Share

บทที่ 2

last update publish date: 2026-10-15 12:00:08

จ้าวอู๋จี้กวาดสายตามองเชลยทีละคนอย่างไม่ใส่ใจ กระทั่งสายตาหยุดลงบนร่างหนึ่ง... บัณฑิตหนุ่มผอมบางที่ก้มหน้าจนแทบจะฝังตัวลงไปในดินโคลน

บางอย่างทำให้เขาหยุดมองนานกว่าคนอื่น

ฟึ่บ...

ปลายแส้หนังสีดำขลับในมือเลื่อนลงไปแตะใต้คางของ ‘บัณฑิตหนุ่ม’ ก่อนจะออกแรงเชิดขึ้น บังคับให้อีกฝ่ายต้องเงยหน้าสบตาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

วินาทีที่สายตาประสานกัน ลมหายใจของหยางมี่พลันสะดุดกึก!

ความตกใจแล่นผ่านดวงตาคู่งามเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะถูกกลบซ่อนไว้อย่างรวดเร็ว แต่นางยังคงไม่ยอมหลบสายตา

ความดื้อรั้นเช่นนั้น... ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย

แม้ใบหน้าจะเปรอะเปื้อนเขม่าควัน แม้ร่างกายจะผ่ายผอมลงมากในชุดบุรุษมอมแมม ทว่ารูปหน้า สันจมูกที่เชิดรั้นเวลาไม่ยอมใคร และริมฝีปากบางที่เม้มแน่นจนซีดขาวนั้น... เขาจำได้ขึ้นใจ

ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ใบหน้านี้ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของเขาแม้แต่วันเดียว

‘หยางมี่...’

หัวใจที่จ้าวอู๋จี้คิดว่าด้านชาไปนานแล้ว กระตุกวูบขึ้นมาอย่างรุนแรง

เพลิงโทสะที่ถูกสะกดไว้ตลอดห้าปีปะทุขึ้นมาในพริบตา! มือหนาที่กำแส้หนังเกร็งแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน

ห้าปีก่อน นางโยนหนังสือถอนหมั้นทิ้งไว้แล้วหนีหายไปโดยไม่เอ่ยคำลาแม้แต่คำเดียว... แล้ววันนี้ เขากลับพบนางในสภาพปลอมตัวเป็นบุรุษ มุดหัวซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางพวกกบฏเช่นนี้!

ดี... ช่างดีเหลือเกิน!

หยางมี่รู้สึกเย็นเยียบไปทั้งไขสันหลังเมื่อเห็นประกายตาคู่นั้น ทางรอดที่นางพยายามคว้าเอาไว้พังทลายลงในพริบตา

เขารู้แล้ว... จ้าวอู๋จี้จำนางได้แล้ว!

ชายหนุ่มจ้องมองนางนิ่งอยู่นาน ก่อนมุมปากจะค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม รอยยิ้มที่ทำให้หยางมี่รู้สึกหนาวเหน็บยิ่งกว่าสายลมกรรโชกในค่ำคืนนี้

เขาหันไปทางทหารใต้บังคับบัญชา

“แยกตัวมันออกมา”

น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ ทว่ากลับยิ่งทำให้คนฟังใจหายวาบ

สายตาคมกริบตวัดกลับมาหยุดที่นางอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีความลังเลสงสัย มีเพียงเปลวเพลิงแห่งความเคียดแค้นที่คุ้นเคย และความดุดันที่น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด

“ลากตัวกบฏผู้นี้ไปขังไว้ที่คุกใต้ดินศาลต้าหลี่ ลงโซ่ตรวนให้แน่นหนาที่สุด”

จ้าวอู๋จี้โน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนเงาร่างทาบทับนางจนมิด รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมยังคงประดับอยู่บนดวงหน้าคมคาย

“เพราะข้า... จะเป็นคนไต่สวนมันด้วยตัวเอง!”

คุกใต้ดินของศาลต้าหลี่ขึ้นชื่อว่าเป็นแดนประหารไร้ตะวัน แม้แต่วิญญาณคนตายยังต้องหวาดผวา

กำแพงหินหนาทึบชื้นแฉะไปด้วยไอเย็น กลิ่นสนิมเหล็กปนคราบเลือดเก่าฝังแน่นอยู่ในเนื้อหินมานับสิบปี อากาศเบื้องล่างอับทึบจนแสบจมูก แสงคบเพลิงริบหรี่สาดกระทบเครื่องทรมานที่แขวนเรียงราย ทั้งคีมเหล็ก แส้หนาม และโครงตรึงร่างที่ยังมีคราบเลือดสดเกรอะกรัง

ห่างออกไปไม่กี่ห้องขัง เสียงกรีดร้องโหยหวนของนักโทษกบฏดังสะท้อนมาตามทางเดินยาว ก่อนจะขาดห้วงไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้าย

ทุกสิ่งในนรกขุมนี้ล้วนถูกสร้างขึ้นเพื่อบดขยี้สติของคนให้แหลกสลาย

แกรก...

หยางมี่ขยับตัวอย่างยากลำบาก

โซ่เหล็กเส้นใหญ่พันธนาการข้อมือทั้งสองข้าง ยึดโยงไว้กับขื่อเหนือศีรษะ ร่างผอมบางในชุดบัณฑิตซอมซ่อถูกดึงรั้งจนปลายเท้าแตะพื้นได้เพียงแผ่วเบา แขนทั้งสองข้างชาจนแทบไร้ความรู้สึก ผิวเนื้อใต้เสื้อผ้าช้ำระบมจากการถูกลากครูดมาตามทางเดินหิน

ทว่าความเจ็บปวดทางกาย ยังเทียบไม่ได้กับความหวาดหวั่นที่บีบคั้นอยู่ในอก

ตึก... ตึก... ตึก...

เสียงฝีเท้าหนักแน่นกระทบพื้นหินดังแว่วมาจากความมืด

จังหวะก้าวไม่ช้าไม่เร็ว หนักแน่น มั่นคง ทหารยามที่เคยส่งเสียงเอะอะพลันเงียบกริบลงทันทีเมื่อเงาร่างสูงใหญ่ก้าวผ่านเข้ามา

จ้าวอู๋จี้เดินพ้นจากเงามืด รังสีสังหารจากตัวเขากดดันจนบรรยากาศรอบข้างคล้ายหยุดนิ่ง ชุดเกราะสีดำยังมีคราบเลือดจากลานสังหาร กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนหยางมี่รู้สึกคลื่นไส้ ใบหน้าคมคายเฉยชา ดวงตาสีเข้มดุดันกวาดมองนางอย่างไม่รีบร้อน

เขาไม่ได้สั่งให้ผู้คุมนำแส้หรือเหล็กร้อนเข้ามา เพียงโบกมือไล่ทุกคนออกจากห้องขัง ก่อนจะลากเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งมาวางห่างจากนางไม่กี่ก้าว

ครืด...

ขาเก้าอี้ครูดไปกับพื้นหินเสียงดังบาดหู

จ้าวอู๋จี้นั่งลง เอนหลังพิงพนักอย่างผ่อนคลาย ท่วงท่านั้นสุขุมเนิบช้า ทว่ากลับแผ่แรงกดดันมหาศาลจนแทบหายใจไม่ออก

“เงยหน้าขึ้น”

น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉย แต่เปี่ยมด้วยอำนาจสั่งการเด็ดขาด

หยางมี่เม้มปากแน่น สูดหายใจเข้าลึกจนเจ็บหน้าอก พยายามบังคับสายตาไม่ให้สั่นไหวก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเขา

ใบหน้าของนางเปรอะเปื้อนเขม่าควัน เส้นผมยุ่งเหยิงหลุดลุ่ยตกลงมาระใบหน้า นางแสร้งทำแววตาให้ดูขลาดกลัวและลนลาน ไม่ต่างจากเด็กหนุ่มชาวบ้านที่กำลังกลัวตายจนตัวสั่น

“ขะ... ข้าน้อยเป็นเพียงบัณฑิตตกยากขอรับใต้เท้า”

นางกดเสียงให้แหบพร่า ร่างกายสั่นเทา

“ข้าน้อยถูกพวกมันดักปล้นระหว่างทาง แล้วถูกบังคับให้ทำบัญชีเสบียงในค่าย ข้าน้อยไม่ได้ร่วมก่อกบฏ ใต้เท้าโปรดเมตตาไว้ชีวิตด้วยขอรับ!”

จ้าวอู๋จี้แค่นยิ้ม แววตาคู่นั้นไร้ร่องรอยของความเชื่อถือ

“บัณฑิตตกยากงั้นหรือ...”

เขาลุกขึ้นช้า ๆ ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้านาง ก่อนจะยื่นมือเปล่าเข้าคว้าข้อมือของนางไว้แน่น

แรงบีบมหาศาลทำให้กระดูกข้อมือแทบร้าว ปลายนิ้วหยาบกร้านไล้ไปตามรอยด้านบนฝ่ามือและปลายนิ้วเนียนละเอียดของนาง ราวกับกำลังไล่ต้อนจับผิดทีละจุด

สายตาคมกริบตวัดจ้องลึกเข้ามา

“เจ้าอยู่กับพวกมันมานานเท่าใดแล้ว? ดูท่าจะภักดีต่อกลุ่มกบฏไม่น้อย”

“ข้าน้อย... ข้าน้อยแค่กลัวตาย จึงต้องทำตามคำสั่งขอรับ!”

หยางมี่กัดฟัน พยายามดึงมือกลับ ทว่าแรงของเขาราวกับคีมเหล็กที่ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย

“กลัวตายหรือ?”

คำพูดนั้นคล้ายสะกิดแผลลึกในใจของจ้าวอู๋จี้ แววตาเย็นชาของเขาวูบไหว ก่อนที่ประกายโทสะจะคุโชนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

กึก!

เขากระชากโซ่ที่ข้อมือนางลงมาอย่างแรงจนร่างของหยางมี่เซถลา ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ!

ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาเป่ารดข้างแก้ม ไอดุดันบีบคั้นจนหยางมี่แทบลืมหายใจ

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าก็คงพร้อมจะหักหลัง ทอดทิ้ง และเหยียบย่ำทุกคนเพื่อเอาตัวรอดสินะ”

เขาเอ่ยชิดริมหู ทว่าทุกคำกลับหนักหน่วงดั่งค้อนทุบลงกลางอก

“บอกข้ามาสิ บัณฑิตน้อย... เจ้าเคยทิ้งใครให้จมอยู่ในนรก แล้วหนีไปอย่างขี้ขลาดหรือไม่?”

ดวงตาของหยางมี่เบิกกว้าง ลมหายใจสะดุดกึก

“เจ้าเคยโยนคำสัญญาลงโคลนตมราวกับเศษขยะ เคยเหยียบย่ำหัวใจของคนที่พร้อมแลกชีวิตเพื่อเจ้า... เพียงเพราะความเห็นแก่ตัวหรือไม่!”

น้ำเสียงของเขากดต่ำลงจนกลายเป็นเสียงคำราม แรงบีบที่ข้อมือยิ่งทวีความรุนแรง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บแค้นที่ปะทุขึ้นมาอย่างไม่อาจซ่อนมิด

หยางมี่ชาวาบไปทั้งร่าง เหงื่อเย็นผุดซึมเต็มแผ่นหลัง

เขารู้... เขากำลังพูดถึงหนังสือถอนหมั้นเมื่อห้าปีก่อน!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 6

    รถม้าคันใหญ่แล่นฝ่าความมืดและสายฝนยามราตรี ออกจากเมืองหลวงมุ่งตรงสู่ ‘เรือนอิงเยว่’ จวนลับกลางป่าไผ่ที่ซ่อนตัวอยู่ห่างไกลจากสายตาผู้คนหยางมี่ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด สิ่งที่มองเห็นมีเพียงเงาต้นไผ่เบียดเสียดกันหลังม่าน ทุกครั้งที่ล้อรถกระแทกลงหลุม โซ่ตรวนจะเสียดสีข้อมือจนแสบระบม ทว่าความเจ็บปวดทางกายยังเทียบไม่ได้กับความหวาดหวั่นที่ไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางคือที่ใดเมื่อรถม้าหยุดสนิท ร่างของนางก็ถูกกระชากลงมาอย่างไร้ความปรานี!เสื้อผ้าเปียกชื้นแนบเนื้อ ลมฝนพัดกรรโชกจนหนาวสั่นสะท้าน หยางมี่แทบทรงตัวไม่อยู่ ทว่าจ้าวอู๋จี้กลับลากตัวนางเข้าสู่เรือนพักโดยไม่ชะลอฝีเท้า เสียงโซ่ครูดไปกับพื้นหินดังบาดหู บ่าวไพร่สองข้างทางต่างก้มหน้าหมอบกราบ ไม่มีใครกล้าเงยหน้าสบตากับเขาสักคนหยางมี่มองภาพเหล่านั้นด้วยความสิ้นหวัง ก่อนจะถูกผลักเข้าไปในห้องหนึ่งอย่างแรงโครม!ร่างบางล้มคะมำลงบนผืนพรมหนานุ่ม ความเจ็บแล่นปราดจากหัวเข่าจนต้องกัดฟันสะกดเสียงร้อง นางพยายามยันตัวลุกขึ้น ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับซี่กรงเหล็กหนาทึบที่ปิดผนึกอยู่ด้านในหน้าต่างทุกบานห้องนี้ตกแต่งประณีตไม่ต่างจากห้องนอนชั้นดี มีโต๊ะ เก้าอ

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 5

    ความเงียบโรยตัวลงมาอย่างหนักอึ้งในคุกใต้ดิน มีเพียงเสียงหยดน้ำจากปลายผมเปียกชุ่มของหยางมี่ที่หยดกระทบพื้นหินเป็นจังหวะหยางมี่หลับตาลงช้า ๆในเมื่อความจริงถูกเปิดโปงจนหมดสิ้น ก็ไร้ประโยชน์ที่จะเสแสร้งต่อไป หญิงสาวฝืนเชิดหน้าขึ้น แม้ร่างกายจะสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บจากเสื้อผ้าที่เปียกโชก แต่นางยังคงรวบรวมเศษเสี้ยวศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ขึ้นมาเป็นเกราะกำบังอย่างน้อยหากต้องเผชิญหน้ากับเพลิงโทสะของเขา นางก็ไม่อยากก้มหัวอ้อนวอนอย่างน่าเวทนาอีกต่อไปแล้ว“ในเมื่อท่านรู้แล้วว่าเป็นข้า...”เสียงของนางกลับคืนสู่เสียงเดิม แม้จะแหบพร่าด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าทุกคำกลับชัดเจน“หากยังแค้นเคืองเรื่องในอดีต ก็จงสั่งประหารข้าเสีย จ้าวอู๋จี้... ให้มันจบสิ้นลงตรงนี้!”นางเตรียมใจไว้แล้ว หากต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของบุรุษที่ตนเคยหักหลังเมื่อห้าปีก่อน นางก็พร้อมจะน้อมรับ ดีกว่าต้องทนให้เขาย่ำยีศักดิ์ศรีจนแหลกสลายจ้าวอู๋จี้จ้องมองนางนิ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นปราศจากความขบขัน มีเพียงความเยียบเย็นที่ทำให้คนฟังใจหายวาบ“ความตายงั้นหรือ?”เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว สายตากวาดมองใบหน้าซีดเผือด

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 4

    “อึก!”หยางมี่หลุดเสียงสำลัก น้ำเย็นเฉียบปะทะใบหน้าและลำตัวโดยไม่ทันตั้งตัว เสื้อผ้าเปียกลู่แนบเนื้อในพริบตา เผยให้เห็นสัดส่วนบอบบางที่ซ่อนอยู่ ความหนาวเหน็บเสียดแทงทะลุเนื้อผ้าเข้ามาทันทีทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความหนาว คือคราบเขม่าดำและรอยโคลนที่ใช้พรางใบหน้ากำลังถูกน้ำชะล้างออกจนหมดสิ้น!หยดน้ำสีขุ่นไหลผ่านปลายคางหยดลงสู่พื้น เผยผิวขาวเนียนละเอียดที่ซ่อนอยู่ใต้ความมอมแมมหยางมี่สำลักน้ำ ไอโขลกจนเจ็บร้าวไปทั้งอก นางรีบก้มหน้าหนี เส้นผมเปียกชุ่มลู่ลงมาปิดข้างแก้ม หวังใช้มันเป็นเกราะกำบังชิ้นสุดท้ายทว่ามือหนากลับเอื้อมมาคว้าหมับเข้าที่ปลายคาง บังคับเชิดหน้าของนางขึ้นมาอย่างแรง!“ปล่อย... อึก! ใต้เท้า...”นางพยายามดิ้นหนี แต่แรงบีบมหาศาลกลับยิ่งตรึงแน่นจนเจ็บร้าวปลายนิ้วโป้งหยาบกร้านของจ้าวอู๋จี้ปาดผ่านพวงแก้ม เช็ดคราบโคลนที่ยังหลงเหลือออกอย่างไม่เบามือ สัมผัสรุนแรงนั้นฟ้องชัดถึงโทสะที่อัดแน่นอยู่ภายในหยางมี่หอบหายใจกระชั้น โซ่ตรวนขยับส่งเสียงกระทบกันดังกึกก้อง ตอกย้ำว่านางไม่มีทางหนีรอดไปจากเงื้อมมือคู่นี้ได้เลยจ้าวอู๋จี้ไม่เอ่ยคำใด มืออีกข้างเลื่อนขึ้นไปยังมวยผมเหนือศีรษะ ปลาย

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 3

    ความรู้สึกผิดแล่นริ้วเข้ามาจนขอบตาร้อนผ่าว แต่นางจะเผยพิรุธไม่ได้ หยางมี่กลืนรสคาวเลือดจากริมฝีปากที่เผลอกัดแน่นลงคอ แล้วแสร้งตัวสั่นด้วยความกลัวลนลาน“ขะ... ข้าน้อยไม่เข้าใจว่าใต้เท้าหมายถึงสิ่งใดขอรับ!”นางเค้นเสียงร้องอย่างน่าเวทนา“ข้าน้อยเป็นเพียงคนขลาด ไร้อำนาจจะไปหักหลังผู้ใด ได้โปรดเมตตาด้วยเถิดใต้เท้า!”จ้าวอู๋จี้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง เขานิ่งเงียบอยู่นานจนความเงียบนั้นบีบคั้นไม่ต่างจากเครื่องทรมานในที่สุด เขาก็ค่อย ๆ ปล่อยมือ ล้วงมีดสั้นประดับอัญมณีสีชาดออกมาจากอกเสื้อ เมื่อปลดฝักออก คมมีดสีเงินก็สะท้อนแสงไฟวับวาวเขาเดินอ้อมไปหยุดอยู่ด้านหลังของนางอย่างเงียบเชียบหยางมี่เกร็งร่างจนแข็งทื่อ เมื่อสัมผัสได้ถึงคมมีดเย็นเฉียบที่แตะลงบนผิวเนื้อบริเวณหลังคอ ซึ่งโผล่พ้นคอเสื้อหลวมโพรกแควก...คมมีดสะกิดสาบเสื้อฝ้ายเก่าจนขาดออกช้า ๆ จากนั้นจึงลากผ่านแนวกระดูกไหปลาร้าอย่างเนิบนาบ สัมผัสเย็นเยียบทำให้ขนลุกชันไปทั่วร่างจ้าวอู๋จี้โน้มใบหน้าลงมา ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดข้างใบหู“คืนนี้... ข้าจะให้เวลาเจ้าทบทวนความจำในคุกนี้เงียบ ๆ”น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา ทว่าเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ“ลองนึ

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 2

    จ้าวอู๋จี้กวาดสายตามองเชลยทีละคนอย่างไม่ใส่ใจ กระทั่งสายตาหยุดลงบนร่างหนึ่ง... บัณฑิตหนุ่มผอมบางที่ก้มหน้าจนแทบจะฝังตัวลงไปในดินโคลนบางอย่างทำให้เขาหยุดมองนานกว่าคนอื่นฟึ่บ...ปลายแส้หนังสีดำขลับในมือเลื่อนลงไปแตะใต้คางของ ‘บัณฑิตหนุ่ม’ ก่อนจะออกแรงเชิดขึ้น บังคับให้อีกฝ่ายต้องเงยหน้าสบตาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงวินาทีที่สายตาประสานกัน ลมหายใจของหยางมี่พลันสะดุดกึก!ความตกใจแล่นผ่านดวงตาคู่งามเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะถูกกลบซ่อนไว้อย่างรวดเร็ว แต่นางยังคงไม่ยอมหลบสายตาความดื้อรั้นเช่นนั้น... ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยแม้ใบหน้าจะเปรอะเปื้อนเขม่าควัน แม้ร่างกายจะผ่ายผอมลงมากในชุดบุรุษมอมแมม ทว่ารูปหน้า สันจมูกที่เชิดรั้นเวลาไม่ยอมใคร และริมฝีปากบางที่เม้มแน่นจนซีดขาวนั้น... เขาจำได้ขึ้นใจตลอดห้าปีที่ผ่านมา ใบหน้านี้ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของเขาแม้แต่วันเดียว‘หยางมี่...’หัวใจที่จ้าวอู๋จี้คิดว่าด้านชาไปนานแล้ว กระตุกวูบขึ้นมาอย่างรุนแรงเพลิงโทสะที่ถูกสะกดไว้ตลอดห้าปีปะทุขึ้นมาในพริบตา! มือหนาที่กำแส้หนังเกร็งแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลนห้าปีก่อน นางโยนหนังสือถอนหมั้นทิ้งไว้แล้วหนีหายไปโดยไม่เอ่ยคำ

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 1

    หาก ‘จ้าวเฟยหลง’ คือพญาหมาป่าผู้ยอมถอดเขี้ยวเล็บเพื่อโอบกอดแสงสว่างอย่างซูเหมย... ‘จ้าวอู๋จี้’ ผู้เป็นอนุชาต่างมารดาก็คือสุนัขล่าเนื้อในเงามืด ผู้เลือกเดินอยู่ท่ามกลางคราบคาวเลือดโดยไม่คิดหันหลังกลับทั้งสองเติบโตมาท่ามกลางวังวนการแย่งชิงอำนาจในวังหลวง มีสายเลือดมังกรไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่งเหมือนกัน ทว่าโชคชะตากลับผลักให้เดินคนละเส้นทางในวันที่จ้าวเฟยหลงก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ กุมตราพยัคฆ์บัญชาการกองทัพทั้งแผ่นดิน จ้าวอู๋จี้กลับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘จิ้งอ๋อง’ และเลือกก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการกองปราบลับแห่งศาลต้าหลี่ กลายเป็น ‘คมดาบเปื้อนเลือด’ คอยกวาดล้างเสี้ยนหนามที่กฎหมายบ้านเมืองไม่อาจเอื้อมถึงครั้งหนึ่งบนบันไดหน้าท้องพระโรง จ้าวเฟยหลงเคยมองอนุชาเพียงคนเดียวด้วยสายตาห่วงใยปนเตือนสติ“อู๋จี้... ข้าเคยคิดว่าการไร้หัวใจคือเกราะคุ้มภัยที่ดีที่สุด แต่แท้จริงแล้วมันคือหลุมศพที่เจ้ากำลังขุดฝังตัวเอง”จ้าวอู๋จี้ในชุดเกราะสีดำเพียงยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มเยียบเย็นนั้นทำให้เหล่าขุนนางที่เดินผ่านต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหวาดเกรง“หัวใจของข้า... มันตายไปตั้งแต่ห้าปีก่อนแล้ว ท่

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status