Masukเดินผ่านฝูงชนมาพักใหญ่ ในที่สุดทั้งคู่ก็มาหยุดอยู่หน้าอาคารสูงที่ดูเก่าแก่หลังหนึ่ง
“ที่นี่ไง” เซรอนว่าพลางดึงวิลเลียสให้เข้ามายืนซ้อนอยู่ด้านหลังบังร่างบางจนมิด ในขณะที่มีแสงจากเครื่องหน้าประตูสาดมาแสกนที่แถบสีขาวบนแขนเสื้อด้านซ้ายของเซรอน แล้วมีเสียงสังเคราะห์ดังขึ้น
“นักศึกษาชั้นปีที่สอง เอกดาราศาสตร์ เซรอน เกรดดิก”
เซรอนเดินโดยใช้ร่างบังวิลเลียสผ่านหน้าประตู ก่อนจะปล่อยมือจากเขาแล้วหันมาส่งยิ้มทะเล้น
“เรียบร้อย”
“นี่คือการลักลอบพาคนนอกเข้ามาใช่ไหม”
“ก็นายไม่มีรหัส ฉันไม่มีทางเลือก” วิลเลียสพยักหน้าเข้าใจก่อนมองความยิ่งใหญ่ของหอสมุด บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบโถงสูงทะลุผ่านไปยังชั้นบนสุดจนมองแทบไม่เห็นปลายทางทำให้เขาแทบอ้าปากค้างในความอลังการของที่นี่
“เอาไว้อ่านทั้งชาติได้เลยนะเนี่ย” เซรอนฟังเว่อร์วังนั้นก็ขำออกมาอีก “ใครจะไปอ่านหมดกันล่ะ” เซรอนว่าพลางเดินนำวิลเลียสขึ้นบันไดไป
“ที่นี่เป็นหอสมุดหลวงของแคว้นเซเลสเทีย หนังสือหายากจะถูกเก็บเอาไว้ที่นี่ รวมไปถึงเอกสารลับ หรือแม้แต่ของเก่าเมื่อครั้งบรรพบุรุตก็ถูกเก็บเอาไว้ที่นี่เช่นกัน แต่ก็มีสิทธิการเข้าถึงต่างกันกัน ไม่ใช่ทุกคนจะอ่านหนังสือทุกเล่มได้หรอกน่า” เซรอนเดินนำไม่ได้มีท่าทีเร่งรีบมากนัก เดินด้วยท่วงท่าที่สบาย ๆ อย่างคุ้นชินกับสถานที่เป็นอย่างดี
“เอ่อ รุ่นพี่คะ” ทั้งคู่ชะงักเมื่อมีเด็กสาวคนหนึ่งออกมายืนขวางหน้าเขาทั้งสองพลางก้มหน้างุด
“เอ่อ ...คือ” เธอคนนั้นยืนกำชายเสื้อจนยับย่นเหมือนคนที่กำลังรอบความความกล้าบางอย่าง
“ครับ?” เซรอนถามกลับแต่เธอก็ยังคงไม่เงยหน้าขึ้นมา “มีอะไรหรือเปล่าครับ?” เซรอนถามย้ำจนเธอยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตา
“รุ่นพี่เซรอนมีเวลา... สักครู่ไหมคะ?” วิลเลียสมองทั้งสองคนสลับไปมาก่อนลอบอมยิ้มออกมา
เหมือนในซีรีย์แป๊ะ รุ่นน้องแอบชอบรุ่นพี่ มาดักรอในที่ที่อีกฝ่ายมาประจำเพื่อสารภาพรัก อะไรกันเนี่ย คนไม่มีประสบการณ์ได้แต่มองพลางยิ้มอ่อนออกมาคนเดียวด้วยความอิน
“เอ่อ..”
“ไปสิ ๆ ฉันรอได้” วิลเลียสบอกเมื่อเซรอนมีท่าทีลังเล
“ได้ครู่นึงนะ” เซรอนตอบ เด็กสาวจึงยิ้มออกก่อนจะเดินนำไปยังโต๊ะที่มีหนังสือกองอยู่เต็มไปหมด วิลเลียสได้แต่ยืน เดินมาดูด้วยสีหน้างุนงง สารภาพรักทำไมต้องพามาที่โต๊ะหนังสือ
“คือ ได้ยินมาว่ารุ่นพี่เรียนเอกดาราศาสตร์และชำนาญเรื่องดวงดาวมาก เลยอยากสอบถามบางอย่างกับรุ่นพี่ค่ะ”
เอ้า! ถามเรื่องเรียนหรอกเหรอ แล้วเสียเหมือนจะมาสารภาพรักเลย ปั๊ดโธ่!
เซรอนเดินเข้าไปดูสิ่งที่นักเรียนหญิงหยิบออกมาให้ดู มันเป็นแผ่นสแกนท้องฟ้าที่มีดาวอยู่เต็มไปหมด
“ฉันไม่แน่ใจว่าดวงที่ตั้งในตำแหน่งของกลุ่มดาว เวล คาเอล เคลื่อนที่หรือไม่”
“อย่างไรนะ ดวงไหน!” เซรอนดูตกใจไม่น้อย ก่อนจะรีบถามข้อมูลจากเด็กสาวเพิ่ม เธอจึงรีบชีไปบนดวงที่ส่องสว่างที่สุด
“ดวงนี้ค่ะ ดาวซีเอล ฉันสำรวจกลุ่มดาวตามปกติเหมือนที่ชอบทำทุกวัน ดาวดวงนี้ไม่เคยมีประวัติเคลื่อนที่หรือย้ายตำแหน่งมาก่อน แต่เมื่อคืน...” เซรอนมองดาวดวงนั้นนิ่งแล้วพยักหน้าตอบเด็กสาวพลางเอ่ยเสียงเข้ม
“เป็นเช่นนั้น ดาวดวงนี้ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดิม”
“ใช่ไหมคะ ทีแรกก็คิดว่าคิดไปเองเลยมาหาข้อมูลตำนานดวงดาวที่นี่ พอดีกับรุ่นพี่ผ่านมาเลยอยากสอบถามเพื่อความแน่ใจ แต่ถ้ารุ่นพี่ก็บอกเช่นนี้แบบนี้จะเกิดเรื่องใหญ่อะไรไหมเปล่าคะ” เด็กสาวถามด้วยสีหน้าไม่สบายใจ เซรอนเองก็ไม่ต่างกัน
“เธอเฝ้าดูท้องฟ้าอยู่ตลอดใช่ไหม?”
“ค่ะ ดูทุกคืนค่ะ”
“ฉันอยากให้คอยสังเกตดูกลุ่มดาว และดาวดวงนี้เป็นพิเศษ ดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก หลังจากนี้นำเรื่องนี้ไปรายงานกับศาสตราจารย์วิลโอล่าที่ภาคดาราศาสตร์ ฉันตอบไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ แต่เฝ้าระวังเอาไว้ก่อนดีกว่า”
“ค่ะรุ่นพี่! ขอบคุณมากนะคะ” เด็กสาวรับคำก่อนจะรีบวิ่งออกไปทันที ทิ้งไว้เพียงคิ้วเข้มของเซรอนที่ขมวดมุนจนวิลเลียสอดที่จะถามออกไปไม่ได้
“มีอะไรหรือเปล่า?” เซรอนหันมาตามเสียงหน้าเครียด
“การเคลื่อนที่ย้ายตำแหน่งของดวงดาว มันไม่ปกติ”
“ทำไมเหรอ?”
“เมื่อสองปีก่อน มีดาวดวงหนึ่งเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกัน ตอนนี้ก็มีบางอย่างเกิดขึ้น” เซรอนว่าก่อนจะหันมามองเขาแต่ไม่มีคำใดหลุดออกมาจากปากหนานั้นราวกับเขากำลังคิดอะไรอยู่ วิลเลียสเพียงพยักหน้ารับ เขาไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้สักนิด รู้จักกลุ่มดาวเพียงกี่กลุ่ม เช่นกลุ่มดาวลูกไก่ หรือไม่ก็กลุ่มดาวนายพรานเท่านั้น
“แหม ทีแรกนะคิดว่านายจะถูกสารภาพรักเสียอีก” วิลเลียสว่า
“สารภาพรัก?”
“ใช่ สารภาพรัก” วิลเลียสตอบทวนคำเมื่อเซรอนทำสีหน้าไม่เชื่อ
“มันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายแบบนั้น” เซรอนว่าพลางเดินนำออกไปโดยมีวิลเลียสวิ่งตามมาถามคำถามเจื้อยแจ้ว
“ทำไมล่ะ ไม่เห็นเข้าใจ?”
“ความรักมันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายขนาดนั้น ทุกวันนี้คนเราก็แค่สืบพันธุ์ไปตามหน้าที่ มีเพียงสายใยความสัมพันธ์เท่านั้นที่มีอยู่จริงในยุคนี้” เซรอนตอบออกมาราวกับพูดเรื่องปกติทั่วไป ทั้งที่คำที่เอ่ยมามันไม่ปกติเอาเสียเลยในความคิดของวิลเลียส
“เดี๋ยว ๆ คนที่นี่เค้าไม่ตกหลุมรักกันเหรอ?”
“ใช่ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตกหลุมรัก” วิลเลียสตกใจจนตาโต “แล้วพ่อแม่ คบกันได้อย่างไรล่ะ?”
“หน้าที่ไง บอกไปแล้วนี่ ...มาทางนี้เดินละวัง ๆ ด้วย” เซรอนร้องเตือนเมื่อวิลเลียสเอาแต่ยิงคำถามจนเดินไม่ดูทางเกือบชนกับชั้นหนังสือเข้า
“มีแบบนี้ด้วย... ว่าแต่นายมาที่นี่บ่อยสินะ ดูคุ้นชินกับทางเดินมาก ทั้งที่มันชวนให้หลงขนาดนี้”
“มาบ่อย ฉันชอบอ่านเรื่องราวเก่า ๆ น่ะ ทางนี้” เซรอนเดินวนเข้าไปยังซอกหนังสือเก่าที่ส่งกลิ่นเฉพาะของกระดาษที่ผ่านกาลเวลามานาน ก่อนจะเดินไปยังห้อง ๆ หนึ่ง วิลเลียสทันได้ยินเสียงระบบแว่วมาครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามหลังมาทัน
ร่างสูงเปิดประตูเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยตำราเก่าบางเล่มก็ดูเหมือนคัมภีร์เวทมนต์ที่เขาเห็นในภาพยนตร์
“เก่าน่าดูเลยนะ”
เซรอนเดินตรงเข้าไปหยิบหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่งออกมาส่งให้วิลเลียส เขารับไปพลางมองอย่างพิจารณา
“หนังสืออะไร หน้าปกไม่เห็นเขียนอะไรไว้เลย” เซรอนยิ้มให้เขาก่อนบอกออกมาเต็มคำ “นี่เป็นคัมภีร์พยากรณ์เก่าแก่ สันนิษฐานว่าถูกสร้างขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน ในนั้นเต็มไปด้วยภาษาโบราณที่นักภาษาศาสตร์เรียกมันว่าภาษาเทพ การที่นายจะเปิดมันออกนายต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”
วิลเลียสมองเซรอนด้วยความสงสัย และคนตัวสูงก็ไม่ปล่อยให้เขาสงสัยนาน อีกฝ่ายหันไปหยิบหนังสือแบบเดียวกันออกมาอีกเล่ม
“นี่เป็นฉบับที่รวบรวมนักภาษาศาสตร์ที่เก่งที่สุดแปลมันออกมา แต่สิ่งที่นายต้องดูมันอยู่ในคัมภีร์เล่มจริงนี้” เซรอนไม่รอให้เสียเวลา เขาหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง ปลดปลอกออกเผยหัวปากกาหัวแล้งแหลมคมสะท้อนเข้าในตา
“เฮ้ย! จะทำอะไร” วิลเลียสร้องท้วงแต่ไม่ทันการ ปลายแหลมนั้นถูกเจ้าตัวกดลงบนปลายนิ้วจนเลือดสีสดไหลออกมา
“ถ้าเราจะอ่านคัมภีร์นี้ เราต้องจ่ายค่าอ่าน” ว่าจบปลายนิ้วที่มีเลือดซึมก็ถูกกดลงบนปกเก่าของคัมภีร์เล่มหนา ก่อนสิ่งอัศจรรย์จะเกิดขึ้น ลวดลายบนปกค่อย ๆ ปรากฎขึ้นเป็นรูปวาดของเทวดาที่กางปีสลายอยู่บนผืนน้ำที่มีคลื่นเล็ก ๆ กระเพื่อมไหวอย่างเป็นธรรมชาติ
“โอ้ พระนายช่วย” วิลเลียสอุทานออกมาอย่างเหลือเชื่อ
“น่าสนุกใช่ไหมล่ะ”
To be continued...............
บทที่ 14 เพื่อนร่วมทางวิลเลียสตื่นขึ้นจากเสียงเคาะประตูของทอนซ์ หนุ่มน้อยวิ่งขึ้นมาตามพวกเขาให้ลงไปทานมื้อเช้าด้วยกันข้างล่างหลังจากที่ทั้งสองเตรียมตัวเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้วอาหารเช้าถูกจัดเตรรียมไว้ให้เรียบร้อย พร้อมเสบียงและน้ำดื่มเพิ่มเติมให้พวกเขาติดตัวสำหรับเดินทางต่ออีกด้วยวิลเลียสมองไปรอบ ๆ บ้าน บรรยากาศยังคงเงียบและเศร้าอยู่บ้าง แต่ก็คลี่คลายลงจากเมื่อคืน เจ้าของบ้านเอ่ยลาพร้อมส่งรอยยิ้มเศร้ามาให้“เดินทางปลอดภัยนะ”รถที่นั่งต่อเข้าไปยังรัฐแคโร รอบนี้ไม่ต่างจากคันแรกนัก แต่จะกว้างกว่าและมีคนเดินทางไปด้วยเยอะกว่าเดิม ทำให้ต้องนั่งเบียดกัน จนเขาทั้งคู่ไม่อาจหลบเลี่ยงอัลฟ่าคนนั้นได้“ไง” อัลฟ่าหนุ่มเอ่ยทักทั้งรอยยิ้มกว้างเซรอนทีคอยกันวิลเลียสเอาไว้ส่งยิ้มตอบเมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทางเป็นมิตรและไม่ได้วางท่าข่มคนอื่นแม้แต่น้อย ติดจะขี้เล่นขี้คุยเสียด้วยซ้ำ เขาจึงผ่อนคลายลงกล่าทักทายอีกฝ่ายกลับ จนทราบว่าอัลฟ่าหนุ่มคนนี้ชื่อรีลิฟฟ์ เป็นอัลฟ่าที่มาทำงานในกรมการศึกษาระหว่างรัฐ และกำลังเดินทางกลับบ้านที่รัฐแคโร“ทั้งสองคนเรียนอยู่ที่โรงเรียนสเตรย์บิล อย่างนั้นเหรอ” อัลฟ่าที่
บทที่ 13 โรคทมิฬ 2 “นี่แหละ...โรคทมิฬที่เคยบอก”วิลเลียสหันไปตามเสียง ก่อนจะหันกลับมาที่ร่างสีดำในห้องสลัว เขามีร่างกายที่ซูบผอมจนหนังหุ้มกระดูก ผิวหนังดำคล้ำแห้งเหี่ยว ร่างกายบิดผิดรูปจนเจ้าของร่างได้แต่อ้าปากค้างกว้างน้ำลายไหลเปรอะเปื้อน ดวงตาเบิกโพลงจนแทบถลนหลุดออกมา ร่างกายเกร็งจนคอแทบพับไปข้างหลังสองแม่ลูกนั่งกอดกันร้องไห้ระงมอยู่ข้างเตียง นี่เป็นภาพที่ทั้งหดหู่และสยดสยองที่สุดตราบที่เขามีชีวิตมาเลย“แจ้งทางการเถอะครับ ทิ้งไว้แบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อใครเลย” เซรอนตัดสินใจพูดออกมา เพราะอาการป่วยของคนตรงหน้านั้น เกินกว่าจะยื้อเอาไว้แล้วคนเป็นแม่ได้แต่สะอึกสะอื้น สายตาห่วงหายังคงจับจ้องไปที่ร่างของลูกชายคนโต “ถ้าแจ้งไป ทางการก็จะมาพาตัวเขาไป แม้แต่ตอนตายก็คงไม่ได้บอกลากัน พวกเราทำใจไม่ได้หรอกค่ะ”“แต่ทิ้งไว้แบบนี้ คนในหมู่บ้านก็จะเสี่ยงไปด้วยนะครับ!” เซรอนพูดออกมาเสียงเครียด การพบผู้ติดเชื้อแต่ไม่ส่งให้ทางการนับเป็นความผิดทางกฎหมายขั้นร้ายแรง“เขาเป็นเด็กดี ขยัน แต่ทำไม… ทำไมต้องมาติดไอ้โรคบ้า ๆ นี้ด้วยล่ะ! เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย!” คนเป็นแม่โวยวายออกมาสุดเสียงแล้วร้องไห้จนตัวโยน “ฮือออ
บทที่ 12 โรคทมิฬ 1หลังจากที่พวกเขาไปพบกับศาสตราจารย์ลีโอนีเมื่อวันก่อน เซรอนได้ปรึกษาพูดคุยกับอีกฝ่ายเรื่องการเดินทางและเรื่องที่ศาสตราจารย์จะช่วยออกหน้าให้อยู่พักใหญ่โดยแจ้งเรื่องขอหยุดเรียนช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อไปเป็นนักศึกษาอาสาลงพื้นที่ในภาควิชาปรุงยาของตน“เอาเอกสารนี้ติดตัวไป หากเกินเรื่องอะไรให้นำมันออกมายืนยันกับเจ้าหน้าที่”เซรอนกล่าวขอบคุณพร้อมรับปากว่ารากพิสทิลจะถูกส่งมาถึงมือศาสตราจารย์เพิ่มอีกในเช้าวันรุ่งขึ้นสองวันถัดมาหลังเตรียมของสำหรับเดินทางครบถ้วน พวกเขาก็มาพร้อมกันที่ท่ารถฉันมเมือง พวกเขาเลือกใช้การเดินทางโดยรถม้าแทนรถไฟเพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่รวมกับคนหมู่มากเป็นเวลานาน เขาไม่รู้ว่าช่วงฮีทของวิลเลียสจะมาช่วงไหน ดังนั้นจำกัดจำนวนคนที่เดินทางไปด้วยน่าจะดีกว่า“เราต้องเดินทางเข้าเมืองแคโร เพื่อผ่านทางหลวงไปยังเมืองฟอร์มิสทางตอนเหนือนะวิลเลียส แต่ที่ฉันกังวลคือคนที่เคยทำร้ายนาย” เซรอนว่าออกมาด้วยสีหน้าเป็นกังวลตามปากว่า“พวกมันคงคิดว่าฉันตายไปแล้วมากกว่า”“คิดเช่นนั้นหรือ? แต่อย่างไรเราก็ควรระวังตัวเอาไว้ก่อน”“เข้าใจแล้ว จะคอยระวังนะ" เซรอนพยักหน้ารับ “การเดินทางอาจล
บทที่ 11 ศาสตราจารย์“วิลเลียส วิลเลียส ตื่น” เซรอนที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วเดินมาปลุกวิลเลียสที่ยังคงหลับอยู่ ก่อนที่จะสายไปมากกว่านี้คนตัวเล็กสะลึมสะลือลุกขึ้นนั่งอย่างงัวเงีย “หือ ใครอ่ะ?”“ฉันเอง” เซรอนตอบ เมื่อได้ยินเสียงทุ้มเอ่ย ความทรงจำของเมื่อวานก็ไหลเข้ามาในหัวทันที ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นนานแล้วเหรอ?” เขาลูบหน้าตั้งสติแล้วถามอีกฝ่ายกลับ เมื่อเห็นว่าเพื่อนใหม่แต่งเครื่องแบบนักเรียนเช่นเดียวกันกับเมื่อวานเรียบร้อยแล้ว“สักพักแล้วล่ะ นายควรเตรียมตัวได้แล้วนะ เดี๋ยวจะสายเอา”“ไปไหน?” วิลเลียสลุกไปหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาพาดไหล่ หลังจากเก็บที่นอนเรียบร้อย “ไปหาคนที่จะช่วยเราได้ไง”เซรอนเดินนำวิลเลียสไปยังอาคารสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางปีกขวาของโรงเรียน พวกเขาเดินมาจนถึงห้องที่มีประตูไม้สีดำ เซรอนไม่รีรอเคาะประตูไม้สองสามครั้ง“เข้ามา” ไม่นานเสียงตอบรับจากข้างในก็เอ่ยอนุญาต บานประตูจึงถูกผลักเข้าไปเบา ๆทันทีที่บานประตูไม้เปิดออก ก็ปรากฎห้องที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดาน มีอุปกรณ์มากมายวางกองไว้ที่มุมห้อง โต๊ะขนาดใหญ่ถูกวางเด่นสะดุดตาอยู่กลางห้อง บนนั้นมีทั้งหนังสือที่เปิดค้า
บทที่ 10 เรียนรู้โลกใหม่ทางเดินคดเคี้ยวตามคำบอกของดาด้านั้นไม่เกินจริง พวกเขาเดินเบียดเสียดกับผู้คนที่แวะเวียนเข้าร้านนั้นออกร้านนี้อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเดินลึกเข้ามาเรื่อย ๆ ผู้คนก็เริ่มบางตา ร้านส่วนใหญ่จะขายอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการศึกษา จำวพวกหนังสือและอุปกรณ์เฉพาะทางต่าง ๆ จากที่เขาสังเกตุดูเหมือนโลกนี้จะยังอยู่ในช่วงที่กับคล้ายยุคกลางของโลกเดิม ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก เท่าที่เห็นยังคงใช้รถม้าในการเดินทาง และมีรถรางทั้งเครื่องไอน้ำและเคเบิลอยู่ในช่วงกำลังเปลี่ยนผ่านสินะ“รอตรงนี้นะ ฉันเข้าไปไม่นาน”เซรอนขอให้เขารออยู่นอกร้านที่เต็มไปด้วยพืชสมุนไพรทั้งแบบสดและตากแห้งแขวนอยู่เต็มไปหมด มีพืชหลายอย่างที่ดูแปลกตา และเนื่องจากขนาดร้านที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ พืชสมุนไพรหลายชิ้นจึงถูกวางสุมเป็นกองโตวิลเลียสยืนหลบอยู่ที่มุมหน้าร้าน มีลูกค้าเดินเข้าออก บางประปราย แต่ทุกคนล้วนออกมาพร้อมถุงหรือไม่ก็กระสอบใบใหญ่เซรอนเข้าไปไม่นานอย่างที่บอก เขาเดินออกมาพร้อมห่อกระดาษขนาดย่อม วิลเลียสไม่ได้สนใจถามว่าอีกฝ่ายเข้าไปซื้ออะไรจากร้านนั้น เพราะสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเขาตอนนี้คือรถรางไอน้ำที่ส่งเสียงหู
บทที่ 9 ไทม์สแคว์ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็มาถึงตลาดในเมืองเดลาที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนจากหลายรัฐ มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ในไทม์สแควร์ นอกจากพ่อค้าแม่ค้าแล้วยังคับคั่งไปด้วยผู้คนท่าทางภูมิฐานดูมีความรู้ แต่ละคนมักจะถือสมุดหรือไม่ก็หนังสือเล่มหนาในมือ ซึ่งสมกับที่เป็นเมืองแห่งการศึกษาจริง ๆ“คนที่นี่ดูมีความรู้กันทั้งนั้นเลยนะ”“ส่วนใหญ่คนที่อยู่ในเมืองนี้เป็นนักศึกษาหรือไม่ก็อาจารย์ที่เข้ามาศึกษาต่อจากรัฐอื่นน่ะ”เดินมาสักพักเซรอนก็พาเลี้ยวเข้าร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง มือหนาผลักเปิดประตูเข้าไปอย่างคุ้นเคยกุ๊งกิ๊ง~“สวัสดีครับ ขอรบกวนหน่อยนะครับ” เซรอนเอ่ยทักทายคนในร้าน“ไงเซรอนวันนี้มีแบบเสื้อผ้าอะไรมาเสนอหรือจ๊ะ” เจ้าของร้านหนุ่มหน้าสวยเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง“ลืมบอกไป ฉันออกแบบเสื้อผ้าส่งให้กับทางร้านเป็นงานอดิเรกน่ะ” คนตัวสูงหันมากระซิบ ก่อนหันไปเอ่ยปฏิเสธเจ้าของร้านอย่างสุภาพ“วันนี้ไม่งานมาเสนอหรอกครับ แต่มีเพื่อนมาด้วย อยากให้ดาด้าช่วยหาชุดเหมาะ ๆ สักสองสามชุด สะดวกไหมครับ”“แฟน?” ดาด้ามองจับผิดเซรอนที่ยกมือบอกปัด “ไม่ใช่ นี่เพื่อนครับ”“แหม ๆ ก็เห็นพาหนุ่มน้อยโอเมก้ามาคิดว่าจะเป็นแฟนเสี
![What is a divorce? [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



