เข้าสู่ระบบอาคารกระจกสูงของ KC. LUXURY AUTO สะท้อนแสงเช้าจนดูเหมือนประติมากรรมคริสตัลขนาดยักษ์ โลโก้สีเงินนูนเด่นอยู่เหนือประตูทางเข้า ให้ความรู้สึกหรูหราแบบไม่พยายามอวด. พาขวัญก้าวเท้าเข้าไปในล็อบบี้ที่อบอวลด้วยกลิ่นน้ำหอม Signature ของแบรนด์กลิ่นหนังผสมไม้หอมที่ให้ความรู้สึกมั่งคั่งและเข้าถึงยาก
“ตื่นเต้นชะมัด…ตึกจริงสวยกว่าที่เห็นในเว็บอีกแก… บริษัทระดับท็อปขนาดนี้ ถ้าเราได้ทำงานที่เดียวกันนะ จะเป็นอะไรที่คอมพลีทมาก” อัญญากระซิบเบา ๆ พร้อมกับปรับสูทตัวเองให้เข้าที่
พาขวัญพยักหน้า พยายามซ่อนมือที่เย็นเฉียบ “นั่นสิแอน แต่คนสมัครเยอะขนาดนี้ ดูแต่ละคนสิ เหมือนหลุดออกมาจากนิตยสารธุรกิจทั้งนั้นเลย เราจะรอดไหมนะ” พาขวัญตอบด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจกลับรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างตั้งแต่ยืนในล็อบบี้ เพดานสูง
เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อน และสายตาของพนักงานต้อนรับที่สุภาพแต่ประเมินทุกการเคลื่อนไหว พวกเธอได้รับบัตรผู้มาติดต่อ และถูกเชิญขึ้นไปยังชั้นสัมภาษณ์
ห้องรับรองผู้สมัครกว้าง โปร่ง เงียบ มีผู้สมัครอีกประมาณสิบกว่าคนนั่งรออยู่ ทุกคนดูเก่ง ดูมั่นใจ และดูพร้อมพอ ๆ กัน พาขวัญกำแฟ้มเอกสารแน่นโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ต้องเครียด” อัญญากระซิบ
“อย่างน้อยเราก็ไม่ได้มาคนเดียว” คำว่า เรามาด้วยกัน ทำให้พาขวัญคลายกังวลลง เธอพยักหน้า โดยไม่รู้ว่าตัวเองยิ้มเมื่อไหร่ มือที่ถือแฟ้มเอกสารคลายมือลงเล็กน้อย
การสัมภาษณ์ดำเนินไปตามระบบ HR สองคน ฝ่ายการตลาดหนึ่งคน คำถามคม แต่เป็นมืออาชีพ
พาขวัญตอบได้ดี เธอพูดถึง Brand Experience, Emotional Trigger, ความทรงจำของผู้บริโภค ได้อย่างฉะฉาน ชัดเจน ฝ่ายการตลาดพยักหน้า HR จดโน้ตบ่อยกว่าปกติ ช่วงท้าย คนหนึ่งถามขึ้นเหมือนเป็นคำถามทั่วไป
“ถ้าคุณต้องทำงานกับผู้บริหารระดับสูงโดยตรง คุณคิดว่าตัวเองรับมือได้ไหมคะ”
พาขวัญชะงักเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะตอบตามจริง “ถ้าเป็นเรื่องงาน…ดิฉันคิดว่าความชัดเจนและความเข้าใจบทบาทสำคัญที่สุดค่ะ ตำแหน่งไม่ใช่ปัญหา ถ้าเรารู้ว่าต้องสร้างคุณค่าอะไรให้เขา”
ไม่มีใครแสดงสีหน้า แต่มีใครบางคนจดบันทึกบรรทัดนั้นไว้
“คุณตอบดีมาก” ผู้สัมภาษณ์พูด
“รอฟังผลนะคะ หวังว่าเราคงได้ร่วมงานกัน”
พาขวัญยิ้มตอบ “ขอบคุณค่ะ”
ก่อนเดินออกมาจากห้อง โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า... หลังกระจกเงาบานใหญ่ในห้องนั้น มีชายหนุ่มในสูทสีเข้มกำลังนั่งกอดอก จ้องมองทุกการขยับริมฝีปากของเธอผ่าน One-way mirror อย่างเงียบเชียบ
สามวันต่อมา
“ขวัญ ฉันได้งานแล้ว” เสียงอัญญากรี๊ดลั่นโทรศัพท์
“ตำแหน่ง Marketing Trainee ตรงตามที่สมัครเป๊ะ”
พาขวัญยิ้มกว้าง ดีใจกับเพื่อน “ยินดีด้วยแก เก่งอยู่แล้วเพื่อนฉัน”
“แล้วของแกว่าไง”
“ยังไม่มีอีเมลเลยแก สงสัยจะแห้ว” หัวใจเธอกลับวูบโหว่ง... อีเมลของเธอยังไม่มา หรือว่าเธอจะไม่ผ่าน
“อาจจะยังมาช้า ใจเย็นแก”
ทว่าวินาทีนั้น เสียง Notification ก็ดังขึ้น
Subject: Additional Consideration – KC. Luxury Auto
อีเมลไม่ได้เขียนว่า Congratulations เหมือนของอัญญา แต่มันกลับยื่นข้อเสนอที่ทำให้ลมหายใจเธอสะดุด: ตำแหน่ง Executive Assistant – Brand & Special Project เนื้อหาเขียนอย่างสุภาพ เป็นทางการ และสั้นเกินคาด
จากการสัมภาษณ์ ทางผู้บริหารเล็งเห็นศักยภาพของคุณ จึงขอเสนอให้พิจารณาบทบาท Executive Assistant – Brand & Special Project ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทำงานใกล้ชิดกับฝ่ายบริหาร หากคุณสนใจ กรุณาเข้าพบเพิ่มเติม
พาขวัญอ่านซ้ำสองรอบ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
“แอน…ฉันได้รับอีเมลแล้วว่ะ แต่…” เธอบอกเพื่อน พร้อมกับส่งข้อความในอีเมลไปให้ดู
“ของฉันมันไม่เห็นเหมือนของแก”
อัญญาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับหลังอ่านจบ
“เฮ้ย นี่มันโอกาสชัด ๆ เลยนะ ของฉันก็ได้ตรงตามประกาศทุกอย่าง ขั้นตอนปกติสุด ๆ แต่ของแกนี่คือโดนมองเห็น ไม่ใช่ทุกคนจะถูกดึงไปใกล้ผู้บริหารนะเว้ย”
พาขวัญกัดริมฝีปาก “แต่มันไม่ใช่ตำแหน่งที่ฉันสมัคร…”
“แกไม่ได้แย่งงานใคร แกโดน…เลือก ต่างหาก แกเหมาะกับงานนี้อยู่แล้ว ตอบตกลงไปเลยเพื่อนรัก” คำนั้น… ทำให้เธอนิ่งไป ถ้าคนที่มีเหตุผลอย่างอัญญายังเห็นว่าเหมาะ ก็คงไม่มีอะไรผิดปกติจริง ๆ
ห้องรับรองชั้นบนสุดของ KC. LUXURY AUTO เงียบสงบ ผนังกระจกใสมองเห็นเมืองทั้งเมืองอยู่ใต้เท้า บรรยากาศหรูหรา พาขวัญนั่งหลังตรงบนโซฟาหนังวัวแท้ มือทั้งสองข้างประสานกันบนตักเพื่อข่มอาการสั่น สูทสีอ่อนพอดีตัวทำให้เธอดูเป็นมืออาชีพขึ้น แต่แววตายังใสซื่อประตูเปิดออกอย่างเงียบเชียบ
ประตูห้องเปิดออกอย่างช้าๆ ชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามาทำให้เธอถึงกับลืมหายใจ ทำให้หัวใจเธอสะดุดวูบ เขาคือ…ผู้ชายจากร้านกาแฟ
“คุณธัน...” ชื่อหลุดออกจากปากเธอโดยไม่รู้ตัว เศรษฐวัฒน์หยุดเท้าเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง ๆ อย่างสุภาพ
เขาไม่ได้ใส่เชิ้ตขาวพับแขนเหมือนวันนั้น แต่เขาอยู่ในชุดสูทเต็มยศที่ขับเน้นอำนาจจนน่าเกรงขาม เขายกยิ้มจางๆ ที่มุมปาก
“ดูเหมือนเราจะมีเรื่องให้คุยกันยาวกว่าในร้านกาแฟนะครับ” น้ำเสียงเขานิ่ง เรียบ และควบคุมได้ดีเกินไป
พาขวัญหน้าแดงนิด ๆ “ค่ะ ไม่คิดเลยว่าจะ…”
“ผมคือผู้สัมภาษณ์วันนี้” เขาวางแฟ้มลงบนโต๊ะ
“ขวัญ… เอ่อ ดิฉัน... ไม่ทราบจริงๆ ค่ะว่าคุณคือ...”
“เศรษฐวัฒน์ครับ ประธานบริหารของที่นี่” เขาตัดบทอย่างสุภาพแต่นิ่งลึก พลางหย่อนตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม
“ถ้าคุณรู้สึกไม่สะดวกใจเพราะเราเคยเจอกันข้างนอก ผมสามารถเรียก HR เข้ามาร่วมฟัง...”
“ไม่เป็นไรค่ะขวัญ... เอ่อ ดิฉันสบายใจค่ะ แค่ตกใจนิดหน่อย” เธอรีบพูดทันที
เขาพยักหน้า สายตาคมมองเธอเหมือนกำลังประเมินทุกลมหายใจ
“งั้นเริ่มเลย” เขาเปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า สายตาคมกริบกวาดมองพอร์ตโฟลิโอของเธอ
“จากประวัติของคุณ เราเห็นว่าคุณมีทักษะการสื่อสารเชิงอารมณ์ดีมาก” เศรษฐวัฒน์เสริมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ผมไม่ได้มองหาคนเก่งที่สุด” เขาพูดโดยไม่หันมา
“แต่ผมต้องการคนที่มี Sensibility สูงพอจะเข้าใจอารมณ์ของแบรนด์ เข้าใจคำว่า ความรู้สึก โดยไม่ต้องถูกสอน ซึ่งคุณโชว์ให้เห็นในห้องสัมภาษณ์แล้วว่าคุณมีมัน” เขาหันกลับมา สายตานิ่ง ลึก และอ่านยาก
“ผมเห็นแล้วในห้องสัมภาษณ์คุณทำได้ดี คุณตอบคำถามเรื่องแบรนด์ได้ชัดเจนกว่าที่คาด และ…”
พาขวัญฟังอย่างตั้งใจ หัวใจเต้นแรง
“เรามีตำแหน่งหนึ่ง” เขาพูดต่อ
“เป็นตำแหน่ง Executive Assistant – Brand & Special Project ตำแหน่งนี้ไม่ได้เปิดรับทั่วไป” เศรษฐวัฒน์พูด เขาโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย รัศมีคุกคามจางๆ แผ่ออกมาโดยที่เธอไม่รู้ตัว
“ตำแหน่ง EA – Brand & Special Project นี้คุณจะขึ้นตรงกับผมคนเดียว งานจะหนักและกดดันกว่า Trainee ทั่วไป... แต่ผมคิดว่าคุณเหมาะกับมันที่สุด”
คำว่า เหมาะ ฟังดูเป็นมืออาชีพ ไม่มีคำว่าพิเศษ ไม่มีอะไรชวนสงสัย เขาอธิบายต่ออย่างเป็นขั้นเป็นตอน งานสนับสนุนผู้บริหาร ช่วยเตรียมข้อมูล ประสานงาน และเรียนรู้งานเชิงกลยุทธ์จากใกล้ชิด ไม่มีคำว่าเลขา ไม่มีคำว่าแผนการ มีเพียงประโยคเดียวที่ชัดเจน พาขวัญสบตากับดวงตาที่อ่านยากคู่นั้น เธอเห็นเพียงโอกาสสำคัญในอาชีพ
“เงินเดือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนสวัสดิการอยู่ในระดับเดียวกับตำแหน่งที่คุณสมัคร เพียงแต่เส้นทางเติบโตต่างกัน”
“คุณพร้อมไหม พร้อมจะเริ่มงานจันทร์หน้าไหมครับ... คุณพาขวัญ”
พาขวัญพยักหน้าช้า ๆ รู้สึกว่า… นี่คือโอกาสเรียนรู้ ไม่ใช่การถูกยกขึ้นเหนือใคร
หลายสัปดาห์ต่อมา…บ้านไม้สองชั้นหลังเก่าสไตล์วินเทจของคุณลุง ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนผลไม้ร่มรื่นในจังหวัดจันทบุรี กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังครอบครัวพรรณวัตรย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันแม่พิมใช้เวลาส่วนใหญ่จัดเก็บข้าวของและดูแลบ้านให้เข้าที่ ขณะที่ภารันต์ลงมือปัดกวาด ถางหญ้า และจัดพื้นที่รอบบ้านใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ปลอดภัยสำหรับน้องสาวและหลานตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลกเช้าวันหนึ่ง พาขวัญเดินออกจากห้องตรวจฝากครรภ์พร้อมภาพอัลตราซาวนด์แผ่นเล็กในมือ เธอก้มมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกนิ้วแตะลงบนจุดเล็ก ๆ ในภาพอย่างแผ่วเบา... ลูกของเธออายุครรภ์เกือบสองเดือนแล้ว และหัวใจดวงเล็ก ๆ นั้นก็กำลังเต้นอย่างแข็งแรง“เป็นยังไงบ้างขวัญ หมอว่ายังไงบ้างลูก” แม่พิมรีบลุกจากเก้าอี้ทันทีที่เห็นลูกสาวเดินออกมา พร้อมจับมือเธอเอาไว้ด้วยความห่วงใยพาขวัญยื่นภาพอัลตราซาวนด์ให้แม่กับพี่ชายดู รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ขณะที่ดวงตากลมโตมีน้ำใสคลอเบา ๆ “ลูกแข็งแรงดีค่ะแม่... วันนี้ขวัญได้ยินเสียงหัวใจแกเต้นด้วยค่ะ”ภารันต์รับภาพนั้นไปมอง ปลายนิ้วแตะลงบนจุดเล็ก ๆ กลางภาพ ก่อนรอยยิ้มจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที
ตลอดสามวันที่ต้องบินไปสะสางงานด่วนถึงต่างประเทศ เศรษฐวัฒน์กลับพบว่าตัวเองแทบไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับการเจรจาธุรกิจมูลค่ามหาศาลเลยแม้แต่น้อย ท่ามกลางตัวเลขในสัญญาและเสียงสนทนาของคู่ค้า ภาพใบหน้าของพาขวัญกลับแทรกเข้ามาอยู่ในความคิดครั้งแล้วครั้งเล่า บางครั้งเป็นตอนที่เธอยืนถือแก้วกาแฟมาวางบนโต๊ะ ตอนที่เธอเงยหน้าขึ้นเรียกเขาเบา ๆ ว่า “พี่ธัน” และบางครั้ง... ก็เป็นเพียงภาพเธอนั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงานฝั่งตรงข้าม โต๊ะที่ตอนนี้ไม่มีเธออีกแล้วยิ่งเวลาผ่านไป ความกระวนกระวายในอกกลับยิ่งเพิ่มขึ้น จนในที่สุดเศรษฐวัฒน์ก็ไม่อาจหลอกตัวเองต่อไปได้ สิ่งที่ทำให้เขาอยากรีบกลับประเทศไทยไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาเป็นคนผลักไสออกไปจากชีวิตด้วยตัวเองพาขวัญ…เพียงคิดถึงชื่อของเธอ ความแน่นในอกก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ครั้งนี้เขาไม่สนแล้วว่าใครจะผิดใครจะถูก ทันทีที่กลับถึงไทย เขาจะไปหาเธอ เขาจะคุยกับเธอให้รู้เรื่อง และหากยังพอมีโอกาสเหลืออยู่... เขาจะขอเริ่มต้นใหม่อีกครั้งทันทีที่งานเสร็จ เศรษฐวัฒน์จึงรีบจองเที่ยวบินแรกกลับกรุงเทพฯ โดยไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว แต่เมื่อก้าวพ้นประตูผู้โดยสารขาเข้า ร่างสูงก
โต๊ะทำงานของพาขวัญ... ว่างเปล่าเศรษฐวัฒน์ยืนนิ่งค้างอยู่หน้าโต๊ะตัวนั้น สายตาคมกริบเลื่อนไปยังประตูห้องทำงานราวกับกำลังรอคอยให้ใครบางคนเปิดประตูเดินเข้ามาในอีกไม่กี่วินาที ชายหนุ่มนิ่วหน้าด้วยความหงุดหงิดระคนร้อนรน ก่อนจะหันไปเอ่ยเรียกธวัช เลขาคู่ใจให้เข้ามาพบทันที“พาขวัญไปไหน... ทำไมป่านนี้ถึงยังไม่มาทำงาน” เขาถามเสียงห้วน แววตากลัดกลุ้มปิดไม่มิดธวัชสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบรายงานตามความจริง “เอ่อ... คุณพาขวัญเหรอครับท่าน คือว่า... คุณพาขวัญไม่ได้มาทำงานสามวันแล้วครับ”สามวันแล้ว…คำตอบนั้นเปรียบเสมือนมีค้อนปอนด์ทุบซ้ำลงกลางอก ท่านประธานชะงักกึก เมื่อลองนับเวลาดูแล้วมันก็คือวันที่เขาตั้งใจพูดจาใจร้าย ไล่ตะเพิดเธอ และฟังคำสารภาพเรื่องโกหกเรื่องท้องจากปากเธอนั่นเอง เธอหายไปจากบริษัทตั้งแต่วันนั้น...วันที่เขาเป็นคนผลักไสเธอออกไปด้วยตัวเอง สมองของเขาตื้อตันไปหมด ความตระหนกวาบขึ้นมาในอก แต่เพียงไม่กี่วินาทีเศรษฐวัฒน์ก็รีบหาเหตุผลมาหักล้างมัน‘ไม่หรอก... เธอคงแค่เสียใจ’ เขาพยายามคิดเข้าข้างตัวเองเพื่อลดความร้อนรนในใจ‘ผู้หญิงอย่างพาขวัญรักเขาจะตายไป... เธอไม่มีทางขาดเขาได้หรอก อยู่ ๆ จะ
เสียงประตูห้องทำงานปิดลง พร้อมกับความเงียบงันที่โรยตัวกลับคืนมาอีกครั้งเศรษฐวัฒน์ยังคงยืนอยู่ที่เดิม เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดนูน ลมหายใจหนักหน่วงจากอารมณ์โกรธที่ยังไม่จางหาย ภาพรอยยิ้มเย้ยหยันและแววตานิ่งสนิทของพาขวัญเมื่อครู่ยังคงหมุนวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมจางเธอกล้าด่าเขา กล้าตอกหน้าต่อว่าทั้งเรื่องเด็กเป็นเพียงคำโกหก และสิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดที่สุด… คือการที่เธอกล้าหันหลังเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง ผู้หญิงที่เคยอ่อนหวาน คอยเอาอกเอาใจ และยอมทำตามคำพูดของเขาแทบทุกอย่าง บัดนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนในเวลาเพียงไม่กี่นาทีเศรษฐวัฒน์ขบกรามแน่น เขาควรจะรู้สึกสะใจไม่ใช่หรือ... ในเมื่อเขาได้ทำให้เธอเจ็บปวด ได้ทำให้เธอรู้ว่าความสัมพันธ์ทั้งหมดระหว่างพวกเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการแก้แค้น และในที่สุดเธอก็เป็นฝ่ายเดินออกไปเอง ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาต้องการไว้ทั้งหมดแต่แล้วทำไม... ความเงียบภายในห้องถึงได้ชวนให้อึดอัดถึงขนาดนี้ ชายหนุ่มยกมือขึ้นกุมขมับ เมื่ออาการปวดแล่นตุบ ๆ เริ่มโจมตีขึ้นมาตรงขมับ“ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง...” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ“เธอเป็นน้องสาวของภาร
บ้านพรรณวัตรทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน พาขวัญก็เห็นแม่พิมกับภารันต์นั่งรออยู่ในห้องรับแขก ทั้งคู่รีบลุกขึ้นทันที เพียงแค่เห็นใบหน้าซีดเซียว ดวงตาแดงช้ำ และสีหน้าของน้องสาว ภารันต์ก็ไม่ต้องถามอะไรมากนัก เขาก็พอจะเดาได้ว่าน้องสาวคงมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น“ขวัญ...” แม่พิมเดินเข้าไปโอบกอดลูกสาว“เป็นยังไงบ้างลูก ไม่สบายตรงไหน”พาขวัญไม่ตอบในทันที เธอซบหน้าลงกับอกของแม่ หลับตาลง แล้วปล่อยให้ตัวเองนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ตลอดทางกลับบ้าน เธอพยายามไม่ร้องไห้ แต่เมื่อได้กลับมาอยู่ในอ้อมกอดของคนที่รักเธอจริง ๆ ความเข้มแข็งที่ฝืนประคองเอาไว้ก็แทบหมดลงพาขวัญสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะผละออกจากอ้อมกอดของแม่ เธอเช็ดน้ำตาบนแก้ม แล้วมองหน้าแม่กับพี่ชาย“แม่คะ... พี่รันต์”“มีอะไร บอกแม่ได้นะลูก” แม่พิมลูบแขนเธอเบา ๆพาขวัญเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มมองหน้าท้องของตัวเอง ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนหน้าท้องแผ่วเบา“ขวัญมีเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้บอกแม่กับพี่รันต์ค่ะ”ภารันต์ขมวดคิ้ว “เรื่องอะไร”พาขวัญเงยหน้าขึ้น“ขวัญท้องค่ะ”ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที แม่พิมนิ่งไป ส่วนภารันต์เหมือนหยุดหายใจ“...ว่าอะไรนะ”“ขวัญท้องค่ะ”
“ถ้าเธอไม่อยากอับอายไปตลอดชีวิต ก็ไปทำแท้งซะ... หรือไม่ก็ตามรอยน้องสาวฉันไปซะ ไปให้รถชนตายแล้วจบเรื่องนี้ให้มันจบ ๆ ไปซะ!”คำพูดนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัว โดยเฉพาะคำว่าตามรอยน้องสาวฉัน พาขวัญมองผู้ชายตรงหน้าผ่านม่านน้ำตา... คนที่เธอเคยรักจนหมดหัวใจ บัดนี้กลับยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา ราวกับไม่มีความผูกพันใดหลงเหลืออยู่เลยเธอหลับตาลงครู่หนึ่ง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะใช้หลังมือปาดน้ำตาออกจากแก้มจนหมด ขยับกระเป๋าบนไหล่ให้เข้าที่ แล้วเงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้ง คราบน้ำตายังคงเปียกชื้นอยู่บนใบหน้า ทว่าแววตาคู่โตกลับนิ่งสงบลงอย่างน่ากลัว ในเมื่อเขาเลือกที่จะจมอยู่กับความแค้นจนมืดบอด เธอก็ไม่มีเหตุผลต้องยืนอ้อนวอนขอความเห็นใจจากผู้ชายใจร้ายคนนี้อีกต่อไป“เข้าใจแล้วค่ะ...” พาขวัญหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้ากลับไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่อีกแล้ว“คุณคิดว่าขวัญจะเอาเรื่องลูกมาล้อเล่น เพื่อรั้งผู้ชายอย่างคุณไว้จริง ๆ เหรอคะ”เศรษฐวัฒน์ชะงักไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบยามได้เห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนของเธอ“หูตาคุณคงมืดบอดเพราะความแค้นจนมองไม่เห็นควา
ความเงียบสงัดภายในอู่ซ่อมรถยามค่ำคืนดูหนักอึ้งกว่าทุกวัน แสงสลัวจากหลอดนีออนสีส้มเหนือหัวส่องกระทบคราบน้ำมันบนพื้นปูนขรุขระจนดูเป็นเงาเลื่อมสะท้อนความหยาบกร้านของชีวิตที่เขาเผชิญมา ภารันต์นั่งจมดิ่งอยู่บนม้านั่งไม้ตัวเก่าที่สีลอกร่อน เขาจุดบุหรี่ขึ้นสูบช้าๆ ปล่อยให้กลุ่มควันสีเทาลอยล่องหายไปในอากาศ
“พาขวัญ แกกรอกเลย” อัญญาดันโน้ตบุ๊กเข้ามาใกล้ พร้อมชี้หน้าจอเว็บไซต์รับสมัครงาน“เอาจริงเหรอ”“จริงดิ รอไร มาฉันกรอกให้เอง” อัญญาหันโน้ตบุ๊กกลับมากรอกข้อมูลสมัครงานให้เพื่อน“อ่ะ ขวัญ แกเช็คดู แล้วก็โหลดข้อมูล เสร็จแล้ว แกก็กด Submit เลย ไม่ต้องคิดเยอะ” อัญญา พลิกหน้าจอโน้ตบุ๊ก กลับมาทางเพื่อนสนิท
เศรษฐวัฒน์ยืนนิ่งอยู่หน้าต่างอยู่นาน… นานพอที่แสงจากเสาไฟถนนทอดเงาเย็นเยียบลงบนใบหน้าแข็งกร้าวของเขา ความมืดด้านนอกไม่ได้ช่วยให้หัวใจสงบลงแม้แต่น้อย มีเพียงเสียงลมหายใจหนัก ๆ ที่ย้ำเตือนว่าฝันร้ายเมื่อครู่ยังตามหลอกไม่หยุด เขายกมือขึ้นกดสันจมูกแรง ๆ เหมือนกับพยายามบีบความเจ็บให้หายไปกับปลายนิ้ว
เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังเบา ๆ ลมทะเลอ่อน ๆ พัดโชยมา กลิ่นเกลือในอากาศชวนให้รู้สึกสบายใจเศรษฐวัฒน์เดินเหยียบทรายขาวสะอาดเคียงข้างศลิษา น้องสาวคนเดียวของเขา“พี่ธัน ถ่ายรูปให้ลิษาหน่อยสิ” ศลิษาหันมายิ้มกว้าง ผมยาวสลวยปลิวตามลม“ถ่ายให้สวยๆ นะคะ ถ่ายออกมาไม่สวย ลิษางอนจริงๆ ด้วย” ศลิษาส่งเสียงเรียก พลา







