Masukวิลเลียสมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา นอกจากเรื่องอัศจรรย์อย่างการมาเกิดใหม่ในร่างของคนอื่นแล้ว เขาก็ไม่ได้เตรียมใจมาเจอกับเรื่องอัศจรรย์อย่างเชื่อ เวทมนต์ หรือพลังพิเศษอะไรเทือกนี้เลยจริง ๆ
“โห อย่างกับโลกเวทมนต์”
“ของเก่าน่ะ จะทำอะไรเราก็ต้องขออนุญาตสิ” เซรอนพลิกเปิดหน้าหนังสือ ตัวหนังสือแบบที่เขาไม่เคยเห็นปรากฎขึ้นมากมาย ก่อนจะละไปเปิดอีกเล่มที่บอกว่าเป็นคำแปล
“นายถือเล่มนั้นไว้นะ ฉันจะอ่านจากเล่มนี้ให้นายฟัง” เซรอนขยับเอียงคัมภีร์ฉบับแปลให้คนตัวเล็กได้เห็นเนื้อหาไปพร้อม ๆ กันด้วย
“...เมื่ออดีตปัจจุบันมาบรรจบ เหตุทำนบศิลาพินาศยับ กายาธาตุสูญสิ้นยินสดับ เพลงพิษขับโรคาบุกผลาญเผา”
“เดี๋ยว ๆ ที่อ่านมาไม่เห็นจะแปลแล้วตรงไหน” เซรอนถอนหายใจพลางพยักหน้า
“เข้าใจแล้ว เช่นนั้นฉันจะแปลอีกทบนึงให้ฟังก็แล้วกัน ต่อนะ ที่ว่ามานั้นเป็นผลจากสมดุลแห่งมหาธาตุทั้งสี่วิบัติ ตราบจนกว่า …ตราบจนกว่าผู้ถูกเลือกจะจุติลงมาบนผืนโลกที่แห้งแล้งนี้ เขาผู้ที่วิปริตผิดจากผู้อื่น เป็นผู้มีชะตาเกิดมาเพื่อพลิกฟื้นแผ่นดินและลบล้างจิตอันดำมืดของผู้ที่หลงมัวเมาในบาปทั้งเจ็ด ยามหนึ่งจะเกิดกาลหมุนเปลี่ยน แลกเวียนจิตวิญญาณ และกำเนิดอัลฟ่าผู้มีชะตาต้องกัน แต่หากไร้สิ้นคู่แห่งชะตาฟ้าที่กำหนด ก็ไม่อาจยื้อจุดจบที่กำลังคืบคลานมาในเงามืดได้ ประมาณนี้” เซรอนว่า “มันเป็นคำพยากรณ์วันสิ้นโลก”
“คือโลกนี้กำลังจะแตกเหรอ?” เขาถาม
“ก็... แต่ไม่มีใครเชื่อหรอก”
“หือ? ทำไมเป็นอย่างนั้น?”
“คัมภีร์นี้...เหล่าวสาวกว่ากันว่ามันเกิดขึ้นจากอำนาจเทพที่สื่อจิตกับนักพยากรณ์โบราณผู้เป็นท่านหนึ่ง แต่พอเวลาผ่านไปก็ลือกันว่านักพยากรณ์ผู้นั้นต่างหากที่เล่นมนต์ดำจนจิตวิปริตไม่ได้สื่อจิตอะไรทั้งนั้น ส่วนคัมภีร์นี้ก็เป็นเพียงเรื่องแต่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนต์นั่น มันถูกตกทอดผ่านสาวกแห่งเทพมาช้านานก่อนวิหารจะพังทลายไปเมื่อร้อยปีก่อน พอมีโอกาศกระทรวงการศึกษาจึงได้ทำเรื่องขอแปลคัมภีร์เล่มนี้จากพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในเมืองโอวา”
“แล้วมันเป็นอย่างไรต่อ”
“ฉันได้ยินเรื่องของคัมภีร์โบราณมาตั้งแต่เด็ก ไม่มีใครรู้ความหมายในเล่ม จนเมื่อ15ปีก่อน ที่มีนักแปลจากทั่วแคว้นมาร่วมกันแปลภาษาเทพโบราณ ออกมาเป็นเนื้อความที่ฉันเล่าให้นายฟัง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ”
“เพราะข่าวเรื่องนักพยากรณ์คนนั้น” เซรอนพยักหน้า
“แต่นายรู้อะไรไหม ฉันระแคะระคายเรื่องนี้ เพราะเรื่องเมื่อสองปีก่อน วันนั้นดาวดวงหนึ่งก็ย้ายตำแหน่งเหมือนกับซีเอล ดาวดวงที่เธอคนนั้นบอก”
“เกิดอะไรขึ้น์” วิลเลียสถามต่อเมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเซรอนอีกครั้ง
“สองปีก่อน ในเช้าวันที่ดาวเคลื่อนที่ มีคนติดเชื้อโรคระบาด ที่รัฐบาลตั้งชื่อว่า ‘โรคทมิฬ’ ผู้ติดเชื้อจะไม่รู้ตัวจนกระทั่งเข้าสู่ระยะสุดท้าย...เหมือนมันรอจนธาตุในร่างเสียสมดุล แล้วค่อยกัดกินจากภายใน ผู้ป่วยที่เข้าสู่ระยะสุดท้ายร่างกายจะค่อย ๆ บิดเบี้ยว ซูบผอม ผิวหนังแห้งและดำคล้ายผิวส้มตากแดดที่แข็งกรอบ ก่อนตายมักจะได้ยินผู้ติดเชื้อบอกว่าเขาเห็นท้องฟ้าและพื้นดินเป็นสีดำราวกับตกนรก ซึ่งนั่นหมายความว่าเมื่อมีอาการแสดงออกมาเมื่อไหร่ ก็นับถอยหลังถึงวันตายได้เลย จนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีหนทางรักษาหรือป้องกัน ...ซึ่งฉันคิดว่ามันเชื่อมโยงกับคำพยากรณ์”
“มันอาจจะแค่บังเอิญก็ได้” วิลเลียสพยายามปลอบประโลมคนข้าง ๆ
“ถ้าฉันไม่ได้เจอนายในวันนี้... ก็อาจยังคิดเช่นนั้น” วิลเลียสชี้มาที่ตัวเองทันทีหลังจบคำพรางมองสบกับนัยน์ตาสีน้ำตาลของอีกฝ่ายที่มองมา
“วิลเลียส คัมภีร์นี้กล่าวถึงผู้ถูกเลือก ผู้พิทักษ์ที่จะทำลายคำสาบล้างโลกนั้นได้”
“อ่าฮะ” วิลเลียสยังคงไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้าต้องการจะสื่ออะไร
“เมื่อคือเกิดเหตุการณ์ซ้ำสอง แล้วนายก็โผล่มา”
“แล้ว?” เซรอนถอนหายใจก่อนพลิกหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว
“ผู้ถูกเลือกให้ชีนำชะตาโลก จะมีลักษณะแตกต่างจากคนอื่นทั่วไปอย่างแจ่มชัด ตรงนี้ไง! นาย! นายเป็นโอเมก้าจากตระกูลที่ไม่มีทางผลิตเลือดโอเมก้าได้ด้วยซ้ำ ดูสิ ดวงตาของนายก็พิเศษ สีม่วงประกายเงิน มีใครที่ไหนมีบ้าง มันไม่มีวิลเลียส มีแค่นายฉันมั่นใจ ยิ่งตรงนี้ฟังนะ” เซรอนเรียกให้เขาที่นิ่งอึ้งให้ฟังเขาอย่างตั้งใจ
“คนผู้นั้นจะมีสัญลักษณ์กลับตาลปัด นี่ไงชัดไหม! นายเป็นชายควรมีสัญลักษณ์สเตเมนไม่ใช่พิสทิล สิ่งที่ควรมีนายกลับไม่มี สิ่งที่ไม่ควรมีนายกลับมี!”
สมองของคนตัวเล็กกำลังประมวลผลตามคำพูดของเซรอนไม่ทัน จนกระทั่งเซรอนคว้าคัมภีร์ต้นฉบับไปเปิดหน้าหนึ่งแล้ววางลงบนมือของเขา
“ชัดเจนพอไหม นายเหมือนเขายิ่งกว่าส่งกระจกเสียอีก แม้แต่ตำแหน่งของไฝใต้ตาซ้ายยังอยู่ในตำแหน่งเดียวกันเลย”
“!!!”
To be continued...............
บทที่ 14 เพื่อนร่วมทางวิลเลียสตื่นขึ้นจากเสียงเคาะประตูของทอนซ์ หนุ่มน้อยวิ่งขึ้นมาตามพวกเขาให้ลงไปทานมื้อเช้าด้วยกันข้างล่างหลังจากที่ทั้งสองเตรียมตัวเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้วอาหารเช้าถูกจัดเตรรียมไว้ให้เรียบร้อย พร้อมเสบียงและน้ำดื่มเพิ่มเติมให้พวกเขาติดตัวสำหรับเดินทางต่ออีกด้วยวิลเลียสมองไปรอบ ๆ บ้าน บรรยากาศยังคงเงียบและเศร้าอยู่บ้าง แต่ก็คลี่คลายลงจากเมื่อคืน เจ้าของบ้านเอ่ยลาพร้อมส่งรอยยิ้มเศร้ามาให้“เดินทางปลอดภัยนะ”รถที่นั่งต่อเข้าไปยังรัฐแคโร รอบนี้ไม่ต่างจากคันแรกนัก แต่จะกว้างกว่าและมีคนเดินทางไปด้วยเยอะกว่าเดิม ทำให้ต้องนั่งเบียดกัน จนเขาทั้งคู่ไม่อาจหลบเลี่ยงอัลฟ่าคนนั้นได้“ไง” อัลฟ่าหนุ่มเอ่ยทักทั้งรอยยิ้มกว้างเซรอนทีคอยกันวิลเลียสเอาไว้ส่งยิ้มตอบเมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายมีท่าทางเป็นมิตรและไม่ได้วางท่าข่มคนอื่นแม้แต่น้อย ติดจะขี้เล่นขี้คุยเสียด้วยซ้ำ เขาจึงผ่อนคลายลงกล่าทักทายอีกฝ่ายกลับ จนทราบว่าอัลฟ่าหนุ่มคนนี้ชื่อรีลิฟฟ์ เป็นอัลฟ่าที่มาทำงานในกรมการศึกษาระหว่างรัฐ และกำลังเดินทางกลับบ้านที่รัฐแคโร“ทั้งสองคนเรียนอยู่ที่โรงเรียนสเตรย์บิล อย่างนั้นเหรอ” อัลฟ่าที่
บทที่ 13 โรคทมิฬ 2 “นี่แหละ...โรคทมิฬที่เคยบอก”วิลเลียสหันไปตามเสียง ก่อนจะหันกลับมาที่ร่างสีดำในห้องสลัว เขามีร่างกายที่ซูบผอมจนหนังหุ้มกระดูก ผิวหนังดำคล้ำแห้งเหี่ยว ร่างกายบิดผิดรูปจนเจ้าของร่างได้แต่อ้าปากค้างกว้างน้ำลายไหลเปรอะเปื้อน ดวงตาเบิกโพลงจนแทบถลนหลุดออกมา ร่างกายเกร็งจนคอแทบพับไปข้างหลังสองแม่ลูกนั่งกอดกันร้องไห้ระงมอยู่ข้างเตียง นี่เป็นภาพที่ทั้งหดหู่และสยดสยองที่สุดตราบที่เขามีชีวิตมาเลย“แจ้งทางการเถอะครับ ทิ้งไว้แบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อใครเลย” เซรอนตัดสินใจพูดออกมา เพราะอาการป่วยของคนตรงหน้านั้น เกินกว่าจะยื้อเอาไว้แล้วคนเป็นแม่ได้แต่สะอึกสะอื้น สายตาห่วงหายังคงจับจ้องไปที่ร่างของลูกชายคนโต “ถ้าแจ้งไป ทางการก็จะมาพาตัวเขาไป แม้แต่ตอนตายก็คงไม่ได้บอกลากัน พวกเราทำใจไม่ได้หรอกค่ะ”“แต่ทิ้งไว้แบบนี้ คนในหมู่บ้านก็จะเสี่ยงไปด้วยนะครับ!” เซรอนพูดออกมาเสียงเครียด การพบผู้ติดเชื้อแต่ไม่ส่งให้ทางการนับเป็นความผิดทางกฎหมายขั้นร้ายแรง“เขาเป็นเด็กดี ขยัน แต่ทำไม… ทำไมต้องมาติดไอ้โรคบ้า ๆ นี้ด้วยล่ะ! เขาไม่ได้ทำอะไรผิดเลย!” คนเป็นแม่โวยวายออกมาสุดเสียงแล้วร้องไห้จนตัวโยน “ฮือออ
บทที่ 12 โรคทมิฬ 1หลังจากที่พวกเขาไปพบกับศาสตราจารย์ลีโอนีเมื่อวันก่อน เซรอนได้ปรึกษาพูดคุยกับอีกฝ่ายเรื่องการเดินทางและเรื่องที่ศาสตราจารย์จะช่วยออกหน้าให้อยู่พักใหญ่โดยแจ้งเรื่องขอหยุดเรียนช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อไปเป็นนักศึกษาอาสาลงพื้นที่ในภาควิชาปรุงยาของตน“เอาเอกสารนี้ติดตัวไป หากเกินเรื่องอะไรให้นำมันออกมายืนยันกับเจ้าหน้าที่”เซรอนกล่าวขอบคุณพร้อมรับปากว่ารากพิสทิลจะถูกส่งมาถึงมือศาสตราจารย์เพิ่มอีกในเช้าวันรุ่งขึ้นสองวันถัดมาหลังเตรียมของสำหรับเดินทางครบถ้วน พวกเขาก็มาพร้อมกันที่ท่ารถฉันมเมือง พวกเขาเลือกใช้การเดินทางโดยรถม้าแทนรถไฟเพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่รวมกับคนหมู่มากเป็นเวลานาน เขาไม่รู้ว่าช่วงฮีทของวิลเลียสจะมาช่วงไหน ดังนั้นจำกัดจำนวนคนที่เดินทางไปด้วยน่าจะดีกว่า“เราต้องเดินทางเข้าเมืองแคโร เพื่อผ่านทางหลวงไปยังเมืองฟอร์มิสทางตอนเหนือนะวิลเลียส แต่ที่ฉันกังวลคือคนที่เคยทำร้ายนาย” เซรอนว่าออกมาด้วยสีหน้าเป็นกังวลตามปากว่า“พวกมันคงคิดว่าฉันตายไปแล้วมากกว่า”“คิดเช่นนั้นหรือ? แต่อย่างไรเราก็ควรระวังตัวเอาไว้ก่อน”“เข้าใจแล้ว จะคอยระวังนะ" เซรอนพยักหน้ารับ “การเดินทางอาจล
บทที่ 11 ศาสตราจารย์“วิลเลียส วิลเลียส ตื่น” เซรอนที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้วเดินมาปลุกวิลเลียสที่ยังคงหลับอยู่ ก่อนที่จะสายไปมากกว่านี้คนตัวเล็กสะลึมสะลือลุกขึ้นนั่งอย่างงัวเงีย “หือ ใครอ่ะ?”“ฉันเอง” เซรอนตอบ เมื่อได้ยินเสียงทุ้มเอ่ย ความทรงจำของเมื่อวานก็ไหลเข้ามาในหัวทันที ไม่ใช่ความฝัน“ตื่นนานแล้วเหรอ?” เขาลูบหน้าตั้งสติแล้วถามอีกฝ่ายกลับ เมื่อเห็นว่าเพื่อนใหม่แต่งเครื่องแบบนักเรียนเช่นเดียวกันกับเมื่อวานเรียบร้อยแล้ว“สักพักแล้วล่ะ นายควรเตรียมตัวได้แล้วนะ เดี๋ยวจะสายเอา”“ไปไหน?” วิลเลียสลุกไปหยิบผ้าขนหนูขึ้นมาพาดไหล่ หลังจากเก็บที่นอนเรียบร้อย “ไปหาคนที่จะช่วยเราได้ไง”เซรอนเดินนำวิลเลียสไปยังอาคารสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางปีกขวาของโรงเรียน พวกเขาเดินมาจนถึงห้องที่มีประตูไม้สีดำ เซรอนไม่รีรอเคาะประตูไม้สองสามครั้ง“เข้ามา” ไม่นานเสียงตอบรับจากข้างในก็เอ่ยอนุญาต บานประตูจึงถูกผลักเข้าไปเบา ๆทันทีที่บานประตูไม้เปิดออก ก็ปรากฎห้องที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงตั้งแต่พื้นจรดเพดาน มีอุปกรณ์มากมายวางกองไว้ที่มุมห้อง โต๊ะขนาดใหญ่ถูกวางเด่นสะดุดตาอยู่กลางห้อง บนนั้นมีทั้งหนังสือที่เปิดค้า
บทที่ 10 เรียนรู้โลกใหม่ทางเดินคดเคี้ยวตามคำบอกของดาด้านั้นไม่เกินจริง พวกเขาเดินเบียดเสียดกับผู้คนที่แวะเวียนเข้าร้านนั้นออกร้านนี้อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเดินลึกเข้ามาเรื่อย ๆ ผู้คนก็เริ่มบางตา ร้านส่วนใหญ่จะขายอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการศึกษา จำวพวกหนังสือและอุปกรณ์เฉพาะทางต่าง ๆ จากที่เขาสังเกตุดูเหมือนโลกนี้จะยังอยู่ในช่วงที่กับคล้ายยุคกลางของโลกเดิม ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก เท่าที่เห็นยังคงใช้รถม้าในการเดินทาง และมีรถรางทั้งเครื่องไอน้ำและเคเบิลอยู่ในช่วงกำลังเปลี่ยนผ่านสินะ“รอตรงนี้นะ ฉันเข้าไปไม่นาน”เซรอนขอให้เขารออยู่นอกร้านที่เต็มไปด้วยพืชสมุนไพรทั้งแบบสดและตากแห้งแขวนอยู่เต็มไปหมด มีพืชหลายอย่างที่ดูแปลกตา และเนื่องจากขนาดร้านที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ พืชสมุนไพรหลายชิ้นจึงถูกวางสุมเป็นกองโตวิลเลียสยืนหลบอยู่ที่มุมหน้าร้าน มีลูกค้าเดินเข้าออก บางประปราย แต่ทุกคนล้วนออกมาพร้อมถุงหรือไม่ก็กระสอบใบใหญ่เซรอนเข้าไปไม่นานอย่างที่บอก เขาเดินออกมาพร้อมห่อกระดาษขนาดย่อม วิลเลียสไม่ได้สนใจถามว่าอีกฝ่ายเข้าไปซื้ออะไรจากร้านนั้น เพราะสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเขาตอนนี้คือรถรางไอน้ำที่ส่งเสียงหู
บทที่ 9 ไทม์สแคว์ใช้เวลาไม่นานพวกเขาก็มาถึงตลาดในเมืองเดลาที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนจากหลายรัฐ มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ในไทม์สแควร์ นอกจากพ่อค้าแม่ค้าแล้วยังคับคั่งไปด้วยผู้คนท่าทางภูมิฐานดูมีความรู้ แต่ละคนมักจะถือสมุดหรือไม่ก็หนังสือเล่มหนาในมือ ซึ่งสมกับที่เป็นเมืองแห่งการศึกษาจริง ๆ“คนที่นี่ดูมีความรู้กันทั้งนั้นเลยนะ”“ส่วนใหญ่คนที่อยู่ในเมืองนี้เป็นนักศึกษาหรือไม่ก็อาจารย์ที่เข้ามาศึกษาต่อจากรัฐอื่นน่ะ”เดินมาสักพักเซรอนก็พาเลี้ยวเข้าร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง มือหนาผลักเปิดประตูเข้าไปอย่างคุ้นเคยกุ๊งกิ๊ง~“สวัสดีครับ ขอรบกวนหน่อยนะครับ” เซรอนเอ่ยทักทายคนในร้าน“ไงเซรอนวันนี้มีแบบเสื้อผ้าอะไรมาเสนอหรือจ๊ะ” เจ้าของร้านหนุ่มหน้าสวยเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง“ลืมบอกไป ฉันออกแบบเสื้อผ้าส่งให้กับทางร้านเป็นงานอดิเรกน่ะ” คนตัวสูงหันมากระซิบ ก่อนหันไปเอ่ยปฏิเสธเจ้าของร้านอย่างสุภาพ“วันนี้ไม่งานมาเสนอหรอกครับ แต่มีเพื่อนมาด้วย อยากให้ดาด้าช่วยหาชุดเหมาะ ๆ สักสองสามชุด สะดวกไหมครับ”“แฟน?” ดาด้ามองจับผิดเซรอนที่ยกมือบอกปัด “ไม่ใช่ นี่เพื่อนครับ”“แหม ๆ ก็เห็นพาหนุ่มน้อยโอเมก้ามาคิดว่าจะเป็นแฟนเสี







