LOGIN“เขารักเธอหมดทั้งใจ แต่เธอเลือกทำร้ายเขา เพื่อปกป้องคนที่เธอรักมากที่สุด หลายปีต่อมา โชคชะตาพาพวกเขากลับมาเจอกันอีกครั้ง ในสถานะที่ไม่มีชื่อเรียก รักนี้ จะปล่อย หรือจะคว้า แม้หัวใจต้องแตกสลายอีกรอบ”
View Moreงานแฟชั่นโชว์เครื่องเพชรเต็มไปด้วยบรรยากาศหรูหรา เหล่าบรรดาไฮโซทั้งหลายมาร่วมงานในชุดที่สวยงาม บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงกระซิบและหัวเราะเบาๆ ทันทีที่เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงและไฟส่องสว่างไปยังเวที ผู้ชมทุกคนต่างตั้งใจจับตามอง บรรดานางแบบนายแบบในชุดเครื่องเพชรสุดอลังการเดินออกมา ทุกก้าวที่พวกเขาก้าวเดินนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจ ในขณะที่ผู้ชมต่างพูดคุยกันถึงความงามของเครื่องเพชรนั้น ไฟบนเวทีปรับเป็นโทนอุ่น ก่อนจะส่องไปยังร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่ปรากฏตัวอย่างสง่างามที่สุดในค่ำคืนนี้
เมธาวีในชุดเดรสสีขาวงาช้าง ประดับเครื่องเพชรมูลค่าหลายสิบล้าน ก้าวออกมาอย่างนุ่มนวล ด้วยท่วงท่าและสายตาที่เฉียบคมและเยือกเย็นดั่งนางพญา เสียงชัตเตอร์กล้องถ่ายภาพดังไม่หยุด แต่ไม่มีอะไรสั่นคลอนเธอได้ เธอเดินบนรันเวย์ด้วยความมั่นใจ ทว่า ในใจกลับเต้นแรงกว่าทุกครั้ง
“เขาอยู่ตรงนั้น อย่ามอง อย่ามองเด็ดขาด” แต่ถึงอย่างนั้น ขาของเธอกลับเดินช้าลงโดยไม่รู้ตัว
ภายใต้แสงไฟที่เบื้องล่างของเวที ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำคลาสสิก นั่งอยู่กลางแถวหน้าสุด ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังร่างของเธอไม่กะพริบ
กันต์กวี จิรโชติ ชื่อที่เธอพยายามลืมมาตลอด แต่หัวใจยังคงเต้นแรงทุกครั้งที่ได้ยิน
แวบหนึ่งที่สายตาทั้งสองสบกัน หญิงสาวรู้สึกขาเหมือนจะอ่อนลงชั่วขณะ ริมฝีปากอวบอิ่มสั่นไหวเพียงเล็กน้อย แต่เธอเดินต่อไปด้วยท่วงท่าที่มั่นคง ขณะที่มือของกันต์กวีที่นั่งแถวหน้าบีบเก้าอี้แน่นจนข้อนิ้วซีด แววตาของเขายังคงจ้องมองเธออย่างแน่วแน่ ผสมปนเปด้วยความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ไม่ใช่แค่เครื่องเพชรที่ส่องแสงระยิบระยับบนตัวเธอเท่านั้น แต่เธอเองต่างหาก ที่เป็นแสงเดียวในสายตาของเขา
ชั่วขณะที่เธอเดินถึงปลายเวที “แค่นี้แหละ แค่ได้เห็นว่าเธอสบายดีอยู่ก็พอ” เสียงในใจของเขาดังขึ้น ขณะที่ผู้หญิงข้าง ๆ กระซิบแผ่ว “นางแบบคนนั้นสวยจัง” กันต์กวีได้ยินแต่ไม่สนใจ สายตายังจับจ้องเธอไม่วาง
ขณะที่เธอหันหลังกลับ ผู้ชมรอบด้านปรบมืออย่างกึกก้อง เป็นการพบกันอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน แต่ไม่ใช่ด้วยคำพูด ไม่ใช่ด้วยการสัมผัส เป็นเพียงสายตาที่ทั้งอ่อนโยน ทั้งโหยหา
ม่านหลังเวทีเปิดออกอย่างนุ่มนวล ดีไซเนอร์สาวเจ้าของคอลเลกชันปรากฏตัวด้วยรอยยิ้มเขินอายในชุดเรียบหรู เธอเดินจับมือนางแบบคนสำคัญอย่างเมธาวี พร้อมบรรดานายแบบนางแบบที่ทยอยเดินตามออกมา เสียงชื่นชมดังก้องทั่วฮอลล์ แสงแฟลชสาดวาบราวกับฝนดาวตก
เมื่อพิธีกรขอสัมภาษณ์ถึงแรงบันดาลใจของคอลเลกชันนี้ ดีไซเนอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งและจริงใจ ก่อนจบด้วยถ้อยคำขอบคุณที่แสนอบอุ่น ทันใดนั้น ร่างสูงของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ก้าวขึ้นสู่เวทีอย่างมั่นใจ เขาคือ คิมหันต์ รุ่งเรืองไพศาล ชายหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยพลังบวก ถือช่อดอกไม้สองช่อในมือ แววตาเปล่งประกายด้วยความภาคภูมิใจและอ่อนโยน
“ขออนุญาตมอบช่อดอกไม้ให้พี่นิและคุณเมย์นะครับ” เสียงของเขาดังฟังชัด เขายื่นช่อหนึ่งให้ดีไซเนอร์พี่สาวของตัวเอง ก่อนจะหันไปหาเมธาวีอีกครั้ง สายตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความชื่นชม ช่อดอกไม้ถูกยื่นให้เธออย่างอ่อนโยน
“วันนี้พี่นิภูมิใจมาก แต่ผมว่าคนที่ทำให้คอลเลกชันนี้สมบูรณ์คือคุณนะ”
เมธาวีรับช่อดอกไม้ ยิ้มบาง “ขอบคุณค่ะคุณคิม แต่คุณนิต่างหากที่เป็นหัวใจของคืนนี้” เสียงปรบมือค่อย ๆ เบาลงเมื่อม่านปิด เมธาวีเดินลงจากเวที ขาแทบลอยด้วยความเหนื่อยล้า จิรายุรีบคว้าแขนประคองทันที “ระวังนะเมย์ เพชรหนักขนาดนั้น” เขาพูดเบา ๆ พร้อมยิ้มกังวล เธอพยักหน้าช้า ๆ แต่สายตายังคงว่างเปล่า ราวกับวิญญาณยังค้างอยู่บนรันเวย์
รถยนต์สีดำเคลื่อนตัวออกจากโรงแรมหรูค่อย ๆ ฝนโปรยปรายทำให้ถนนเปียกชื้น เอกภพนั่งหลังพวงมาลัย สายตาจดจ่อกับถนนเบื้องหน้า จิรายุเอนตัวเล็กน้อย เขาดูผ่อนคลาย มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์มือถือที่แสงหน้าจอส่องให้เห็นสีหน้าของเขาชัดเจนขึ้นในความมืด เขาไถฟีดข่าวบันเทิงไปพลาง ขณะสายตาเหลือบอ่านคอมเมนต์ต่าง ๆ ด้วยรอยยิ้มกึ่งเหนื่อยล้า
เบาะหลัง เมธาวีนั่งนิ่งช่อดอกไม้ที่เพิ่งได้จากเวทีวางข้างตัว ดอกไม้เหล่านั้นยังสดใหม่ มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ คลุ้งอยู่ในอากาศ เธอเอนศีรษะพิงกระจกเย็นเยียบ ปล่อยให้ความเย็นนั้นช่วยกล่อมจิตใจที่ยังไม่สงบให้ผ่อนคลาย ลมหายใจของเธอแผ่วเบา แต่ลึกเหมือนคนที่ใช้พลังอย่างมากไปกับสิ่งที่ไม่มีใครเห็น
“ไม่อยากจะเชื่อว่าแฟนคลับยังไม่หยุดดราม่านักแสดงซีรีส์เราเลย” จิรายุเอ่ยขึ้นขณะเลื่อนนิ้วผ่านหน้าจอ “ทั้งที่ก็ปล่อยตัวอย่างไปแล้วนะ เคมีสองคนนั้นดีจะตาย”
เอกภพถอนหายใจเบาๆ “ปล่อยเขาไปเถอะยุ เดี๋ยวพอออนแอร์จริงก็หายกันหมดนั่นแหละ คนเราน่ะ ตัดสินจากภาพนิ่งตลอด” เขาหันไปมองจิรายุแวบหนึ่ง ก่อนจะเหลือบตามองกระจกมองหลัง เขาเห็นเงาของน้องสาวที่นั่งเงียบอยู่เบาะหลัง เมธาวียังคงนิ่ง ร่างกายแทบไม่ขยับ ไม่มีแม้แต่ท่าทีจะหยิบมือถือขึ้นมาดู ราวกับหลุดออกจากโลกตรงหน้าไปแล้ว
“เมย์เป็นอะไรหรือเปล่า” เขาถามด้วยน้ำเสียงแผ่ว
หญิงสาวค่อยๆ ขยับตัวออกจากหน้าต่าง เธอกลับมานั่งตรง มือประสานกันไว้บนตัก ดวงตาที่เคยมองออกไปนอกหน้าต่างตอนนี้หลุบลงอย่างสงบ “แค่คิดอะไรนิดหน่อยค่ะ” เธอพูดเสียงเรียบ ไม่หลบไม่หลีก แต่ไม่เปิดเผย เอกภพยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะตอบกลับโดยไม่หันไปมอง “ปกติเวลาคิดอะไรนิดหน่อยของแกมักจะเงียบจนพี่กับยุเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ”
จิรายุหันกลับไปมองเมธาวี พลางยิ้มอย่างรู้ทัน “มีใครกวนใจไหมหรือว่าเพชรที่เดินวันนี้มันหนักจนต้องแบกไว้ในใจ” เมธาวียิ้มบาง ดวงตาที่หม่นอยู่ก่อนหน้านั้นเหมือนจะมีแสงสะท้อนเล็กน้อยจากคำพูดของชายหนุ่ม แต่เธอก็ยังไม่ตอบ
“หรือเป็นเพราะเขา” เอกภพถามเบา ๆ แต่หนักแน่นพอจะทำให้ความเงียบที่เมธาวีสร้างขึ้นแตกกระจาย
หญิงสาวชะงักเล็กน้อย “แค่บางอย่างที่เราเคยพยายามทิ้งไว้ข้างหลัง” เสียงของเธอเบาจนแทบหลอมรวมกับเสียงฝน “บางอย่างที่เราหลอกตัวเอง บางอย่างที่บอกให้ลืมซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางอย่างมันก็ไม่ยอมถูกทิ้งจริงๆ สักที” เธอนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ “บางที เราก็เหมือนเพชรที่เดินบนเวทีวันนี้นั่นแหละ”
เอกภพหันมามองแวบหนึ่ง “หมายถึงสวยแต่หนัก” เมธาวียิ้มมุมปาก “ไม่ใช่ หมายถึงต่อให้ถอดออกแล้ว ยังมีรอยกดทับที่คออยู่เลย” จิรายุมองผ่านกระจกมองหลัง “รอยนั้น ลบได้ด้วยเวลาไหม” เมธาวีถอนหายใจ “ถ้าลบได้ เมย์คงไม่ต้องใส่สร้อยเส้นใหม่ทุกวันหรอกค่ะ”
จิรายุหันกลับมานั่งตรง มือที่เคยถือมือถือค่อย ๆ วางลงบนตัก เสียงฝนยังตกอย่างต่อเนื่อง “ความทรงจำมันก็เหมือนเพชรนั่นแหละ ต่อให้เราไม่มองมันก็ยังส่องแสงอยู่ดี”
เมธาวีเหลือบตาขึ้นมองเขาอีกครั้ง ก่อนที่เปลือกตาจะค่อย ๆ ปิดลงอย่างช้า ๆ เธอเพียงอยากปล่อยให้เสียงลมหายใจและความทรงจำในอดีตหลอมรวมไปกับถนนสายยาวข้างหน้า ในที่สุดรถคันสีดำก็ค่อย ๆ จอดสนิทที่ลานจอดรถคอนโดสูงกลางเมือง เสียงเครื่องยนต์ดับลง เหลือเพียงความเงียบ และเสียงฝนที่ยังโปรยเบา ๆ ทุกคนเดินขึ้นลิฟต์เงียบ ๆ จนถึงหน้าห้องที่เรียงติดกัน เมธาวี เอกภพ และจิรายุ พวกเขาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องของเธอ
“แปะ แปะ” เอกภพกับจิรายุตบบ่าเธอ ด้วยสัมผัสนุ่มนวลพร้อมกัน สัมผัสนั้นไม่ได้เบาจนไร้น้ำหนัก แต่ก็ไม่แรงจนเกินไป มันพอดี พอดีที่จะปลอบใจ พอดีที่จะบอกว่า “เราอยู่ตรงนี้นะ” เมธาวีหันไปมองช้า ๆ แสงไฟสะท้อนดวงตาเธอเป็นประกายจาง ๆ ริมฝีปากที่เคยนิ่งค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่อ่อนโยน ไม่ใช่ยิ้มเพื่อปกปิดความรู้สึก แต่เป็นยิ้มจากการรับรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียว
เธอไม่พูดอะไร และพวกเขาก็ไม่คาดหวังคำใด ๆ บางทีความเข้าใจที่แท้จริง ก็ไม่ต้องการคำอธิบาย เอกภพยักคิ้วให้เธอเล็กน้อย จิรายุพยักหน้าช้า ราวกับจะบอกว่า “พักผ่อนนะ” แล้วจึงเดินไปที่ประตูห้องของตัวเอง
ประตูห้องเปิดออกช้า ๆ พร้อมเสียงคลิกเบา ๆ ตามหลัง เป็นเสียงที่เธอได้ยินจนคุ้นเคย แต่มันก็ยังทำให้เธอรู้สึกเหมือนประตูปิดกั้นอะไรบางอย่างไว้ข้างหลัง อีกโลกหนึ่ง ที่ตอนนี้ไม่มีใครตามเธอเข้ามา ความเหนื่อยล้าที่พกมาทั้งวัน ค่อย ๆ ละลายไปในแสงสลัวของห้อง และเสียงตบบ่าเบาๆ ที่ยังสะท้อนในหัวใจ
แสงไฟสีอบอุ่นจากหลอดไฟเปิดขึ้นครึ่งเดียว เธอถอดรองเท้าส้นสูงออกอย่างนุ่มนวล ก่อนจะเดินตรงไปยังโซฟาตัวเดิมในมุมโปรดทุกก้าวที่เดินเหมือนหนักกว่าปกติ ไม่ใช่เพราะรองเท้า แต่เพราะความรู้สึกที่ยังคงค้างอยู่ในอก เธอเอนตัวลงกับพนักพิง ปล่อยให้ทั้งร่างจมหายไปกับโซฟานุ่ม ๆ เสียงแฟลช เสียงปรบมือ สายตานับร้อยที่เคยมองเธอ ทุกอย่างหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจของตัวเอง กับความคิดถึงที่ไม่เคยจางหาย
“คุณยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย” เธอเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อย มือเรียวเลื่อนขึ้นแตะลำคอ จุดที่เคยมีสร้อย และสัมผัสของเขา “ทำไมยังลืมไม่ได้สักที” เสียงกระซิบในลำคอ ก่อนกอดมือถือแนบอก น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงเงียบ ๆ “ถ้าพรุ่งนี้เจอกันอีก ฉันจะเดินผ่านไปได้ไหม” เธอถามตัวเองเบา ๆ ก่อนหลับตาลง
เสียงนาฬิกาดิจิทัลบนโต๊ะทำงานบอกเวลา 00:47 และหน้าจอแท็บเล็ตที่เปิดค้างไว้ ภาพถ่ายของหญิงสาวปรากฏอย่างคมชัด เธอกำลังเดินอยู่บนเวที โอบล้อมด้วยแสงไฟและผู้คน แต่กลับดูเหมือนโดดเดี่ยว ริมฝีปากเธอแต้มรอยยิ้มบาง แววตาคงที่เหมือนฝึกมาหลายพันครั้ง แต่กันต์กวีกลับมองทะลุความมั่นใจเหล่านั้น มองเห็นบางสิ่งที่ไม่มีใครสังเกต
ร่างสูงนั่งนิ่งบนเก้าอี้หนังตัวโปรดเท้าศอกข้างหนึ่งบนโต๊ะ เขาเลื่อนภาพไปอีกภาพช้า ๆ ราวกับไม่อยากเร่งรีบ “ยังเหมือนเดิมเลยนะ ไม่เปลี่ยนเลย” เขาพึมพำเบา ๆ กับหน้าจอ ก่อนยกแก้วบรั่นดีขึ้นจิบช้า ๆ มือถือถูกหยิบขึ้นอีกครั้ง นิ้วเลื่อนไปที่ชื่อ “น้องเมย์”
“ถ้าพี่พิมพ์ไปตอนนี้ เมย์จะอ่านไหม” เขาพูดกับตัวเอง มองชื่อนั้นนาน ก่อนวางมือถือลง กันต์กวีหลับตา เอนตัวพิงเก้าอี้ “แค่เห็นเธอเดินผ่านไปแค่นั้น ก็พอแล้วจริงๆใช่ไหม” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนปิดไฟห้องทิ้งไว้เพียงแสงจากหน้าจอที่ยังค้างภาพของเธอ “พรุ่งนี้ ถ้าเจอกันอีกครั้ง ฉันจะปล่อยเธอเดินจากไปอีกครั้งได้จริง ๆ หรือ” กันต์กวีถอนหายใจยาว ก่อนปล่อยให้ความมืดกลืนกินทุกอย่าง
หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไปและการรักษาตัวของกันต์กวีดีขึ้นตามลำดับ เขาก็กลับมาพักฟื้นที่บ้าน บ้านหลังใหญ่กลับมีชีวิตชีวาอีกครั้งเพราะเสียงหัวเราะและการดูแลเอาใจใส่ของเมธาวี เธอดูแลเขาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้จะมีงานถ่ายแบบและอีเวนต์ที่รับไว้ล่วงหน้า แต่เธอก็จัดสรรเวลาอย่างรัดกุม ทำงานเสร็จแล้วรีบกลับบ้านทุกครั้งกันต์กวีเองแม้จะยังไม่หายดีนัก แต่เมื่อเห็นว่าทั้งเลขาและอดิศักดิ์ต้องขนแฟ้มเอกสารมาตรวจถึงบ้านเกือบทุกวัน เขาก็อดรู้สึกเกรงใจไม่ได้ สุดท้ายก็ยืนยันจะกลับไปทำงานในช่วงเวลานั้นเอง หลายสิ่งที่เคยค้างคาในหัวใจของทั้งเขาและเธอก็ค่อย ๆ คลี่คลาย ทั้งสองคนเปิดอกพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ทุกบทสนทนา กลายเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิมแต่สิ่งหนึ่งที่หญิงสาวไม่เคยรู้มาก่อน และไม่มีใครเคยบอกคือ “จุดเริ่มต้น” ของเส้นทางในวงการบันเทิงของเธอ จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่เธอไปพบคุณพรพรรณ อดีตผู้จัดการมือทอง ซึ่งกลับมาเมืองไทยชั่วคราวเพื่อจัดการธุระส่วนตัว ก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตที่
ขณะนั้นเอง กันต์กวีก้าวเข้าไปในอุโมงค์ใต้ดิน ทุกย่างก้าวหนักแน่นแต่เต็มไปด้วยความระวัง แสงไฟจากโคมไฟฉุกเฉินส่องสลัว ทำให้เงาของเขาทอดยาวบนผนัง เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของลูกน้องเสี่ยชาญจากด้านหน้า และรู้ว่าทุกวินาทีคือการแข่งกับเวลา “เมย์ ผมมาแล้ว” เขาพูดในใจ ขณะที่มือกำปืนแน่นขึ้นเมื่อเห็นเงาของชายติดอาวุธปรากฏขึ้นที่มุมโค้งเสียงฝีเท้าก็ใกล้เข้ามาอีกครั้งจากอีกทางหนึ่งปัง! ปัง!เสียงปืนสองนัดดังถี่ยิบ ชายติดอาวุธที่กำลังจะยกปืนขึ้นยิงกลับ ทรุดลงทันที เลือดไหลรินจากหน้าผากและอก ร่างแน่นิ่งไร้ชีวิตกันต์กวีก้าวเข้ามาแสงไฟในห้องสะท้อนดวงตาเขาที่ไร้อารมณ์ แววตาที่เคยอ่อนโยนให้กับคนรัก กลับแข็งกระด้าง เย็นชาราวกับน้ำแข็งพันปี เขามองลงไปยังร่างของเขมิกา ที่นอนจมกองเลือดอยู่กับพื้น ในแววตาเขา ไม่มีความเศร้า ไม่มีความเห็นใจ มีเพียงการไม่แยแส “เธอเลือกเอง” เขาพึมพำเบา ๆ เหมือนพูดกับอากาศ แล้วเดินผ่านไปโดยไม่เหลียวหลัง เสียงฝีเท้าของกันต์กวีดังสะท้อนในอุโมงค์
ห้องน้ำภายในสถานที่จัดงาน เสียงน้ำไหลจากก๊อกดังสม่ำเสมอ ขณะที่เมธาวีกำลังล้างมือหลังจากทำงานมาตลอดบ่ายถึงค่ำ ประตูห้องน้ำเปิดออกอย่างช้า ๆ และเขมิกาก้าวเข้ามาในชุดเดรสหรูหรา ใบหน้าสวยเฉียบแต่เต็มไปด้วยความเย็นชา เมธาวีหันไปมอง สายตาฉายแววระแวงทันที “คุณมาที่นี่ทำไม”เขมิกาไม่ตอบ แต่สายตานั้นจ้องเธอราวกับเหยื่อที่รอเวลาถูกสังหาร จากนั้นเธอก็ควักปืนพกเล็กจากกระเป๋าถืออย่างรวดเร็ว ปลายกระบอกสีดำหันตรงมาที่เมธาวี “คุณคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะรอดเหรอ” เมธาวีเอ่ยออกมาแม้ใบหน้าจะเริ่มซีด“ทำไมล่ะ แกจะทำอะไรฉันได้ พ้นคืนนี้ไป แกไม่มีวันเชิดหน้าชูตาได้อีกแล้ว” เขมิกายิ้มเยาะ มือถือปืนสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น “แกคิดว่าผัวแกจะมาทันเหรอ คืนนี้แกจะถูกขายไปเมืองนอก ตัวแกจะสกปรกจนเขาไม่อยากแตะอีกตลอดชีวิต”เมธาวีกัดฟัน “ฉันไม่ยอมให้แกได้สมใจหรอกนังปีศาจ” เธอใช้ทั้งแรงทั้งหมดที่มี พุ่งตัวชนเข้าไปที่ลำตัวเขมิกาอย่างแรง ทำให้ทั้งสองล้มลงไปกับพื้น เสียงโก
ปัจจุบัน...ในช่วงเช้า อดิศักดิ์ ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้ม ผู้ขวาของกันต์กวี ยืนตรงรอในห้องโถงของบ้านมือประสานไว้ด้านหน้า แม้สีหน้าจะเรียบเฉยและนิ่งขรึมเหมือนเคย แต่ในแววตานั้นแฝงด้วยแรงกดดัน เพราะเขารู้ว่าเจ้านายของเขา ไม่มีวันยอมให้เรื่องที่เกิดขึ้นกับคนรักตัวเองผ่านไปง่าย ๆเพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าแน่นหนักก็ดังขึ้นบนบันได กันต์กวีในเสื้อเชิ้ตสีเข้มกับกางเกงผ้าตัดเย็บเนี้ยบ ก้าวลงมาช้า ๆ สีหน้าเคร่งขรึมและเฉียบขาด “ได้เรื่องว่ายังไง”“ผมตามดูทุกความเคลื่อนไหวของนทีตามที่นายสั่งครับ เขากับเพื่อนไปโรงพยาบาล แต่ตอนแจ้งกับโรงพยาบาล กลับบอกว่าเป็นการทะเลาะวิวาทกันเอง ไม่มีการเอ่ยถึงชื่อของนายเลยแม้แต่นิดเดียวกันต์กวีหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ “กลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะร้องขอความยุติธรรม”“ครับ” อดิศักดิ์พยักหน้าเบา ๆ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดรูปส่งให้เจ้านายดู “นี่สภาพมันเมื่อคืนครับ”ภาพแรก ใบหน้าบวมช้ำจนจำไม่ได้ ตาข้างซ้ายปิดสนิท ปากแตกเลือดแห้งเกรอะ





