Share

บทที่ 6

last update Tanggal publikasi: 2026-10-15 12:01:36

รถม้าคันใหญ่แล่นฝ่าความมืดและสายฝนยามราตรี ออกจากเมืองหลวงมุ่งตรงสู่ ‘เรือนอิงเยว่’ จวนลับกลางป่าไผ่ที่ซ่อนตัวอยู่ห่างไกลจากสายตาผู้คน

หยางมี่ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด สิ่งที่มองเห็นมีเพียงเงาต้นไผ่เบียดเสียดกันหลังม่าน ทุกครั้งที่ล้อรถกระแทกลงหลุม โซ่ตรวนจะเสียดสีข้อมือจนแสบระบม ทว่าความเจ็บปวดทางกายยังเทียบไม่ได้กับความหวาดหวั่นที่ไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางคือที่ใด

เมื่อรถม้าหยุดสนิท ร่างของนางก็ถูกกระชากลงมาอย่างไร้ความปรานี!

เสื้อผ้าเปียกชื้นแนบเนื้อ ลมฝนพัดกรรโชกจนหนาวสั่นสะท้าน หยางมี่แทบทรงตัวไม่อยู่ ทว่าจ้าวอู๋จี้กลับลากตัวนางเข้าสู่เรือนพักโดยไม่ชะลอฝีเท้า เสียงโซ่ครูดไปกับพื้นหินดังบาดหู บ่าวไพร่สองข้างทางต่างก้มหน้าหมอบกราบ ไม่มีใครกล้าเงยหน้าสบตากับเขาสักคน

หยางมี่มองภาพเหล่านั้นด้วยความสิ้นหวัง ก่อนจะถูกผลักเข้าไปในห้องหนึ่งอย่างแรง

โครม!

ร่างบางล้มคะมำลงบนผืนพรมหนานุ่ม ความเจ็บแล่นปราดจากหัวเข่าจนต้องกัดฟันสะกดเสียงร้อง นางพยายามยันตัวลุกขึ้น ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับซี่กรงเหล็กหนาทึบที่ปิดผนึกอยู่ด้านในหน้าต่างทุกบาน

ห้องนี้ตกแต่งประณีตไม่ต่างจากห้องนอนชั้นดี มีโต๊ะ เก้าอี้ ฉากกั้นไม้สลัก และเตียงกว้าง ทว่าซี่กรงเหล็กเหล่านั้นกลับทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนความหมายไปในพริบตา

มันคือกรงขัง... เพียงแค่ปูพรมหรูหราขึ้นเท่านั้น

จ้าวอู๋จี้ก้าวตามเข้ามา ก่อนจะลงกลอนประตูเสียงดังสนั่น

ปัง!

“หนีสิ...”

น้ำเสียงทุ้มต่ำทำให้หยางมี่เย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง

“หนีให้เหมือนเมื่อห้าปีก่อน เหตุใดถึงไม่เก่งกล้าเหมือนวันที่เจ้าโยนหนังสือถอนหมั้นทิ้งไว้แล้วหายหัวไปเล่า... คุณหนูหยาง!”

เขาเน้นคำว่า ‘คุณหนูหยาง’ ด้วยความหยามเหยียด มือหนาคว้าต้นแขนนางแล้วกระชากขึ้นจากพื้น แรงบีบมหาศาลทำให้หยางมี่ต้องนิ่วหน้า ทว่าเมื่อสบเข้ากับดวงตาดุดันคู่นั้น นางกลับไม่ยอมเอ่ยปากอ้อนวอน

ตั้งแต่ในคุกใต้ดินจนถึงที่นี่ เขาตอกย้ำเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องการกรีดซ้ำลงบนบาดแผลเดิมให้นางเห็นกับตา

นางรู้ว่าเขาเจ็บปวด... แต่วันนี้เขาก็กำลังเหยียบย่ำนางจนแหลกสลายเช่นกัน!

“ใช่! ข้าเคยทิ้งท่าน แล้วอย่างไรเล่า!”

หยางมี่เชิดหน้าขึ้น ความเจ็บช้ำและความอัดอั้นผลักดันให้ถ้อยคำหลุดลอยออกไป

“ยามนั้นท่านเป็นเพียงองค์ชายไร้อำนาจ ไม่เคยได้รับความโปรดปราน มีแต่ศัตรูรายล้อมรอบด้าน! ข้าเป็นถึงคุณหนูตระกูลใหญ่ เหตุใดต้องเอาชีวิตไปผูกติดกับบุรุษไร้อนาคตเช่นท่านด้วย!”

ในอดีต นางรู้ดีว่าเขารักและทะนุถนอมนางมากเพียงใด หากเขารู้ว่าตระกูลหยางกำลังเผชิญโทษกบฏ บุรุษผู้นี้ย่อมทำทุกทางเพื่อปกป้องนางโดยไม่สนว่าจะต้องตายไปด้วยกัน

นางจึงต้องแสร้งทำเป็นสตรีเห็นแก่ตัว กรีดแผลลึกในใจเพื่อผลักไสเขาให้พ้นจากหายนะ ขอเพียงเขาตัดใจ ไม่เอาตัวมาพัวพันกับตระกูลต้องโทษ ต่อให้เขาเกลียดนางไปชั่วชีวิต นางก็ยอม

ทว่าในวันนี้... ถ้อยคำโกหกที่เคยใช้ปกป้องเขา กลับกลายเป็นมีดเล่มเดียวที่นางคว้าขึ้นมาทิ่มแทงเขาอีกครั้ง เพื่อรักษาเศษเสี้ยวศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่

“บุรุษไร้อนาคตงั้นหรือ...”

จ้าวอู๋จี้ทวนคำช้า ๆ เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบ มือที่จับแขนนางเกร็งแน่นจนแทบหักกระดูก

เขาแค่นหัวเราะ เสียงนั้นสั้นห้วนและเย็นยะเยือกจนหยางมี่ใจหายวาบ

“เช่นนั้นก็จงเบิกตาดูให้ดี หยางมี่! บุรุษไร้อนาคตที่เจ้าเคยดูแคลน... บัดนี้คือจิ้งอ๋องผู้กุมชีวิตและลมหายใจของเจ้าไว้ในกำมือ!”

“ท่านมันก็แค่คนบ้าอำนาจ! ปล่อยข้า!”

นางสะบัดแขนขัดขืน โซ่ตรวนกระทบกันเสียงดังลั่น

“บุรุษที่ข้าเคยรู้จักตายไปแล้ว ท่านไม่ใช่—”

ถ้อยคำถูกกลืนหายไปในทันที เมื่อฝ่ามือหนาคว้าหมับเข้าที่ท้ายทอย บดจูบลงมาอย่างรุนแรงและป่าเถื่อน!

หยางมี่เบิกตากว้าง พยายามดิ้นรนขัดขืน ทว่ามือทั้งสองที่ติดโซ่ขยับได้ไม่ถนัด ยิ่งนางดิ้น เขาก็ยิ่งกดตรึงแน่นหนา จนกระทั่งข้อมือทั้งคู่ถูกรวบกดแนบเข้ากับผนังห้องเหนือศีรษะ

ริมฝีปากร้อนผ่าวบดขยี้อย่างไร้ความปรานี รสคาวเลือดซึมซาบเข้ามาในปาก ลมหายใจติดขัดจนความอวดดีเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความตระหนก

ในความทรงจำเมื่อห้าปีก่อน จ้าวอู๋จี้เคยอ่อนโยนและทะนุถนอมนางยิ่งนัก ยามพาเที่ยวชมสวนบุปผา เขายังคอยระวังไม่ให้นางต้องเคืองใจ ความทรงจำอันงดงามนั้น ยิ่งทำให้ความโหดร้ายในตอนนี้เสียดแทงหัวใจจนเจ็บเจียนตาย

หยางมี่พยายามจะเอ่ยเรียกชื่อเขา ทว่าเสียงกลับขาดหาย มีเพียงหยาดน้ำตาที่รินไหลผ่านหางตาอย่างไม่อาจสะกดกั้น

เมื่อจ้าวอู๋จี้ถอนริมฝีปากออก หยางมี่ก็รีบหันหน้าหนี หอบหายใจจนตัวโยน ริมฝีปากบางเจ็บระบมและบวมช้ำ

ชายหนุ่มยังคงจับข้อมือนางไว้แน่น สายตากวาดมองใบหน้าเปื้อนน้ำตา ก่อนเลื่อนลงไปยังเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อที่เปรอะเปื้อนคราบสกปรก กลิ่นคาวเลือดและสนิมเหล็กจากคุกใต้ดินลอยแตะจมูก

เขาปล่อยมือออกแล้วก้าวถอยหลัง ปล่อยให้ร่างของนางทรุดลงพิงผนัง

หยางมี่รีบหดแขนเข้าแนบอกตัวสั่น

จ้าวอู๋จี้จัดสาบเสื้อคลุมของตนให้เข้าที่ มองท่าทางหวาดระแวงนั้นด้วยรอยยิ้มหยัน

“ข้าเกือบลืมไป ว่ายามนี้เจ้ามีสภาพน่ารังเกียจเพียงใด”

เขาเดินไปกระชากบานประตูเปิดออก

“คนด้านนอก เข้ามา!”

สิ้นเสียงคำสั่ง สาวใช้สี่คนก็ก้าวเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว ก้มหน้าหมอบราบรอรับคำสั่งอยู่ใกล้ประตู

“พานางไปล้างคราบสกปรกออกให้หมด เสื้อผ้าโสโครกพวกนี้เอาไปเผาทิ้งเสีย แล้วหาชุดสตรีมาเปลี่ยนให้นาง”

จ้าวอู๋จี้ปรายตามองหยางมี่ที่ขดตัวชิดมุมห้อง

“หากกล้าขัดขืน ก็กดหัวนางลงน้ำจนกว่าจะสิ้นฤทธิ์”

หยางมี่เงยหน้ามองเขาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

ทว่าเขากลับเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงเลือดเย็น

“สภาพสกปรกโสมมเช่นนี้... ไม่คู่ควรจะมาปรนนิบัติเปิ่นหวาง”

“เพคะ ท่านอ๋อง”

“อย่า... อย่ามาแตะตัวข้า!”

หยางมี่สะบัดตัวหนีเมื่อสาวใช้ก้าวเข้ามาประชิด ทว่าเรี่ยวแรงที่ร่อยหรอมาตลอดคืนไม่อาจสู้คนทั้งสี่ได้ นางถูกรวบแขนไว้ ขณะที่สาวใช้คนหนึ่งรับลูกกุญแจจากมือจ้าวอู๋จี้มาไขปลดโซ่ตรวนออก

ทันทีที่ข้อมือเป็นอิสระ หยางมี่ก็พยายามผลักคนรอบข้างออก ทว่ากลับถูกยึดร่างไว้แน่นกว่าเดิม แล้วลากตัวเข้าไปหลังฉากกั้นไม้

นางหันกลับไปมองจ้าวอู๋จี้เป็นครั้งสุดท้าย

เขายังคงยืนตระหง่านอยู่ที่เดิม แววตามืดมิดไร้ความปรานี

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 6

    รถม้าคันใหญ่แล่นฝ่าความมืดและสายฝนยามราตรี ออกจากเมืองหลวงมุ่งตรงสู่ ‘เรือนอิงเยว่’ จวนลับกลางป่าไผ่ที่ซ่อนตัวอยู่ห่างไกลจากสายตาผู้คนหยางมี่ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด สิ่งที่มองเห็นมีเพียงเงาต้นไผ่เบียดเสียดกันหลังม่าน ทุกครั้งที่ล้อรถกระแทกลงหลุม โซ่ตรวนจะเสียดสีข้อมือจนแสบระบม ทว่าความเจ็บปวดทางกายยังเทียบไม่ได้กับความหวาดหวั่นที่ไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางคือที่ใดเมื่อรถม้าหยุดสนิท ร่างของนางก็ถูกกระชากลงมาอย่างไร้ความปรานี!เสื้อผ้าเปียกชื้นแนบเนื้อ ลมฝนพัดกรรโชกจนหนาวสั่นสะท้าน หยางมี่แทบทรงตัวไม่อยู่ ทว่าจ้าวอู๋จี้กลับลากตัวนางเข้าสู่เรือนพักโดยไม่ชะลอฝีเท้า เสียงโซ่ครูดไปกับพื้นหินดังบาดหู บ่าวไพร่สองข้างทางต่างก้มหน้าหมอบกราบ ไม่มีใครกล้าเงยหน้าสบตากับเขาสักคนหยางมี่มองภาพเหล่านั้นด้วยความสิ้นหวัง ก่อนจะถูกผลักเข้าไปในห้องหนึ่งอย่างแรงโครม!ร่างบางล้มคะมำลงบนผืนพรมหนานุ่ม ความเจ็บแล่นปราดจากหัวเข่าจนต้องกัดฟันสะกดเสียงร้อง นางพยายามยันตัวลุกขึ้น ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับซี่กรงเหล็กหนาทึบที่ปิดผนึกอยู่ด้านในหน้าต่างทุกบานห้องนี้ตกแต่งประณีตไม่ต่างจากห้องนอนชั้นดี มีโต๊ะ เก้าอ

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 5

    ความเงียบโรยตัวลงมาอย่างหนักอึ้งในคุกใต้ดิน มีเพียงเสียงหยดน้ำจากปลายผมเปียกชุ่มของหยางมี่ที่หยดกระทบพื้นหินเป็นจังหวะหยางมี่หลับตาลงช้า ๆในเมื่อความจริงถูกเปิดโปงจนหมดสิ้น ก็ไร้ประโยชน์ที่จะเสแสร้งต่อไป หญิงสาวฝืนเชิดหน้าขึ้น แม้ร่างกายจะสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บจากเสื้อผ้าที่เปียกโชก แต่นางยังคงรวบรวมเศษเสี้ยวศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ขึ้นมาเป็นเกราะกำบังอย่างน้อยหากต้องเผชิญหน้ากับเพลิงโทสะของเขา นางก็ไม่อยากก้มหัวอ้อนวอนอย่างน่าเวทนาอีกต่อไปแล้ว“ในเมื่อท่านรู้แล้วว่าเป็นข้า...”เสียงของนางกลับคืนสู่เสียงเดิม แม้จะแหบพร่าด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าทุกคำกลับชัดเจน“หากยังแค้นเคืองเรื่องในอดีต ก็จงสั่งประหารข้าเสีย จ้าวอู๋จี้... ให้มันจบสิ้นลงตรงนี้!”นางเตรียมใจไว้แล้ว หากต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของบุรุษที่ตนเคยหักหลังเมื่อห้าปีก่อน นางก็พร้อมจะน้อมรับ ดีกว่าต้องทนให้เขาย่ำยีศักดิ์ศรีจนแหลกสลายจ้าวอู๋จี้จ้องมองนางนิ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นปราศจากความขบขัน มีเพียงความเยียบเย็นที่ทำให้คนฟังใจหายวาบ“ความตายงั้นหรือ?”เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว สายตากวาดมองใบหน้าซีดเผือด

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 4

    “อึก!”หยางมี่หลุดเสียงสำลัก น้ำเย็นเฉียบปะทะใบหน้าและลำตัวโดยไม่ทันตั้งตัว เสื้อผ้าเปียกลู่แนบเนื้อในพริบตา เผยให้เห็นสัดส่วนบอบบางที่ซ่อนอยู่ ความหนาวเหน็บเสียดแทงทะลุเนื้อผ้าเข้ามาทันทีทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความหนาว คือคราบเขม่าดำและรอยโคลนที่ใช้พรางใบหน้ากำลังถูกน้ำชะล้างออกจนหมดสิ้น!หยดน้ำสีขุ่นไหลผ่านปลายคางหยดลงสู่พื้น เผยผิวขาวเนียนละเอียดที่ซ่อนอยู่ใต้ความมอมแมมหยางมี่สำลักน้ำ ไอโขลกจนเจ็บร้าวไปทั้งอก นางรีบก้มหน้าหนี เส้นผมเปียกชุ่มลู่ลงมาปิดข้างแก้ม หวังใช้มันเป็นเกราะกำบังชิ้นสุดท้ายทว่ามือหนากลับเอื้อมมาคว้าหมับเข้าที่ปลายคาง บังคับเชิดหน้าของนางขึ้นมาอย่างแรง!“ปล่อย... อึก! ใต้เท้า...”นางพยายามดิ้นหนี แต่แรงบีบมหาศาลกลับยิ่งตรึงแน่นจนเจ็บร้าวปลายนิ้วโป้งหยาบกร้านของจ้าวอู๋จี้ปาดผ่านพวงแก้ม เช็ดคราบโคลนที่ยังหลงเหลือออกอย่างไม่เบามือ สัมผัสรุนแรงนั้นฟ้องชัดถึงโทสะที่อัดแน่นอยู่ภายในหยางมี่หอบหายใจกระชั้น โซ่ตรวนขยับส่งเสียงกระทบกันดังกึกก้อง ตอกย้ำว่านางไม่มีทางหนีรอดไปจากเงื้อมมือคู่นี้ได้เลยจ้าวอู๋จี้ไม่เอ่ยคำใด มืออีกข้างเลื่อนขึ้นไปยังมวยผมเหนือศีรษะ ปลาย

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 3

    ความรู้สึกผิดแล่นริ้วเข้ามาจนขอบตาร้อนผ่าว แต่นางจะเผยพิรุธไม่ได้ หยางมี่กลืนรสคาวเลือดจากริมฝีปากที่เผลอกัดแน่นลงคอ แล้วแสร้งตัวสั่นด้วยความกลัวลนลาน“ขะ... ข้าน้อยไม่เข้าใจว่าใต้เท้าหมายถึงสิ่งใดขอรับ!”นางเค้นเสียงร้องอย่างน่าเวทนา“ข้าน้อยเป็นเพียงคนขลาด ไร้อำนาจจะไปหักหลังผู้ใด ได้โปรดเมตตาด้วยเถิดใต้เท้า!”จ้าวอู๋จี้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง เขานิ่งเงียบอยู่นานจนความเงียบนั้นบีบคั้นไม่ต่างจากเครื่องทรมานในที่สุด เขาก็ค่อย ๆ ปล่อยมือ ล้วงมีดสั้นประดับอัญมณีสีชาดออกมาจากอกเสื้อ เมื่อปลดฝักออก คมมีดสีเงินก็สะท้อนแสงไฟวับวาวเขาเดินอ้อมไปหยุดอยู่ด้านหลังของนางอย่างเงียบเชียบหยางมี่เกร็งร่างจนแข็งทื่อ เมื่อสัมผัสได้ถึงคมมีดเย็นเฉียบที่แตะลงบนผิวเนื้อบริเวณหลังคอ ซึ่งโผล่พ้นคอเสื้อหลวมโพรกแควก...คมมีดสะกิดสาบเสื้อฝ้ายเก่าจนขาดออกช้า ๆ จากนั้นจึงลากผ่านแนวกระดูกไหปลาร้าอย่างเนิบนาบ สัมผัสเย็นเยียบทำให้ขนลุกชันไปทั่วร่างจ้าวอู๋จี้โน้มใบหน้าลงมา ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดข้างใบหู“คืนนี้... ข้าจะให้เวลาเจ้าทบทวนความจำในคุกนี้เงียบ ๆ”น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา ทว่าเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ“ลองนึ

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 2

    จ้าวอู๋จี้กวาดสายตามองเชลยทีละคนอย่างไม่ใส่ใจ กระทั่งสายตาหยุดลงบนร่างหนึ่ง... บัณฑิตหนุ่มผอมบางที่ก้มหน้าจนแทบจะฝังตัวลงไปในดินโคลนบางอย่างทำให้เขาหยุดมองนานกว่าคนอื่นฟึ่บ...ปลายแส้หนังสีดำขลับในมือเลื่อนลงไปแตะใต้คางของ ‘บัณฑิตหนุ่ม’ ก่อนจะออกแรงเชิดขึ้น บังคับให้อีกฝ่ายต้องเงยหน้าสบตาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงวินาทีที่สายตาประสานกัน ลมหายใจของหยางมี่พลันสะดุดกึก!ความตกใจแล่นผ่านดวงตาคู่งามเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะถูกกลบซ่อนไว้อย่างรวดเร็ว แต่นางยังคงไม่ยอมหลบสายตาความดื้อรั้นเช่นนั้น... ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยแม้ใบหน้าจะเปรอะเปื้อนเขม่าควัน แม้ร่างกายจะผ่ายผอมลงมากในชุดบุรุษมอมแมม ทว่ารูปหน้า สันจมูกที่เชิดรั้นเวลาไม่ยอมใคร และริมฝีปากบางที่เม้มแน่นจนซีดขาวนั้น... เขาจำได้ขึ้นใจตลอดห้าปีที่ผ่านมา ใบหน้านี้ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของเขาแม้แต่วันเดียว‘หยางมี่...’หัวใจที่จ้าวอู๋จี้คิดว่าด้านชาไปนานแล้ว กระตุกวูบขึ้นมาอย่างรุนแรงเพลิงโทสะที่ถูกสะกดไว้ตลอดห้าปีปะทุขึ้นมาในพริบตา! มือหนาที่กำแส้หนังเกร็งแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลนห้าปีก่อน นางโยนหนังสือถอนหมั้นทิ้งไว้แล้วหนีหายไปโดยไม่เอ่ยคำ

  • เชลยเช่นข้า มิใช่สตรีอุ่นเตียง   บทที่ 1

    หาก ‘จ้าวเฟยหลง’ คือพญาหมาป่าผู้ยอมถอดเขี้ยวเล็บเพื่อโอบกอดแสงสว่างอย่างซูเหมย... ‘จ้าวอู๋จี้’ ผู้เป็นอนุชาต่างมารดาก็คือสุนัขล่าเนื้อในเงามืด ผู้เลือกเดินอยู่ท่ามกลางคราบคาวเลือดโดยไม่คิดหันหลังกลับทั้งสองเติบโตมาท่ามกลางวังวนการแย่งชิงอำนาจในวังหลวง มีสายเลือดมังกรไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่งเหมือนกัน ทว่าโชคชะตากลับผลักให้เดินคนละเส้นทางในวันที่จ้าวเฟยหลงก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ กุมตราพยัคฆ์บัญชาการกองทัพทั้งแผ่นดิน จ้าวอู๋จี้กลับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘จิ้งอ๋อง’ และเลือกก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการกองปราบลับแห่งศาลต้าหลี่ กลายเป็น ‘คมดาบเปื้อนเลือด’ คอยกวาดล้างเสี้ยนหนามที่กฎหมายบ้านเมืองไม่อาจเอื้อมถึงครั้งหนึ่งบนบันไดหน้าท้องพระโรง จ้าวเฟยหลงเคยมองอนุชาเพียงคนเดียวด้วยสายตาห่วงใยปนเตือนสติ“อู๋จี้... ข้าเคยคิดว่าการไร้หัวใจคือเกราะคุ้มภัยที่ดีที่สุด แต่แท้จริงแล้วมันคือหลุมศพที่เจ้ากำลังขุดฝังตัวเอง”จ้าวอู๋จี้ในชุดเกราะสีดำเพียงยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มเยียบเย็นนั้นทำให้เหล่าขุนนางที่เดินผ่านต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหวาดเกรง“หัวใจของข้า... มันตายไปตั้งแต่ห้าปีก่อนแล้ว ท่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status