Masukสามวันมานี้นับตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาในร่างจางเหมยฮัว ภรรยาเพียงคนเดียวของประมุขสำนักเมฆินทร์ อดีตวิญญาณสาวแสนคลุ้มคลั่ง ไม่ได้ก้าวขาออกจากเรือนนอนเลยสักวัน
นางทำเพียงลุกเดินไปชำระล้างร่างกายในห้องอาบน้ำ และนั่งรอคอยสำรับอาหารกับยาหลังมื้ออาหาร ซึ่งสาวใช้จะนำมามอบให้ถึงเรือนนอน
“ชิงหว่าน เอาสำรับไปเก็บเถิดข้าอิ่มแล้ว เจ้ากินมื้อเช้าให้อิ่มค่อยกลับมาช่วยข้าแต่งกาย”
วาจาสุภาพใจดีเอ่ยกับสาวใช้คนสนิท หลังรับประทานอาหารแล้วเสร็จ เป็นเช่นนี้มาสามวันแล้ว คนฟังนึกแปลกใจมากเลยเอ่ยถามสักหน่อย
“นายหญิงเจ็บตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ ข้ารู้สึกว่านายหญิงแปลกไป”
“แปลกอย่างไร”
“นายหญิงท่าทางใจเย็นกว่าเดิมเจ้าค่ะ”
ถึงแม้ในใจของชิงหว่าน อยากบอกว่านายหญิงพูดจาสุภาพไม่โมโหร้ายดังเดิม แต่นางกล้ากล่าวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“ไม่ดีรึ”
“ดีเจ้าค่ะ”
“ชิงหว่าน ข้าแค่เบื่อหน่ายชีวิตเดิม นิสัยเดิม ๆ เลยลองอยู่แบบสงบสุขดูบ้าง”
แท้จริงแล้วนางเบื่อหน่ายการล่องลอยแบบวิญญาณมากกว่า มีเพื่อนคุยด้วยเช่นนี้นับว่าดียิ่ง สวรรค์คงเมตตาให้มีโอกาสใช้ชีวิตอีกครั้ง เพราะชีวิตก่อนอายุสั้นเกินไป
พระชายารองซูจิ่งเหวิน คือสตรีในห้องหอผู้มีจิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม และไม่ใช่คนถือตัวกับบ่าวไพร่ เมื่อมาอยู่ในร่างสตรีนิสัยเจ้าอารมณ์ คนใกล้ชิดจึงสังเกตได้ง่ายถึงความเปลี่ยนแปลง
ทว่าเจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจปรับเปลี่ยนเลยสักนิด นางยังคงไว้ซึ่งนิสัยเดิมตามจิตวิญญาณ ไม่จำเป็นต้องแกล้งใจร้าย ลำพังการกระทำแสนเลวร้ายของร่างเดิม ก็แทบไม่กล้าก้าวขาออกจากเรือน ด้วยหวั่นเกรงคมดาบของสามี
จางเหมยฮัวคนเดิม ชอบแอบออกไปทำเรื่องไม่ดีนอกสำนักเมฆินทร์ นับว่ายังดีที่ร่างกายนี้ยังคงสะอาดผุดผ่อง ยังไม่ถูกชายอื่นพรากสิ่งหวงแหนของสตรีไป
แต่หากช้าไปกว่านี้ก็ไม่แน่ เนื่องจากในอีกเจ็ดวันข้างหน้า เจ้าตัวได้นัดหมายพูดคุยในที่ลับตาคน กับนายโลมขายศิลป์ไม่ขายร่างผู้หนึ่ง
นัดเสพสมกันล่ะสิไม่ว่า เสียงในใจนางบ่งชัดเช่นนี้!
ด้วยเหตุนี้ ซูจิ่งเหวินในร่างจางเหมยฮัว จึงเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนเพราะกำลังตั้งสติยอมรับเรื่องใหม่ ๆ โดยเฉพาะการพบหน้าสามีใหม่ ผู้มีตำแหน่งไม่ด้อยไปกว่าอ๋องเจ็ดเลยแม้แต่น้อย
ระหว่างพูดคุยอยู่กับสาวใช้คนสนิท ซึ่งติดตามมาจากสำนักธาราของบิดา สาวใช้ที่สามีจัดเตรียมไว้คอยดูแลงานเรือน ก็เดินเข้ามาแจ้งเรื่องสำคัญ
“ขออภัยนายหญิงเจ้าค่ะ”
“มีเรื่องใดหรือ” วาจาใจดีเอ่ยขานรับ ดวงตากลมโตจ้องมองผู้มาใหม่อย่างสงสัยใคร่รู้
ปกติสาวใช้คนอื่น ๆ ไม่ค่อยกล้าเข้ามาใกล้หากไม่เรียกหา ที่มายืนอยู่ตรงนี้คงเพราะมีเรื่องสำคัญเป็นแน่
“ท่านประมุขมาขอพบนายหญิงเจ้าค่ะ ยามนี้กำลังนั่งรออยู่ศาลาหลังเรือน”
สาวใช้อายุน้อยกว่าผู้เป็นนาย แก้มแดงสุกปลั่งด้วยความเขินอายนายหญิงของสำนัก
ยามที่นายหญิงไม่ใจร้าย ช่างมีเสน่ห์เหลือล้นเกินบุรุษ นางแทบไม่กล้ามองใบหน้าเย้ายวนตานั้นตรง ๆ ยิ่งได้ยินน้ำเสียงเนิบนาบขานรับ สาวใช้ยิ่งเก็บอาการชื่นชมแทบไม่อยู่
“ประมุขฉินมู่เหยียน”
เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามคนผู้นี้มานาน แต่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้ตนจะอยู่ในตำแหน่งภรรยาของเขา
‘ท่านประมุขสำนักเมฆินทร์ผู้เลื่องชื่อ ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมาขอพบนางถึงเรือนนอน’
ใบหน้าสวยหวานเย้ายวน ชะงักแน่นิ่งไปด้วยกำลังคิดทบทวนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา
ทั้งสองไม่เคยเข้าหอกันสักครั้ง สามีไม่ค่อยพูดกับภรรยาสักเท่าไร มีเพียงภรรยาที่คอยจับผิดหาเรื่องเขากับศิษย์น้องหญิง
“ท่านประมุขได้บอกหรือไม่ว่ามีธุระอันใด ข้าสวมอาภรณ์ไม่ค่อยเหมาะสมต่อการออกไปนอกเรือน คงต้อง...”
กล่าวยังไม่ทันจบประโยค ก็มีเสียงห้วนดุเอ่ยแทรกบทสนทนาระหว่างสาวใช้ในเรือน
“ข้าขึ้นมาหาถึงเรือนนอน คงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอาภรณ์กระมัง”
สายตาคมกริบลอบสำรวจไปรอบ ๆ เรือนนอนหลังใหญ่ ซึ่งเขาไม่เคยก้าวเข้ามาเลยสักครั้ง นับตั้งแต่แต่งงานกันมาสองปี วันนี้ไม่รู้อะไรดลใจให้มาพบภรรยาถึงเรือนนอน
“ข้าไม่ค่อยสบาย ท่านควรรออยู่ด้านนอก ประเดี๋ยวติดไข้”
ร่างนี้เพิ่งหายไข้จริง ๆ ส่วนสาเหตุของอาการล้มป่วยยังไม่รู้แน่ชัดเพราะความทรงจำส่วนนั้นขาดหายไป คงต้องรอวันที่ท่านหมอกลับมาตรวจร่างกายอีกครั้งค่อยสอบถามดู
“ป่วย เรียกหมอมาตรวจหรือยัง”
“มาแล้วเจ้าค่ะ ได้พักไปสามวันก็ดีขึ้นมากแล้ว”
“แต่ข้าว่ายังไม่ดีขึ้น”
จะดีขึ้นได้อย่างไรกัน ปกติสตรีใจร้ายผู้นี้ขว้างปาข้าวของในเรือนทุกครั้งที่ป่วยไม่ใช่หรอกหรือ บางครั้งเสียงเอะอะด่าทอสาวใช้ ยังดังไกลไปถึงเรือนนอนของเขา
ทว่ายามนี้กลับหมดแรงอ่อนล้าไปทั้งตัว แม้กระทั่งด่าทอสาวใช้ยังไม่มีแรง เขาเดินเข้ามาในเรือนยังไม่ได้ยินเสียงก่นด่าผู้ใดเลย
“ท่านประมุข ข้าหายดีแล้วเจ้าค่ะ ไม่เชื่อท่านลองดูข้าจะเดินให้ดู”
ร่างอวบอัดทรมานใจชายลุกขึ้นจากเตียงนอน แล้วก้าวเดินเข้าหาสามี ขณะที่สวมเพียงอาภรณ์บางเบาสบาย ๆ
บุรุษตรงหน้าเป็นสามีเจ้าของร่าง ไม่จำเป็นต้องกระมิดกระเมี้ยนเขินอายต่อกัน อีกอย่างอาภรณ์ชุดนี้ไม่ได้น่าเกลียดสักหน่อย ปิดมิดชิดทุกจุดแค่แนบเนื้อเล็กน้อย
“นี่เจ้า! เหตุใดไม่สวมเสื้อคลุมให้ดีเสียก่อน”
“...” จางเหมยฮัว
“ไปสวมเสื้อคลุมให้ดี” สายตาคมจ้องมองอย่างตำหนิ ตามนิสัยเจ้าระเบียบ
นับตั้งแต่แต่งงานกันมาสองปี เขาไม่เคยก้าวเข้ามาในเรือนหลังนี้ จึงไม่ได้ถือสาหาความสักเท่าไร ทว่าต้องกล่าวตักเตือนกันบ้าง หากเป็นบุรุษอื่นเข้ามาคงไม่แคล้วถูกกระทำเรื่องไม่ดีเป็นแน่
เมื่อถูกตำหนิทั้งน้ำเสียงและสายตา เจ้าของเรือนจึงเดินไปหยิบเสื้อคลุมตัวหนามาสวมให้เรียบร้อย
“เขินอายยิ่งกว่าสาวพรหมจรรย์”
‘หรือว่ายังไม่เคย’
ประโยคหลังเจ้าตัวแอบคิดคนเดียวอยู่ในใจ
“เจ้ายังไม่ตอบข้า” นิ้วกร้านยกขึ้นเกลี่ยริมฝีปากอวบอิ่ม อยากครอบครองขึ้นมาอีกแล้ว“ข้ามีใจให้ท่านเจ้าค่ะ มีให้ท่านคนเดียว ข้าไม่เคยรัก...”“ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น ข้าเชื่อเจ้าทุกเรื่อง”“ขอบคุณนะเจ้าคะ”“เหมยฮัว” เสียงเรียกขานลงน้ำหนักแหบพร่าแปลก ๆ ทว่าคนฟังยังไม่ทันรู้สึก“เจ้าคะ”“แวะห้องนี้ก่อน”“ไปทำไมเจ้าคะ ในห้องนี้มีอะไร พวกเราต้องรีบไปหาท่านพ่อ”“ไม่ต้องรีบ เพราะตอนนี้ข้า...”จางเหมยฮัวถูกลากเข้าไปในห้องเก็บของขนาดเล็ก ที่ค่อนข้างโล่งโปร่งและสะอาด มีเพียงกล่องเก็บของไม่กี่กล่องกับโต๊ะหนึ่งตัวฉินมู่เหยียนรู้จักห้องนี้ดี เขาเคยมาแอบท่านอาจารย์อยู่ในนี้ เลยนึกอยากพาคนงามข้างกาย แวะเยี่ยมชมสถานที่ในวัยเยาว์สักหน่อยกายสาวถูกบดเบียดโยกคลึงในห้องขนาดเล็กอีกหลายรอบเสียงสัมผัสแนบเนื้อดังเล็ดลอดออกมาข้างนอก ทว่าบริเวณนี้ไม่ค่อยมีใครผ่านเข้ามา มีเพียงอสูรนกน้อยที่เกาะขอบรั้วคอยฟังเสียงเสียงจิ๊บ ๆ ร้องบอกต่อกันเป็นทอด ๆ หากจางเหมยฮัวได้ยิน คงวิ่งไล่จับนกมาย่างกินเพราะกังวลว่าจะมีคนผ่านทาง ทำให้ทั้งคู่รู้สึกตื่นเต้นมากกว่าปกติเลยเข้าเส้นชัยอย่างรวดเร็ว กลายเป็นความหฤหรรษ์อีกรูปแบบหนึ่งเ
เมื่อเห็นท่าทีเหม่อลอยของผู้อาวุโสกว่า ฉินมู่เหยียนจึงสะกิดเรียกอีกฝ่ายให้รู้สึกตัว“ท่านพ่อตาเป็นอย่างไรบ้างขอรับ อ่านเจอสิ่งใด”“มู่เหยียน หรือจะเป็นเพราะสาเหตุนี้”มือสั่นเทายื่นตำราให้บุตรเขยอ่านด้วยตนเอง ส่วนเขาใช้มือกอบกุมหน้าอกที่กำลังเต้นระรัวฉินมู่เหยียนรับตำราไปอ่านทันที หลังจากอ่านข้อความหนาหนักจบ ท่าทีของเขาไม่ต่างจากจางเฮ่อเสวียน สองมือสั่นเทาแทบจับตำราไว้ไม่อยู่“นะ...นี่มัน”“ข้าไม่รู้วิธีปฏิบัติ มีเพียงเจ้าของกำไลอสูรที่รู้ นางคงรู้วิธีแต่คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้”“เลยขอหย่า/เลยขอหย่า” บุรุษต่างวัยเอ่ยประสานเสียงกันถึงความเป็นไปได้“ข้าจะไปถามเหมยฮัวให้รู้เรื่อง”“อืม ฝากด้วยมู่เหยียน ข้าขอพักสักครู่เดี๋ยวจะรีบตามไป”อาการใจสั่นผิดปกติหากไม่ระวังตน เกรงจะล้มป่วยให้บุตรสาวลำบากและเป็นทุกข์ยามนี้จำเป็นต้องประคองหัวใจของตน ให้เต้นในจังหวะปกติเสียก่อน“ท่านพ่อตาพักก่อน ข้าจะจัดการเองขอรับ ต่อให้ยากแค่ไหนข้าจะยื้อชีวิตนางเอง ข้ารักซูจิ่งเหวินในร่างจางเหมยฮัว”ก่อนเดินจากไปเขานึกได้ว่ายังไม่ได้ไต่สวนคนร้าย เขาพาอสูรจิ้งจอกมาด้วย มันย่อมรู้ว่าใครทำร้ายมัน“ท่านพ่อตา ขังคนพวก
“วิญญาณของนางอยู่ที่ใด”“ข้านึกว่าท่านรู้แล้ว มีโอกาสพบปะพูดคุยหลายครั้ง ไม่รู้สึกคุ้นเคยบ้างเลยหรือ”“ข้าจะรู้ได้อย่างไร ข้ามองไม่เห็นวิญญาณ เดี๋ยวนะเมื่อครู่เจ้ากล่าวว่าอย่างไร ข้าคุ้นเคยกับผู้ใด นางอยู่ในร่างใครกันแน่!” น้ำเสียงโมโหตะคอกใส่หน้านักพรตเฒ่าคนชั่วผู้นี้หลอกเขาทำพิธีสะกดวิญญาณ โดยอ้างว่าวิญญาณจะมีความสุข ยามไปเกิดจะมีบุญบารมีมากกว่าวิญญาณทั่วไปที่ไหนได้มันต้องการหลอกกักขังดวงวิญญาณ เอาไว้ใช้งานเองต่างหาก!“นางอยู่ในร่างจางเหมยฮัว”น้ำเสียงเรียบเรื่อยเอ่ยขึ้น ไม่มีเหตุผลให้ปิดบัง อ๋องเจ็ดมาถึงคุกใต้ดินของสำนักธารา แสดงว่าสตรีผู้นั้นตั้งใจเปิดเผยตัวตน“จะ...เจ้าว่าอย่างไรนะ”“ซูจิ่งเหวินคือจางเหมยฮัว ท่านออกไปได้แล้ว ข้าไม่มีอารมณ์พูดคุยด้วย”‘โง่เขลาเสียจริง สตรีของตนกลายเป็นภรรยาของสหาย ยังมองไม่ออกอีก’คำกล่าวนี้เขาเพียงคิดอยู่ในใจ ไม่ได้กล่าวออกไปท่าทีเหม่อลอยของบุรุษสูงศักดิ์ อยู่ในสายตาเจ้าสำนักธาราทั้งหมดเขาทำเพียงถอนหายใจแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ผู้มาเยือนล้มลุกคลุกคลาน กลิ้งไถอยู่กับพื้นสกปรกในคุกใต้ดิน‘สมควรแล้ว’องครักษ์ทั้งสองเห็นเงาวูบไหวคุ้นเคย กำลังเดินออ
คำถามจากบิดาช่างตอบง่ายเสียเหลือเกิน จางเหมยฮัวตอบโดยไม่คิดด้วยซ้ำ“ย่อมไม่เกี่ยวกันเจ้าค่ะ ยามนี้ข้าคือจางเหมยฮัว บุตรีเจ้าสำนักธารา และเป็นฮูหยินของเจ้าสำนักเมฆินทร์”“ดีมาก สตรีเจ็บแล้วต้องจำ มู่เหยียนดีกว่าอ๋องเจ็ดทุกอย่าง พ่อชอบเขามากกว่าใคร”หากไม่ชื่นชอบ คงไม่ขอหมั้นหมายไว้ให้บุตรสาวตั้งแต่เด็กหรอก ครั้งนั้นสหายยังเอ่ยปรามอยู่บ้าง แต่ถูกเขาหว่านล้อมไปหลายเรื่องสองผู้อาวุโสเลยลงนามต่อกันในสัญญาหมั้นหมาย กลายเป็นเกี่ยวดองกันจนถึงทุกวันนี้“ข้าเป็นฮูหยินของเขาแล้ว ไม่คิดแต่งให้ใครอีก หากมีเรื่องให้แยกจากกันจริง ๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องเหล่านี้เจ้าค่ะ”ความนัยแอบแฝงบางอย่าง อีกทั้งน้ำเสียงยังสั่นเครือเล็กน้อย แต่จางเฮ่อหนานไม่ได้เก็บมาคิดเป็นกังวล เขารีบกลับไปพักผ่อนตามคำบอกกล่าวของบุตรสาวในวันต่อมาในห้องโถงสำนักธารา เต็มไปด้วยเสียงร้องของความเจ็บปวด เหล่าผู้ทรยศจำนวนมากถึงห้าสิบคน ถูกควบคุมตัวไว้ทั้งหมดส่วนคนที่เคยถูกกักขังก่อนหน้านี้ ถูกปล่อยตัวทั้งหมด และมีหมอคอยดูแลอาการป่วยอย่างใกล้ชิดขณะที่จางเหมยฮัวกำลังจัดการกับผู้ทรยศกลุ่มสุดท้าย ข้อมือของนางก็ถูกใครบางคนกอบกุมเอาไว้ น้ำเสีย
นางยังไม่สังหารคนพวกนี้ ยังมีอีกหลายคนที่ต้องจับมาสะสางพร้อมกัน หลังจากนั้นค่อยปล่อยให้เป็นไปตามกฎ ของสำนักควบคุมชาวยุทธ์“ปราณอสูร! ระดับสะ...สิบสอง”ต่อให้ไม่เก่งวรยุทธ์ แต่ฟู่เหวินเป็นบัณฑิตผู้ปราดเปรื่อง เขาย่อมรู้จักปราณอสูรในแต่ละระดับแค่พบเจอระดับเก้าพวกเขาก็สู้ไม่ไหวแล้ว แต่สตรีตรงหน้าเป็นถึงเจ้าอสูรระดับสิบสองหากไม่หนีคงไม่มีทางรอด เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงเตรียมตัวลุกขึ้นวิ่ง ทว่าแรงกดข่มมหาศาลกดให้เขานั่งลงตามเดิม“บัณฑิตหน้าขาว เจ้าจะไปที่ใด จะทิ้งฮูหยินแสนรักแล้วหรือ”คำกล่าวนี้ทำให้จางเย่วเหยาจ้องมองสามีด้วยน้ำตาคลอเบ้า หากไม่รักนางคงไม่พามาอยู่ด้วย ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายวรยุทธ์ไม่พัฒนาเลย“เย่วเหยาข้า...ข้า”“ขี้ขลาดก็บอกไป ใครจะอยากอยู่ดูแลสตรีพิการ แต่ไม่ต้องห่วง พวกเจ้าได้พิการกันทุกคน”สิ้นคำกล่าวทุกคนในห้องทำพิธีก็มีสภาพไม่ต่างกัน แขนขาแข็งแรงของบุรุษ ถูกสตรีงดงามทำลายอย่างง่ายดาย“อ้าก!”“อ้าก!”“อ้ากกกกก”เสียงร้องดังที่สุดเป็นของบุรุษอายุน้อยกว่าใคร ฟู่เหวินเป็นเพียงบัณฑิตขี้ขลาดผู้หนึ่งเท่านั้น เมื่อได้รับบาดเจ็บจึงไม่สงวนท่าทีเลยสักนิดเพล้ง!!!!!!!!!!!สิ่งของทำพิธีน
ภายในห้องทำพิธีมีบุคคลสามคน กำลังรอคอยให้ปราณกับดวงจิตของจางเฮ่อเสวียนอ่อนแรงหลังจากนั้นนักพรตจะได้อัญเชิญวิญญาณผีร้ายที่ถูกสะกดไว้ เข้ามาแทนที่วิญญาณเจ้าสำนักธารา กลายเป็นเจ้าสำนักหุ่นเชิดให้พวกเขาใช้งาน“ท่านนักพรต ผีตนนี้จะควบคุมได้แน่หรือ ข้าเกรงว่ามันจะแข็งแกร่งแบบคราวก่อน”จางเฮ่อหนานน้องชายบุญธรรมของเจ้าสำนักธารา เอ่ยถามนักพรตคนสนิท ที่เขาเชิญมาพักอาศัยในสำนักธาราเมื่อสามปีก่อนพวกเขาร่วมมือกันพยายามทำพิธีนอกรีต เพื่อกดข่มดวงวิญญาณของจางเฮ่อเสวียนมาตั้งแต่นั้น สุดท้ายก็ทำสำเร็จจนได้“ครั้งนั้นอ๋องเจ็ดทำเสียเรื่องต่างหาก ดวงวิญญาณแข็งแกร่งเลยหนีไปได้ นึกแล้วยังเสียดายไม่หาย”“ท่านนักพรตไม่กลัวอ๋องเจ็ดรู้ความจริง แล้วตามมาสังหารท่านหรือ”จางเฮ่อหนาน รู้เรื่องการกักขังดวงวิญญาณในตำหนักอ๋องเจ็ดเมื่อสองปีก่อน เลยนึกอยากสอบถามขณะกำลังทำพิธีคล้าย ๆ กัน“พวกท่านไม่พูด ข้าไม่พูด คนผู้นั้นจะรู้ได้อย่างไร ว่าพวกเราหลอกกักขังดวงวิญญาณ เพื่อให้ดวงวิญญาณมีพลัง จากนั้นจะเรียกมาใช้งานเผื่อผลประโยชน์”ขณะกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ฟู่เหวินสามีของจางเย่วเหยารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เลยหันไปถามบิดาของภร
แต่เรื่องราวลี้ลับเหล่านี้ หากจะประสบความสำเร็จ ย่อมต้องผ่านด่านความยากลำบากเจ้าของกำไลอสูร ต้องผ่านพ้นชะตาเลวร้ายไปให้ได้เสียก่อน จึงจะถือว่าเป็นผู้สืบทอดอย่างแท้จริงเนื่องจากผู้ถือครองปราณอสูรเต็มตัว มักจะอายุสั้นหากไม่รู้วิธีปฏิบัติตน!ซึ่งวิธีของผู้ถือครองปราณอสูรในแต่ละคน มักจะแตกต่างกันออกไ
มุมปากหยักอมยิ้มพึงพอใจ เมื่อเริ่มตั้งรับได้แล้วเอวสอบไร้ไขมันเกาะกุม จึงขยับกดลึกจ้วงลงรูแคบในครั้งเดียวเขามีสิทธิ์ทำนางเจ็บกายแต่เพียงผู้เดียว บุรุษอื่นไม่มีสิทธิ์นั้นเด็ดขาด!พรวด!!!!“โอ๊ย!!!!”ต่อให้ทำใจมาบ้างแล้ว อีกทั้งยังถูกเล้าโลมจนกายสาวอ่อนระทดระทวย ทว่าด้วยขนาดที่เกินกว่าจะรับไหว จางเห
“พวกเจ้ามาจากที่ใด”“ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องรู้หรอก รู้แค่ว่าเจ้าได้รับคำสั่งให้ตาย”“เหอะ ง่ายถึงเพียงนั้นเลย ข้าสู้กับพวกเจ้ามานานแล้ว แต่พวกเจ้าทำอันใดข้าได้บ้าง”“ปากดี หัวหน้าใช้พิษจัดการมันเลย” มือสังหารอีกคนบอกผู้เป็นหัวหน้าถึงวิธีจัดการที่ง่ายกว่าปะทะดาบพวกเขาแยกย้ายกันตามล่าคนสำนักเมฆินทร
เมื่อเห็นท่าทีของสามีแน่นิ่งแปลกไป จางเหมยฮัวรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ หากไม่ดีมากจนเขาตกตะลึงในความงาม คงแย่เกินกว่าจะออกไปต้อนรับผู้มาเยือนต่อให้มั่นใจว่าอาภรณ์ของตน เหมาะสำหรับการทำความรู้จักแรกพบสหายของสามี แต่ยามเห็นสายตาคนมองนิ่งขรึมกว่าปกติ อีกทั้งหัวคิ้วเข้มยังขมวดเข้าหากันแน่นเมื่อเร







