LOGINความเงียบโรยตัวลงมาอย่างหนักอึ้งในคุกใต้ดิน มีเพียงเสียงหยดน้ำจากปลายผมเปียกชุ่มของหยางมี่ที่หยดกระทบพื้นหินเป็นจังหวะ
หยางมี่หลับตาลงช้า ๆ
ในเมื่อความจริงถูกเปิดโปงจนหมดสิ้น ก็ไร้ประโยชน์ที่จะเสแสร้งต่อไป หญิงสาวฝืนเชิดหน้าขึ้น แม้ร่างกายจะสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บจากเสื้อผ้าที่เปียกโชก แต่นางยังคงรวบรวมเศษเสี้ยวศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง
อย่างน้อยหากต้องเผชิญหน้ากับเพลิงโทสะของเขา นางก็ไม่อยากก้มหัวอ้อนวอนอย่างน่าเวทนาอีกต่อไปแล้ว
“ในเมื่อท่านรู้แล้วว่าเป็นข้า...”
เสียงของนางกลับคืนสู่เสียงเดิม แม้จะแหบพร่าด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าทุกคำกลับชัดเจน
“หากยังแค้นเคืองเรื่องในอดีต ก็จงสั่งประหารข้าเสีย จ้าวอู๋จี้... ให้มันจบสิ้นลงตรงนี้!”
นางเตรียมใจไว้แล้ว หากต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของบุรุษที่ตนเคยหักหลังเมื่อห้าปีก่อน นางก็พร้อมจะน้อมรับ ดีกว่าต้องทนให้เขาย่ำยีศักดิ์ศรีจนแหลกสลาย
จ้าวอู๋จี้จ้องมองนางนิ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นปราศจากความขบขัน มีเพียงความเยียบเย็นที่ทำให้คนฟังใจหายวาบ
“ความตายงั้นหรือ?”
เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว สายตากวาดมองใบหน้าซีดเผือด ราวกับกำลังประเมินว่าความเด็ดเดี่ยวที่นางสร้างขึ้นจะพังทลายลงเมื่อใด
“สำหรับคนทรยศเช่นเจ้า... ความตายมันง่ายดายเกินไปนัก”
“แล้วท่านต้องการสิ่งใดอีก!”
หยางมี่เค้นเสียงถาม ปลายเสียงสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่
จ้าวอู๋จี้หยุดยืนตรงหน้านาง แววตาคมกริบดั่งจะผ่าทะลุหัวใจ
“หยางมี่... เจ้าประเมินความแค้นของข้าต่ำไป”
ชายหนุ่มหันไปพยักหน้าให้องครักษ์หน้าประตูคุก เพียงครู่เดียว อีกฝ่ายก็ประคองถาดไม้เข้ามา บนนั้นมีม้วนเอกสาร พู่กัน แท่นหมึก และตราประทับผู้บัญชาการศาลต้าหลี่วางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ
หยางมี่มองสิ่งเหล่านั้นด้วยความไม่เข้าใจ
จ้าวอู๋จี้หยิบม้วนเอกสารขึ้นมาคลี่ออก แล้วยื่นมาตรงหน้านาง
สายตาของหญิงสาวกวาดอ่านตัวอักษรบนผืนกระดาษ ก่อนจะชะงักนิ่งอยู่กับข้อความสำคัญ...
บันทึกมรณกรรมนักโทษกบฏ
นางอ่านซ้ำอีกครั้ง ลมหายใจสะดุดกึก!
นักโทษชายที่ถูกจับกุมจากค่ายกบฏเมื่อคืน วันเวลาที่ถูกคุมขัง รายละเอียดรูปร่างล้วนตรงกับนางทุกประการ ทว่าข้อความท้ายบันทึกกลับระบุว่า... นักโทษผู้นี้สิ้นใจแล้ว
“นี่คือสิ่งใด...”
จ้าวอู๋จี้ไม่ตอบคำถาม เขาหันไปออกคำสั่งกับองครักษ์ ทว่าสายตายังคงจับจ้องสีหน้าตื่นตระหนกของนางไม่วางตา
“แจ้งกองบันทึกศาลต้าหลี่ นักโทษกบฏผู้นี้ทนพิษบาดแผลและการสอบสวนไม่ไหว สิ้นใจในคุกใต้ดิน ให้นำร่างไปทิ้งยังป่าช้าไร้ญาติท้ายเมือง แล้วลบชื่อออกจากสมุดคุมขังเสีย”
“น้อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ!”
“เดี๋ยวก่อน!”
หยางมี่พยายามถลันตัวไปข้างหน้า โซ่ตรวนกระตุกตึงรั้งข้อมือจนเจ็บแปลบ ทว่านางกลับไม่สนใจความเจ็บปวดนั้น
“ข้ายังมีชีวิตอยู่! ท่านจะลงบันทึกเช่นนั้นได้อย่างไร!”
จ้าวอู๋จี้ลดเอกสารลงเล็กน้อย แววตาคู่นั้นมืดมิดไร้ความปรานี
“อีกประเดี๋ยว ในบันทึกฉบับนี้... เจ้าก็จะตายแล้ว”
เขาวางกระดาษลงบนถาด หยิบพู่กันขึ้นแต้มน้ำหมึก ก่อนจะตวัดลงนามอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
หยางมี่จ้องมองปลายพู่กันที่เคลื่อนไปตามผืนกระดาษ ความหวาดกลัวค่อย ๆ ตีตื้นขึ้นมาจุกแน่นที่ลำคอ
เมื่อครู่นางยังคิดว่าตนพร้อมรับความตาย... แต่ความตายที่เขากำลังมอบให้กลับไร้คมดาบ ไร้ลานประหาร มีเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่กำลังลบล้างตัวตนของนางออกไปจากโลกภายนอก ทั้งที่นางยังมีลมหายใจอยู่ตรงหน้าเขา!
“หยุดนะ... จ้าวอู๋จี้!”
พู่กันในมือเขาวางลง ชายหนุ่มเอื้อมไปหยิบตราประทับโลหะขึ้นมาแทน
ตึง!
ตราผู้บัญชาการศาลต้าหลี่ถูกกดทับลงบนเอกสารอย่างหนักแน่น รอยชาดสีแดงสดปรากฏเด่นชัดอยู่ใต้ลายมือชื่อ ราวกับหยดเลือดที่ตีตราปิดผนึกชะตากรรมของนางตลอดกาล
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด องครักษ์รับถาดเอกสารกลับไปอย่างนอบน้อม ไม่มีใครเอ่ยถาม ไม่มีใครสนใจว่าร่างที่เพิ่งถูกประกาศว่าตายแล้ว ยังคงถูกพันธนาการอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว
“ท่านทำเช่นนี้... หมายความว่าอย่างไร”
เสียงของนางแผ่วเบาลง คราวนี้ความตื่นตระหนกไม่อาจซ่อนมิดได้อีกต่อไป
จ้าวอู๋จี้โบกมือไล่คนออกไป รอจนประตูปิดสนิท เหลือเพียงความเงียบงันระหว่างคนทั้งสอง จึงก้าวเข้าประชิดตัวนาง
หยางมี่มองตามเอกสารที่ถูกนำออกไปจนลับตา ก่อนที่มือหนาจะคว้าหมับเข้าที่ต้นแขน บีบแน่นจนนางนิ่วหน้า
“ยังไม่เข้าใจอีกหรือ?”
เขาโน้มตัวลงมาสบตาอย่างเลือดเย็น
“บัณฑิตกบฏผู้นั้นตายไปแล้ว ต่อให้มีใครพลิกแผ่นดินตามหา สิ่งที่พวกเขาจะได้พบก็มีเพียงหลุมศพไร้ญาติในป่าช้า”
“แต่ข้ายังมีลมหายใจอยู่ตรงนี้...”
“แล้วจะมีใครรู้?”
หยางมี่นิ่งงันไปในทันที
จ้าวอู๋จี้ทอดมองความสิ้นหวังที่ค่อย ๆ กัดกินแววตาของนาง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเนิบช้า
“ในสมุดคุมขังไม่มีชื่อเจ้าอีกต่อไป และที่แห่งนี้... ก็ไม่เคยมีชื่อของคุณหนูหยางมี่ตั้งแต่แรก”
นางส่ายหน้าช้า ๆ หยาดน้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้เริ่มเอ่อล้นคลอเบ้า
“ท่านไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนี้...”
“ข้ามีสิทธิ์ทุกอย่างในคุกแห่งนี้!”
เสียงคำรามกร้าวทำให้หยางมี่สะดุ้งวาบ แรงบีบที่ต้นแขนหนักหน่วงจนกระดูกแทบร้าว
“เจ้าคิดว่ามีใครในศาลต้าหลี่กล้าขัดคำสั่งข้าอย่างนั้นหรือ?”
คำถามนั้นทำให้หยางมี่นึกถึงความเงียบงันของผู้คุมทุกคนยามที่เขาเดินผ่าน นึกถึงองครักษ์ที่นำเอกสารออกไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองนางสักนิด
นางเคยคิดว่าโซ่ตรวนเหล็กกล้าคือสิ่งที่จองจำตนไว้... แต่แท้จริงแล้ว อำนาจเบ็ดเสร็จของบุรุษผู้นี้ต่างหากที่ไร้ทางหลบหนี เพียงพู่กันด้ามเดียว เขาก็ทำให้คนเป็นกลายเป็นคนตายได้อย่างง่ายดาย
“ท่านจะขังข้าไว้ที่นี่ไปตลอดหรือ...”
จ้าวอู๋จี้ไม่ตอบในทันที ความเงียบของเขาเยียบเย็นยิ่งกว่าบรรยากาศรอบกาย
“จนกว่าข้าจะพอใจ”
คำตอบสั้น ๆ ทว่าบดขยี้ประกายความหวังสุดท้ายจนแหลกละเอียด
ชายหนุ่มก้าวเข้าประชิดจนแผ่นอกแทบแนบชิดร่างบอบบาง ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวแก้มนวลที่ยังเปียกชื้น
“จำเอาไว้... ชีวิตของเจ้า ลมหายใจของเจ้า นับแต่นี้ ข้าคือผู้กุมชะตากรรมทั้งหมด”
หยางมี่ส่ายหน้า ริมฝีปากสั่นระริกแต่ไร้ถ้อยคำจะเอื้อนเอ่ย ร่างกายเย็นเฉียบจนแทบหมดเรี่ยวแรง
“นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป หยางมี่ได้ตายไปจากโลกภายนอกแล้ว... เจ้าคือคนไร้ตัวตน เป็นเพียงนักโทษในกำมือข้าแต่เพียงผู้เดียว!”
หยางมี่หลับตาลงอย่างหมดสิ้นหนทาง น้ำตาหยดแรกร่วงเผาะผ่านข้างแก้ม
ความตายที่นางเตรียมใจยอมรับเมื่อครู่ เทียบไม่ได้เลยกับกรงขังมืดมิดที่เพิ่งเปิดออกตรงหน้านี้
นอกประตูบานนั้น โลกภายนอกจะรับรู้เพียงว่านักโทษคนหนึ่งสิ้นชีพไปแล้ว... ส่วนภายในห้องขังอันมืดมิด นางยังต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อชดใช้หนี้แค้นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง!
รถม้าคันใหญ่แล่นฝ่าความมืดและสายฝนยามราตรี ออกจากเมืองหลวงมุ่งตรงสู่ ‘เรือนอิงเยว่’ จวนลับกลางป่าไผ่ที่ซ่อนตัวอยู่ห่างไกลจากสายตาผู้คนหยางมี่ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด สิ่งที่มองเห็นมีเพียงเงาต้นไผ่เบียดเสียดกันหลังม่าน ทุกครั้งที่ล้อรถกระแทกลงหลุม โซ่ตรวนจะเสียดสีข้อมือจนแสบระบม ทว่าความเจ็บปวดทางกายยังเทียบไม่ได้กับความหวาดหวั่นที่ไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางคือที่ใดเมื่อรถม้าหยุดสนิท ร่างของนางก็ถูกกระชากลงมาอย่างไร้ความปรานี!เสื้อผ้าเปียกชื้นแนบเนื้อ ลมฝนพัดกรรโชกจนหนาวสั่นสะท้าน หยางมี่แทบทรงตัวไม่อยู่ ทว่าจ้าวอู๋จี้กลับลากตัวนางเข้าสู่เรือนพักโดยไม่ชะลอฝีเท้า เสียงโซ่ครูดไปกับพื้นหินดังบาดหู บ่าวไพร่สองข้างทางต่างก้มหน้าหมอบกราบ ไม่มีใครกล้าเงยหน้าสบตากับเขาสักคนหยางมี่มองภาพเหล่านั้นด้วยความสิ้นหวัง ก่อนจะถูกผลักเข้าไปในห้องหนึ่งอย่างแรงโครม!ร่างบางล้มคะมำลงบนผืนพรมหนานุ่ม ความเจ็บแล่นปราดจากหัวเข่าจนต้องกัดฟันสะกดเสียงร้อง นางพยายามยันตัวลุกขึ้น ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับซี่กรงเหล็กหนาทึบที่ปิดผนึกอยู่ด้านในหน้าต่างทุกบานห้องนี้ตกแต่งประณีตไม่ต่างจากห้องนอนชั้นดี มีโต๊ะ เก้าอ
ความเงียบโรยตัวลงมาอย่างหนักอึ้งในคุกใต้ดิน มีเพียงเสียงหยดน้ำจากปลายผมเปียกชุ่มของหยางมี่ที่หยดกระทบพื้นหินเป็นจังหวะหยางมี่หลับตาลงช้า ๆในเมื่อความจริงถูกเปิดโปงจนหมดสิ้น ก็ไร้ประโยชน์ที่จะเสแสร้งต่อไป หญิงสาวฝืนเชิดหน้าขึ้น แม้ร่างกายจะสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บจากเสื้อผ้าที่เปียกโชก แต่นางยังคงรวบรวมเศษเสี้ยวศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่ขึ้นมาเป็นเกราะกำบังอย่างน้อยหากต้องเผชิญหน้ากับเพลิงโทสะของเขา นางก็ไม่อยากก้มหัวอ้อนวอนอย่างน่าเวทนาอีกต่อไปแล้ว“ในเมื่อท่านรู้แล้วว่าเป็นข้า...”เสียงของนางกลับคืนสู่เสียงเดิม แม้จะแหบพร่าด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าทุกคำกลับชัดเจน“หากยังแค้นเคืองเรื่องในอดีต ก็จงสั่งประหารข้าเสีย จ้าวอู๋จี้... ให้มันจบสิ้นลงตรงนี้!”นางเตรียมใจไว้แล้ว หากต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของบุรุษที่ตนเคยหักหลังเมื่อห้าปีก่อน นางก็พร้อมจะน้อมรับ ดีกว่าต้องทนให้เขาย่ำยีศักดิ์ศรีจนแหลกสลายจ้าวอู๋จี้จ้องมองนางนิ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นปราศจากความขบขัน มีเพียงความเยียบเย็นที่ทำให้คนฟังใจหายวาบ“ความตายงั้นหรือ?”เขาก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว สายตากวาดมองใบหน้าซีดเผือด
“อึก!”หยางมี่หลุดเสียงสำลัก น้ำเย็นเฉียบปะทะใบหน้าและลำตัวโดยไม่ทันตั้งตัว เสื้อผ้าเปียกลู่แนบเนื้อในพริบตา เผยให้เห็นสัดส่วนบอบบางที่ซ่อนอยู่ ความหนาวเหน็บเสียดแทงทะลุเนื้อผ้าเข้ามาทันทีทว่าสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความหนาว คือคราบเขม่าดำและรอยโคลนที่ใช้พรางใบหน้ากำลังถูกน้ำชะล้างออกจนหมดสิ้น!หยดน้ำสีขุ่นไหลผ่านปลายคางหยดลงสู่พื้น เผยผิวขาวเนียนละเอียดที่ซ่อนอยู่ใต้ความมอมแมมหยางมี่สำลักน้ำ ไอโขลกจนเจ็บร้าวไปทั้งอก นางรีบก้มหน้าหนี เส้นผมเปียกชุ่มลู่ลงมาปิดข้างแก้ม หวังใช้มันเป็นเกราะกำบังชิ้นสุดท้ายทว่ามือหนากลับเอื้อมมาคว้าหมับเข้าที่ปลายคาง บังคับเชิดหน้าของนางขึ้นมาอย่างแรง!“ปล่อย... อึก! ใต้เท้า...”นางพยายามดิ้นหนี แต่แรงบีบมหาศาลกลับยิ่งตรึงแน่นจนเจ็บร้าวปลายนิ้วโป้งหยาบกร้านของจ้าวอู๋จี้ปาดผ่านพวงแก้ม เช็ดคราบโคลนที่ยังหลงเหลือออกอย่างไม่เบามือ สัมผัสรุนแรงนั้นฟ้องชัดถึงโทสะที่อัดแน่นอยู่ภายในหยางมี่หอบหายใจกระชั้น โซ่ตรวนขยับส่งเสียงกระทบกันดังกึกก้อง ตอกย้ำว่านางไม่มีทางหนีรอดไปจากเงื้อมมือคู่นี้ได้เลยจ้าวอู๋จี้ไม่เอ่ยคำใด มืออีกข้างเลื่อนขึ้นไปยังมวยผมเหนือศีรษะ ปลาย
ความรู้สึกผิดแล่นริ้วเข้ามาจนขอบตาร้อนผ่าว แต่นางจะเผยพิรุธไม่ได้ หยางมี่กลืนรสคาวเลือดจากริมฝีปากที่เผลอกัดแน่นลงคอ แล้วแสร้งตัวสั่นด้วยความกลัวลนลาน“ขะ... ข้าน้อยไม่เข้าใจว่าใต้เท้าหมายถึงสิ่งใดขอรับ!”นางเค้นเสียงร้องอย่างน่าเวทนา“ข้าน้อยเป็นเพียงคนขลาด ไร้อำนาจจะไปหักหลังผู้ใด ได้โปรดเมตตาด้วยเถิดใต้เท้า!”จ้าวอู๋จี้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง เขานิ่งเงียบอยู่นานจนความเงียบนั้นบีบคั้นไม่ต่างจากเครื่องทรมานในที่สุด เขาก็ค่อย ๆ ปล่อยมือ ล้วงมีดสั้นประดับอัญมณีสีชาดออกมาจากอกเสื้อ เมื่อปลดฝักออก คมมีดสีเงินก็สะท้อนแสงไฟวับวาวเขาเดินอ้อมไปหยุดอยู่ด้านหลังของนางอย่างเงียบเชียบหยางมี่เกร็งร่างจนแข็งทื่อ เมื่อสัมผัสได้ถึงคมมีดเย็นเฉียบที่แตะลงบนผิวเนื้อบริเวณหลังคอ ซึ่งโผล่พ้นคอเสื้อหลวมโพรกแควก...คมมีดสะกิดสาบเสื้อฝ้ายเก่าจนขาดออกช้า ๆ จากนั้นจึงลากผ่านแนวกระดูกไหปลาร้าอย่างเนิบนาบ สัมผัสเย็นเยียบทำให้ขนลุกชันไปทั่วร่างจ้าวอู๋จี้โน้มใบหน้าลงมา ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดข้างใบหู“คืนนี้... ข้าจะให้เวลาเจ้าทบทวนความจำในคุกนี้เงียบ ๆ”น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา ทว่าเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ“ลองนึ
จ้าวอู๋จี้กวาดสายตามองเชลยทีละคนอย่างไม่ใส่ใจ กระทั่งสายตาหยุดลงบนร่างหนึ่ง... บัณฑิตหนุ่มผอมบางที่ก้มหน้าจนแทบจะฝังตัวลงไปในดินโคลนบางอย่างทำให้เขาหยุดมองนานกว่าคนอื่นฟึ่บ...ปลายแส้หนังสีดำขลับในมือเลื่อนลงไปแตะใต้คางของ ‘บัณฑิตหนุ่ม’ ก่อนจะออกแรงเชิดขึ้น บังคับให้อีกฝ่ายต้องเงยหน้าสบตาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงวินาทีที่สายตาประสานกัน ลมหายใจของหยางมี่พลันสะดุดกึก!ความตกใจแล่นผ่านดวงตาคู่งามเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะถูกกลบซ่อนไว้อย่างรวดเร็ว แต่นางยังคงไม่ยอมหลบสายตาความดื้อรั้นเช่นนั้น... ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยแม้ใบหน้าจะเปรอะเปื้อนเขม่าควัน แม้ร่างกายจะผ่ายผอมลงมากในชุดบุรุษมอมแมม ทว่ารูปหน้า สันจมูกที่เชิดรั้นเวลาไม่ยอมใคร และริมฝีปากบางที่เม้มแน่นจนซีดขาวนั้น... เขาจำได้ขึ้นใจตลอดห้าปีที่ผ่านมา ใบหน้านี้ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของเขาแม้แต่วันเดียว‘หยางมี่...’หัวใจที่จ้าวอู๋จี้คิดว่าด้านชาไปนานแล้ว กระตุกวูบขึ้นมาอย่างรุนแรงเพลิงโทสะที่ถูกสะกดไว้ตลอดห้าปีปะทุขึ้นมาในพริบตา! มือหนาที่กำแส้หนังเกร็งแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลนห้าปีก่อน นางโยนหนังสือถอนหมั้นทิ้งไว้แล้วหนีหายไปโดยไม่เอ่ยคำ
หาก ‘จ้าวเฟยหลง’ คือพญาหมาป่าผู้ยอมถอดเขี้ยวเล็บเพื่อโอบกอดแสงสว่างอย่างซูเหมย... ‘จ้าวอู๋จี้’ ผู้เป็นอนุชาต่างมารดาก็คือสุนัขล่าเนื้อในเงามืด ผู้เลือกเดินอยู่ท่ามกลางคราบคาวเลือดโดยไม่คิดหันหลังกลับทั้งสองเติบโตมาท่ามกลางวังวนการแย่งชิงอำนาจในวังหลวง มีสายเลือดมังกรไหลเวียนอยู่ครึ่งหนึ่งเหมือนกัน ทว่าโชคชะตากลับผลักให้เดินคนละเส้นทางในวันที่จ้าวเฟยหลงก้าวขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ กุมตราพยัคฆ์บัญชาการกองทัพทั้งแผ่นดิน จ้าวอู๋จี้กลับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ‘จิ้งอ๋อง’ และเลือกก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการกองปราบลับแห่งศาลต้าหลี่ กลายเป็น ‘คมดาบเปื้อนเลือด’ คอยกวาดล้างเสี้ยนหนามที่กฎหมายบ้านเมืองไม่อาจเอื้อมถึงครั้งหนึ่งบนบันไดหน้าท้องพระโรง จ้าวเฟยหลงเคยมองอนุชาเพียงคนเดียวด้วยสายตาห่วงใยปนเตือนสติ“อู๋จี้... ข้าเคยคิดว่าการไร้หัวใจคือเกราะคุ้มภัยที่ดีที่สุด แต่แท้จริงแล้วมันคือหลุมศพที่เจ้ากำลังขุดฝังตัวเอง”จ้าวอู๋จี้ในชุดเกราะสีดำเพียงยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มเยียบเย็นนั้นทำให้เหล่าขุนนางที่เดินผ่านต่างพากันก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหวาดเกรง“หัวใจของข้า... มันตายไปตั้งแต่ห้าปีก่อนแล้ว ท่







