Mag-log inชายหนุ่มผู้อาภัพได้มาเกิดใหม่ในร่างโอเมก้าพันธุ์ผสม ผู้ถูกเลือกตามคำทำนาย ท่ามกลางความขัดแย้งและพลังของเทพโบราณ เขาต้องค้นหาความจริงในอดีต และตัดสินใจเลือกเส้นทางที่จะกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง…และโลกใบนี้
view moreกฎของโลกในนิยายเรื่อง THE MYTH OF OMEGA
เพศต่าง ๆ ในโลกนี้
1.เพศหลัก หรือ เพศสภาพ คือ ชาย & หญิง
2.เพศรอง คือ อัลฟ่า (Alpha) , เบต้า (Beta) และ โอเมกา (Omega)
Rut (รัท) = ช่วงเวลาที่ อัลฟ่า มีความต้องการทางเพศสูงจนควบคุมตัวเองไม่ได้
Heat (ฮีท)? = ช่วงเวลาที่ โอเมก้า มีความต้องการทางเพศสูง ต้องการ อัลฟ่า มาช่วยปลดปล่อย พวกเขาสามารถใช้ยาระงับ เพื่อควบคุมอาการนี้ไว้ได้
ยาระงับ= ยาที่ อัลฟ่า หรือ โอเมก้า ใช้เพื่อระงับหรือบรรเทาอาการ รัทและฮีท
3.เพศพรรณ คือ สัญลักษณ์คล้ายรอยสัก รูปดอกไม้และกิ่งก้าน ที่ปรากฎบนร่างกาย รูปดอกไม้เรียกว่าสเตเมน / รูปกิ่งก้าน(ปรากฎตรงกลางแผ่นหลัง)เรียกว่า พิสทิล หรือ กิ่งก้าน
*เวน่อมสเตเมน คือ ดอกไม้ที่มีพิษ
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่ 4 รัฐ ที่เรียกรวมกันว่าแคว้นเซเลสเทีย Celestia (สามารถดูเพิ่มเติมได้จากแผนที่ประกอบ)
รัฐที่หนึ่ง รัฐแคโร Caroll รัฐการค้า เกษตรกรรมและทรัพยากรทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ (ร่ำรวยมั่งคั่ง)
รัฐที่สอง รัฐเดลา Deara รัฐแห่งการศึกษา และวิทยาศาสตร์ นักคิดนักประดิษฐ์ นักวิชาการ (ฉลาดเมืองแห่งนักปราชญ์)
รัฐที่สาม รัฐโอวาห์ Ovah รัฐแห่งศิลปะแฟชั่นและดนตรี (ศิลปิน)
รัฐที่สี่ รัฐยูทาห์ Utah รัฐทหารและเหมืองหิน (กองกำลัง)
ทั้งหมดนี้คือข้อมูลเบื้องต้น เรียนรู้และท่องโลกใบนี้ไปพร้อม ๆ กันเลย
..........................................................................................................................................................
กลางดึกอันเงียบสงัด
“อื้อ!” เสียงร้องขัดขืนแผ่วเบาดังออกมาจากการเคลื่อนไหวใต้แสงจันทร์ในเชิงป่ารกชัฏ แสงจันทร์เต็มดวงสาดลอดใบไม้ไหวลงมายังกลุ่มคนชุดดำที่ปกปิดหน้าตามิดชิดที่มุ่งตรงเข้าไปยังใจกลางของป่าที่เปียกชื้น
“แค่ก ๆ อื้อ!” ร่างบอบบางของเหยื่อไอโขลกจากความชื้นในอากาศ มือทั้งสองข้างถูกเชือกเส้นหนามัดแน่นจนขึ้นรอยอย่างน่าสงสาร มิหนำซ้ำ ทั้งดวงตาและริมฝีปากอิ่มยังถูกผูกผ้าผืนหนาผูกปิดเอาไว้จนดวงตามืดสนิท
“อ่อยอ๊ะ! (ปล่อยนะ!)” ร่างเล็กราวเด็กวัยเยาว์ดิ้นรนเท่าไหร่ก็ไม่ได้รับเสียงใดตอบกลับมาจากกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดดำ ซ้ำยังถลาล้มไปตามแรงฉุดกระชากอย่างไร้ความปรานี
ก่อนนี้เขาเพียงเข้านอนตามปกติ แต่กลับตื่นมาอีกทีบนรถม้าที่เขย่าไปมาอย่างรุนแรง
เสื้อคลุมนอนสีขาวโปร่งสะอาดบัดนี้เปื้อนไปด้วยโคลนตมไม่ต่างไปจากกางเกงนอนขาบานที่เปียกชื้นขึ้นมาถึงเข่า เท้าเปล่าเหยียบย่ำกรวดหินและหนามแหลมคมจนเลือดซึม และแน่นอนว่าไม่มีผู้ร้ายคนใดใส่ใจ
“ฮื้อ!”
“พาไปที่กระท่อม” เสียงทุ้มจากปลายขบวนดังแว่วเข้าหู ฟังดูคุ้นหูแต่กลับเหินห่าง ดวงใจในอกสั่นไหวแต่ก่อนจะทันคิดอะไรเขาก็โดนฉุดกระชากไปด้านหน้าเต็มแรงจนล้มคว่ำลงไปอีกครั้ง
ตั้งแต่ลงมาจากรถม้าตลอดจนเดินฝ่าป่ารก เวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่เขาไม่อาจทราบ ได้แต่เดินไปตามทางที่มองไม่เห็นจนปากที่เคยอิ่มแห้งผาก
“ทางนั้นขอรับ” น้ำเสียงหยาบแต่เคลือบความเคารพเอ่ยบอกใครบางคน สิ้นคำแรงกระชากเดิมก็ดึงเขาถลาตามไปอีกครั้ง แรงมหาศาลนั้นทำให้เขาคว่ำคะมำลงกับพื้นราวกับจงใจจนเขาเจ็บแปลบไปทั่วทั้งตัว
ปึก!
ไม่ทันได้หายใจ ความเจ็บที่หนังศีรษะก็แล่นปราดขึ้นจนต้องนิ่วหน้าเมื่อมีฝ่ามือหนาคว้าเส้นผมยาวสีขาวเงินของเขาอย่างแรงจนหน้าเชิด
“อื้อ! แอเอ็นไอ! (แกเป็นใคร!)” ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดลงมาบนซีกหน้า ทำให้ร่างเล็กรับรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นก้มหน้าเข้ามาใกล้ จึงฉวยโอกาศกระทุ้งตัวหวังใช้ศีรษะกระแทกแสกหน้าคนร้ายให้หน้าหงาย แต่มันกลับไม่เป็นผลเพราะอีกฝ่ายเอี้ยวตัวหลบทัน ซ้ำยังได้ยินเสียงหัวเราะเยาะตัวเขาอยู่ในลำคอให้นึกเจ็บใจขึ้นไปอีก
ปัดโธ่!
“พยายามได้ดีนี่ หึ”
ร่างบอบบางพยายามดิ้นออกจากเงื้อมมืออีกฝ่าย แต่ยิ่งดิ้นเท่าไหร่ เขาก็รู้สึกเจ็บขึ้นเท่านั้น
“ใกล้ได้บอกลากันแล้วนะ” น้ำเสียงทุ้มที่ได้ยินชิดใบหน้าครั้งนี้ปลุกความคุ้นชินบางอย่างขึ้น แม้ซุ่มเสียงนั้นจะฟังดูเย็นชากว่าครั้งไหน แต่เนื้อเสียงนี้เขาจำมันได้
ฝ่ายที่เหนือกว่าไล่สายตาที่ไปตามใบหน้าที่เปรอะเปื้อนก่อนยกยิ้มมุมปาก
“จำได้อย่างนั้นหรือ?”
ผ้าปิดตาที่บดบังดวงตาทั้งสองมาตลอดทางถูกกระชากออกอย่างแรง ร่างบางจึงได้แต่หรี่ตาปรับมโนภาพเบื้องหน้าที่เต็มไปด้วยแสงสว่างของคบไฟ
“ข้าไม่แปลกใจเลย ก็ท่านออกจะเก่งถึงเพียงนั้น” เสียงเย็นยังคงว่าต่อ
ร่างบางมองใบหน้าคมเข้มตรงหน้าด้วยความฉงนเจือความผิดหวัง เมื่อเห็นชัดแล้วว่าเขาคือใคร
“ใยมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นเล่า ...กลัวหรือ?” มือหนาอีกข้างยกขึ้นมาปัดเส้นผมที่ปรกใบหน้าขาวขึ้นทัดหู
ดวงตากลมโตรื้นขึ้นด้วยน้ำอุ่น เมื่อสายตาคมที่เคยสุกใสในความทรงจำ บัดนี้กลับมองมาที่เขาด้วยความเกลียดชังจนในอกวูบโหวงราวเกิดหลุมดำขนาดมหึมา
“โธ่ พี่ท่าน ร้องไห้เช่นนั้นใบหน้าที่แสนพิเศษนี้ก็เปียกปอนหมดน่ะสิ” ไม่ว่าเปล่า ปลายนิ้วหยาบยังเลื่อนมาซับน้ำตาราวกำลังถนอมของรักผิดกับแววตาและน้ำเสียง
“อยากสั่งลาสักหน่อยหรือไม่?” แววตาเย็นชาตวัดกลับมาสบเข้ากับนัยน์ตาโศกสีม่วงเข้มที่คลอหน่วยไปด้วยน้ำใส
“ฮึก” เสียงสะอื้นเบาดังรอดออกมาจากจากริมฝีปากที่ถูกปิดแน่น แต่นั่นก็ไม่สามารถเรียกความสงสารใดจากอีกฝ่ายได้เลย มือหนาจับศีรษะสะบัดจนหน้าเขาคะมำลงไปยังพื้นโคลนอีกรอบ ก่อนเสียงตะคอกอย่างเดือดดาลจะดังลั่นไปทั่วป่า
“มีสิทธิ์อะไรมาร้องไห้ ไอ้พิการ!” คำปรามาสนั้นดังลั่น ทำให้ร่างเล็กกว่าที่แม้จะกำลังเสียใจ แต่พอได้ยินคำนั้นดังออกมาจากปากของคนที่เคยไว้ใจก็ได้แต่หันกลับมาตวัดสายตาจ้องกลับอย่างไม่ยอมจำนน
“หึ เก่งจริงนะ” ร่างหนาสูดหายใจเข้าลึกพยายามระงับอารมณ์กรุ่นร้อนเมื่อเขาเริ่มรู้ตัวว่ากำลังปล่อยให้ตัวเองรู้สึกมากเกิน แล้วยื่นมือมาคว้าท้ายทอยบางอย่างแรงจนร่างบางปลิวมาตามมือ
“อึก!”
“จะมีชีวิตไปเพื่ออะไร ตั้งแต่เกิดมาก็มีแต่สร้างความชิปหายไม่จบไม่สิ้น”
“อ่อยอ้ะ! (ปล่อยนะ!)” ร่างบางร้องออกมาไม่เป็นคำ
เมื่อสิ้นคำต่อว่าอย่างโหดร้าย ร่างที่เล็กกว่าอีกฝ่ายถึงสองเท่าก็ถลาไปตามแรงของมือแกร่งอย่างง่ายดายราวใบไม้ที่ปลิดปลิว
“ดิ้นรนเข้าไป...ดิ้นไปอีกสิ”
“อื้อ ฮึก ฮืออ” ร่างบางพยายามดิ้นอย่างสุดกำลัง เมื่อเท้าเล็กแตะโดนความเย็นยะเยือกของผิวน้ำ ดวงตากลมโตเบิกโพลงด้วยความตกใจเมื่อมองออกไปเห็นผืนน้ำที่ดำสนิท
ร่างหนาลากเขาเดินมุ่งหน้าลึกลงไปยังธารน้ำไหล ที่เพิ่มระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ ผืนน้ำแตกซ่านกระเซ็นจากแรงยื้ออันน้อยนิดแต่ก็ไม่อาจหลุดพ้นคีมแกร่งที่กุมท้ายทอยของเขาเอาไว้แน่น
หวาดหวั่นจนกลายเป็นตื่นตระหนก นัยน์ตาสีม่วงจับจ้องเพียงเสี้ยวหน้าที่กัดกรามแน่นจนขึ้นเป็นสันพร้อมปล่อยน้ำตาเม็ดโตไหลจนนองหน้าเมื่อรู้ชะตากรรม ก่อนยกมือขึ้นไหว้ปรก ๆ ร้องขอชีวิต
“ฮืออ”
“ร้องไปเถอะ ร้องต่อไป ก่อนจะหมดโอกาสได้ร้อง”
เขาได้แต่ส่ายหน้าพยายามสะบัดให้หลุดจากเงื้อมมือคนตัวโตแต่ก็ไม่เป็นผล ความเย็นของสายน้ำลึกขึ้นมาถึงกลางอก ร่างบางมองไปรอบตัวเพื่อพบว่า...สิ้นไร้ทางหนี
สุดแรงจะดิ้นรน แม้ร้องไห้ขอชีวิตจนตัวโยนก็ไม่อาจรอดพ้นชะตา
รักเขาเท่าไหร่...ก็ไม่พอให้ใครเห็นค่า
หากเป็นเช่นนั้น ...ฉันยอมแล้วก็ได้
ร่างบางไม่ได้ออกแรงขัดขืนใด ๆ อีก ทำเพียงปล่อยกายเดินตามแรงนั้น ยอมแพ้ต่อธารน้ำที่เย็นยะเยือก
“มานี่!”
ความเย็นของน้ำโอบอุ้มดวงใจของเขาให้เย็นลง แต่กลับเร่งความร้อนในแรงโทสะของอีกคนจนยากจะหยุดยั้ง ศีรษะเล็กถูกกดลงไปในความมืดมิดของสายน้ำนิ่งนาน ก่อนดึงขึ้นมาราวกับอีกฝ่ายกำลังเล่นสนุก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เฮือกก!”
“เป็นเพราะเลือดโอเมก้าเน่า ๆ ที่ไหลอยู่ในตัวแก!” ไม่ทันได้ฟังดีเสียงนั้นก็ขาดหายไปพร้อมกับการจมลงใต้ผืนน้ำอีกครั้ง นานจนแทบสิ้นลมหายใจ
ปมผ้าปิดปากเลื่อนหลุดออกจากปากบาง
“เฮือก! แค่ก ๆ ”
“อ้อ! อีกอย่างนะ เผื่อรู้ไว้จะได้ตายตาหลับ... นี่เป็นคำสั่งจากท่านพ่อ”
!!!
“ท่านพ่...”
“ข้าไม่ให้พูด! ก็ห้ามพูด!” ร่างบางจมลงไปในน้ำด้วยแรงโทสะ มือหนาบีบท้ายทอยบางแน่น ด้วยความโกรธเกรี้ยวเกินกว่าใครจะห้ามได้
“อ่อก!”
ดวงตากลมโตเบิกโพลงอยู่ใต้น้ำ นัยน์ตาสีม่วงเข้มสุกใสที่ใคร ๆ ต่างก็ชื่นชมค่อย ๆ ม้านแสงลงเมื่อสิ้นลมหายใจสุดท้าย
เกลียดข้านัก ใยมิกำจัดตั้งแต่ก่อนข้าจำความได้กันเล่า ปล่อยข้าเติบโตมารักพวกท่านทำไมกัน
ชั่วอึดใจร่างเล็กที่กระตุกสั่นจากกการขาดอากาศก็ค่อย ๆ หยุดลง ร่างขาวซีดนั้นแน่นิ่งไปคามือหนา
...เป็นนาทีที่เส้นด้ายแห่งชีวิตได้ขาดสะบั้นลง
To be continued...............
บทที่ 40 สัญญาณเทพ “แล้วมันทำไมเหรอ?”อีเทอร์ถามขึ้นมากลางปล้อง เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ยังไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้น เซรอนจึงเป็นฝ่ายหันไปมองวิลเลียสก่อนจะอธิบายแทน“จำได้ไหม ตอนที่เราเล่าเรื่องให้โนซานฟังที่หมู่บ้านฟอร์มิส ว่าฉันกับวิลเลียสเจอกันได้อย่างไร”อีเทอร์นึกย้อนกลับไป ภาพในความทรงจำผุดขึ้นชัดเจน เรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับวิลเลียส รวมถึงอุบัติเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายความจำเสื่อมเขาจึงพยักหน้ารับนิ่ง ๆ “ได้”“ฉันสงสัยว่า…วิลเลียสอาจไม่ได้ประสบอุบัติเหตุธรรมดา” เซรอนพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่เป็นการลอบฆ่า จากคนในตระกูลเดียวกันเอง”“หา!?”“การที่เราเจอคนแบบนั้น…” วิลเลียสเอ่ยขึ้น เสียงแผ่วแต่สั่น “มันอาจหมายความว่าทางนั้นรู้แล้วว่าข้ายังไม่ตาย”หัวใจในอกของเขาเต้นแรงอย่างควบคุมไม่ได้ เขารู้ดี...ความหวาดกลัวที่แล่นวูบขึ้นมาไม่ใช่ของเขาทั้งหมด แต่มันคือความทรงจำ ความรู้สึกของ “เจ้าของร่างเดิม” ที่ตอบสนองต่อสัญลักษณ์นั้นโดยอัตโนมัติ ความกลัว ความเศร้า และความอัดอั้นที่ราวกับมีน้ำตาเอ่อล้นอยู่ข้างใน บีบรัดจนเขาต้องก้มมองอกของตัวเองอย่างเผลอตัวไม่ต้องกลัวนะ…ฉันจะอยู่ข้
บทที่ 39 เถาองุ่นทองคำ“ไม่รู้ว่าตอนนี้ทางคุณโนซานจะเป็นอย่างไรบ้างนะ”วิลเลียสเอ่ยขึ้นเมื่อก้าวเข้าสู่ตลาดท่าเรือที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน แม้ฟ้าจะมืดสนิทแล้ว แต่แสงตะเกียงและเสียงเรียกลูกค้ากลับทำให้ที่นี่ครึกครื้นกว่าช่วงเช้าที่พวกเขาเดินทางมาถึงเสียอีก“นั่นสิ” เซรอนมองไปรอบ ๆ ก่อนพูดต่อ “แต่ครั้งนี้เราคงกลับแบบเดิมไม่ได้แล้ว ไม่มีเรือขนส่งที่จะออกไปยังรัฐแคโรในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นทางเดียวคือจ้างเรือไปกันเอง จะได้ไม่เสียเวลา”ทั้งวิลเลียสและอีเทอร์พยักหน้าเห็นด้วย เวลานี้ดึกแล้ว เรือที่ยังออกได้ก็คงมีแต่เรือของชาวบ้านเท่านั้น“เอ่อ…เซรอน” วิลเลียสหันไปเรียกเสียงลังเล “ขอฉันไปเดินซื้อของในตลาดก่อนได้ไหม พอดีมีของที่อยากได้”“ในสถานการณ์แบบนี้เนี่ยนะ?” เซรอนหันมามองทันที พวกเขาเพิ่งผ่านเหตุเฉียดตายมาแท้ ๆ อีกฝ่ายยังจะคิดถึงเรื่องเดินตลาดอีกวิลเลียสอ่านสีหน้าออก จึงรีบขยับเข้าไปจับแขนเสื้อของเพื่อนตัวสูงแล้วส่ายเบา ๆ อย่างออดอ้อน “เอาน่า…พวกนั้นก็โดนต้อนกลับไปหมดแล้วนี่ เดินตลาดที่แคโรก็ไม่ได้ แล้วก็...”สายตาอ้อนวิงวอนถูกส่งมาเต็มกำลัง จนเซรอนขนลุก รีบปัดมืออีกฝ่ายออกแล้วถามเสียงแข็ง “แล
บทที่ 37 ลอบทำร้าย ทั้งสามกลับมายังฝั่งของแผ่นดินใหญ่ด้วยความรู้สึกหดหู่กับเหตุการณ์ก่อนหน้า ภาพเหล่านั้นยังคงติดตา รอยยิ้มที่ค่อย ๆ โดนแผดเผาจนกลายเป็นเพียงฝุ่นผงลอยไปในอากาศ วิลเลียสอยากจะคิดว่าเขาตาฝาด แต่มันไม่ใช่“ไม่เป็นไรน เราแค่ต้องทำมันให้สำเร็จเผื่อพวกเขาด้วยเท่านั้นเอง” เซรอนกล่าวปลอบใจรถม้าคันเดิมออกเดินทางทันทีที่คนทั้งสามขึ้นประจำที่ เส้นทางขากลับนั้นยังคงเป็นทางเดิมแต่ต่างจากขามาตรงที่พวกเขาต้องพึ่งแสงไฟจากตะเกียงเพื่อนำทางหากแต่รถม้าของพวกเขานั้นออกตัวไปได้ไม่นานก็เกิดสิ่งผิดปกติ กึก ตึง!มันเป็นเสียงของทหารที่ล่วงตกลงไปจากรถ พร้อมกับรถที่ส่ายสะบัดไปมาอย่างเสียการควบคุมไปชนเข้ากับกองฟางจนคนด้านในล้มระเนระนาดไปกองรวมอยู่ที่มุมเดียว“เกิดอะไรขึ้น!!”“คุ้มกันท่านโซเบริลและสหาย!!” เสียงของทหารตะโกนก้องอยู่ด้านนอก ประตูรถม้าถูกกระชากออก ปรากฏใบหน้าเปื้อนเลือดของทหารนายหนึ่งที่ละล่ำละลักพูดออกมาอย่างรีบร้อน“ท่านโซเบริลขอรับ เราโดนโจมตีรีบออกมาก่อนเถอะขอรับ!”ทุกคนตกอยู่ในอารามตกใจครู่หนึ่งก่อนจะรีบดึงสติแล้วรีบคว้าข้าวของออกมาจากรถม้า ถึงได้เห็นว่าทหารอีกนายนอนเจ็บอยู่บ
บทที่ 38 เชื่อมโยง“ไอ้หนู ข้ารับค่าจ้างมาแค่จับแกไปคนเดียว” ชายชุดดำตะโกนลั่น เสียงกร้าวปนหัวเราะเย้ย “คนอื่นข้าจะฆ่าทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าไม่อยากให้โอเมก้านี่ตาย ก็รีบทำตามที่บอก!”“อย่านะ เซรอน!” วิลเลียสร้องขึ้นทันที เสียงสั่นด้วยความตระหนก “ปล่อยให้มันพาอีเทอร์ไปไม่ได้!”เขาส่งสายตาวิงวอนไปหาเพื่อน แม้ในหัวจะยังคิดไม่ออกว่าจะเอาตัวรอดอย่างไร แต่สิ่งเดียวที่แน่ชัดคือ...เขาจะไม่ยอมให้อีเทอร์ถูกลากกลับไปสู่ขุมนรกนั้นเด็ดขาดอีเทอร์มองภาพตรงหน้าด้วย สีหน้าลำบากใจของเซรอน…แววตาหวาดกลัวของวิลเลียส…ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นเพราะเขา ถ้าไม่มีข้า…เรื่องพวกนี้คงไม่เกิดขึ้นความคิดนั้นผุดขึ้น ตอนนี้ตัวเขากลับกลายเป็นตัวปัญหาเข้าจนได้อีเทอร์ก้าวออกมา ก่อนจะยื่นมือทั้งสองข้างไปตรงหน้าเซรอน เซรอนชะงัก มองมือคู่นั้นด้วยดวงตาสั่นไหว“แต่...”“จะปล่อยให้วิลเลียสเป็นอันตรายงั้นเหรอ เซรอน” เสียงของอีเทอร์นิ่ง ไม่มีการลังเลแม้แต่น้อย เซรอนสบตาเขา มองเข้ามาในตาของอีเทอร์ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี เขาปล่อยให้วิลเลียสตายไม่ได้และยอมส่งตัวอีเทอร์ไปไม่ได้เช่นกัน“มัดเถอะ” อีเทอร์พูดย้ำ “ฉันไม่เป็นไร”อีเทอร์พูดย้ำอี
บทที่ 9 ไทม์สแคว์ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็มาถึงตลาดในเมืองเดลาที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนจากหลายรัฐ มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ในไทม์สแควร์ นอกจากพ่อค้าแม่ค้าแล้วยังคับคั่งไปด้วยผู้คนท่าทางภูมิฐานดูมีความรู้ แต่ละคนมักจะถือสมุดหรือไม่ก็หนังสือเล่มหนาในมือ ซึ่งสมกับที่เป็นเมืองแห่งการศึกษาจริง ๆ“คนที่นี่ดูมีความ
บทที่ 8 คนในหนังสือบังเอิญ บังเอิญแน่ ๆ“นายมีตัวตนจริงวิลเลียส” เสียงของเซรอนก้องอยู่ในหัวหน้าหนังสือนั้นมีภาพวาดของใครคนหนึ่ง ที่ดูแล้วคล้ายคลึงกับตัวตนใหม่ของเขามาก แต่ข้อมูลมันล้นสมองจนเขาประมวลไม่ทัน เจ้าของร่างนี้ต้องการให้เขา 'ช่วย' แก้ไขบางสิ่ง...และเป็นสิ่งที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืออะไร ต
บทที่ 7 คัมภีร์พยากรณ์วิลเลียสมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา นอกจากเรื่องอัศจรรย์อย่างการมาเกิดใหม่ในร่างของคนอื่นแล้ว เขาก็ไม่ได้เตรียมใจมาเจอกับเรื่องอัศจรรย์อย่างเชื่อ เวทมนต์ หรือพลังพิเศษอะไรเทือกนี้เลยจริง ๆ“โห อย่างกับโลกเวทมนต์”“ของเก่าน่ะ จะทำอะไรเราก็ต้องขออนุญาตสิ” เซ
บทที่ 6 หอสมุดกลางเดินผ่านฝูงชนมาพักใหญ่ ในที่สุดทั้งคู่ก็มาหยุดอยู่หน้าอาคารสูงที่ดูเก่าแก่หลังหนึ่ง“ที่นี่ไง” เซรอนว่าพลางดึงวิลเลียสให้เข้ามายืนซ้อนอยู่ด้านหลังบังร่างบางจนมิด ในขณะที่มีแสงจากเครื่องหน้าประตูสาดมาแสกนที่แถบสีขาวบนแขนเสื้อด้านซ้ายของเซรอน แล้วมีเสียงสังเคราะห์ดังขึ้น“นักศึกษาช