Masukชายหนุ่มผู้อาภัพได้มาเกิดใหม่ในร่างโอเมก้าพันธุ์ผสม ผู้ถูกเลือกตามคำทำนาย ท่ามกลางความขัดแย้งและพลังของเทพโบราณ เขาต้องค้นหาความจริงในอดีต และตัดสินใจเลือกเส้นทางที่จะกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง…และโลกใบนี้
Lihat lebih banyakกฎของโลกในนิยายเรื่อง THE MYTH OF OMEGA
เพศต่าง ๆ ในโลกนี้
1.เพศหลัก หรือ เพศสภาพ คือ ชาย & หญิง
2.เพศรอง คือ อัลฟ่า (Alpha) , เบต้า (Beta) และ โอเมกา (Omega)
Rut (รัท) = ช่วงเวลาที่ อัลฟ่า มีความต้องการทางเพศสูงจนควบคุมตัวเองไม่ได้
Heat (ฮีท)? = ช่วงเวลาที่ โอเมก้า มีความต้องการทางเพศสูง ต้องการ อัลฟ่า มาช่วยปลดปล่อย พวกเขาสามารถใช้ยาระงับ เพื่อควบคุมอาการนี้ไว้ได้
ยาระงับ= ยาที่ อัลฟ่า หรือ โอเมก้า ใช้เพื่อระงับหรือบรรเทาอาการ รัทและฮีท
3.เพศพรรณ คือ สัญลักษณ์คล้ายรอยสัก รูปดอกไม้และกิ่งก้าน ที่ปรากฎบนร่างกาย รูปดอกไม้เรียกว่าสเตเมน / รูปกิ่งก้าน(ปรากฎตรงกลางแผ่นหลัง)เรียกว่า พิสทิล หรือ กิ่งก้าน
*เวน่อมสเตเมน คือ ดอกไม้ที่มีพิษ
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่ 4 รัฐ ที่เรียกรวมกันว่าแคว้นเซเลสเทีย Celestia (สามารถดูเพิ่มเติมได้จากแผนที่ประกอบ)
รัฐที่หนึ่ง รัฐแคโร Caroll รัฐการค้า เกษตรกรรมและทรัพยากรทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ (ร่ำรวยมั่งคั่ง)
รัฐที่สอง รัฐเดลา Deara รัฐแห่งการศึกษา และวิทยาศาสตร์ นักคิดนักประดิษฐ์ นักวิชาการ (ฉลาดเมืองแห่งนักปราชญ์)
รัฐที่สาม รัฐโอวาห์ Ovah รัฐแห่งศิลปะแฟชั่นและดนตรี (ศิลปิน)
รัฐที่สี่ รัฐยูทาห์ Utah รัฐทหารและเหมืองหิน (กองกำลัง)
ทั้งหมดนี้คือข้อมูลเบื้องต้น เรียนรู้และท่องโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กันเลย
..........................................................................................................................................................
กลางดึกอันเงียบสงัด
“อื้อ!” เสียงร้องขัดขืนแผ่วเบาดังออกมาจากการเคลื่อนไหวใต้แสงจันทร์ในเชิงป่ารกชัฏ แสงจันทร์เต็มดวงสาดลอดใบไม้ไหวลงมายังกลุ่มคนชุดดำที่ปกปิดหน้าตามิดชิดที่มุ่งตรงเข้าไปยังใจกลางของป่าที่เปียกชื้น
“แค่ก ๆ อื้อ!” ร่างบอบบางของเหยื่อไอโขลกจากความชื้นในอากาศ มือทั้งสองข้างถูกเชือกเส้นหนามัดแน่นจนขึ้นรอยอย่างน่าสงสาร มิหนำซ้ำ ทั้งดวงตาและริมฝีปากอิ่มยังถูกผูกผ้าผืนหนาผูกปิดเอาไว้จนดวงตามืดสนิท
“อ่อยอ๊ะ! (ปล่อยนะ!)” ร่างเล็กราวเด็กวัยเยาว์ดิ้นรนเท่าไหร่ก็ไม่ได้รับเสียงใดตอบกลับมาจากกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำ ซ้ำยังถลาล้มไปตามแรงฉุดกระชากอย่างไร้ความปรานี
ก่อนนี้เขาเพียงเข้านอนตามปกติ แต่กลับตื่นมาอีกทีบนรถม้าที่เขย่าไปมาอย่างรุนแรง
เสื้อคลุมนอนสีขาวโปร่งสะอาดบัดนี้เปื้อนไปด้วยโคลนตมไม่ต่างไปจากกางเกงนอนขาบานที่เปียกชื้นขึ้นมาถึงเข่า เท้าเปล่าเหยียบย่ำกรวดหินและหนามแหลมคมจนเลือดซึม และแน่นอนว่าไม่มีผู้ร้ายคนใดใส่ใจ
“ฮื้อ!”
“พาไปที่กระท่อม” เสียงทุ้มจากปลายขบวนดังแว่วเข้าหู ฟังดูคุ้นหูแต่กลับเหินห่าง ดวงใจในอกสั่นไหวแต่ก่อนจะทันคิดอะไรเขาก็โดนฉุดกระชากไปด้านหน้าเต็มแรงจนล้มคว่ำลงไปอีกครั้ง
ตั้งแต่ลงมาจากรถม้าตลอดจนเดินฝ่าป่ารก เวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่เขาไม่อาจทราบ ได้แต่เดินไปตามทางที่มองไม่เห็นจนปากที่เคยอิ่มแห้งผาก
“ทางนั้นขอรับ” น้ำเสียงหยาบแต่เคลือบความเคารพเอ่ยบอกใครบางคน สิ้นคำแรงกระชากเดิมก็ดึงเขาถลาตามไปอีกครั้ง แรงมหาศาลนั้นทำให้เขาคว่ำคะมำลงกับพื้นราวกับจงใจจนเขาเจ็บแปลบไปทั่วทั้งตัว
ปึก!
ไม่ทันได้หายใจ ความเจ็บที่หนังศีรษะก็แล่นปราดขึ้นจนต้องนิ่วหน้าเมื่อมีฝ่ามือหนาคว้าเส้นผมยาวสีขาวเงินของเขาอย่างแรงจนหน้าเชิด
“อื้อ! แอเอ็นไอ! (แกเป็นใคร!)” ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดลงมาบนซีกหน้า ทำให้ร่างเล็กรับรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นก้มหน้าเข้ามาใกล้ จึงฉวยโอกาศกระทุ้งตัวหวังใช้ศีรษะกระแทกแสกหน้าคนร้ายให้หน้าหงาย แต่มันกลับไม่เป็นผลเพราะอีกฝ่ายเอี้ยวตัวหลบทัน ซ้ำยังได้ยินเสียงหัวเราะเยาะตัวเขาอยู่ในลำคอให้นึกเจ็บใจขึ้นไปอีก
ปัดโธ่!
“พยายามได้ดีนี่ หึ”
ร่างบอบบางพยายามดิ้นออกจากเงื้อมมืออีกฝ่าย แต่ยิ่งดิ้นเท่าไหร่ เขาก็รู้สึกเจ็บขึ้นเท่านั้น
“ใกล้ได้บอกลากันแล้วนะ” น้ำเสียงทุ้มที่ได้ยินชิดใบหน้าครั้งนี้ปลุกความคุ้นชินบางอย่างขึ้น แม้ซุ่มเสียงนั้นจะฟังดูเย็นชากว่าครั้งไหน แต่เนื้อเสียงนี้เขาจำมันได้
ฝ่ายที่เหนือกว่าไล่สายตาที่ไปตามใบหน้าที่เปรอะเปื้อนก่อนยกยิ้มมุมปาก
“จำได้อย่างนั้นหรือ?”
ผ้าปิดตาที่บดบังดวงตาทั้งสองมาตลอดทางถูกกระชากออกอย่างแรง ร่างบางจึงได้แต่หรี่ตาปรับมโนภาพเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยแสงสว่างของคบไฟ
“ข้าไม่แปลกใจเลย ก็ท่านออกจะเก่งถึงเพียงนั้น” เสียงเย็นยังคงว่าต่อ
ร่างบางมองใบหน้าคมเข้มตรงหน้าด้วยความฉงนเจือความผิดหวัง เมื่อเห็นชัดแล้วว่าเขาคือใคร
“ใยมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นเล่า ...กลัวหรือ?” มือหนาอีกข้างยกขึ้นมาปัดเส้นผมที่ปรกใบหน้าขาวขึ้นทัดหู
ดวงตากลมโตรื้นขึ้นด้วยน้ำอุ่น เมื่อสายตาคมที่เคยสุกใสในความทรงจำ บัดนี้กลับมองมาที่เขาด้วยความเกลียดชังจนในอกวูบโหวงราวเกิดหลุมดำขนาดมหึมา
“โธ่ พี่ท่าน ร้องไห้เช่นนั้นใบหน้าที่แสนพิเศษนี้ก็เปียกปอนหมดน่ะสิ” ไม่ว่าเปล่า ปลายนิ้วหยาบยังเลื่อนมาซับน้ำตาราวกำลังถนอมของรักผิดกับแววตาและน้ำเสียง
“อยากสั่งลาสักหน่อยหรือไม่?” แววตาเย็นชาตวัดกลับมาสบเข้ากับนัยน์ตาโศกสีม่วงเข้มที่คลอหน่วยไปด้วยน้ำใส
“ฮึก” เสียงสะอื้นเบาดังรอดออกมาจากจากริมฝีปากที่ถูกปิดแน่น แต่นั่นก็ไม่สามารถเรียกความสงสารใดจากอีกฝ่ายได้เลย มือหนาจับศีรษะสะบัดจนหน้าเขาคะมำลงไปยังพื้นโคลนอีกรอบ ก่อนเสียงตะคอกอย่างเดือดดาลจะดังลั่นไปทั่วป่า
“มีสิทธิ์อะไรมาร้องไห้ ไอ้พิการ!” คำปรามาสนั้นดังลั่น ทำให้ร่างเล็กกว่าที่แม้จะกำลังเสียใจ แต่พอได้ยินคำนั้นดังออกมาจากปากของคนที่เคยไว้ใจก็ได้แต่หันกลับมาตวัดสายตาจ้องกลับอย่างไม่ยอมจำนน
“หึ เก่งจริงนะ” ร่างหนาสูดหายใจเข้าลึกพยายามระงับอารมณ์กรุ่นร้อนเมื่อเขาเริ่มรู้ตัวว่ากำลังปล่อยให้ตัวเองรู้สึกมากเกิน แล้วยื่นมือมาคว้าท้ายทอยบางอย่างแรงจนร่างบางปลิวมาตามมือ
“อึก!”
“จะมีชีวิตไปเพื่ออะไร ตั้งแต่เกิดมาก็มีแต่สร้างความชิปหายไม่จบไม่สิ้น”
“อ่อยอ้ะ! (ปล่อยนะ!)” ร่างบางร้องออกมาไม่เป็นคำ
เมื่อสิ้นคำต่อว่าอย่างโหดร้าย ร่างที่เล็กกว่าอีกฝ่ายถึงสองเท่าก็ถลาไปตามแรงของมือแกร่งอย่างง่ายดายราวใบไม้ที่ปลิดปลิว
“ดิ้นรนเข้าไป...ดิ้นไปอีกสิ”
“อื้อ ฮึก ฮืออ” ร่างบางพยายามดิ้นอย่างสุดกำลัง เมื่อเท้าเล็กแตะโดนความเย็นยะเยือกของผิวน้ำ ดวงตากลมโตเบิกโพลงด้วยความตกใจเมื่อมองออกไปเห็นผืนน้ำที่ดำสนิท
ร่างหนาลากเขาเดินมุ่งหน้าลึกลงไปยังธารน้ำไหล ที่เพิ่มระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ ผืนน้ำแตกซ่านกระเซ็นจากแรงยื้ออันน้อยนิดแต่ก็ไม่อาจหลุดพ้นคีมแกร่งที่กุมท้ายทอยของเขาเอาไว้แน่น
หวาดหวั่นจนกลายเป็นตื่นตระหนก นัยน์ตาสีม่วงจับจ้องเพียงเสี้ยวหน้าที่กัดกรามแน่นจนขึ้นเป็นสันพร้อมปล่อยน้ำตาเม็ดโตไหลจนนองหน้าเมื่อรู้ชะตากรรม ก่อนยกมือขึ้นไหว้ปรก ๆ ร้องขอชีวิต
“ฮืออ”
“ร้องไปเถอะ ร้องต่อไป ก่อนจะหมดโอกาสได้ร้อง”
เขาได้แต่ส่ายหน้าพยายามสะบัดให้หลุดจากเงื้อมมือคนตัวโตแต่ก็ไม่เป็นผล ความเย็นของสายน้ำลึกขึ้นมาถึงกลางอก ร่างบางมองไปรอบตัวเพื่อพบว่า...สิ้นไร้ทางหนี
สุดแรงจะดิ้นรน แม้ร้องไห้ขอชีวิตจนตัวโยนก็ไม่อาจรอดพ้นชะตา
รักเขาเท่าไหร่...ก็ไม่พอให้ใครเห็นค่า
หากเป็นเช่นนั้น ...ฉันยอมแล้วก็ได้
ร่างบางไม่ได้ออกแรงขัดขืนใด ๆ อีก ทำเพียงปล่อยกายเดินตามแรงนั้น ยอมแพ้ต่อธารน้ำที่เย็นยะเยือก
“มานี่!”
ความเย็นของน้ำโอบอุ้มดวงใจของเขาให้เย็นลง แต่กลับเร่งความร้อนในแรงโทสะของอีกคนจนยากจะหยุดยั้ง ศีรษะเล็กถูกกดลงไปในความมืดมิดของสายน้ำนิ่งนาน ก่อนดึงขึ้นมาราวกับอีกฝ่ายกำลังเล่นสนุก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เฮือกก!”
“เป็นเพราะเลือดโอเมก้าเน่า ๆ ที่ไหลอยู่ในตัวแก!” ไม่ทันได้ฟังดีเสียงนั้นก็ขาดหายไปพร้อมกับการจมลงใต้ผืนน้ำอีกครั้ง นานจนแทบสิ้นลมหายใจ
ปมผ้าปิดปากเลื่อนหลุดออกจากปากบาง
“เฮือก! แค่ก ๆ ”
“อ้อ! อีกอย่างนะ เผื่อรู้ไว้จะได้ตายตาหลับ... นี่เป็นคำสั่งจากท่านพ่อ”
!!!
“ท่านพ่...”
“ข้าไม่ให้พูด! ก็ห้ามพูด!” ร่างบางจมลงไปในน้ำด้วยแรงโทสะ มือหนาบีบท้ายทอยบางแน่น ด้วยความโกรธเกรี้ยวเกินกว่าใครจะห้ามได้
“อ่อก!”
ดวงตากลมโตเบิกโพลงอยู่ใต้น้ำ นัยน์ตาสีม่วงเข้มสุกใสที่ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชมค่อย ๆ ม้านแสงลงเมื่อสิ้นลมหายใจสุดท้าย
เกลียดข้านัก ใยมิกำจัดตั้งแต่ก่อนข้าจำความได้กันเล่า ปล่อยข้าเติบโตมารักพวกท่านทำไมกัน
ชั่วอึดใจร่างเล็กที่กระตุกสั่นจากกการขาดอากาศก็ค่อย ๆ หยุดลง ร่างขาวซีดนั้นแน่นิ่งไปคามือหนา
...เป็นนาทีที่เส้นด้ายแห่งชีวิตได้ขาดสะบั้นลง
To be continued...............
บทที่ 14 เพื่อนร่วมทางวิลเลียสตื่นขึ้นจากเสียงเคาะประตูของทอนซ์ หนุ่มน้อยวิ่งขึ้นมาตามพวกเขาให้ลงไปทานมื้อเช้าด้วยกันข้างล่างหลังจากที่ทั้งสองเตรียมตัวเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้วอาหารเช้าถูกจัดเตรรียมไว้ให้เรียบร้อย พร้อมเสบียงและน้ำดื่มเพิ่มเติมให้พวกเขาติดตัวสำหรับเดินทางต่ออีกด้วยวิลเลียสมองไปรอบ ๆ บ้าน บรรยากาศยังคงเงียบและเศร้าอยู่บ้าง แต่ก็คลี่คลายลงจากเมื่อคืน เจ้าของบ้านเอ่ยลาพร้อมส่งรอยยิ้มเศร้ามาให้“เดินทางปลอดภัยนะ”รถที่นั่งต่อเข้าไปยังรัฐแคโร รอบนี้ไม่ต่างจากคันแรกนัก แต่จะกว้างกว่าและมีคนเดินทางไปด้วยเยอะกว่าเดิม ทำให้ต้องนั่งเบียดกัน จนเขาทั้งคู่ไม่อาจหลบเลี่ยงอัลฟ่าคนนั้นได้“ไง” อัลฟ่าหนุ่มเอ่ยทักทั้งรอยยิ้มกว้างเซรอนทีคอยกันวิลเลียสเอาไว้ส่งยิ้มตอบเมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทางเป็นมิตรและไม่ได้วางท่าข่มคนอื่นแม้แต่น้อย ติดจะขี้เล่นขี้คุยเสียด้วยซ้ำ เขาจึงผ่อนคลายลงกล่าทักทายอีกฝ่ายกลับ จนทราบว่าอัลฟ่าหนุ่มคนนี้ชื่อรีลิฟฟ์ เป็นอัลฟ่าที่มาทำงานในกรมการศึกษาระหว่างรัฐ และกำลังเดินทางกลับบ้านที่รัฐแคโร“ทั้งสองคนเรียนอยู่ที่โรงเรียนสเตรย์บิล อย่างนั้นเหรอ” อัลฟ่าที่
บทที่ 13 โรคทมิฬ 2 “นี่แหละ...โรคทมิฬที่เคยบอก”วิลเลียสหันไปตามเสียง ก่อนจะหันกลับมาที่ร่างสีดำในห้องสลัว เขามีร่างกายที่ซูบผอมจนหนังหุ้มกระดูก ผิวหนังดำคล้ำแห้งเหี่ยว ร่างกายบิดผิดรูปจนเจ้าของร่างได้แต่อ้าปากค้างกว้างน้ำลายไหลเปรอะเปื้อน ดวงตาเบิกโพลงจนแทบถลนหลุดออกมา ร่างกายเกร็งจนคอแทบพับไปข้างหลังสองแม่ลูกนั่งกอดกันร้องไห้ระงมอยู่ข้างเตียง นี่เป็นภาพที่ทั้งหดหู่และสยดสยองที่สุดตราบที่เขามีชีวิตมาเลย“แจ้งทางการเถอะครับ ทิ้งไว้แบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อใครเลย” เซรอนตัดสินใจพูดออกมา เพราะอาการป่วยของคนตรงหน้านั้น เกินกว่าจะยื้อเอาไว้แล้วคนเป็นแม่ได้แต่สะอึกสะอื้น สายตาห่วงหายังคงจับจ้องไปที่ร่างของลูกชายคนโต “ถ้าแจ้งไป ทางการก็จะมาพาตัวเขาไป แม้แต่ตอนตายก็คงไม่ได้บอกลากัน พวกเราทำใจไม่ได้หรอกค่ะ”“แต่ทิ้งไว้แบบนี้ คนในหมู่บ้านก็จะเสี่ยงไปด้วยนะครับ!” เซรอนพูดออกมาเสียงเครียด การพบผู้ติดเชื้อแต่ไม่ส่งให้ทางการนับเป็นความผิดทางกฎหมายขั้นร้ายแรง“เขาเป็นเด็กดี ขยัน แต่ทำไม… ทำไมต้องมาติดไอ้โรคบ้า ๆ นี้ด้วยล่ะ! เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย!” คนเป็นแม่โวยวายออกมาสุดเสียงแล้วร้องไห้จนตัวโยน “ฮือออ
บทที่ 12 โรคทมิฬ 1หลังจากที่พวกเขาไปพบกับศาสตราจารย์ลีโอนีเมื่อวันก่อน เซรอนได้ปรึกษาพูดคุยกับอีกฝ่ายเรื่องการเดินทางและเรื่องที่ศาสตราจารย์จะช่วยออกหน้าให้อยู่พักใหญ่โดยแจ้งเรื่องขอหยุดเรียนช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อไปเป็นนักศึกษาอาสาลงพื้นที่ในภาควิชาปรุงยาของตน“เอาเอกสารนี้ติดตัวไป หากเกินเรื่องอะไรให้นำมันออกมายืนยันกับเจ้าหน้าที่”เซรอนกล่าวขอบคุณพร้อมรับปากว่ารากพิสทิลจะถูกส่งมาถึงมือศาสตราจารย์เพิ่มอีกในเช้าวันรุ่งขึ้นสองวันถัดมาหลังเตรียมของสำหรับเดินทางครบถ้วน พวกเขาก็มาพร้อมกันที่ท่ารถฉันมเมือง พวกเขาเลือกใช้การเดินทางโดยรถม้าแทนรถไฟเพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่รวมกับคนหมู่มากเป็นเวลานาน เขาไม่รู้ว่าช่วงฮีทของวิลเลียสจะมาช่วงไหน ดังนั้นจำกัดจำนวนคนที่เดินทางไปด้วยน่าจะดีกว่า“เราต้องเดินทางเข้าเมืองแคโร เพื่อผ่านทางหลวงไปยังเมืองฟอร์มิสทางตอนเหนือนะวิลเลียส แต่ที่ฉันกังวลคือคนที่เคยทำร้ายนาย” เซรอนว่าออกมาด้วยสีหน้าเป็นกังวลตามปากว่า“พวกมันคงคิดว่าฉันตายไปแล้วมากกว่า”“คิดเช่นนั้นหรือ? แต่อย่างไรเราก็ควรระวังตัวเอาไว้ก่อน”“เข้าใจแล้ว จะคอยระวังนะ" เซรอนพยักหน้ารับ “การเดินทางอาจล
บทที่ 11 ศาสตราจารย์“วิลเลียส วิลเลียส ตื่น” เซรอนที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วเดินมาปลุกวิลเลียสที่ยังคงหลับอยู่ ก่อนที่จะสายไปมากกว่านี้คนตัวเล็กสะลึมสะลือลุกขึ้นนั่งอย่างงัวเงีย “หือ ใครอ่ะ?”“ฉันเอง” เซรอนตอบ เมื่อได้ยินเสียงทุ้มเอ่ย ความทรงจำของเมื่อวานก็ไหลเข้ามาในหัวทันที ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นนานแล้วเหรอ?” เขาลูบหน้าตั้งสติแล้วถามอีกฝ่ายกลับ เมื่อเห็นว่าเพื่อนใหม่แต่งเครื่องแบบนักเรียนเช่นเดียวกันกับเมื่อวานเรียบร้อยแล้ว“สักพักแล้วล่ะ นายควรเตรียมตัวได้แล้วนะ เดี๋ยวจะสายเอา”“ไปไหน?” วิลเลียสลุกไปหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาพาดไหล่ หลังจากเก็บที่นอนเรียบร้อย “ไปหาคนที่จะช่วยเราได้ไง”เซรอนเดินนำวิลเลียสไปยังอาคารสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางปีกขวาของโรงเรียน พวกเขาเดินมาจนถึงห้องที่มีประตูไม้สีดำ เซรอนไม่รีรอเคาะประตูไม้สองสามครั้ง“เข้ามา” ไม่นานเสียงตอบรับจากข้างในก็เอ่ยอนุญาต บานประตูจึงถูกผลักเข้าไปเบา ๆทันทีที่บานประตูไม้เปิดออก ก็ปรากฎห้องที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดาน มีอุปกรณ์มากมายวางกองไว้ที่มุมห้อง โต๊ะขนาดใหญ่ถูกวางเด่นสะดุดตาอยู่กลางห้อง บนนั้นมีทั้งหนังสือที่เปิดค้า