LOGIN
งานแฟชั่นโชว์เครื่องเพชรเต็มไปด้วยบรรยากาศหรูหรา เหล่าบรรดาไฮโซทั้งหลายมาร่วมงานในชุดที่สวยงาม บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงกระซิบและหัวเราะเบาๆ ทันทีที่เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงและไฟส่องสว่างไปยังเวที ผู้ชมทุกคนต่างตั้งใจจับตามอง บรรดานางแบบนายแบบในชุดเครื่องเพชรสุดอลังการเดินออกมา ทุกก้าวที่พวกเขาก้าวเดินนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจ ในขณะที่ผู้ชมต่างพูดคุยกันถึงความงามของเครื่องเพชรนั้น ไฟบนเวทีปรับเป็นโทนอุ่น ก่อนจะส่องไปยังร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่ปรากฏตัวอย่างสง่างามที่สุดในค่ำคืนนี้
เมธาวีในชุดเดรสสีขาวงาช้าง ประดับเครื่องเพชรมูลค่าหลายสิบล้าน ก้าวออกมาอย่างนุ่มนวล ด้วยท่วงท่าและสายตาที่เฉียบคมและเยือกเย็นดั่งนางพญา เสียงชัตเตอร์กล้องถ่ายภาพดังไม่หยุด แต่ไม่มีอะไรสั่นคลอนเธอได้ เธอเดินบนรันเวย์ด้วยความมั่นใจ ทว่า ในใจกลับเต้นแรงกว่าทุกครั้ง
“เขาอยู่ตรงนั้น อย่ามอง อย่ามองเด็ดขาด” แต่ถึงอย่างนั้น ขาของเธอกลับเดินช้าลงโดยไม่รู้ตัว
ภายใต้แสงไฟที่เบื้องล่างของเวที ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำคลาสสิก นั่งอยู่กลางแถวหน้าสุด ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังร่างของเธอไม่กะพริบ
กันต์กวี จิรโชติ ชื่อที่เธอพยายามลืมมาตลอด แต่หัวใจยังคงเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยิน
แวบหนึ่งที่สายตาทั้งสองสบกัน หญิงสาวรู้สึกขาเหมือนจะอ่อนลงชั่วขณะ ริมฝีปากอวบอิ่มสั่นไหวเพียงเล็กน้อย แต่เธอเดินต่อไปด้วยท่วงท่าที่มั่นคง ขณะที่มือของกันต์กวีที่นั่งแถวหน้าบีบเก้าอี้แน่นจนข้อนิ้วซีด แววตาของเขายังคงจ้องมองเธออย่างแน่วแน่ ผสมปนเปด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ไม่ใช่แค่เครื่องเพชรที่ส่องแสงระยิบระยับบนตัวเธอเท่านั้น แต่เธอเองต่างหาก ที่เป็นแสงเดียวในสายตาของเขา
ชั่วขณะที่เธอเดินถึงปลายเวที “แค่นี้แหละ แค่ได้เห็นว่าเธอสบายดีอยู่ก็พอ” เสียงในใจของเขาดังขึ้น ขณะที่ผู้หญิงข้าง ๆ กระซิบแผ่ว “นางแบบคนนั้นสวยจัง” กันต์กวีได้ยินแต่ไม่สนใจ สายตายังจับจ้องเธอไม่วาง
ขณะที่เธอหันหลังกลับ ผู้ชมรอบด้านปรบมืออย่างกึกก้อง เป็นการพบกันอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน แต่ไม่ใช่ด้วยคำพูด ไม่ใช่ด้วยการสัมผัส เป็นเพียงสายตาที่ทั้งอ่อนโยน ทั้งโหยหา
ม่านหลังเวทีเปิดออกอย่างนุ่มนวล ดีไซเนอร์สาวเจ้าของคอลเลกชันปรากฏตัวด้วยรอยยิ้มเขินอายในชุดเรียบหรู เธอเดินจับมือนางแบบคนสำคัญอย่างเมธาวี พร้อมบรรดานายแบบนางแบบที่ทยอยเดินตามออกมา เสียงชื่นชมดังก้องทั่วฮอลล์ แสงแฟลชสาดวาบราวกับฝนดาวตก
เมื่อพิธีกรขอสัมภาษณ์ถึงแรงบันดาลใจของคอลเลกชันนี้ ดีไซเนอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งและจริงใจ ก่อนจบด้วยถ้อยคำขอบคุณที่แสนอบอุ่น ทันใดนั้น ร่างสูงของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ก้าวขึ้นสู่เวทีอย่างมั่นใจ เขาคือ คิมหันต์ รุ่งเรืองไพศาล ชายหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยพลังบวก ถือช่อดอกไม้สองช่อในมือ แววตาเปล่งประกายด้วยความภาคภูมิใจและอ่อนโยน
“ขออนุญาตมอบช่อดอกไม้ให้พี่นิและคุณเมย์นะครับ” เสียงของเขาดังฟังชัด เขายื่นช่อหนึ่งให้ดีไซเนอร์พี่สาวของตัวเอง ก่อนจะหันไปหาเมธาวีอีกครั้ง สายตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความชื่นชม ช่อดอกไม้ถูกยื่นให้เธออย่างอ่อนโยน
“วันนี้พี่นิภูมิใจมาก แต่ผมว่าคนที่ทำให้คอลเลกชันนี้สมบูรณ์คือคุณนะ”
เมธาวีรับช่อดอกไม้ ยิ้มบาง “ขอบคุณค่ะคุณคิม แต่คุณนิต่างหากที่เป็นหัวใจของคืนนี้” เสียงปรบมือค่อย ๆ เบาลงเมื่อม่านปิด เมธาวีเดินลงจากเวที ขาแทบลอยด้วยความเหนื่อยล้า จิรายุรีบคว้าแขนประคองทันที “ระวังนะเมย์ เพชรหนักขนาดนั้น” เขาพูดเบา ๆ พร้อมยิ้มกังวล เธอพยักหน้าช้า ๆ แต่สายตายังคงว่างเปล่า ราวกับวิญญาณยังค้างอยู่บนรันเวย์
รถยนต์สีดำเคลื่อนตัวออกจากโรงแรมหรูค่อย ๆ ฝนโปรยปรายทำให้ถนนเปียกชื้น เอกภพนั่งหลังพวงมาลัย สายตาจดจ่อกับถนนเบื้องหน้า จิรายุเอนตัวเล็กน้อย เขาดูผ่อนคลาย มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์มือถือที่แสงหน้าจอส่องให้เห็นสีหน้าของเขาชัดเจนขึ้นในความมืด เขาไถฟีดข่าวบันเทิงไปพลาง ขณะสายตาเหลือบอ่านคอมเมนต์ต่าง ๆ ด้วยรอยยิ้มกึ่งเหนื่อยล้า
เบาะหลัง เมธาวีนั่งนิ่งช่อดอกไม้ที่เพิ่งได้จากเวทีวางข้างตัว ดอกไม้เหล่านั้นยังสดใหม่ มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ คลุ้งอยู่ในอากาศ เธอเอนศีรษะพิงกระจกเย็นเยียบ ปล่อยให้ความเย็นนั้นช่วยกล่อมจิตใจที่ยังไม่สงบให้ผ่อนคลาย ลมหายใจของเธอแผ่วเบา แต่ลึกเหมือนคนที่ใช้พลังอย่างมากไปกับสิ่งที่ไม่มีใครเห็น
“ไม่อยากจะเชื่อว่าแฟนคลับยังไม่หยุดดราม่านักแสดงซีรีส์เราเลย” จิรายุเอ่ยขึ้นขณะเลื่อนนิ้วผ่านหน้าจอ “ทั้งที่ก็ปล่อยตัวอย่างไปแล้วนะ เคมีสองคนนั้นดีจะตาย”
เอกภพถอนหายใจเบาๆ “ปล่อยเขาไปเถอะยุ เดี๋ยวพอออนแอร์จริงก็หายกันหมดนั่นแหละ คนเราน่ะ ตัดสินจากภาพนิ่งตลอด” เขาหันไปมองจิรายุแวบหนึ่ง ก่อนจะเหลือบตามองกระจกมองหลัง เขาเห็นเงาของน้องสาวที่นั่งเงียบอยู่เบาะหลัง เมธาวียังคงนิ่ง ร่างกายแทบไม่ขยับ ไม่มีแม้แต่ท่าทีจะหยิบมือถือขึ้นมาดู ราวกับหลุดออกจากโลกตรงหน้าไปแล้ว
“เมย์เป็นอะไรหรือเปล่า” เขาถามด้วยน้ำเสียงแผ่ว
หญิงสาวค่อยๆ ขยับตัวออกจากหน้าต่าง เธอกลับมานั่งตรง มือประสานกันไว้บนตัก ดวงตาที่เคยมองออกไปนอกหน้าต่างตอนนี้หลุบลงอย่างสงบ “แค่คิดอะไรนิดหน่อยค่ะ” เธอพูดเสียงเรียบ ไม่หลบไม่หลีก แต่ไม่เปิดเผย เอกภพยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะตอบกลับโดยไม่หันไปมอง “ปกติเวลาคิดอะไรนิดหน่อยของแกมักจะเงียบจนพี่กับยุเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ”
จิรายุหันกลับไปมองเมธาวี พลางยิ้มอย่างรู้ทัน “มีใครกวนใจไหมหรือว่าเพชรที่เดินวันนี้มันหนักจนต้องแบกไว้ในใจ” เมธาวียิ้มบาง ดวงตาที่หม่นอยู่ก่อนหน้านั้นเหมือนจะมีแสงสะท้อนเล็กน้อยจากคำพูดของชายหนุ่ม แต่เธอก็ยังไม่ตอบ
“หรือเป็นเพราะเขา” เอกภพถามเบา ๆ แต่หนักแน่นพอจะทำให้ความเงียบที่เมธาวีสร้างขึ้นแตกกระจาย
หญิงสาวชะงักเล็กน้อย “แค่บางอย่างที่เราเคยพยายามทิ้งไว้ข้างหลัง” เสียงของเธอเบาจนแทบหลอมรวมกับเสียงฝน “บางอย่างที่เราหลอกตัวเอง บางอย่างที่บอกให้ลืมซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางอย่างมันก็ไม่ยอมถูกทิ้งจริงๆ สักที” เธอนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ “บางที เราก็เหมือนเพชรที่เดินบนเวทีวันนี้นั่นแหละ”
เอกภพหันมามองแวบหนึ่ง “หมายถึงสวยแต่หนัก” เมธาวียิ้มมุมปาก “ไม่ใช่ หมายถึงต่อให้ถอดออกแล้ว ยังมีรอยกดทับที่คออยู่เลย” จิรายุมองผ่านกระจกมองหลัง “รอยนั้น ลบได้ด้วยเวลาไหม” เมธาวีถอนหายใจ “ถ้าลบได้ เมย์คงไม่ต้องใส่สร้อยเส้นใหม่ทุกวันหรอกค่ะ”
จิรายุหันกลับมานั่งตรง มือที่เคยถือมือถือค่อย ๆ วางลงบนตัก เสียงฝนยังตกอย่างต่อเนื่อง “ความทรงจำมันก็เหมือนเพชรนั่นแหละ ต่อให้เราไม่มองมันก็ยังส่องแสงอยู่ดี”
เมธาวีเหลือบตาขึ้นมองเขาอีกครั้ง ก่อนที่เปลือกตาจะค่อย ๆ ปิดลงอย่างช้า ๆ เธอเพียงอยากปล่อยให้เสียงลมหายใจและความทรงจำในอดีตหลอมรวมไปกับถนนสายยาวข้างหน้า ในที่สุดรถคันสีดำก็ค่อย ๆ จอดสนิทที่ลานจอดรถคอนโดสูงกลางเมือง เสียงเครื่องยนต์ดับลง เหลือเพียงความเงียบ และเสียงฝนที่ยังโปรยเบา ๆ ทุกคนเดินขึ้นลิฟต์เงียบ ๆ จนถึงหน้าห้องที่เรียงติดกัน เมธาวี เอกภพ และจิรายุ พวกเขาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องของเธอ
“แปะ แปะ” เอกภพกับจิรายุตบบ่าเธอ ด้วยสัมผัสนุ่มนวลพร้อมกัน สัมผัสนั้นไม่ได้เบาจนไร้น้ำหนัก แต่ก็ไม่แรงจนเกินไป มันพอดี พอดีที่จะปลอบใจ พอดีที่จะบอกว่า “เราอยู่ตรงนี้นะ” เมธาวีหันไปมองช้า ๆ แสงไฟสะท้อนดวงตาเธอเป็นประกายจาง ๆ ริมฝีปากที่เคยนิ่งค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่อ่อนโยน ไม่ใช่ยิ้มเพื่อปกปิดความรู้สึก แต่เป็นยิ้มจากการรับรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียว
เธอไม่พูดอะไร และพวกเขาก็ไม่คาดหวังคำใด ๆ บางทีความเข้าใจที่แท้จริง ก็ไม่ต้องการคำอธิบาย เอกภพยักคิ้วให้เธอเล็กน้อย จิรายุพยักหน้าช้า ราวกับจะบอกว่า “พักผ่อนนะ” แล้วจึงเดินไปที่ประตูห้องของตัวเอง
ประตูห้องเปิดออกช้า ๆ พร้อมเสียงคลิกเบา ๆ ตามหลัง เป็นเสียงที่เธอได้ยินจนคุ้นเคย แต่มันก็ยังทำให้เธอรู้สึกเหมือนประตูปิดกั้นอะไรบางอย่างไว้ข้างหลัง อีกโลกหนึ่ง ที่ตอนนี้ไม่มีใครตามเธอเข้ามา ความเหนื่อยล้าที่พกมาทั้งวัน ค่อย ๆ ละลายไปในแสงสลัวของห้อง และเสียงตบบ่าเบาๆ ที่ยังสะท้อนในหัวใจ
แสงไฟสีอบอุ่นจากหลอดไฟเปิดขึ้นครึ่งเดียว เธอถอดรองเท้าส้นสูงออกอย่างนุ่มนวล ก่อนจะเดินตรงไปยังโซฟาตัวเดิมในมุมโปรดทุกก้าวที่เดินเหมือนหนักกว่าปกติ ไม่ใช่เพราะรองเท้า แต่เพราะความรู้สึกที่ยังคงค้างอยู่ในอก เธอเอนตัวลงกับพนักพิง ปล่อยให้ทั้งร่างจมหายไปกับโซฟานุ่ม ๆ เสียงแฟลช เสียงปรบมือ สายตานับร้อยที่เคยมองเธอ ทุกอย่างหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจของตัวเอง กับความคิดถึงที่ไม่เคยจางหาย
“คุณยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย” เธอเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อย มือเรียวเลื่อนขึ้นแตะลำคอ จุดที่เคยมีสร้อย และสัมผัสของเขา “ทำไมยังลืมไม่ได้สักที” เสียงกระซิบในลำคอ ก่อนกอดมือถือแนบอก น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงเงียบ ๆ “ถ้าพรุ่งนี้เจอกันอีก ฉันจะเดินผ่านไปได้ไหม” เธอถามตัวเองเบา ๆ ก่อนหลับตาลง
เสียงนาฬิกาดิจิทัลบนโต๊ะทำงานบอกเวลา 00:47 และหน้าจอแท็บเล็ตที่เปิดค้างไว้ ภาพถ่ายของหญิงสาวปรากฏอย่างคมชัด เธอกำลังเดินอยู่บนเวที โอบล้อมด้วยแสงไฟและผู้คน แต่กลับดูเหมือนโดดเดี่ยว ริมฝีปากเธอแต้มรอยยิ้มบาง แววตาคงที่เหมือนฝึกมาหลายพันครั้ง แต่กันต์กวีกลับมองทะลุความมั่นใจเหล่านั้น มองเห็นบางสิ่งที่ไม่มีใครสังเกต
ร่างสูงนั่งนิ่งบนเก้าอี้หนังตัวโปรดเท้าศอกข้างหนึ่งบนโต๊ะ เขาเลื่อนภาพไปอีกภาพช้า ๆ ราวกับไม่อยากเร่งรีบ “ยังเหมือนเดิมเลยนะ ไม่เปลี่ยนเลย” เขาพึมพำเบา ๆ กับหน้าจอ ก่อนยกแก้วบรั่นดีขึ้นจิบช้า ๆ มือถือถูกหยิบขึ้นอีกครั้ง นิ้วเลื่อนไปที่ชื่อ “น้องเมย์”
“ถ้าพี่พิมพ์ไปตอนนี้ เมย์จะอ่านไหม” เขาพูดกับตัวเอง มองชื่อนั้นนาน ก่อนวางมือถือลง กันต์กวีหลับตา เอนตัวพิงเก้าอี้ “แค่เห็นเธอเดินผ่านไปแค่นั้น ก็พอแล้วจริงๆใช่ไหม” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนปิดไฟห้องทิ้งไว้เพียงแสงจากหน้าจอที่ยังค้างภาพของเธอ “พรุ่งนี้ ถ้าเจอกันอีกครั้ง ฉันจะปล่อยเธอเดินจากไปอีกครั้งได้จริง ๆ หรือ” กันต์กวีถอนหายใจยาว ก่อนปล่อยให้ความมืดกลืนกินทุกอย่าง
หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไปและการรักษาตัวของกันต์กวีดีขึ้นตามลำดับ เขาก็กลับมาพักฟื้นที่บ้าน บ้านหลังใหญ่กลับมีชีวิตชีวาอีกครั้งเพราะเสียงหัวเราะและการดูแลเอาใจใส่ของเมธาวี เธอดูแลเขาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้จะมีงานถ่ายแบบและอีเวนต์ที่รับไว้ล่วงหน้า แต่เธอก็จัดสรรเวลาอย่างรัดกุม ทำงานเสร็จแล้วรีบกลับบ้านทุกครั้งกันต์กวีเองแม้จะยังไม่หายดีนัก แต่เมื่อเห็นว่าทั้งเลขาและอดิศักดิ์ต้องขนแฟ้มเอกสารมาตรวจถึงบ้านเกือบทุกวัน เขาก็อดรู้สึกเกรงใจไม่ได้ สุดท้ายก็ยืนยันจะกลับไปทำงานในช่วงเวลานั้นเอง หลายสิ่งที่เคยค้างคาในหัวใจของทั้งเขาและเธอก็ค่อย ๆ คลี่คลาย ทั้งสองคนเปิดอกพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ทุกบทสนทนา กลายเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิมแต่สิ่งหนึ่งที่หญิงสาวไม่เคยรู้มาก่อน และไม่มีใครเคยบอกคือ “จุดเริ่มต้น” ของเส้นทางในวงการบันเทิงของเธอ จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่เธอไปพบคุณพรพรรณ อดีตผู้จัดการมือทอง ซึ่งกลับมาเมืองไทยชั่วคราวเพื่อจัดการธุระส่วนตัว ก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตที่
ขณะนั้นเอง กันต์กวีก้าวเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดิน ทุกย่างก้าวหนักแน่นแต่เต็มไปด้วยความระวัง แสงไฟจากโคมไฟฉุกเฉินส่องสลัว ทำให้เงาของเขาทอดยาวบนผนัง เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของลูกน้องเสี่ยชาญจากด้านหน้า และรู้ว่าทุกวินาทีคือการแข่งกับเวลา “เมย์ ผมมาแล้ว” เขาพูดในใจ ขณะที่มือกำปืนแน่นขึ้นเมื่อเห็นเงาของชายติดอาวุธปรากฏขึ้นที่มุมโค้งเสียงฝีเท้าก็ใกล้เข้ามาอีกครั้งจากอีกทางหนึ่งปัง! ปัง!เสียงปืนสองนัดดังถี่ยิบ ชายติดอาวุธที่กำลังจะยกปืนขึ้นยิงกลับ ทรุดลงทันที เลือดไหลรินจากหน้าผากและอก ร่างแน่นิ่งไร้ชีวิตกันต์กวีก้าวเข้ามาแสงไฟในห้องสะท้อนดวงตาเขาที่ไร้อารมณ์ แววตาที่เคยอ่อนโยนให้กับคนรัก กลับแข็งกระด้าง เย็นชาราวกับน้ำแข็งพันปี เขามองลงไปยังร่างของเขมิกา ที่นอนจมกองเลือดอยู่กับพื้น ในแววตาเขา ไม่มีความเศร้า ไม่มีความเห็นใจ มีเพียงการไม่แยแส “เธอเลือกเอง” เขาพึมพำเบา ๆ เหมือนพูดกับอากาศ แล้วเดินผ่านไปโดยไม่เหลียวหลัง เสียงฝีเท้าของกันต์กวีดังสะท้อนในอุโมงค์
ห้องน้ำภายในสถานที่จัดงาน เสียงน้ำไหลจากก๊อกดังสม่ำเสมอ ขณะที่เมธาวีกำลังล้างมือหลังจากทำงานมาตลอดบ่ายถึงค่ำ ประตูห้องน้ำเปิดออกอย่างช้า ๆ และเขมิกาก้าวเข้ามาในชุดเดรสหรูหรา ใบหน้าสวยเฉียบแต่เต็มไปด้วยความเย็นชา เมธาวีหันไปมอง สายตาฉายแววระแวงทันที “คุณมาที่นี่ทำไม”เขมิกาไม่ตอบ แต่สายตานั้นจ้องเธอราวกับเหยื่อที่รอเวลาถูกสังหาร จากนั้นเธอก็ควักปืนพกเล็กจากกระเป๋าถืออย่างรวดเร็ว ปลายกระบอกสีดำหันตรงมาที่เมธาวี “คุณคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะรอดเหรอ” เมธาวีเอ่ยออกมาแม้ใบหน้าจะเริ่มซีด“ทำไมล่ะ แกจะทำอะไรฉันได้ พ้นคืนนี้ไป แกไม่มีวันเชิดหน้าชูตาได้อีกแล้ว” เขมิกายิ้มเยาะ มือถือปืนสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น “แกคิดว่าผัวแกจะมาทันเหรอ คืนนี้แกจะถูกขายไปเมืองนอก ตัวแกจะสกปรกจนเขาไม่อยากแตะอีกตลอดชีวิต”เมธาวีกัดฟัน “ฉันไม่ยอมให้แกได้สมใจหรอกนังปีศาจ” เธอใช้ทั้งแรงทั้งหมดที่มี พุ่งตัวชนเข้าไปที่ลำตัวเขมิกาอย่างแรง ทำให้ทั้งสองล้มลงไปกับพื้น เสียงโก
ปัจจุบัน...ในช่วงเช้า อดิศักดิ์ ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้ม ผู้ขวาของกันต์กวี ยืนตรงรอในห้องโถงของบ้านมือประสานไว้ด้านหน้า แม้สีหน้าจะเรียบเฉยและนิ่งขรึมเหมือนเคย แต่ในแววตานั้นแฝงด้วยแรงกดดัน เพราะเขารู้ว่าเจ้านายของเขา ไม่มีวันยอมให้เรื่องที่เกิดขึ้นกับคนรักตัวเองผ่านไปง่าย ๆเพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าแน่นหนักก็ดังขึ้นบนบันได กันต์กวีในเสื้อเชิ้ตสีเข้มกับกางเกงผ้าตัดเย็บเนี้ยบ ก้าวลงมาช้า ๆ สีหน้าเคร่งขรึมและเฉียบขาด “ได้เรื่องว่ายังไง”“ผมตามดูทุกความเคลื่อนไหวของนทีตามที่นายสั่งครับ เขากับเพื่อนไปโรงพยาบาล แต่ตอนแจ้งกับโรงพยาบาล กลับบอกว่าเป็นการทะเลาะวิวาทกันเอง ไม่มีการเอ่ยถึงชื่อของนายเลยแม้แต่นิดเดียวกันต์กวีหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ “กลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะร้องขอความยุติธรรม”“ครับ” อดิศักดิ์พยักหน้าเบา ๆ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดรูปส่งให้เจ้านายดู “นี่สภาพมันเมื่อคืนครับ”ภาพแรก ใบหน้าบวมช้ำจนจำไม่ได้ ตาข้างซ้ายปิดสนิท ปากแตกเลือดแห้งเกรอะ
แสงแดดอ่อนยามบ่ายลอดผ่านม่านสีครีมในห้องทำงาน เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นบนโต๊ะทำงานอย่างแผ่วเบา เขาเหลือบตาไปมองหน้าจอ ชื่อของภานุวัฒน์ปรากฏอยู่“ว่าไง วัฒน์”“มึงรู้ยังว่ะ น้องเมย์เข้ารอบสุดท้าย Supermodel แล้วตอนนี้เป็นเต็งหนึ่งเลยนะ”“จริงดิ” เขายิ้มมุมปากโดยไม่รู้ตัว“จริงสิวะ มึงต้องไปดูวันเสาร์นี้เลยนะ ไอ้ธรติดเข้าเวร ไปไม่ได้ กูเลยอยากชวนมึง”“ไปสิ” เขาตอบทันควัน จนตัวเองยังตกใจว่าทำไมถึงเร็วขนาดนั้น“เฮ้ย เร็วขนาดนี้เลยเหรอวะมึง” ภานุวัฒน์หัวเราะหึๆ “หรือมีอะไรในใจ”เขาเงียบไปนิดนึง “ไม่มี”“โกหกเก่งนะมึง”หลังวางสาย เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างมองออกไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด บริษัทของเขาเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของการประกวดนี้ ภายใต้ข้อตกลงที่ว่า ผู้ที่ชนะการประกวด 3 อันดับแรกจะได้เป็นพรีเซนเตอร์แคมเปญใหม่ของ
กลับถึงห้องพักในต่างประเทศ กันต์กวีโยนตัวลงเก้าอี้ที่คุ้นเคย เขาทุ่มเทให้งานมากขึ้น ทุกคืนเขายังเปิดแชตเก่าของคนรักที่เงียบมานานหลายสัปดาห์ ทุกครั้งที่เขาอยากถาม “เมย์สบายดีไหม” นิ้วของเขาจะพิมพ์ลงไปช้าๆ แต่สุดท้ายก็ต้องลบทิ้งทุกครั้ง กลัวจะรบกวนชีวิตใหม่ของเธอในวันที่ผลสอบของเธอออก ธนาธรก็โทรมาแจ้งข่าวอย่างรวดเร็ว “น้องสอบติดแล้วนะ น้องดีใจมาก อาสุรีพรก็ยิ้มแก้มปริ” เสียงธนาธรดังขึ้นจากปลายสาย “ดีแล้ว อย่าบอกน้องว่าฉันถามนะ” เขาตอบกลับสั้นๆ แต่ในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย เขายิ้มจางๆ ตอนที่เห็นภาพเธอในชุดนักศึกษาที่เพื่อนส่งมา เธอดูแข็งแรงขึ้น โตขึ้นกว่าเดิม แววตาที่เคยหม่นหมองตอนนี้กลับมีประกายแห่งความหวัง “อย่างน้อยทุกอย่างที่เกิดขึ้น เธอสามารถยืนขึ้นได้อีกครั้ง” เขาพึมพำกับตัวเองอีเมลจากเลขานุการของแม่เด้งขึ้นมา ดึงเขาออกจากห้วงความคิด “คุณธิดาดูเครียดมากช่วงนี้ เรื่องโปรเจกต์ใหม่มีปัญหาใหญ่ มีคนในบริษัทไม่เห็นด้วย” กันต์กวีขมวดคิ้ว รู้สึกถึงลางร้ายที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ ถึงแม้จะบอกตัวเองว่าแม่จัดการได้เสมอ แม่เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมาตลอดชีวิต แม่กับพ่อสร้างบริษัทขึ้นมาด้วยกัน







