เลื่อนออกไปไม่มีกำหนด คราวหน้าหากไม่มี ตงเฉียน กับซีเหมิน เข้าร่วมพูดคุยหารือด้วย ห้ามรับนัดเถียนลี่ลี่เพียงลำพังอย่างเด็ดขาด”
เขาเป็นบุรุษที่แต่งงานแล้ว การพูดคุยกับสตรีเพียงลำพังย่อมไม่ควรกระทำ ต่อให้ภรรยาผู้นั้นจะไม่สมควรรับเกียรติเลยสักนิด แต่เกียรติของเขาจำเป็นต้องคงไว้ตลอดชีวิต
“แต่คุณหนูเถียนบอกว่ามีธุระสำคัญ ข้าน้อยเลยไม่กล้าขัด”
“เจ้าเป็นคนของผู้ใดกันแน่!”
น้ำเสียงดุดันมาพร้อมกับสายตาจ้องเขม็ง ทำให้ผู้ช่วยแข้งขาอ่อนแรงด้วยหวั่นเกรงถูกลงทัณฑ์
“ข้าน้อยเป็นคนของนายท่านขอรับ!”
“จำไว้ให้ขึ้นใจ ไม่มีธุระใดสำคัญกว่าเรื่องที่ข้าสั่ง”
“ขอรับนายท่าน”
เฉินจื้อเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นชายอาภรณ์สีเข้มลวดลายก้อนเมฆประณีตงดงาม พลิ้วไหวปลิวสะบัดตามแรงอารมณ์ของเจ้าตัว
หากไม่ไหวตัวขยับหลบได้ทันกาล ชายอาภรณ์หนัก ๆ คงฟาดเข้าใบหน้าของเขาเป็นแน่
สองขาแข็งแรงองอาจกว่าผู้ใด ก้าวเดินตรงไปยังเรือนหลังใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเรือนนอนของตน
ประมุขฉินมู่เหยียนกับภรรยา แยกเรือนกันนอนตั้งแต่วันแรกที่แต่งงานด้วยเหตุผลนานัปการ และแน่นอนว่าทั้งสองคนไม่เคยเข้าหอกันเลยสักครั้ง!
“เจ้ายังไม่ตอบข้า” นิ้วกร้านยกขึ้นเกลี่ยริมฝีปากอวบอิ่ม อยากครอบครองขึ้นมาอีกแล้ว“ข้ามีใจให้ท่านเจ้าค่ะ มีให้ท่านคนเดียว ข้าไม่เคยรัก...”“ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น ข้าเชื่อเจ้าทุกเรื่อง”“ขอบคุณนะเจ้าคะ”“เหมยฮัว” เสียงเรียกขานลงน้ำหนักแหบพร่าแปลก ๆ ทว่าคนฟังยังไม่ทันรู้สึก“เจ้าคะ”“แวะห้องนี้ก่อน”“ไปทำไมเจ้าคะ ในห้องนี้มีอะไร พวกเราต้องรีบไปหาท่านพ่อ”“ไม่ต้องรีบ เพราะตอนนี้ข้า...”จางเหมยฮัวถูกลากเข้าไปในห้องเก็บของขนาดเล็ก ที่ค่อนข้างโล่งโปร่งและสะอาด มีเพียงกล่องเก็บของไม่กี่กล่องกับโต๊ะหนึ่งตัวฉินมู่เหยียนรู้จักห้องนี้ดี เขาเคยมาแอบท่านอาจารย์อยู่ในนี้ เลยนึกอยากพาคนงามข้างกาย แวะเยี่ยมชมสถานที่ในวัยเยาว์สักหน่อยกายสาวถูกบดเบียดโยกคลึงในห้องขนาดเล็กอีกหลายรอบเสียงสัมผัสแนบเนื้อดังเล็ดลอดออกมาข้างนอก ทว่าบริเวณนี้ไม่ค่อยมีใครผ่านเข้ามา มีเพียงอสูรนกน้อยที่เกาะขอบรั้วคอยฟังเสียงเสียงจิ๊บ ๆ ร้องบอกต่อกันเป็นทอด ๆ หากจางเหมยฮัวได้ยิน คงวิ่งไล่จับนกมาย่างกินเพราะกังวลว่าจะมีคนผ่านทาง ทำให้ทั้งคู่รู้สึกตื่นเต้นมากกว่าปกติเลยเข้าเส้นชัยอย่างรวดเร็ว กลายเป็นความหฤหรรษ์อีกรูปแบบหนึ่งเ
เมื่อเห็นท่าทีเหม่อลอยของผู้อาวุโสกว่า ฉินมู่เหยียนจึงสะกิดเรียกอีกฝ่ายให้รู้สึกตัว“ท่านพ่อตาเป็นอย่างไรบ้างขอรับ อ่านเจอสิ่งใด”“มู่เหยียน หรือจะเป็นเพราะสาเหตุนี้”มือสั่นเทายื่นตำราให้บุตรเขยอ่านด้วยตนเอง ส่วนเขาใช้มือกอบกุมหน้าอกที่กำลังเต้นระรัวฉินมู่เหยียนรับตำราไปอ่านทันที หลังจากอ่านข้อความหนาหนักจบ ท่าทีของเขาไม่ต่างจากจางเฮ่อเสวียน สองมือสั่นเทาแทบจับตำราไว้ไม่อยู่“นะ...นี่มัน”“ข้าไม่รู้วิธีปฏิบัติ มีเพียงเจ้าของกำไลอสูรที่รู้ นางคงรู้วิธีแต่คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้”“เลยขอหย่า/เลยขอหย่า” บุรุษต่างวัยเอ่ยประสานเสียงกันถึงความเป็นไปได้“ข้าจะไปถามเหมยฮัวให้รู้เรื่อง”“อืม ฝากด้วยมู่เหยียน ข้าขอพักสักครู่เดี๋ยวจะรีบตามไป”อาการใจสั่นผิดปกติหากไม่ระวังตน เกรงจะล้มป่วยให้บุตรสาวลำบากและเป็นทุกข์ยามนี้จำเป็นต้องประคองหัวใจของตน ให้เต้นในจังหวะปกติเสียก่อน“ท่านพ่อตาพักก่อน ข้าจะจัดการเองขอรับ ต่อให้ยากแค่ไหนข้าจะยื้อชีวิตนางเอง ข้ารักซูจิ่งเหวินในร่างจางเหมยฮัว”ก่อนเดินจากไปเขานึกได้ว่ายังไม่ได้ไต่สวนคนร้าย เขาพาอสูรจิ้งจอกมาด้วย มันย่อมรู้ว่าใครทำร้ายมัน“ท่านพ่อตา ขังคนพวก
“วิญญาณของนางอยู่ที่ใด”“ข้านึกว่าท่านรู้แล้ว มีโอกาสพบปะพูดคุยหลายครั้ง ไม่รู้สึกคุ้นเคยบ้างเลยหรือ”“ข้าจะรู้ได้อย่างไร ข้ามองไม่เห็นวิญญาณ เดี๋ยวนะเมื่อครู่เจ้ากล่าวว่าอย่างไร ข้าคุ้นเคยกับผู้ใด นางอยู่ในร่างใครกันแน่!” น้ำเสียงโมโหตะคอกใส่หน้านักพรตเฒ่าคนชั่วผู้นี้หลอกเขาทำพิธีสะกดวิญญาณ โดยอ้างว่าวิญญาณจะมีความสุข ยามไปเกิดจะมีบุญบารมีมากกว่าวิญญาณทั่วไปที่ไหนได้มันต้องการหลอกกักขังดวงวิญญาณ เอาไว้ใช้งานเองต่างหาก!“นางอยู่ในร่างจางเหมยฮัว”น้ำเสียงเรียบเรื่อยเอ่ยขึ้น ไม่มีเหตุผลให้ปิดบัง อ๋องเจ็ดมาถึงคุกใต้ดินของสำนักธารา แสดงว่าสตรีผู้นั้นตั้งใจเปิดเผยตัวตน“จะ...เจ้าว่าอย่างไรนะ”“ซูจิ่งเหวินคือจางเหมยฮัว ท่านออกไปได้แล้ว ข้าไม่มีอารมณ์พูดคุยด้วย”‘โง่เขลาเสียจริง สตรีของตนกลายเป็นภรรยาของสหาย ยังมองไม่ออกอีก’คำกล่าวนี้เขาเพียงคิดอยู่ในใจ ไม่ได้กล่าวออกไปท่าทีเหม่อลอยของบุรุษสูงศักดิ์ อยู่ในสายตาเจ้าสำนักธาราทั้งหมดเขาทำเพียงถอนหายใจแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ผู้มาเยือนล้มลุกคลุกคลาน กลิ้งไถอยู่กับพื้นสกปรกในคุกใต้ดิน‘สมควรแล้ว’องครักษ์ทั้งสองเห็นเงาวูบไหวคุ้นเคย กำลังเดินออ
คำถามจากบิดาช่างตอบง่ายเสียเหลือเกิน จางเหมยฮัวตอบโดยไม่คิดด้วยซ้ำ“ย่อมไม่เกี่ยวกันเจ้าค่ะ ยามนี้ข้าคือจางเหมยฮัว บุตรีเจ้าสำนักธารา และเป็นฮูหยินของเจ้าสำนักเมฆินทร์”“ดีมาก สตรีเจ็บแล้วต้องจำ มู่เหยียนดีกว่าอ๋องเจ็ดทุกอย่าง พ่อชอบเขามากกว่าใคร”หากไม่ชื่นชอบ คงไม่ขอหมั้นหมายไว้ให้บุตรสาวตั้งแต่เด็กหรอก ครั้งนั้นสหายยังเอ่ยปรามอยู่บ้าง แต่ถูกเขาหว่านล้อมไปหลายเรื่องสองผู้อาวุโสเลยลงนามต่อกันในสัญญาหมั้นหมาย กลายเป็นเกี่ยวดองกันจนถึงทุกวันนี้“ข้าเป็นฮูหยินของเขาแล้ว ไม่คิดแต่งให้ใครอีก หากมีเรื่องให้แยกจากกันจริง ๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องเหล่านี้เจ้าค่ะ”ความนัยแอบแฝงบางอย่าง อีกทั้งน้ำเสียงยังสั่นเครือเล็กน้อย แต่จางเฮ่อหนานไม่ได้เก็บมาคิดเป็นกังวล เขารีบกลับไปพักผ่อนตามคำบอกกล่าวของบุตรสาวในวันต่อมาในห้องโถงสำนักธารา เต็มไปด้วยเสียงร้องของความเจ็บปวด เหล่าผู้ทรยศจำนวนมากถึงห้าสิบคน ถูกควบคุมตัวไว้ทั้งหมดส่วนคนที่เคยถูกกักขังก่อนหน้านี้ ถูกปล่อยตัวทั้งหมด และมีหมอคอยดูแลอาการป่วยอย่างใกล้ชิดขณะที่จางเหมยฮัวกำลังจัดการกับผู้ทรยศกลุ่มสุดท้าย ข้อมือของนางก็ถูกใครบางคนกอบกุมเอาไว้ น้ำเสีย
นางยังไม่สังหารคนพวกนี้ ยังมีอีกหลายคนที่ต้องจับมาสะสางพร้อมกัน หลังจากนั้นค่อยปล่อยให้เป็นไปตามกฎ ของสำนักควบคุมชาวยุทธ์“ปราณอสูร! ระดับสะ...สิบสอง”ต่อให้ไม่เก่งวรยุทธ์ แต่ฟู่เหวินเป็นบัณฑิตผู้ปราดเปรื่อง เขาย่อมรู้จักปราณอสูรในแต่ละระดับแค่พบเจอระดับเก้าพวกเขาก็สู้ไม่ไหวแล้ว แต่สตรีตรงหน้าเป็นถึงเจ้าอสูรระดับสิบสองหากไม่หนีคงไม่มีทางรอด เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงเตรียมตัวลุกขึ้นวิ่ง ทว่าแรงกดข่มมหาศาลกดให้เขานั่งลงตามเดิม“บัณฑิตหน้าขาว เจ้าจะไปที่ใด จะทิ้งฮูหยินแสนรักแล้วหรือ”คำกล่าวนี้ทำให้จางเย่วเหยาจ้องมองสามีด้วยน้ำตาคลอเบ้า หากไม่รักนางคงไม่พามาอยู่ด้วย ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายวรยุทธ์ไม่พัฒนาเลย“เย่วเหยาข้า...ข้า”“ขี้ขลาดก็บอกไป ใครจะอยากอยู่ดูแลสตรีพิการ แต่ไม่ต้องห่วง พวกเจ้าได้พิการกันทุกคน”สิ้นคำกล่าวทุกคนในห้องทำพิธีก็มีสภาพไม่ต่างกัน แขนขาแข็งแรงของบุรุษ ถูกสตรีงดงามทำลายอย่างง่ายดาย“อ้าก!”“อ้าก!”“อ้ากกกกก”เสียงร้องดังที่สุดเป็นของบุรุษอายุน้อยกว่าใคร ฟู่เหวินเป็นเพียงบัณฑิตขี้ขลาดผู้หนึ่งเท่านั้น เมื่อได้รับบาดเจ็บจึงไม่สงวนท่าทีเลยสักนิดเพล้ง!!!!!!!!!!!สิ่งของทำพิธีน
ภายในห้องทำพิธีมีบุคคลสามคน กำลังรอคอยให้ปราณกับดวงจิตของจางเฮ่อเสวียนอ่อนแรงหลังจากนั้นนักพรตจะได้อัญเชิญวิญญาณผีร้ายที่ถูกสะกดไว้ เข้ามาแทนที่วิญญาณเจ้าสำนักธารา กลายเป็นเจ้าสำนักหุ่นเชิดให้พวกเขาใช้งาน“ท่านนักพรต ผีตนนี้จะควบคุมได้แน่หรือ ข้าเกรงว่ามันจะแข็งแกร่งแบบคราวก่อน”จางเฮ่อหนานน้องชายบุญธรรมของเจ้าสำนักธารา เอ่ยถามนักพรตคนสนิท ที่เขาเชิญมาพักอาศัยในสำนักธาราเมื่อสามปีก่อนพวกเขาร่วมมือกันพยายามทำพิธีนอกรีต เพื่อกดข่มดวงวิญญาณของจางเฮ่อเสวียนมาตั้งแต่นั้น สุดท้ายก็ทำสำเร็จจนได้“ครั้งนั้นอ๋องเจ็ดทำเสียเรื่องต่างหาก ดวงวิญญาณแข็งแกร่งเลยหนีไปได้ นึกแล้วยังเสียดายไม่หาย”“ท่านนักพรตไม่กลัวอ๋องเจ็ดรู้ความจริง แล้วตามมาสังหารท่านหรือ”จางเฮ่อหนาน รู้เรื่องการกักขังดวงวิญญาณในตำหนักอ๋องเจ็ดเมื่อสองปีก่อน เลยนึกอยากสอบถามขณะกำลังทำพิธีคล้าย ๆ กัน“พวกท่านไม่พูด ข้าไม่พูด คนผู้นั้นจะรู้ได้อย่างไร ว่าพวกเราหลอกกักขังดวงวิญญาณ เพื่อให้ดวงวิญญาณมีพลัง จากนั้นจะเรียกมาใช้งานเผื่อผลประโยชน์”ขณะกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ฟู่เหวินสามีของจางเย่วเหยารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เลยหันไปถามบิดาของภร
“อาจารย์จาง เอ่อ...อาจารย์จาง”“ตงเฉียนไปสืบมา ว่าสองสามวันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น”ฉินมู่เหยียนไม่รอฟังจากปากอาจารย์หญิง สหายของศิษย์น้องหญิงผู้น่ารำคาญ เป็นสหายกันคงนิสัยคล้ายกันอย่างแน่นอน เขามีวิธีสืบรู้ด้วยตนเอง“ขอรับพี่ใหญ่”กายสูงใหญ่หมุนตัวเตรียมเดินจากไป ทว่าเสียงของผู้มาขัดขวางได้เอ่ยรั้งอ
แต่เรื่องราวลี้ลับเหล่านี้ หากจะประสบความสำเร็จ ย่อมต้องผ่านด่านความยากลำบากเจ้าของกำไลอสูร ต้องผ่านพ้นชะตาเลวร้ายไปให้ได้เสียก่อน จึงจะถือว่าเป็นผู้สืบทอดอย่างแท้จริงเนื่องจากผู้ถือครองปราณอสูรเต็มตัว มักจะอายุสั้นหากไม่รู้วิธีปฏิบัติตน!ซึ่งวิธีของผู้ถือครองปราณอสูรในแต่ละคน มักจะแตกต่างกันออกไ
เรื่องราวในห้องหอผ่านไปจนรุ่งสาง ช่วงสายผู้ช่วยเฉินจื้อรับหน้าที่สำคัญแทนนายท่าน เขาช่วยตงเฉียนกับห่าวซีเหมิน ไต่สวนคนร้ายชุดดำทั้งห้าคน ทว่ายังไม่มีความคืบหน้าใดทั้งนั้นพวกนั้นเป็นมือสังหารที่ถูกจ้างมา ไม่ได้รู้เรื่องผู้บงการเลยแม้แต่น้อย รู้แค่เพียงว่าหากสังหารเจ้าสำนักเมฆินทร์สำเร็จ พวกมันจะทำก
มุมปากหยักอมยิ้มพึงพอใจ เมื่อเริ่มตั้งรับได้แล้วเอวสอบไร้ไขมันเกาะกุม จึงขยับกดลึกจ้วงลงรูแคบในครั้งเดียวเขามีสิทธิ์ทำนางเจ็บกายแต่เพียงผู้เดียว บุรุษอื่นไม่มีสิทธิ์นั้นเด็ดขาด!พรวด!!!!“โอ๊ย!!!!”ต่อให้ทำใจมาบ้างแล้ว อีกทั้งยังถูกเล้าโลมจนกายสาวอ่อนระทดระทวย ทว่าด้วยขนาดที่เกินกว่าจะรับไหว จางเห







