เข้าสู่ระบบถูกเมียเอกของสามีตีจนตาย วิญญาณล่องลอยอยู่นาน จู่ ๆ ถูกดูดไปเข้าร่างภรรยาเจ้าสำนักผู้เฉยชา นางดีใจที่มีกายเนื้ออีกครั้งทว่าสวรรค์ช่างล้อเล่น ร่างใหม่มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 90 วัน คงถึงคราบอกลาสามีใหม่
ดูเพิ่มเติมภายในตำหนักเล็ก ยามนี้มีแต่เสียงร้องไห้ของนางกำนัลข้างกายพระชายารองซูจิ่งเหวิน ซึ่งถูกพระชายาเอกของอ๋องเจ็ด สั่งโบยจนล้มป่วยหนักใกล้หมดลมหายใจเต็มที
“ท่านอ๋อง เสี่ยวเฉาไปตามท่านอ๋องมาพบข้า ท่านอ๋องต้องได้รู้ความจริง”
ถึงแม้ไม่เคยมีใจให้สวามี แต่ก่อนจากลาไปไกลแสนไกล ซูจิ่งเหวินอยากแก้ไขความผิดที่ตนไม่ได้ก่อสักครั้ง
ไม่มีชายชู้ใดอย่างที่ถูกสตรีชั่วร้ายกล่าวหา หากมีชู้จริงคงหลบหนีตามกันไปนานมากแล้ว ไม่อยู่ให้ถูกเหยียบย่ำน้ำใจหรอก แม้กระทั่งชีวิตน้อย ๆ ยังไม่รู้เลยว่าจะรักษาไว้ได้หรือไม่
“ฮึก ฮึก พระชายานอนพักก่อนนะเพคะ หม่อมฉันจะไปตามท่านอ๋องประเดี๋ยวนี้”
“ระ รีบไป อึก อึก”
เสียงกระอักเลือดในลำคอ และพยายามอดทนไม่พ่นเลือดออกมาเปรอะเปื้อนอาภรณ์
ร่างกายซูจิ่งเหวินบอบช้ำอย่างหนัก เนื่องจากถูกโบยถึงหนึ่งร้อยไม้ ที่ยังฝืนทนพูดรู้เรื่องขนาดนี้นับว่าเก่งมากแล้ว
ทว่าคล้อยหลังนางกำนัลข้างกายเดินจากไป ร่างบอบบางที่แสนบอบช้ำก็สิ้นลมหายใจทันที
พระชายารองซูจิ่งเหวินลาลับจากไปนิรันดร์กาล นางเกิดมามีชีวิตจนอายุยี่สิบปี ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะได้ใช้ชีวิตเพื่อตนเอง แต่กลับต้องมาตายจากในวัยเพียงเท่านี้ เพราะคำใส่ร้ายของสตรีชั่วผู้หนึ่ง
“ซูจิ่งเหวิน ซูจิ่งเหวิน!!!!”
ผู้มาใหม่ตะคอกเสียงดังลั่นตำหนัก สองมือเขย่าร่างแน่นิ่งบนเตียงด้วยความตกใจสุดขีด
ใบหน้าของคนป่วยแทบไม่มีสีเลือดให้เห็น จิตใจบุรุษเลือดร้อนแทบมอดไหม้เป็นเชื้อเพลิง ยิ่งเห็นว่าป่วยหนักยิ่งรู้สึกผิดที่ปล่อยให้นางถูกโบย
หลังจากได้รับรายงานด่วน จากนางกำนัลของพระชายารอง อ๋องเจ็ดจ้าวเทียนเหิงก็รีบตามมาดูอาการคนเจ็บทันที
เขานึกเสียใจอยู่ไม่น้อย ที่วันนี้ปล่อยให้หยางหลินฮวาลงโทษอีกฝ่ายตามคำกล่าวหาที่ยังไม่แน่ชัด
เพราะรักมากเลยโกรธมาก หูตาจึงมืดบอดไม่ยอมตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ดี ปล่อยให้อารมณ์ใจร้อนกลายเป็นดาบสองคม
“หมอ ท่านหมอ รีบมาตรวจอาการของนาง!”
“พระชายารองสิ้นลมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หมอหลวงส่ายศีรษะไปมาอย่างยอมแพ้ ร่างกายแสนบอบบางของพระชายารอง ไม่สามารถรับแรงกระหน่ำโบยของบุรุษได้อย่างแน่นอน
‘โบยหนึ่งร้อยไม้ เท่ากับสั่งประหารชีวิต’
เหตุใดท่านอ๋องจึงไม่คำนึงถึงความจริงข้อนี้ก่อนสั่งลงทัณฑ์ หมอหลวงวัยกลางคนได้แต่นึกเวทนา สตรีที่ถูกบิดาส่งมาแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ของตระกูล
“ท่านหมอกล่าวว่าอย่างไรนะ!”
จ้าวเทียนเหิงที่ยังอยู่ในอาการตกใจ หันกลับมาสอบถามอาการคนเจ็บอีกครั้ง เขาได้ยินแต่ไม่แน่ใจว่าหูฝาดหรืออย่างไร
“พระชายารองซูจิ่งเหวิน สิ้นลมแล้วพ่ะย่ะค่ะ ร่างกายของพระชายาบอบช้ำหนักจากการถูกโบย ไร้หนทางรักษาแน่แล้ว”
“ตะ ตายแล้ว”
น้ำเสียงสั่นเครือของคนพูด มาพร้อมกับน้ำตาซึ่งคลอหน่วยเต็มเบ้าตา
เขารักนางเพียงผู้เดียว แต่เพราะทิฐิที่รู้ว่าอีกฝ่ายไร้ใจต่อกัน จึงตั้งแง่รังเกียจมาโดยตลอด และปล่อยให้หยางหลินฮวาพระชายาเอก ทำร้ายนางมานานเกือบสองปี
“เหวินเอ๋อร์ ข้าขอโทษ”
เสียงร่ำไห้ของบุรุษดังลั่นตำหนักเล็ก ตำหนักที่เขามักจะมาเสพสุขจากกายสาวยามเมามายสุรา หากยามปกติไม่เคยเลยสักครั้ง ที่จะก้าวเข้ามาดูความเป็นอยู่ของผู้อาศัย
ความเป็นอยู่แสนทุกข์ยากลำบาก จากการกลั่นแกล้งของสตรีในตำหนักใหญ่
หลังจากผ่านพ้นพิธีศพของซูจิ่งเหวิน อ๋องเจ็ดก็ให้องครักษ์ตามสืบทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตำหนัก จึงรู้ว่าทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นจนเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ เกิดจากสตรีเพียงคนเดียวแต่งเรื่องขึ้นเพื่อใส่ร้ายคนอื่น
“สตรีชั่ว ต้องได้รับบทเรียนอย่างสาสม นำตัวหยางหลินฮวาไปคุมขังรอการไต่สวน” น้ำเสียงเฉยชาสั่งการองครักษ์ข้างกาย
อ๋องเจ็ดจ้าวเทียนเหิง สั่งลงทัณฑ์คนผิดโดยไม่สนใจตระกูลเดิมของพระชายาเอก กลายเป็นเรื่องราวโด่งดังไปทั่วเมืองหลวง
หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น ตำหนักอ๋องเจ็ดแทบกลายเป็นสมรภูมิเลือด...
นางกำนัลกับบ่าวชายหลายสิบคน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตายของพระชายารอง ถูกคมดาบขององครักษ์สังหารจนสิ้น
พระชายาเอกหยางหลินฮวา ได้รับการละเว้นโทษประหารชีวิต ผลจากความดีความชอบของขุนศึกตระกูลหยาง แต่โทษเป็นยังอยู่ไม่อาจละเว้นได้
นับจากวันนั้น หยางหลินฮวาก็ถูกคุมขังในตำหนักเย็น ต้องใช้ชีวิตอย่างทนทุกข์ทรมาน ทั้งอดอยากและหนาวสั่นทุกคืนวัน ไร้ซึ่งอิสรภาพจนกว่าจะสิ้นชีพจากไปด้วยตนเอง
เรื่องราวการสะสางแค้นในตำหนักอ๋องเจ็ดจ้าวเทียนเหิง ดวงวิญญาณของผู้จากลามองเห็นและรับรู้ทุกอย่าง
ซูจิ่งเหวินไม่ได้ยึดติดกับสวามี และไม่ชอบตำหนักแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย ทว่าไม่สามารถหลบหนีจากไปได้ตามใจชอบ
“บ้าเอ้ย ข้าตายไปแล้ว เหตุใดยังถูกกักขังให้ทนมองชะตากรรมคนเหล่านี้อีก”
วิญญาณโปร่งแสงบ่นกับตนเอง ขณะจ้องมองชะตาชีวิตของสตรีชั่วร้าย ซึ่งอีกไม่นานคงกลายมาเป็นดวงวิญญาณเหมือนกัน
“ตายไปคงเฮี้ยนน่าดู ขนาดข้านิสัยดีถึงเพียงนี้ยังอยากกลั่นแกล้งคนเลย”
“ผัวชั่ว ข้าตายไปแล้วจะร้องไห้เสียใจคร่ำครวญอีกทำไม ตอนมีชีวิตไม่เคยทำดีต่อกัน พอตายกลับอยากเผากระดาษส่งให้ โอ๊ย! เบื่อพูดไปก็ไม่มีใครได้ยิน”
น้ำเสียงเกรี้ยวกราดของวิญญาณสาว ก่นด่าผู้คนในตำหนักไปเรื่อย เนื่องจากล่องลอยมานานไร้จุดหมายปลายทาง เลยเกิดอาการหงุดหงิดผิดวิสัย
“ไปเดินเล่นแถวสระบัวดีกว่า อย่างน้อย ๆ ก็มีดอกบัวให้มองสบายตาจะได้ใจเย็นลง คนพวกนี้ทำข้านิสัยเสียแย่ ข้าออกจะเรียบร้อยพูดน้อยมาแต่กำเนิด”
ซูจิ่งเหวินในร่างโปร่งแสง รีบทะยานตรงไปยังสระบัวท้ายตำหนักด้วยใจลิงโลด
นางชอบดอกบัวมากกว่าดอกไม้อื่น จึงอยากดอมดมให้ชื่นใจหายเบื่อ อารมณ์จะได้ผ่อนคลายไม่กลายเป็นผีเฮี้ยน
ทว่าจู่ ๆ ดวงวิญญาณของผีสาว กลับถูกพลังงานลึกลับบางอย่าง กระชากเหนี่ยวรั้งเต็มแรง เพียงครู่เดียวเท่านั้นดวงวิญญาณโปร่งแสงก็เลือนหายไป
“เจ้ายังไม่ตอบข้า” นิ้วกร้านยกขึ้นเกลี่ยริมฝีปากอวบอิ่ม อยากครอบครองขึ้นมาอีกแล้ว“ข้ามีใจให้ท่านเจ้าค่ะ มีให้ท่านคนเดียว ข้าไม่เคยรัก...”“ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น ข้าเชื่อเจ้าทุกเรื่อง”“ขอบคุณนะเจ้าคะ”“เหมยฮัว” เสียงเรียกขานลงน้ำหนักแหบพร่าแปลก ๆ ทว่าคนฟังยังไม่ทันรู้สึก“เจ้าคะ”“แวะห้องนี้ก่อน”“ไปทำไมเจ้าคะ ในห้องนี้มีอะไร พวกเราต้องรีบไปหาท่านพ่อ”“ไม่ต้องรีบ เพราะตอนนี้ข้า...”จางเหมยฮัวถูกลากเข้าไปในห้องเก็บของขนาดเล็ก ที่ค่อนข้างโล่งโปร่งและสะอาด มีเพียงกล่องเก็บของไม่กี่กล่องกับโต๊ะหนึ่งตัวฉินมู่เหยียนรู้จักห้องนี้ดี เขาเคยมาแอบท่านอาจารย์อยู่ในนี้ เลยนึกอยากพาคนงามข้างกาย แวะเยี่ยมชมสถานที่ในวัยเยาว์สักหน่อยกายสาวถูกบดเบียดโยกคลึงในห้องขนาดเล็กอีกหลายรอบเสียงสัมผัสแนบเนื้อดังเล็ดลอดออกมาข้างนอก ทว่าบริเวณนี้ไม่ค่อยมีใครผ่านเข้ามา มีเพียงอสูรนกน้อยที่เกาะขอบรั้วคอยฟังเสียงเสียงจิ๊บ ๆ ร้องบอกต่อกันเป็นทอด ๆ หากจางเหมยฮัวได้ยิน คงวิ่งไล่จับนกมาย่างกินเพราะกังวลว่าจะมีคนผ่านทาง ทำให้ทั้งคู่รู้สึกตื่นเต้นมากกว่าปกติเลยเข้าเส้นชัยอย่างรวดเร็ว กลายเป็นความหฤหรรษ์อีกรูปแบบหนึ่งเ
เมื่อเห็นท่าทีเหม่อลอยของผู้อาวุโสกว่า ฉินมู่เหยียนจึงสะกิดเรียกอีกฝ่ายให้รู้สึกตัว“ท่านพ่อตาเป็นอย่างไรบ้างขอรับ อ่านเจอสิ่งใด”“มู่เหยียน หรือจะเป็นเพราะสาเหตุนี้”มือสั่นเทายื่นตำราให้บุตรเขยอ่านด้วยตนเอง ส่วนเขาใช้มือกอบกุมหน้าอกที่กำลังเต้นระรัวฉินมู่เหยียนรับตำราไปอ่านทันที หลังจากอ่านข้อความหนาหนักจบ ท่าทีของเขาไม่ต่างจากจางเฮ่อเสวียน สองมือสั่นเทาแทบจับตำราไว้ไม่อยู่“นะ...นี่มัน”“ข้าไม่รู้วิธีปฏิบัติ มีเพียงเจ้าของกำไลอสูรที่รู้ นางคงรู้วิธีแต่คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้”“เลยขอหย่า/เลยขอหย่า” บุรุษต่างวัยเอ่ยประสานเสียงกันถึงความเป็นไปได้“ข้าจะไปถามเหมยฮัวให้รู้เรื่อง”“อืม ฝากด้วยมู่เหยียน ข้าขอพักสักครู่เดี๋ยวจะรีบตามไป”อาการใจสั่นผิดปกติหากไม่ระวังตน เกรงจะล้มป่วยให้บุตรสาวลำบากและเป็นทุกข์ยามนี้จำเป็นต้องประคองหัวใจของตน ให้เต้นในจังหวะปกติเสียก่อน“ท่านพ่อตาพักก่อน ข้าจะจัดการเองขอรับ ต่อให้ยากแค่ไหนข้าจะยื้อชีวิตนางเอง ข้ารักซูจิ่งเหวินในร่างจางเหมยฮัว”ก่อนเดินจากไปเขานึกได้ว่ายังไม่ได้ไต่สวนคนร้าย เขาพาอสูรจิ้งจอกมาด้วย มันย่อมรู้ว่าใครทำร้ายมัน“ท่านพ่อตา ขังคนพวก
“วิญญาณของนางอยู่ที่ใด”“ข้านึกว่าท่านรู้แล้ว มีโอกาสพบปะพูดคุยหลายครั้ง ไม่รู้สึกคุ้นเคยบ้างเลยหรือ”“ข้าจะรู้ได้อย่างไร ข้ามองไม่เห็นวิญญาณ เดี๋ยวนะเมื่อครู่เจ้ากล่าวว่าอย่างไร ข้าคุ้นเคยกับผู้ใด นางอยู่ในร่างใครกันแน่!” น้ำเสียงโมโหตะคอกใส่หน้านักพรตเฒ่าคนชั่วผู้นี้หลอกเขาทำพิธีสะกดวิญญาณ โดยอ้างว่าวิญญาณจะมีความสุข ยามไปเกิดจะมีบุญบารมีมากกว่าวิญญาณทั่วไปที่ไหนได้มันต้องการหลอกกักขังดวงวิญญาณ เอาไว้ใช้งานเองต่างหาก!“นางอยู่ในร่างจางเหมยฮัว”น้ำเสียงเรียบเรื่อยเอ่ยขึ้น ไม่มีเหตุผลให้ปิดบัง อ๋องเจ็ดมาถึงคุกใต้ดินของสำนักธารา แสดงว่าสตรีผู้นั้นตั้งใจเปิดเผยตัวตน“จะ...เจ้าว่าอย่างไรนะ”“ซูจิ่งเหวินคือจางเหมยฮัว ท่านออกไปได้แล้ว ข้าไม่มีอารมณ์พูดคุยด้วย”‘โง่เขลาเสียจริง สตรีของตนกลายเป็นภรรยาของสหาย ยังมองไม่ออกอีก’คำกล่าวนี้เขาเพียงคิดอยู่ในใจ ไม่ได้กล่าวออกไปท่าทีเหม่อลอยของบุรุษสูงศักดิ์ อยู่ในสายตาเจ้าสำนักธาราทั้งหมดเขาทำเพียงถอนหายใจแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ผู้มาเยือนล้มลุกคลุกคลาน กลิ้งไถอยู่กับพื้นสกปรกในคุกใต้ดิน‘สมควรแล้ว’องครักษ์ทั้งสองเห็นเงาวูบไหวคุ้นเคย กำลังเดินออ
คำถามจากบิดาช่างตอบง่ายเสียเหลือเกิน จางเหมยฮัวตอบโดยไม่คิดด้วยซ้ำ“ย่อมไม่เกี่ยวกันเจ้าค่ะ ยามนี้ข้าคือจางเหมยฮัว บุตรีเจ้าสำนักธารา และเป็นฮูหยินของเจ้าสำนักเมฆินทร์”“ดีมาก สตรีเจ็บแล้วต้องจำ มู่เหยียนดีกว่าอ๋องเจ็ดทุกอย่าง พ่อชอบเขามากกว่าใคร”หากไม่ชื่นชอบ คงไม่ขอหมั้นหมายไว้ให้บุตรสาวตั้งแต่เด็กหรอก ครั้งนั้นสหายยังเอ่ยปรามอยู่บ้าง แต่ถูกเขาหว่านล้อมไปหลายเรื่องสองผู้อาวุโสเลยลงนามต่อกันในสัญญาหมั้นหมาย กลายเป็นเกี่ยวดองกันจนถึงทุกวันนี้“ข้าเป็นฮูหยินของเขาแล้ว ไม่คิดแต่งให้ใครอีก หากมีเรื่องให้แยกจากกันจริง ๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องเหล่านี้เจ้าค่ะ”ความนัยแอบแฝงบางอย่าง อีกทั้งน้ำเสียงยังสั่นเครือเล็กน้อย แต่จางเฮ่อหนานไม่ได้เก็บมาคิดเป็นกังวล เขารีบกลับไปพักผ่อนตามคำบอกกล่าวของบุตรสาวในวันต่อมาในห้องโถงสำนักธารา เต็มไปด้วยเสียงร้องของความเจ็บปวด เหล่าผู้ทรยศจำนวนมากถึงห้าสิบคน ถูกควบคุมตัวไว้ทั้งหมดส่วนคนที่เคยถูกกักขังก่อนหน้านี้ ถูกปล่อยตัวทั้งหมด และมีหมอคอยดูแลอาการป่วยอย่างใกล้ชิดขณะที่จางเหมยฮัวกำลังจัดการกับผู้ทรยศกลุ่มสุดท้าย ข้อมือของนางก็ถูกใครบางคนกอบกุมเอาไว้ น้ำเสีย
นางยังไม่สังหารคนพวกนี้ ยังมีอีกหลายคนที่ต้องจับมาสะสางพร้อมกัน หลังจากนั้นค่อยปล่อยให้เป็นไปตามกฎ ของสำนักควบคุมชาวยุทธ์“ปราณอสูร! ระดับสะ...สิบสอง”ต่อให้ไม่เก่งวรยุทธ์ แต่ฟู่เหวินเป็นบัณฑิตผู้ปราดเปรื่อง เขาย่อมรู้จักปราณอสูรในแต่ละระดับแค่พบเจอระดับเก้าพวกเขาก็สู้ไม่ไหวแล้ว แต่สตรีตรงหน้าเป็น
“อาจารย์จาง เอ่อ...อาจารย์จาง”“ตงเฉียนไปสืบมา ว่าสองสามวันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น”ฉินมู่เหยียนไม่รอฟังจากปากอาจารย์หญิง สหายของศิษย์น้องหญิงผู้น่ารำคาญ เป็นสหายกันคงนิสัยคล้ายกันอย่างแน่นอน เขามีวิธีสืบรู้ด้วยตนเอง“ขอรับพี่ใหญ่”กายสูงใหญ่หมุนตัวเตรียมเดินจากไป ทว่าเสียงของผู้มาขัดขวางได้เอ่ยรั้งอ
แต่เรื่องราวลี้ลับเหล่านี้ หากจะประสบความสำเร็จ ย่อมต้องผ่านด่านความยากลำบากเจ้าของกำไลอสูร ต้องผ่านพ้นชะตาเลวร้ายไปให้ได้เสียก่อน จึงจะถือว่าเป็นผู้สืบทอดอย่างแท้จริงเนื่องจากผู้ถือครองปราณอสูรเต็มตัว มักจะอายุสั้นหากไม่รู้วิธีปฏิบัติตน!ซึ่งวิธีของผู้ถือครองปราณอสูรในแต่ละคน มักจะแตกต่างกันออกไ
เรื่องราวในห้องหอผ่านไปจนรุ่งสาง ช่วงสายผู้ช่วยเฉินจื้อรับหน้าที่สำคัญแทนนายท่าน เขาช่วยตงเฉียนกับห่าวซีเหมิน ไต่สวนคนร้ายชุดดำทั้งห้าคน ทว่ายังไม่มีความคืบหน้าใดทั้งนั้นพวกนั้นเป็นมือสังหารที่ถูกจ้างมา ไม่ได้รู้เรื่องผู้บงการเลยแม้แต่น้อย รู้แค่เพียงว่าหากสังหารเจ้าสำนักเมฆินทร์สำเร็จ พวกมันจะทำก











