Masuk
หาก ‘จ้าวเฟยหลง’ คือพญาหมาป่าผู้ยอมถอดเขี้ยวเล็บเพื่อโอบกอดแสงสว่างอย่างซูเหมย... ‘จ้าวอู๋จี้’ ผู้เป็นอนุชาต่างมารดาก็คือสุนัขล่าเนื้อในเงามืด ผู้เลือกเดินอยู่ท่ามกลางคราบคาวเลือดโดยไม่คิดหันหลังกลับ
ทั้งสองเติบโตมาท่ามกลางวังวนการแย่งชิงอำนาจในวังหลวง มีสายเลือดมังกรไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่งเหมือนกัน ทว่าโชคชะตากลับผลักให้เดินคนละเส้นทาง
ในวันที่จ้าวเฟยหลงก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ กุมตราพยัคฆ์บัญชาการกองทัพทั้งแผ่นดิน จ้าวอู๋จี้กลับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘จิ้งอ๋อง’ และเลือกก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการกองปราบลับแห่งศาลต้าหลี่ กลายเป็น ‘คมดาบเปื้อนเลือด’ คอยกวาดล้างเสี้ยนหนามที่กฎหมายบ้านเมืองไม่อาจเอื้อมถึง
ครั้งหนึ่งบนบันไดหน้าท้องพระโรง จ้าวเฟยหลงเคยมองอนุชาเพียงคนเดียวด้วยสายตาห่วงใยปนเตือนสติ
“อู๋จี้... ข้าเคยคิดว่าการไร้หัวใจคือเกราะคุ้มภัยที่ดีที่สุด แต่แท้จริงแล้วมันคือหลุมศพที่เจ้ากำลังขุดฝังตัวเอง”
จ้าวอู๋จี้ในชุดเกราะสีดำเพียงยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มเยียบเย็นนั้นทำให้เหล่าขุนนางที่เดินผ่านต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหวาดเกรง
“หัวใจของข้า... มันตายไปตั้งแต่ห้าปีก่อนแล้ว ท่านพี่”
ตายไปพร้อมกับคำสัญญาที่ไม่เคยเป็นจริง
และตายไปพร้อมกับหนังสือถอนหมั้นที่สตรีใจดำผู้นั้นทิ้งไว้ ก่อนจะหายตัวไปโดยไม่เหลือร่องรอยให้ตามหา
ณ ป่าทึบชานเมืองหลวง
สายลมหนาวพัดกรรโชก หอบเอากลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้ง
เปลวไฟลุกท่วมกระโจมค่ายกบฏ เสียงกรีดร้องและเสียงอาวุธปะทะค่อย ๆ เงียบลง ทหารเกราะดำแห่งศาลต้าหลี่ลงมือรวดเร็ว เฉียบขาด และไม่เคยเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามได้ทันตั้งตัว
บนหลังม้าศึกสีดำ จิ้งอ๋องจ้าวอู๋จี้นั่งนิ่ง เสื้อคลุมขนสัตว์ผืนหนาสะบัดตามแรงลม สายตาทอดมองซากศพเบื้องล่างอย่างไร้ความรู้สึก สำหรับเขา ชีวิตของพวกกบฏทรยศแผ่นดินไม่เคยมีค่าพอให้ต้องเสียดาย
นายกองเกราะดำควบม้าเข้ามาหยุดตรงหน้า ก่อนจะประสานมือรายงาน
“ทูลท่านอ๋อง ค่ายกบฏถูกตีแตกแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกที่รอดชีวิตถูกต้อนจนมุมอยู่ริมลำธารด้านหลัง ตอนนี้ควบคุมตัวไว้ได้ทั้งหมดแล้ว!”
จ้าวอู๋จี้ไม่ได้ตอบ
เขาเพียงกระตุกสายบังเหียนเบา ๆ บังคับม้าศึกเดินเหยียบย่ำข้ามกองเถ้าถ่านตรงไปยังริมลำธาร เพียงเห็นร่างสูงใหญ่เคลื่อนผ่าน ทหารโดยรอบก็เงียบกริบลงทันที ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะส่งเสียงหายใจแรง
ริมลำธารอันเชี่ยวกราก
เชลยนับสิบคนถูกกดให้นั่งคุกเข่าจมโคลน ใบหน้าแต่ละคนขาวซีด ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว ทุกคนรู้ดีว่าเมื่อตกอยู่ในมือศาลต้าหลี่... ความตายอาจเป็นความปรานีสูงสุด
ท่ามกลางกลุ่มคนสิ้นหวังเหล่านั้น มีร่างผอมบางในชุดบัณฑิตซอมซ่อตัวหลวมโพรกกำลังก้มหน้าจนแทบชิดพื้น สองมือเปื้อนโคลนกางออกเล็กน้อย พยายามบดบังเด็กหนุ่มที่บาดเจ็บสาหัสอยู่ด้านหลัง
หยางมี่พยายามควบคุมลมหายใจให้สงบที่สุด แม้หัวใจในอกจะเต้นรัวจนแทบระเบิด
กลิ่นคาวเลือดที่ลอยตามลมทำให้กระเพาะปั่นป่วน แต่สิ่งที่ทำให้นางหนาวสะท้านไปทั้งร่างไม่ใช่ความตายที่อยู่ตรงหน้า หากเป็นเสียงฝีเท้าม้าที่กำลังใกล้เข้ามาทีละก้าว
กึก... กึก...
เสียงกีบเท้ากระทบพื้นดินอย่างสม่ำเสมอ และทุกจังหวะที่มันใกล้เข้ามา หัวใจของหยางมี่ก็ยิ่งบีบรัดรุนแรง
นางกำหมัดแน่นใต้แขนเสื้อ เขม่าควันที่จงใจทาเปรอะเปื้อนทั่วใบหน้าและคราบโคลนตามตัว ควรจะช่วยให้นางรอดไปได้ ในยามนี้นางดูไม่ต่างจากบัณฑิตหนุ่มยากจนที่หลงผิดเข้ามาร่วมกับกบฏเพื่อหาเงินประทังชีวิต
‘ห้าปีแล้ว...’ หยางมี่ย้ำกับตัวเองในใจ ‘เขาไม่มีทางจำข้าได้ ค่ำคืนมืดมิด ใบหน้าข้ามอมแมมถึงเพียงนี้ ในสายตาเขา ข้าเป็นเพียงกบฏไร้ค่าคนหนึ่งเท่านั้น’
กึก!
กีบเท้าม้าศึกหยุดลงตรงหน้า ห่างจากปลายนิ้วที่สั่นเทาของนางเพียงไม่กี่คืบ!
เงาร่างสูงใหญ่ทาบทับลงมา ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมรอบด้านทันทีจนได้ยินเพียงเสียงสายลม
รถม้าคันใหญ่แล่นฝ่าความมืดและสายฝนยามราตรี ออกจากเมืองหลวงมุ่งตรงสู่ ‘เรือนอิงเยว่’ จวนลับกลางป่าไผ่ที่ซ่อนตัวอยู่ห่างไกลจากสายตาผู้คนหยางมี่ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด สิ่งที่มองเห็นมีเพียงเงาต้นไผ่เบียดเสียดกันหลังม่าน ทุกครั้งที่ล้อรถกระแทกลงหลุม โซ่ตรวนจะเสียดสีข้อมือจนแสบระบม ทว่าความเจ็บปวดทางกายยังเทียบไม่ได้กับความหวาดหวั่นที่ไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางคือที่ใดเมื่อรถม้าหยุดสนิท ร่างของนางก็ถูกกระชากลงมาอย่างไร้ความปรานี!เสื้อผ้าเปียกชื้นแนบเนื้อ ลมฝนพัดกรรโชกจนหนาวสั่นสะท้าน หยางมี่แทบทรงตัวไม่อยู่ ทว่าจ้าวอู๋จี้กลับลากตัวนางเข้าสู่เรือนพักโดยไม่ชะลอฝีเท้า เสียงโซ่ครูดไปกับพื้นหินดังบาดหู บ่าวไพร่สองข้างทางต่างก้มหน้าหมอบกราบ ไม่มีใครกล้าเงยหน้าสบตากับเขาสักคนหยางมี่มองภาพเหล่านั้นด้วยความสิ้นหวัง ก่อนจะถูกผลักเข้าไปในห้องหนึ่งอย่างแรงโครม!ร่างบางล้มคะมำลงบนผืนพรมหนานุ่ม ความเจ็บแล่นปราดจากหัวเข่าจนต้องกัดฟันสะกดเสียงร้อง นางพยายามยันตัวลุกขึ้น ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับซี่กรงเหล็กหนาทึบที่ปิดผนึกอยู่ด้านในหน้าต่างทุกบานห้องนี้ตกแต่งประณีตไม่ต่างจากห้องนอนชั้นดี มีโต๊ะ เก้าอ
ความเงียบโรยตัวลงมาอย่างหนักอึ้งในคุกใต้ดิน มีเพียงเสียงหยดน้ำจากปลายผมเปียกชุ่มของหยางมี่ที่หยดกระทบพื้นหินเป็นจังหวะหยางมี่หลับตาลงช้า ๆในเมื่อความจริงถูกเปิดโปงจนหมดสิ้น ก็ไร้ประโยชน์ที่จะเสแสร้งต่อไป หญิงสาวฝืนเชิดหน้าขึ้น แม้ร่างกายจะสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บจากเสื้อผ้าที่เปียกโชก แต่นางยังคงรวบรวมเศษเสี้ยวศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ขึ้นมาเป็นเกราะกำบังอย่างน้อยหากต้องเผชิญหน้ากับเพลิงโทสะของเขา นางก็ไม่อยากก้มหัวอ้อนวอนอย่างน่าเวทนาอีกต่อไปแล้ว“ในเมื่อท่านรู้แล้วว่าเป็นข้า...”เสียงของนางกลับคืนสู่เสียงเดิม แม้จะแหบพร่าด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าทุกคำกลับชัดเจน“หากยังแค้นเคืองเรื่องในอดีต ก็จงสั่งประหารข้าเสีย จ้าวอู๋จี้... ให้มันจบสิ้นลงตรงนี้!”นางเตรียมใจไว้แล้ว หากต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของบุรุษที่ตนเคยหักหลังเมื่อห้าปีก่อน นางก็พร้อมจะน้อมรับ ดีกว่าต้องทนให้เขาย่ำยีศักดิ์ศรีจนแหลกสลายจ้าวอู๋จี้จ้องมองนางนิ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นปราศจากความขบขัน มีเพียงความเยียบเย็นที่ทำให้คนฟังใจหายวาบ“ความตายงั้นหรือ?”เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว สายตากวาดมองใบหน้าซีดเผือด
“อึก!”หยางมี่หลุดเสียงสำลัก น้ำเย็นเฉียบปะทะใบหน้าและลำตัวโดยไม่ทันตั้งตัว เสื้อผ้าเปียกลู่แนบเนื้อในพริบตา เผยให้เห็นสัดส่วนบอบบางที่ซ่อนอยู่ ความหนาวเหน็บเสียดแทงทะลุเนื้อผ้าเข้ามาทันทีทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความหนาว คือคราบเขม่าดำและรอยโคลนที่ใช้พรางใบหน้ากำลังถูกน้ำชะล้างออกจนหมดสิ้น!หยดน้ำสีขุ่นไหลผ่านปลายคางหยดลงสู่พื้น เผยผิวขาวเนียนละเอียดที่ซ่อนอยู่ใต้ความมอมแมมหยางมี่สำลักน้ำ ไอโขลกจนเจ็บร้าวไปทั้งอก นางรีบก้มหน้าหนี เส้นผมเปียกชุ่มลู่ลงมาปิดข้างแก้ม หวังใช้มันเป็นเกราะกำบังชิ้นสุดท้ายทว่ามือหนากลับเอื้อมมาคว้าหมับเข้าที่ปลายคาง บังคับเชิดหน้าของนางขึ้นมาอย่างแรง!“ปล่อย... อึก! ใต้เท้า...”นางพยายามดิ้นหนี แต่แรงบีบมหาศาลกลับยิ่งตรึงแน่นจนเจ็บร้าวปลายนิ้วโป้งหยาบกร้านของจ้าวอู๋จี้ปาดผ่านพวงแก้ม เช็ดคราบโคลนที่ยังหลงเหลือออกอย่างไม่เบามือ สัมผัสรุนแรงนั้นฟ้องชัดถึงโทสะที่อัดแน่นอยู่ภายในหยางมี่หอบหายใจกระชั้น โซ่ตรวนขยับส่งเสียงกระทบกันดังกึกก้อง ตอกย้ำว่านางไม่มีทางหนีรอดไปจากเงื้อมมือคู่นี้ได้เลยจ้าวอู๋จี้ไม่เอ่ยคำใด มืออีกข้างเลื่อนขึ้นไปยังมวยผมเหนือศีรษะ ปลาย
ความรู้สึกผิดแล่นริ้วเข้ามาจนขอบตาร้อนผ่าว แต่นางจะเผยพิรุธไม่ได้ หยางมี่กลืนรสคาวเลือดจากริมฝีปากที่เผลอกัดแน่นลงคอ แล้วแสร้งตัวสั่นด้วยความกลัวลนลาน“ขะ... ข้าน้อยไม่เข้าใจว่าใต้เท้าหมายถึงสิ่งใดขอรับ!”นางเค้นเสียงร้องอย่างน่าเวทนา“ข้าน้อยเป็นเพียงคนขลาด ไร้อำนาจจะไปหักหลังผู้ใด ได้โปรดเมตตาด้วยเถิดใต้เท้า!”จ้าวอู๋จี้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง เขานิ่งเงียบอยู่นานจนความเงียบนั้นบีบคั้นไม่ต่างจากเครื่องทรมานในที่สุด เขาก็ค่อย ๆ ปล่อยมือ ล้วงมีดสั้นประดับอัญมณีสีชาดออกมาจากอกเสื้อ เมื่อปลดฝักออก คมมีดสีเงินก็สะท้อนแสงไฟวับวาวเขาเดินอ้อมไปหยุดอยู่ด้านหลังของนางอย่างเงียบเชียบหยางมี่เกร็งร่างจนแข็งทื่อ เมื่อสัมผัสได้ถึงคมมีดเย็นเฉียบที่แตะลงบนผิวเนื้อบริเวณหลังคอ ซึ่งโผล่พ้นคอเสื้อหลวมโพรกแควก...คมมีดสะกิดสาบเสื้อฝ้ายเก่าจนขาดออกช้า ๆ จากนั้นจึงลากผ่านแนวกระดูกไหปลาร้าอย่างเนิบนาบ สัมผัสเย็นเยียบทำให้ขนลุกชันไปทั่วร่างจ้าวอู๋จี้โน้มใบหน้าลงมา ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดข้างใบหู“คืนนี้... ข้าจะให้เวลาเจ้าทบทวนความจำในคุกนี้เงียบ ๆ”น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา ทว่าเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ“ลองนึ
จ้าวอู๋จี้กวาดสายตามองเชลยทีละคนอย่างไม่ใส่ใจ กระทั่งสายตาหยุดลงบนร่างหนึ่ง... บัณฑิตหนุ่มผอมบางที่ก้มหน้าจนแทบจะฝังตัวลงไปในดินโคลนบางอย่างทำให้เขาหยุดมองนานกว่าคนอื่นฟึ่บ...ปลายแส้หนังสีดำขลับในมือเลื่อนลงไปแตะใต้คางของ ‘บัณฑิตหนุ่ม’ ก่อนจะออกแรงเชิดขึ้น บังคับให้อีกฝ่ายต้องเงยหน้าสบตาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงวินาทีที่สายตาประสานกัน ลมหายใจของหยางมี่พลันสะดุดกึก!ความตกใจแล่นผ่านดวงตาคู่งามเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะถูกกลบซ่อนไว้อย่างรวดเร็ว แต่นางยังคงไม่ยอมหลบสายตาความดื้อรั้นเช่นนั้น... ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยแม้ใบหน้าจะเปรอะเปื้อนเขม่าควัน แม้ร่างกายจะผ่ายผอมลงมากในชุดบุรุษมอมแมม ทว่ารูปหน้า สันจมูกที่เชิดรั้นเวลาไม่ยอมใคร และริมฝีปากบางที่เม้มแน่นจนซีดขาวนั้น... เขาจำได้ขึ้นใจตลอดห้าปีที่ผ่านมา ใบหน้านี้ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของเขาแม้แต่วันเดียว‘หยางมี่...’หัวใจที่จ้าวอู๋จี้คิดว่าด้านชาไปนานแล้ว กระตุกวูบขึ้นมาอย่างรุนแรงเพลิงโทสะที่ถูกสะกดไว้ตลอดห้าปีปะทุขึ้นมาในพริบตา! มือหนาที่กำแส้หนังเกร็งแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลนห้าปีก่อน นางโยนหนังสือถอนหมั้นทิ้งไว้แล้วหนีหายไปโดยไม่เอ่ยคำ
หาก ‘จ้าวเฟยหลง’ คือพญาหมาป่าผู้ยอมถอดเขี้ยวเล็บเพื่อโอบกอดแสงสว่างอย่างซูเหมย... ‘จ้าวอู๋จี้’ ผู้เป็นอนุชาต่างมารดาก็คือสุนัขล่าเนื้อในเงามืด ผู้เลือกเดินอยู่ท่ามกลางคราบคาวเลือดโดยไม่คิดหันหลังกลับทั้งสองเติบโตมาท่ามกลางวังวนการแย่งชิงอำนาจในวังหลวง มีสายเลือดมังกรไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่งเหมือนกัน ทว่าโชคชะตากลับผลักให้เดินคนละเส้นทางในวันที่จ้าวเฟยหลงก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ กุมตราพยัคฆ์บัญชาการกองทัพทั้งแผ่นดิน จ้าวอู๋จี้กลับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘จิ้งอ๋อง’ และเลือกก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการกองปราบลับแห่งศาลต้าหลี่ กลายเป็น ‘คมดาบเปื้อนเลือด’ คอยกวาดล้างเสี้ยนหนามที่กฎหมายบ้านเมืองไม่อาจเอื้อมถึงครั้งหนึ่งบนบันไดหน้าท้องพระโรง จ้าวเฟยหลงเคยมองอนุชาเพียงคนเดียวด้วยสายตาห่วงใยปนเตือนสติ“อู๋จี้... ข้าเคยคิดว่าการไร้หัวใจคือเกราะคุ้มภัยที่ดีที่สุด แต่แท้จริงแล้วมันคือหลุมศพที่เจ้ากำลังขุดฝังตัวเอง”จ้าวอู๋จี้ในชุดเกราะสีดำเพียงยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มเยียบเย็นนั้นทำให้เหล่าขุนนางที่เดินผ่านต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหวาดเกรง“หัวใจของข้า... มันตายไปตั้งแต่ห้าปีก่อนแล้ว ท่







