تسجيل الدخولรุ่งเช้าหลังเหตุการณ์บนรันเวย์ที่กลายเป็นไวรัลเพียงข้ามคืน วงการบันเทิงทั้งในจอและออนไลน์ พากันเปิดหัวด้วยเรื่องเดียวกัน นักธุรกิจหนุ่มหล่อเจ้าของอาณาจักรหมื่นล้าน มอบช่อดอกไม้ให้เมธาวี ศุภเวศ นางเอกสาวชื่อดัง ท่ามกลางสายตาของผู้ไปร่วมงาน
รายการสดโทรทัศน์โทรมาเพื่อจองคิวนัดสัมภาษณ์แทบไม่ขาดสาย โทรศัพท์ของเอกภพ ผู้เป็นพี่ชายและผู้จัดการส่วนตัวของเมธาวี ก็ไม่เคยเงียบลงเลย เสียงเรียกเข้าแทบจะประสานกันเป็นจังหวะเดียวกับเสียงลมหายใจ
“ขอสัมภาษณ์ครับ ขอคิวด่วน น้องเมย์จะมาเล่าไหมว่าความสัมพันธ์เป็นยังไง”
“อยากให้เธอขึ้นรายการเช้าเลยค่ะ คนดูรออยู่”
หลายสำนักข่าวพาดหัวแรง “นางเอกดังตกถังข้าวสาร” ขณะที่ภาพรอยยิ้มทั้งหน้าของเมธาวีในวินาทีนั้น ก็ถูกแชร์กันว่อนอินเทอร์เน็ตดวงตาเธอเปล่งประกายจนแทบกลายเป็นไวรัล บางกระแสว่าเป็นแค่โปรโมตงาน บางคนกลับเชื่อว่านี่อาจเป็นการเปิดตัวกลายๆ ของคู่รักหมื่นล้าน ทางด้านแฟนคลับเธอฮือฮากันทั้งโซเชียล และประกาศจะสนับสนุนเธอเหมือนเดิม
ในห้องนั่งเล่นของคอนโด เมธาวีนั่งนิ่ง ไถหน้าจอโทรศัพท์ เอกภพนั่งเอนตัวพิงเก้าอี้ ถอนหายใจยาวจนจิรายุที่นั่งข้างๆ หันมามอง
“เมย์ นี่มึงจะนิ่งแบบนี้ไปถึงไหน” เอกภพถาม น้ำเสียงขัดใจปนกังวล “เมื่อก่อนเจอข่าวลือแค่จิ๊บจ๊อย มึงยังโวยวายจนกูต้องลากไปกินชาบูปลอบเลยนะ”
หญิงสาวยิ้มมุมปาก ไม่ละสายตาจากโทรศัพท์ “พี่เอกก็รู้ว่าเมย์โตแล้ว จะให้โวยเหมือนตอนเด็กๆ ได้ไง” เธอยักไหล่เล็กน้อย “ข่าวแบบนี้ ยิ่งตอบยิ่งยุ่ง” จิรายุวางแก้วกาแฟลง มองเมธาวีด้วยสายตาครึ่งขำ “นี่เมย์จะปล่อยให้สื่อเขียนนิยายรักให้ฟรีๆ แบบนี้เลยเหรอ”
“เขาจะเขียนก็ปล่อยให้เขียนไปก่อน” เมธาวีตอบเรียบๆ แต่แววตากลับคม “หรือว่าพี่ยุช่วยเมย์ไปโพสต์อธิบายหน่อย”
“พี่เนี่ยนะ” จิรายุชี้ตัวเอง หัวเราะในลำคอ “ฝันไปเถอะ งานพี่คือดูแลงบ ไม่ใช่ไปดับข่าวให้แก”
เอกภพส่ายหน้า “สองคนนี้ ถ้ามีเวลามาเล่นมุกกัน ช่วยกูคิดหน่อยสิว่าจะจัดการข่าวนี้ยังไง ไม่ใช่แค่ข่าวมึงกับนักธุรกิจหมื่นล้าน แต่ข่าวซีรีส์นี่สิที่กูปวดหัว” เมธาวีวางโทรศัพท์ลง มองพี่ชายด้วยสายตานิ่งแต่หนักแน่น “พี่เอก ถ้าเมย์บอกว่าเมย์จัดการได้ มันจะดูมั่นใจเกินไปมั้ย”
“จัดการยังไง อย่าบอกนะว่าจะไปโพสต์อธิบายทุกอย่างตอนนี้เลย” เอกภพยกคิ้ว
“เปล่า” เมธาวีส่ายหน้า “เมย์จะปล่อยให้ผลงานมันพูดแทน” เธอหันไปมองจิรายุ “พี่ยุว่าไง ถ้าซีรีส์เราดัง ข่าวลือจะเงียบเองมั้ย” จิรายุพยักหน้า “ถ้าซีรีส์ปัง ข่าวลือก็แค่ลมปาก และพวกเราต้องมั่นใจว่านักแสดงคู่ที่เราเลือกน่ะเคมีปังจริงๆ”
“มั่นใจสิ” เมธาวีตอบทันควัน สายตาเปล่งประกาย เอกภพกลอกตาอย่างเอือมๆ แต่ยังไม่ทันจะได้ตอบอะไร จิรายุก็โพล่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
“แต่มึงมาดูข่าวนี้ก่อนดีกว่า” เขายื่นโทรศัพท์ให้เพื่อน พร้อมน้ำเสียงที่เริ่มหงุดหงิดขึ้นเล็กน้อย “ดูซิว่าไอ้ข่าวนี้มันออกมาจากไหน” เอกภพรับโทรศัพท์มาดูหัวข่าวที่ปรากฏบนหน้าจอแล้วก็สบถออกมา “เซี่ย” เขาโวยวายเสียงต่ำเมื่อเห็นข่าว “กูสร้างซีรีส์วายนะ แล้วพระเอกกูมีข่าวกับผู้หญิงเนี่ยนะ” “แล้วยังไงรู้ไหม ผู้หญิงคนนั้นคือมึงนั่นแหละ” เขาแทบตะโกน ท่าทางเริ่มร้อนใจขึ้นทุกขณะ
เมธาวีที่นั่งฟังอยู่หันขวับไปสบตากับพี่ชาย ก่อนจะรีบหยิบโทรศัพท์มาอ่านข่าวด้วยตัวเอง เมื่อเห็นหัวข่าว “เมย์ นางเอกสาวเลือกพระเอกซีรีส์วายจากความชอบส่วนตัว” “โอ๊ย” เมธาวีสบถในลำคอ “พี่เอก ไปแก้ข่าวนี้ก่อนเลย อีกไม่ถึงเดือนจะออนแอร์แล้ว ถ้าแฟนคลับเห็นข่าวแบบนี้ จะอินกับคู่พระนายได้ยังไง”
จิรายุถอนหายใจ “เมย์ ข่าวนี้มันออกมาหลายวันแล้ว ไม่ใช่เพิ่งวันนี้นะเว้ย” เขายกมือกุมขมับ “มึงนิ่งเกินไป”
“นิ่งแล้วยังไง” เมธาวีวางโทรศัพท์ลง “เมย์คุยกับนักเขียนตั้งแต่แรกแล้ว ว่าเราจะไม่ตามคาแรกเตอร์นิยายเป๊ะๆ” เอกภพยกคิ้ว “คุยแล้วยังไง นักเขียนว่าไง”
เธอนึกถึงวันที่คุยกับ “ญานิดานักเขียนชื่อดัง “คุณดาอนุญาตให้ตีความใหม่ได้ บอกแค่ว่า “ถ้าเคมีถึงแฟนนิยายจะยอมรับเอง”
จิรายุพยักหน้า “ถ้านักเขียนโอเค แฟนนิยายก็ต้องยอมรับได้สิ” เขาถอนหายใจ “แต่นั่นแหละแฟนคลับน่ะ ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจหรอกนะ โดยเฉพาะคนที่รักต้นฉบับจริงๆ”
“รู้” เมธาวีตอบสั้นๆ สายตานิ่งแต่หนักแน่น “แต่ถ้าพวกเขาดูซีรีส์จริงๆ เขาจะเห็นสิ่งเดียวกับที่เมย์เห็น” “จริงอยู่ เธอเป็นคนเลือกพระเอกเอง แต่เธอก็เลือกนายเอกมาด้วยเหมือนกัน แล้วทำไมไม่มีใครพูดถึงเรื่องนั้นเลยล่ะ”เธอลอบถอนหายใจ บางทีการที่พระเอกมีข่าวกับผู้หญิง อาจทำให้ภาพในจอมันดูไม่สมจริง แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน เธอรู้ดีอยู่แล้วว่ากำลังเดิมพันอะไร
ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นนานพอควร เธอเคยได้ดูคลิปสัมภาษณ์กลุ่มนักแสดงซีรีส์เรื่องหนึ่งที่ถูกตัดลงโซเซียลแค่ไม่กี่นาที แต่เป็นนาทีที่เธอเห็นทั้งสองคนอยู่ในเฟรมเดียวกัน แม้จะนั่งห่างกัน แต่สายตาเหมือนมีบางอย่างเชื่อมโยงอยู่เงียบๆ สลับกันแอบมองอย่างเนียนๆ มันไม่ได้ชัดเจน แต่มันรู้สึกได้ “เคมีแบบนี้มันหาไม่ได้ง่ายๆ” เธอจำได้ว่าเคยพึมพำกับตัวเอง แต่ที่น่าเสียดายตอนนั้นเธอไม่ได้จำชื่อใครเลย และไม่นานเธอก็ลืมไปทั้งหมด
จนกระทั่งเมื่อเธอ เอกภพ และจิรายุ เปิดบริษัทเพื่อผลิตซีรีส์วายเรื่องแรก พวกเขาวางแผนเปิดออดิชั่นบทสมทบ ตัวรอง ตัวร้าย ตัวประกอบ เด็กเสิร์ฟยันคนเดินผ่านฉาก แต่มีสองบทที่เธอขอสงวนไว้ตั้งแต่ต้น พระเอกกับนายเอก เธอพูดแค่ประโยคเดียว “ขอเลือกเอง” ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีเหตุผลเพิ่ม แต่เอกภพกับจิรายุก็ยอมให้ โดยเฉพาะจิรายุที่ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างมากกว่าคนอื่น และก็เป็นอย่างที่คิดเธอลืมชื่อทั้งคู่ไปแล้ว เธอใช้เวลาเกือบสองสัปดาห์เต็ม ไล่ดูคลิปเก่าบ้าง ไล่ตามไอจีดาราบ้าง บางวันถึงกับเปิดซีรีส์ตั้งแต่เช้าจนดึก ดูเงียบ ๆ ไม่พูดอะไรกับใคร
แต่แล้ววันหนึ่ง ขณะที่นั่งอ่านข่าวในโทรศัพท์ข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งก็โผล่ขึ้นในหน้าฟีด “นักแสดงหนุ่มหมดสัญญากับต้นสังกัดพร้อมเป็นอิสระเต็มตัว” แค่เพียงเห็นภาพปกข่าว เธอหยุดหายใจไปวูบหนึ่ง นาทีนั้นเธอจำได้ทันที “ใช่เลย นี่แหละพระเอก”
เมธาวีถลาเปิดประตูห้องประชุม ลมหายใจหอบ แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “เมย์เจอแล้ว พระเอกกับนายเอกของเรา” เธอวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ หน้าจอแสดงภาพนักแสดงสองคนจากคลิปเก่า เอกภพที่กำลังจิบกาแฟอยู่สำลัก วางแก้วลงมองน้องสาว “มึงวิ่งมาจากไหนเนี่ย แล้วนี่อะไร” เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นดู “มึงเป็นบ้าเหรอ จะเอาโพผัวมาชนกันเนี่ยนะ”
“ไม่ใช่โพผัว” เมธาวีตบโต๊ะเบาๆ “เมย์ดูคลิปนี้เป็นร้อยรอบแล้ว พี่เอกลองดูเคมีพวกเขาสิ แค่ยืนด้วยกันก็รู้สึกได้” วิการดา ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะยกคิ้ว “เคมี เด็กคนนี้ ดูคลิปเก่ามาแล้วคิดจะเปลี่ยนคาแรกเตอร์นิยายเลยเหรอ”
“ไม่เปลี่ยนทั้งหมดค่ะพี่วิ” เมธาวีหันไปมองผู้กำกับ “เมย์แค่เห็นอะไรที่มันมากกว่านั้น ถ้าพี่ลองให้ทั้งคู่มาออดิชั่น พี่จะเข้าใจ” ทีมงานคนหนึ่งยกมือ “แต่นายเอกในนิยายต้องตัวเล็กกว่านี้มั้ยคะ”
เอกภพชี้ไปที่ทีมงาน “เห็นมั้ย นี่แหละปัญหา แฟนนิยายเขาจะด่ากันยับถ้าคาแรกเตอร์ไม่ตรง” เขาหันกลับมามองเมธาวี
“ถ้ามันพัง เมย์จะรับผิดชอบเอง” เมธาวีตอบทันควัน สายตาเจ้าเล่ห์ “แต่ถ้ามันเวิร์ก พี่ต้องเลี้ยงข้าวทั้งกองนะ”
“พี่โอเคนะ ถ้าเมย์มั่นใจ” เธอหันไปมองจิรายุทันที่ ยิ้มบาง ๆ ด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้าทุกคน “มั่นใจค่ะ” เมธาวีตอบเสียงหนักแน่น “เรียกมาออดิชั่นเลย ทุกคนจะได้เห็นเคมีของทั้งคู่”
เสียงในห้องประชุมเริ่มเปลี่ยน จิรายุพยักหน้า “พี่ว่าลองให้ทั้งคู่มาออดิชั่นก่อน ถ้าเคมีดีจริงอย่างเมย์ว่า พี่จะช่วยผลักดันเอง” เขาหันไปมองเอกภพ “ว่าไงเอก ให้โอกาสน้องมันหน่อย” คำพูดนั้นเหมือนปล่อยคลื่นบางอย่างผ่านห้องประชุม เสียงพูดคุยของทีมงานด้านหลังค่อยๆ หยุดลง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงพึมพำเบา ๆ
“จริงเหรอเนี่ย จะเอาคู่นั้นเลยเหรอ”
“เคยเล่นด้วยกันจริงๆ ยังไม่มีเลยนะ”
เธอหันกลับไปยิ้มมุมปากตอบคำถามพวกนั้นอย่างอ่อนโยน “เคมีแบบนั้นไม่ต้องเล่น แค่เขาอยู่ใกล้กัน มันก็เกิดขึ้นแล้ว” ทุกคนเงียบไปอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีใครค้าน มีเพียงความลังเลและความอยากลองที่ปะปนกัน ก่อนที่เอกภพจะถอนหายใจยาวๆ “ถ้ามันแป้ก กูจะให้มึงรับบทนายเอกเองเลยเมย์” เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วห้อง เธอหัวเราะ “แต่ถ้ามันเวิร์ก เมย์จะโยนทุกคนขึ้นเวทีรับรางวัลพร้อมกันเลย”
“อ้อ แล้วทั้งคู่ยังไม่มีสังกัดเลย พี่ช่วยเจรจาเซ็นกับเราได้ไหม ถ้าได้ พรุ่งนี้เรียกมาทั้งคู่เลย”
เอกภพหันมามองราวกับเธอเพิ่งพูดอะไรสักอย่างที่บ้าเกินมนุษย์จะเข้าใจ “รีบอะไรนักหนา” เขาประชด “รอมาตั้งสองสัปดาห์แล้ว รออีกวันสองวันมันจะตายหรือไง”
หญิงสาวยักไหล่ ยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่เขา “อ้าว ทุกคนก็อยากเปิดกล้องเร็วๆ กันอยู่ไม่ใช่เหรอ ถ้าช้า เดี๋ยวพี่วิจะมาบ่นอีกหรอก” ยังไม่ทันที่ประโยคนั้นจะจบดี เสียง “เพี๊ยะ” ก็ดังขึ้นเบาๆ พร้อมฝ่ามือของ “วิการดา” ผู้กำกับหญิงคนเก่งของบริษัท ที่ฟาดลงบนไหล่เธอเบาๆ อย่างหมั่นไส้
“เดี๋ยวเถอะ เด็กคนนี้ ปากดีนักนะช่วงนี้” หญิงสาวหันไปยิ้มแหยให้ “โอ๊ย พี่วิ เมย์ล้อเล่นนนน”
“ล้อเล่นเก่งนัก” วิการดาพูดขำๆ แล้วหันไปมองเอกภพ “แต่พี่ว่าลองก็ไม่เสียหายนะ ถ้าเคมีมันได้จริง ก็ถือว่าคุ้ม”
จิรายุพยักหน้าช้าๆ “ถ้าทั้งคู่เคมีจริงอย่างที่เมย์ว่า เราอาจจะได้คู่จิ้นใหม่ประจำชาติเลยก็ได้” ทีมงานหลายคนที่นั่งฟังอยู่ด้านหลังเริ่มมองหน้ากัน มีทั้งคนที่ยังลังเล คนที่อยากลองดู และคนที่กำลังตื่นเต้นเบาๆ กับการเดิมพันครั้งนี้
วันที่ภูบดินทร์และวินภัทรเดินเข้ามาในห้องออดิชั่น ห้องทั้งห้องเงียบกริบ แสงจากหน้าต่างส่องกระทบเงาของทั้งคู่บนพื้นไม้ พวกเขาเดินเข้ามานิ่งๆ ไม่มีพิธีรีตอง สายตายังไม่สบกัน แต่มีบางอย่างในอากาศเปลี่ยนไป วิการดาเอนหลังพิงผนักเก้าอี้ มองสองหนุ่มด้วยสายตานิ่งลึก “เอาล่ะ เริ่มเลย ลองเล่นฉากแรกที่ตัวละครเจอกัน ง่ายๆ แค่สบตาแล้วพูด”
วินภัทรหันไปมองภูบดินทร์ช้าๆ แววตาลึกซึ้ง “คืนนี้ คุณอยู่กับผมได้ไหม” ภูบดินทร์ตอบกลับทันที สายตาหนักแน่นแต่แฝงความอ่อนโยน “คืนนี้ ฉันจะไม่ปล่อยนายไว้คนเดียว” ก่อนที่ทั้งสองคนจะยืนมองกันอยู่แบบนั้น ห้องเงียบลงอีกครั้ง “โห เคมีโคตรแรง” ทีมงานอุทาน
เอกภพตาโต “ขนาดไม่พูดเยอะยังขนาดนี้ มึงชนะเดิมพันละเมย์”
เมธาวียิ้มกว้าง “เห็นมั้ย เมย์บอกแล้ว”
วันประกาศรายชื่อนักแสดงออกมาเป็นทางการ แฮชแทกติดเทรนด์ในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน แต่ไม่ใช่ในแง่ดีทั้งหมด
#เลือกนักแสดงผิดชีวิตเปลี่ยน
#ไม่เคารพต้นฉบับ
#พระเอกคนนี้ไม่ใช่ภูผาในนิยาย
#จะไม่ดูซีรีส์เรื่องนี้แน่นอน
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นแทบทุกนาที คอมเมนต์ดิสเครดิตพุ่งเข้ามาในทุก และเพจข่าวบันเทิง คำต่อว่า คำสบประมาท บางข้อความถึงกับพาดพิงแรงเกินขอบเขต
“เสียของ”
“พระนายคู่นี้ไม่มีเคมีเลย”
“นักแสดงก็หน้าตาไม่ตรงบท จะรื้อเรื่องไปถึงไหน”
“ทำลายจินตนาการของแฟนนิยายหมด”
เหมือนพายุคำพูดพัดกระหน่ำไม่หยุด แต่ในห้องโปรดักชันกลับเงียบสงบเกินคาด เมธาวีนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟา ข้างหน้าคือหน้าจอมือถือที่ไถวนไปไม่รู้กี่รอบ เธอมองผ่านถ้อยคำเหล่านั้นเงียบ ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้น พูดเสียงเรียบ “มาเร็วกว่าที่คิดแฮะ แฟนนิยายโกรธแล้ว” ไม่มีใครในห้องแสดงความตกใจ หรือรีบออกมาแก้ข่าว
เอกภพนั่งเอนหลังบนเก้าอี้ ยกกาแฟขึ้นจิบอย่างไม่ใส่ใจนัก “ปล่อยเขาไป เดี๋ยวพอเห็นตอนจริง เขาก็เปลี่ยนใจ” จิรายุนั่งพิงขอบโต๊ะ โน้ตบุ๊กเปิดค้างอยู่ตรงหน้า เขาพยักหน้าช้าๆ “เราไม่ได้หลอกลวงอะไรใครนะ เมย์บอกนักเขียนไปแล้วใช่ไหม ว่าจะไม่ตรงตามคาแรกเตอร์ต้นฉบับเป๊ะๆ” “อืม” หญิงสาวพยักหน้าเบา ๆ
เสียงฝีเท้าจากทางเดินดังใกล้เข้ามา ก่อนที่ประตูจะเปิดออก วิการดาเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มหนาในมือ สีหน้าแน่วแน่ บ่าตึงเหมือนพร้อมแบกทุกแรงต้าน “ถ้าทุกคนเต็มที่กับเนื้อเรื่อง เคมีมันล้นขนาดนั้น เดี๋ยวคนดูก็เข้าใจเอง” เธอวางแฟ้มบทเวอร์ชันล่าสุดลงบนโต๊ะกลางห้อง เสียงกระแทกเบา ๆ ของแฟ้มกลับดังชัดเจนในบรรยากาศ เธอกวาดตามองทุกคนในห้อง ดวงตาดุดันของผู้กำกับหญิงคนเก่งฉายชัดถึงความตั้งใจที่ไม่มีวันเปลี่ยน
“เราจะไม่เปลี่ยนตัวนักแสดง เข้าใจตรงกันนะ” คำพูดนั้นแทบไม่ต้องใช้คำยืนยัน เพราะทุกคนในห้องก็พยักหน้าแทบจะพร้อมกัน ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ แต่เพราะตอนนี้พวกเขา “เชื่อ” เธอยิ้มบางๆ ก่อนจะพูดเบาๆ “พวกเราไม่ได้แค่จะทำซีรีส์ แต่จะเล่าเรื่องให้คนเชื่อในความรักของสองคนนี้ให้ได้” เอกภพยกแก้วกาแฟขึ้น “เออ กูเชื่อมึงแล้วว่ะ เมย์”
แสงแดดอ่อนยามบ่ายลอดผ่านม่านสีครีมในห้องทำงาน เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นบนโต๊ะทำงานอย่างแผ่วเบา เขาเหลือบตาไปมองหน้าจอ ชื่อของภานุวัฒน์ปรากฏอยู่“ว่าไง วัฒน์”“มึงรู้ยังว่ะ น้องเมย์เข้ารอบสุดท้าย Supermodel แล้วตอนนี้เป็นเต็งหนึ่งเลยนะ”“จริงดิ” เขายิ้มมุมปากโดยไม่รู้ตัว“จริงสิวะ มึงต้องไปดูวันเสาร์นี้เลยนะ ไอ้ธรติดเข้าเวร ไปไม่ได้ กูเลยอยากชวนมึง”“ไปสิ” เขาตอบทันควัน จนตัวเองยังตกใจว่าทำไมถึงเร็วขนาดนั้น“เฮ้ย เร็วขนาดนี้เลยเหรอวะมึง” ภานุวัฒน์หัวเราะหึๆ “หรือมีอะไรในใจ”เขาเงียบไปนิดนึง “ไม่มี”“โกหกเก่งนะมึง”หลังวางสาย เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างมองออกไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด บริษัทของเขาเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของการประกวดนี้ ภายใต้ข้อตกลงที่ว่า ผู้ที่ชนะการประกวด 3 อันดับแรกจะได้เป็นพรีเซนเตอร์แคมเปญใหม่ของ
กลับถึงห้องพักในต่างประเทศ กันต์กวีโยนตัวลงเก้าอี้ที่คุ้นเคย เขาทุ่มเทให้งานมากขึ้น ทุกคืนเขายังเปิดแชตเก่าของคนรักที่เงียบมานานหลายสัปดาห์ ทุกครั้งที่เขาอยากถาม “เมย์สบายดีไหม” นิ้วของเขาจะพิมพ์ลงไปช้าๆ แต่สุดท้ายก็ต้องลบทิ้งทุกครั้ง กลัวจะรบกวนชีวิตใหม่ของเธอในวันที่ผลสอบของเธอออก ธนาธรก็โทรมาแจ้งข่าวอย่างรวดเร็ว “น้องสอบติดแล้วนะ น้องดีใจมาก อาสุรีพรก็ยิ้มแก้มปริ” เสียงธนาธรดังขึ้นจากปลายสาย “ดีแล้ว อย่าบอกน้องว่าฉันถามนะ” เขาตอบกลับสั้นๆ แต่ในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย เขายิ้มจางๆ ตอนที่เห็นภาพเธอในชุดนักศึกษาที่เพื่อนส่งมา เธอดูแข็งแรงขึ้น โตขึ้นกว่าเดิม แววตาที่เคยหม่นหมองตอนนี้กลับมีประกายแห่งความหวัง “อย่างน้อยทุกอย่างที่เกิดขึ้น เธอสามารถยืนขึ้นได้อีกครั้ง” เขาพึมพำกับตัวเองอีเมลจากเลขานุการของแม่เด้งขึ้นมา ดึงเขาออกจากห้วงความคิด “คุณธิดาดูเครียดมากช่วงนี้ เรื่องโปรเจกต์ใหม่มีปัญหาใหญ่ มีคนในบริษัทไม่เห็นด้วย” กันต์กวีขมวดคิ้ว รู้สึกถึงลางร้ายที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ ถึงแม้จะบอกตัวเองว่าแม่จัดการได้เสมอ แม่เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมาตลอดชีวิต แม่กับพ่อสร้างบริษัทขึ้นมาด้วยกัน
กันต์กวีมองสัญญาใบหนึ่งที่แม่ของเขาส่งมาให้ดู เป็นลายเซ็นที่เขาจำได้ดี ชื่อของเมธาวี สัญญารับเงินสิบล้าน แลกกับการ “เลิกยุ่ง” กับเขา เขาหลับตาลงช้า ๆ เมื่อรู้ว่าเธอรับเงินจากแม่เพื่อยุติความสัมพันธ์ หัวใจของเขาคล้ายถูกบีบจนขาดเขากำหมัดแน่นราวกับจะยึดตัวเองไม่ให้พังทลาย ภาพรอยยิ้มของเธอที่เคยเคียงข้างกัน กลายเป็นแค่ภาพลวงตาที่จางหายในพริบตา ความเข้าใจที่เขาเคยมีต่อเธอ ตอนนี้กลายเป็นการตั้งคำถามที่ไม่มีคำตอบทำไมเธอถึงทำแบบนี้ ทำไมถึงยอมรับข้อเสนอจากแม่ของเขา ทั้งๆ ที่เธอรู้ว่าเขารักเธอมากแค่ไหน ทำไมต้องทำให้เราเจ็บปวดด้วยการยุติทุกอย่างด้วยวิธีนี้ เขาคิดถึงความทรงจำดีๆ ที่เคยมีร่วมกัน ทุกครั้งที่เธอยิ้ม ทุกครั้งที่เราพูดคุยกันอย่างเปิดใจ แต่ตอนนี้ทุกสิ่งมันกลับกลายเป็นภาพที่ดูเหมือนจะหลอกลวงการได้รู้ว่าทุกอย่างที่เธอทำมันมีจุดประสงค์ที่ไม่ใช่ความรัก มันทำให้เขารู้สึกเหมือนโดนฟันแทงกลางใจ ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เพราะการที่เธอทิ้งไป แต่เพราะมันทำให้เขาสงสัยในทุกสิ่งที่เคยแชร์กันมา เขาไม่รู
กันต์กวีนั่งอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊ก แสงไฟสะท้อนบนกรอบแว่นตา งานเร่งมือเพื่อให้เสร็จเร็วและกลับเมืองไทยได้ไวขึ้น แต่เขาอดไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ไลน์เงียบงัน ไม่มีข้อความจากคนรักมา 3 วันแล้ว จากที่เคยส่งรูปอาหาร คำบ่น หรือสติ๊กเกอร์น่ารักๆ เขานั่งมองหน้าจอพลางพลิกโทรศัพท์ไปมา สีหน้าครุ่นคิด “เมย์ อ่านหนังสืออยู่รึเปล่า คิดถึงนะ” แล้ววางลง กลับไปทำงานแต่สมาธิกลับหลุดบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ เวลาในประเทศที่เขาอยู่ตอนนี้เป็นช่วงเช้า แต่ที่เมืองไทยกลับเป็นเวลากลางคืน เธอคงหลับแล้วหกชั่วโมงต่อมา เสียงแจ้งเตือนดัง เขารีบคว้าโทรศัพท์ “ขอโทษนะพี่กันต์ เมย์เพิ่งตื่น เมื่อคืนหลับไปเร็วหน่อย ขอบคุณนะคะที่ยังคิดถึง” เขายิ้มบางๆ ความกังวลคลายลง แม้จะห่างกันคนละซีกโลก แต่เพียงแค่ข้อความสั้น ๆ ก็ทำให้หัวใจที่เหงาได้อุ่นขึ้นอีกครั้ง หลังจากอ่านข้อความของคนรัก เขาวางโทรศัพท์ลงข้างตัว พยายามกลับไปจดจ่อกับไฟล์งานตรงหน้า แต่ข้อความนั้นสั้น สุภาพเกินไป คำว่า “ขอบคุณ” และ “ยัง” ก็ดูเหมือนมีอะไร
เช้าวันหนึ่งในคฤหาสน์หลังใหญ่ย่านใจกลางเมือง คุณธิดายืนกอดอกที่ระเบียงหน้าบ้าน มองตามรถของลูกชายที่เพิ่งแล่นออกไปจากรั้วด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและแววตาครุ่นคิด เธอหันไปเรียกแม่บ้านที่กำลังจัดแจกันดอกไม้อยู่ใกล้ๆ“ศรี ตากันต์ออกไปไหนแต่เช้า”ศรีเงยหน้าตอบอย่างนอบน้อม “เห็นบอกจะไปหาคุณธรกับคุณวัฒน์ค่ะคุณผู้หญิง” คุณธิดาทวนคำเสียงเบา “ไปหาตาธรกับตาวัฒน์งั้นเหรอ” เธอเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “เออ นี่ศรี ฉันว่า ฉันควรเริ่มหาผู้หญิงดีๆ ให้ตากันต์ได้แล้วนะ ลูกสาวเพื่อนฉันก็มีตั้งหลายคน แต่ละคนก็เรียนจบเมืองนอก มีชาติตระกูล ฐานะก็เท่าเทียมกันทั้งนั้น”แม่บ้านหยุดมือแล้วหันมาอย่างระมัดระวัง “คุณผู้หญิงคะ ดิฉันว่าให้คุณกันต์เลือกเองเถอะนะคะ เธอรู้ว่าใครเหมาะกับตัวเอง เราเป็นผู้ใหญ่ก็คอยดูอยู่ห่างๆ น่าจะดีกว่านะคะ”คุณธิดาชักสีหน้า “ดูห่าง ๆ เหรอ แบบนั้นได้ที่ไหนนะศรี” เธอสะบัดหน้ามองออกไปนอกรั้วอีกครั้ง “ถ้าตากันต์ไปคว้าผู้หญิงธรรมดาๆ มาสักคน จบกันเลย”ศร
สองเดือนต่อมา...เสียงกองเชียร์กึกก้องไปทั่วโรงยิมในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ เด็กสาวในเสื้อหมายเลขสิบสองยืนหอบหายใจอยู่กลางสนาม ผมเธอเปียกเหงื่อ ใบหน้าแดงระเรื่อจากความเหนื่อยล้า แต่สายตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น กันต์กวี ยืนสงบอยู่ที่ข้างสนาม แม้ไม่ได้ส่งเสียงเชียร์ดังเหมือนใครๆ แต่สายตานอกจากจะดูการแข่งขันแล้ว ก็ไม่เคยละไปจากเธอเลย เสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น คะแนนบนบอร์ดตัดสินผล ทีมของเมธาวีชนะไปอย่างหวุดหวิด เพื่อนร่วมทีมวิ่งกรูเข้ามากอดเธอแน่น เสียงกรี๊ด เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ของความดีใจดังระงมชายหนุ่มไม่ได้วิ่งไปกอดเธอเหมือนคนอื่น เขาแค่ยืนมองอยู่เงียบๆ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าที่ปกติเรียบนิ่ง เป็นรอยยิ้มที่บอกว่าเขาภูมิใจในตัวเธอ มากกว่าใครในโลกหลังจบพิธีรับถ้วยรางวัล เขาพาเด็กทั้งทีมไปเลี้ยงฉลองที่ร้านหมูกระทะใกล้โรงเรียน ร้านเล็ก ๆ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะคิกคัก กลิ่นเนื้อย่าง และน้ำจิ้มรสแซ่บ&







