FAZER LOGINหลังจากมื้อค่ำผ่านพ้นทุกคนรวมถึงแขกที่มาเยือนบ้านโชติธนกิจตามคำรับเชิญของคุณหญิงสิรินนภาก็เข้ามานั่งรวมกันในห้องรับแขก เพราะมีเรื่องสำคัญจะแจ้งเมื่อคิดได้ว่าถึงเวลาเหมาะสมแล้วที่ทุกคนควรจะได้รู้
โดยเฉพาะรพีและนับเก้า
ร่างสูงในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยดังขมวดคิ้วยุ่ง ภายในใจร้อนรนเหมือนกำลังถูกไฟกองโตแผดเผา ขณะรับฟังเรื่องราวจากผู้เป็นแม่ที่รพีคิดว่ามันช่างบ้าบอที่สุดในชีวิต
นี่น่ะหรือเรื่องที่ท่านย้ำนักย้ำหนาว่าเขาจะต้องกลับบ้านมาเพื่อรับรู้ให้ได้
“หมั้น! แม่หมายความว่าจะให้ผมกับนับเก้า หมั้นกันเหรอครับ”
รพีถามย้ำอย่างหัวเสีย เขาคงจะแสดงความหงุดหงิดออกมามากกว่านี้ หากไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่นับถือนั่งอยู่ตรงนี้ด้วย
ชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองพลาดอย่างแรงที่ตอบตกลงมารดาว่าจะกลับมารับประทานมื้อเย็นด้วย แทนที่จะคลุกอยู่กับแฟนสาวคนสวยที่คอนโด
“ใช่ แม่กับคุณป้าสโรชามีความเห็นตรงกันว่าจะให้ลูกสองคนหมั้นกันไว้ก่อน พอหนูนับเก้าอายุครบยี่สิบหกปี ถือว่าไม่ช้าไม่เร็วไปเราจะจัดงานแต่งงานขึ้นทันที”
และข้อตกลงการหมั่นหมายที่ถูกเก็บงำมาหลายปีก็ถูกเปิดเผยโดยผู้เป็นแม่ สิรินนภาจำเป็นต้องเฉลยเพราะเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของลูกชายกับนางแบบสาวอะไรนั่น ชักเริ่มดังเข้าหูนางมากขึ้นเรื่อยๆ จะบอกว่าไม่ปลื้มนักก็คงใช่
“ถามนับเก้าหรือยังครับ ว่าน้องเต็มใจหรือเปล่า”
เขาอยากจะปฏิเสธออกมาเองใจแทบขาด แต่รพีเกรงว่าจะดูไร้มารยาทมากเกินไป เพราะที่ตรงนี้ไม่ได้มีแค่คนในครอบครัวของเขา ยังมีผู้ใหญ่คนอื่นๆ ด้วย
“หมั้นค่ะ นับตกลงจะหมั้นกับพี่รพี”
ทว่านับเก้ากลับตอบตกลงโดยแทบไม่ต้องคิด ผิดกับอีกฝ่ายที่จ้องคนตัวเล็กข้างกายตาเขม็ง รพีไม่คาดคิดมาก่อนว่าคนที่เขารักเหมือนน้องสาวจะให้คำตอบเช่นนี้
บรรดาผู้ใหญ่ต่างพึงพอใจในคำตอบ ไม่มีการไตร่ถามความเห็นใดๆ ต่อ ราวกับว่าคำตอบของนับเก้าถือเป็นคำตัดสินเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
รพีรู้สึกเหมือนตัวเองถูกมัดมือชกก็ไม่ปาน ได้แต่สะกดกลั้นอารมณ์ขุ่นมัวไว้ในใจ ไม่กล้าโวยวายหรือแสดงความไม่พอใจออกมา เพราะนั่นเท่ากับว่าเขากำลังหักหน้าพ่อกับแม่และทุกคนในโชติธนกิจ เขาโตเกินกว่าจะทำนิสัยสิ้นคิดแบบนั้น
“พี่ให้โอกาสนับคิดคำตอบอีกที”
พอได้มีโอกาสอยู่กันตามลำพังเพียงสองคน รพีก็ไม่รีรอที่จะคาดคั้นจากอีกฝ่าย ไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมนับเก้าถึงตัดสินใจแบบนั้น ชายหนุ่มมั่นใจว่าหลายปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยแสดงท่าทีเกินเลย หรือมากไปกว่าคำว่าพี่ชายกับน้องสาวสักครั้ง
“ไม่ค่ะ นับคิดดีแล้ว”
ร่างเล็กในชุดนักเรียนมัธยมปลายตอบโดยไม่หลบสายตา บ่งบอกให้ชายหนุ่มรู้ว่าเธอมั่นใจในคำตอบของตัวเองมากแค่ไหน
“ทำไมนับเก้า” รพีถามทั้งๆ ที่เขาพอจะเดาความรู้สึกของคนตรงหน้าได้แล้ว
“เพราะนับรักพี่รพี”
ไม่มีท่าทีตกใจหรืออาการดีใจจากฝ่ายตรงข้าม มีเพียงความว่างเปล่าในสายตาคู่คมดวงนั้นที่ส่งมาให้นับเก้า หัวใจดวงน้อยพลันเต้นรัวและก่อเกิดคำถามมากมายขึ้นมาในหัว
ทำไม? เกิดอะไรขึ้นแววตาที่พี่รพีเคยใช้มองเธอนั้นเต็มไปด้วยความรักหายไปไหนหมด…
เธอกำลังจะสูญเสียคนที่รักไปอีกแล้วใช่ไหม หรือแท้จริงนับเก้าไม่สมควรได้รับความรักอย่างที่ใครหลายคนบอกเอาไว้จริงๆ
เด็กสาวแทบอยากจะร้องไห้ออกมาเสียเดี๋ยวนั้น ถ้าไม่ติดว่าน้ำตาจะยิ่งทำให้เธอดูเป็นคนไร้ค่าและน่าสมเพช
“แต่พี่มีคนรักอยู่แล้ว และเรากำลังจะไปเรียนต่อด้วยกัน”
“อะ อะไรนะคะ”
เขาบอกว่ามีคนรักอยู่แล้วงั้นหรือ? ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน…
คำสารภาพตรงๆ ของรพีทำเอาหัวใจด้วยน้อยปวดหนึบ เหมือนมันกำลังตอกย้ำกับนับเก้าว่าเธอนั้นรักชายหนุ่มมากแค่ไหน และเหมือนเป็นการบอกเตือนกลายๆ ด้วยว่า
เธอสูญเสียเขาไปไม่ได้!
“แต่นับมาก่อนผู้หญิงคนนั้น นับมีสิทธิ์ที่จะเลือกก่อน”
ไม่รู้อะไรดลใจให้นับเก้าพูดออกไปแบบนั้น ตอนนี้รู้แค่ว่าถ้าหากจะต้องสูญเสียรพีไปให้ใครอื่นเธอยอมไม่ได้ เธอเจ็บปวดไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
“อีกไม่นานพี่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ หวังว่าระหว่างนี้นับจะทบทวนสิทธิ์ของตัวเองใหม่ เห็นแก่ความเป็นพี่น้องของเรานะนับเก้า”
ร่างสูงร่ายยาวออกมาไร้ซึ่งน้ำเสียงกรุ่นโกรธใดๆ ก่อนจะเดินจากไป ปล่อยให้นับเก้ายืนหน้าชากับคำว่า ‘ทบทวนสิทธิ์’
แทบไม่ต้องตีความหมายเอง ในเมื่อชายหนุ่มจำกัดไว้ชัดเจนแล้วว่าสถานะของเธอและเขาเป็นได้แค่ ‘พี่น้อง’
ร่างเล็กบอบบางในชุดนักเรียนเอกชนชื่อดังพยามเดินลัดเลาะไปตามสวนข้างบ้านที่แสงสว่างของหลอดไฟเข้าไม่ถึง
จุดหมายคือห้องครัวท้ายคฤหาสน์พรสรวงซึ่งเป็นสถานที่ที่นับเก้าแอบเลี้ยง ‘เจ้ามะลิ’ แมวจรตัวอ้วนกลมเอาไว้ได้ร่วมหนึ่งเดือนแล้ว
ไม่รู้ว่ามันหลงมาจากไหนเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้วมันแอบอยู่ใต้ต้นมะลิด้วยด้วยสภาพอิดโรยและหิวโซ อีกทั้งยังมีท่าทางหวาดกลัวเหมือนถูกทำร้ายมา
นับเก้าเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ แต่กฏของที่นี่คือห้ามเลี้ยงสัตว์ เธอเลยทำได้แค่หลบๆ ซ้อนๆ เพื่อเลี้ยงมัน
นับเก้าหอบเอาหัวใจอันแสนบอบช้ำกลับมาบ้าน เพื่อหวังให้แมวตัวอ้วนที่ตนแอบเลี้ยงไว้ช่วยปลอบประโลมความเศร้า ทว่าพอเดินมาถึงกรงขังข้างในนั้นกลับไร้เงาของเจ้ามะลิ
“เจ้ามะลิหายไปไหน หรือว่าใครแอบเอามันไปเล่นอีกแล้ว”
เด็กสาวพึมพำคนเดียวอย่างใจหาย แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามคิดในแง่ดีเข้าไว้ เด็กรับใช้ในบ้านสักคนคงจะเอามันเข้าไปเล่นในครัวเหมือนเคย
คิดได้ดังนั้นนับเก้าจึงสาวเท้าเข้าไปยังประตูท้ายครัว แต่ในนั้นกลับไร้วี่แววของเจ้ามะลิและมีเพียงเด็กรับใช้เหลืออยู่แค่สามคนที่ยืนมองเธอด้วยสีหน้าอ้ำอึ้ง
“มะลิหายไปไหนคะพี่ลูกจันทร์”
นับเก้าหันไปคาดคั้นเอาคำตอบจากหนึ่งในสามคนที่ยืนอยู่ และพี่ลูกจันทร์ยังเป็นคนที่ดูแลเจ้ามะลิใกล้ชิดที่สุดด้วย
“คุณหนูคะคือว่าาา…คุณดนัยแอบมาเล่นกับเจ้ามะลิแล้วเผลอทำหลุดน่ะค่ะ มันเลยเตลิดเข้าไปในบ้านทำลายข้าวของเสียหาย คุณผู้หญิงเลยสั่งคนให้เอาไปปล่อย”
หลังจากทนฟังน้ำเสียงสั่นเครือจนจบประโยค หัวใจดวงน้อยก็พลันหล่นวูบ นับเก้าเหมือนคนหูหนวกไปชั่วขณะไม่รับรู้สิ่งใดอีกนอกจากนั้น รู้อีกทีเด็กสาวก็พาตัวเองมายืนอยู่หน้าห้องรับแขกเสียแล้ว
“พวกคนใจร้าย”
มือบอบบางกำเข้าหากันแน่น เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของคนในห้องดังเล็ดลอดออกมา คนพวกนั้นทำร้ายได้แม้กระทั่งสัตว์ตัวน้อยๆ ไร้ที่พึ่งพิง แล้วยังมีหน้ามานั่งหัวเราะกันได้อีก
“คุณหนูคะ อย่าเข้าไปเลยนะคะ”
มือเรียวเล็กที่กำลังจะผลักบานประตูเข้าไปชะงัก เมื่อถูกสาวรับใช้อีกสามคนที่วิ่งตามหลังมาห้ามปราม แต่เพราะความโกรธและความเสียใจนับเก้าเลยไม่คิดจะหยุดยั้ง
“แกมาก็ดีแล้วนับเก้า ฉันจะได้คุยเรื่องราววุ่นวายที่เกิดขึ้นในวันนี้”
พอร่างเล็กปรากฏตัวเสียงหัวเราะของคนในห้องรับแขกก็พลันเงียบหาย แปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงหงุดหงิดจากผู้เป็นบิดาแทน
ซึ่งนับเก้าชินแล้วสำหรับบทลูกสาวแสนชัง
ดวงตากลมโตเหลือบมองผลการเรียนของตัวเองซึ่งยังคงนอนนิ่งอยู่ในซองเรียบร้อยตามเดิม ผิดกับของ ‘ดนัย’ น้องชายต่างแม่ของนับเก้า ที่พวกท่านกำลังชื่นชมกันออกนอกหน้า
แล้วเธอจะตั้งใจเรียนเพื่อขึ้นเป็นอันดันหนึ่งของสายชั้นไปเพื่ออะไร ในเมื่อไม่มีใครเห็นค่า แต่ชั่งเถอะเธอไม่ได้ตั้งใจจะมาพร่ำเพ้อเรื่องน่าน้อยใจอะไรพวกนี้
“ทำไมต้องไปยุ่งกับเจ้ามะลิมันด้วย ถ้านัยรู้ว่าดูแลไม่ได้ก็ไม่ควรไปเล่นกับมันตั้งแต่แรก”
คนตัวเล็กไม่สนใจคำบิดาแต่หันไปต่อว่าน้องชายต่างแม่แทน ทั้งนับเก้าและดนัยไม่ได้มีปัญหาหรือเรื่องผิดใจใดๆ กัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นสนิทสนม
“พี่นับผมไม่ได้ตั้งใจ ผมขอโทษ”
คนไม่ได้ตั้งใจทำแมวหลุดก็รู้สึกผิด หลายครั้งที่ดนัยแอบไปเล่นกับเจ้ามะลิและรับรู้มาโดยตลอดแต่ครั้งนี้มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ
“ทำไมต้องขอโทษในเมื่อลูกไม่ได้ตั้งใจ และถ้าจะหาคนผิดจริงๆ ก็ต้องเป็นคนที่กล้าเอาแมวตัวนั้นเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ ทั้งๆ ที่รู้กฏของบ้านดี”
‘คุณหญิงกรองแก้ว’ เชิดหน้าออกตัวแทนลูกชาย นางไม่ได้จงเกลียดจงชังอะไรเด็กสาวนี่นักหนา แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกรักเหมือนลูกในไส้ ออกจะไปทางไม่ชอบขี้หน้าเสียมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
“ขอตัวนะคะ จะจัดการอย่างไรต่อก็แล้วแต่คุณพี่เลยค่ะ”
นับเก้ามองตามหลังสองแม่ลูกด้วยความไม่ชอบใจ เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
คุณหญิงกรองแก้วที่ตกอยู่ในสถานะแม่เลี้ยงของเธอด้วยความจำยอม ไม่ค่อยอยากจะเสวนากับเธอสักเท่าไหร่นัก
“เลิกโทษแต่คนอื่น แล้วหัดมองให้เห็นความผิดของตัวเองบ้างนับเก้า”
พอภรรยาและลูกชายเดินพ้นประตู ‘ภวิศ’ ก็ต่อว่าลูกสาวทันที ยิ่งมองนับเก้าเขาก็ยิ่งรู้สึกเจ็บลึกอยู่ในอก เด็กสาวช่างเหมือนคนเป็นแม่นัก
หากเป็นไปได้เขาแทบไม่อยากมองหน้าลูกสาวตัวเองเลยด้วยซ้ำ เพราะคิดถึงหญิงคนรักจับใจและก็เจ็บปวดเกินกว่าจะบรรยาย
“พ่อเคยเห็นนับถูกด้วยเหรอคะ ที่มานี่นับก็แค่ต้องการอยากจะรู้ว่าเอาแมวไปปล่อยไว้ที่ไหน นับจะไปตามมันกลับมา”
เธอไม่ได้มาเพื่อแก้ตัว เพราะในสายตาของพ่อ นับเก้าไม่เคยถูก ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดอะไรไว้พ่อถึงได้จงเกลียดจงชังเธอ ทว่าตอนนี้โตพอที่จะเข้าใจแล้วว่าความผิดของเธอคือการเกิดมาและทำให้ผู้เป็นแม่ต้องตาย
“ไปสิ ออกไปตามหาแมวตัวนั้นกลับมา แต่ถ้าแกกล้าออกไปฉันจะไล่สามคนนี้ออก ข้อหาสมรู้ร่วมคิด!”
คนตัวเล็กนิ่งงันกับโอกาสที่บิดายื่นให้ แต่มันต้องแรกมาด้วยชีวิตของอีกสามคน นับเก้ามองพี่ลูกจันทร์และเด็กรับใช้ที่ยืนก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด เธอทำให้ทุกคนเดือดร้อนมามากพอแล้ว
“คิดดูดีๆ นะนับเก้า”
ภวิศทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไป ร่างเล็กทรุดลงนั่งอย่างหมดแรงเพราะไม่อาจทำอะไรได้ด้วยรู้ว่าบิดานั้นพูดจริง
“คุณหนูคะให้พวกเราออกไปตามเจ้ามะลิให้ไหมคะ”
เด็กสาวมองพี่ลูกจันทร์และเด็กรับใช้อีกสองคนที่รักเหมือนพี่สาวด้วยแววตาขอบคุณ ก่อนจะส่ายหัวปฏิเสธ เธอไม่อยากเอาสามคนนี้เข้ามาเสี่ยงอีกแล้ว
นับเก้าจึงทำได้แค่เพียงภาวนาขอเจ้ามะลิปลอดภัยรอดพ้นจากอันตราย ได้เจอคนดีๆ ที่พร้อมและเต็มใจจะรับเลี้ยงมัน
ถ้าเป็นไปได้นับเก้าก็อยากจะออกไปจากที่นี่เหมือนกัน ออกไปมีชีวิตอิสระของตัวเอง หลีกหนีไปให้ไกลจากคนในบ้านหลังนี้ที่เกลียดชังเธอ…
เวลาสิบเอ็ดนาฬิกาจุดเก้านาที ณ วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี...บทสวดจากท่านเจ้าอาวาสไม่ได้เข้าหูรพีแม้แต่นิด เพราะตอนนี้ในหัวเขาเอาแต่คิดถึงถึงพฤติกรรมของนับเก้าที่ผิดแผกแปลกไปจากเดิม วันนี้เธอไม่เย็นชาใส่เขา แถมยังยิ้มแย้มแจ่มใสจนเขาเริ่มหวั่นใจ... กลัวเหลือเกินว่าสิ่งที่เห็นในตอนนี้จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรแอบแฝงพอสิ้นบทสวดถังสังฆทานใบบิ๊กเบิ้มจำนวนหลายใบก็ถูกรพียกไปประเคนต่อหน้าพระเจ้าอาวาสวัด พร้อมกับซองปัจจัยอีกจำนวนหลายซอง การมาทำบุญของนับเก้าในวันนี้ ค่อนข้างจัดหนักจัดเต็มพอสมควร“คนนี้ใช่พ่อของแม่หนูไหม”ด้วยสายตาที่พร่าเรือนไปตามกาลเวลา ทำให้ท่านเจ้าอาวาสต้องหรี่ตาแล้วเพ่งมองมาทางรพี ก่อนจะหันไปเอ่ยถามหญิงสาวผู้เป็นหนึ่งเดียวตรงนั้น“ใช่ค่ะ” นับเก้าพนมมือขึ้นแล้วตอบรับทว่าคนถูกพลาดพิงถึงกับงง รพีไม่รู้มาก่อนว่นับเก้ารู้จักกับพระท่านนี้ มิน่าละเธอถึงเลือกมาทำบุญวัดนี้ ที่แท้ก็เป็นวัดที่มาเป็นประจำ“งั้นก็อย่าเสียเวลาจมปรักอยู่กับทิฐิอีกเลย จะมัวปล่อยให้ความทุกข์มาบดบังความสุขอยู่ทำไม ในเมื่อรู้ทางออกแล้วก็แก้ไขซะนะโยม”นับเก้ายิ้มรับพร้อมพยักหน้าน้อยๆ เธอรู้ดีว่าหลวงพ่อต้
“เมื่อกี้นับพูดจริงเหรอ”คำว่า ‘สามี’ ที่ได้ยินจากปากของหญิงสาวยังตราตรึงและติดอยู่ในใจ จนรพีไม่สามารถสลัดรอยยิ้มออกจากใบหน้าได้เลยให้ตายเถอะ!นับเก้าประกาศว่าเขาเป็นสามีต่อหน้าคนอื่น วินาทีแรกที่ได้ยินคำนั้นรพีเกือบจะยกมือขึ้นมาตบบ่องหูของตัวเอง แต่ก็ทำได้เพียงยืนเนื้อเต้นด้วยหัวใจระริกระรี้“เรื่องอะไรคะ? เรื่องใช้รถพี่รพีพาลูกไปฉีดวัคซีนน่ะเหรอ”เรื่องพาเด็กหญิงลักษิกาไปฉีดวัคซีนเป็นเรื่องจริง แล้วเมื่อครู่นับเก้าก็พึ่งตกลงกับพ่อของลูกเสร็จว่าเธอจะยอมใช้รถของเขาและให้เจ้าตัวขับพาไป“ไม่ใช่เรื่องนี้สิทูนหัว เรื่องที่นับเรียกพี่ว่าสามี... พูดจริงปะ พี่พร้อมเป็นให้นับได้เสมอ”“ไม่จริงค่ะ นับใช้พี่เป็นไม้กันหมาเฉยๆ”นับเก้าซ้อนรอยยิ้มภายใต้สีหน้าเรียบเฉย ขณะวางลูกน้องน้อยนอนลงบนคาร์ซีท ที่รพีพึ่งย้ายจากรถของเธอมาติดตั้งภายในรถของเขาแทน“นับอะ!” รพีออกอาการกระเง้ากระงอด อดตัดพ้อหญิงสาวไม่ได้จริงๆ ที่ชอบมาล้อเล่นกับหัวใจเขา‘หัวใจนะไม่ใช่เซเว่นที่จะเข้ามาเดินเล่นๆ แล้วก็จากไปน่ะ’ “ทำไมคะ? หรือพี่รพีไม่พอใจ ที่นับไปบอกกับคุณณวัฒน์เขาแบบนั้น”“ทูนหัวก็รู้ว่าพี่ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น พี่แ
ทางด้านรพีหลังจากส่งเมียกับลูกขึ้นรถกลับสระบุรีไปแล้ว ชายหนุ่มก็กลับขึ้นมาบนห้อง ลงมือเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวลงกระเป๋าใบย่อม เพียงไม่กี่นาทีก็กลับลงมาด้านล่าง“จะไปไหนลูก”แต่ลงมาได้ไม่กี่ก้าวรพีก็ถูกมารดาทักขึ้นเสียก่อน“ผมจะเข้าไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศน่ะครับ”“แล้วขนข้าวของอะไรไปเยอะเยอะ”ถ้าไม่ถามและรู้ว่าไปทำงาน สินนภาคงเข้าใจผิดคิดว่าลูกชายเก็บข้าวของหนีตามเมียแน่ๆ“ผมจะไปค้างที่นั่น ผลมทนอยู่ที่นี่ไม่ไหว”ดวงตาคมเข้มหลุบมองพื้นแล้วบอกความรู้สึกที่แท้จริงให้มารดาเข้าใจ เขาทนอยู่ที่นี่ไม่ไหว ในห้องมีแต่กลิ่นลูกกับภาพของนับเก้าวนเวียนอยู่เต็มไปหมด“ผมไปก่อนนะครับ”สิรินนภาพูดไม่ออกนางทำได้เพียงพยักหน้าและปล่อยให้ลูกชายเดินจากไป เห็นลูกเป็นแบบนี้คนเป็นแม่ก็แทบใจสลายต้องไปทำบุญวัดไหนหนอ ลูกชายของนางถึงจะสมหวัง“ถึงกับหนีออกจากบ้านเชียวเหรอ”ร่างสูงหยุดชะงักเป็นรอบที่สอง คราวนี้เป็นน้องชายคนเล็กที่เอ่ยทักเขา“กูไม่ได้หนี กูกำลังจะไปทำงาน”เป็นอย่างปากว่าจริงๆ รพีตั้งใจจะกลับไปเคลียร์งานที่ละเลยมานานหลายเดือน ป่านนี้เอกสารคงกองท่วมหัว หรือไม่ก็คงจะล้นออกมาจนถึงนอกห้องแล้วก็เป็นได้
“ได้เวลาต้องไปแล้วเหรอ”รพีหันไปเห็นแม่ของลูกก่อนเธอจะเอยท้วงเขารับเช็ดน้ำตาออกจากแก้มสากที่มันตกลงมาอย่างไม่รู้ตัว แค่รู้ว่าต้องปล่อยเธอกับลูกออกห่างจากอกเขาก็รู้สึกชาหนึบไปถึงขั้วหัวใจเมื่อคืนทั้งคืนรพีแทบไม่ได้นอนด้วยซ้ำ เขาเฝ้ามองดูสองแม่ลูกยันเช้า ตั้งใจจะเก็บช่วงเวลาเหล่านี้เอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะไม่รู้เลยว่าชาตินี้จะมีโอกาสได้ทำอีกหรือเปล่า“ค่ะ ออกช้ากว่านี้นับกลัวรถเยอะ”“ลูกหลับ... ให้พี่เดินไปส่งที่รถนะ”นับเก้าไม่ได้ปฏิเสธพร้อมหลีกทางให้รพีเดินนำหน้า แล้วเธอก็เดินตามหลังเขาออกไปทำให้เธอเห็นได้ชัดเจนว่าบ่ากว้างที่เคยแข็งแกร่งและผ่าเผยมาตลอดนั้น บัดนี้กลับห่อเหี่ยวแห้งแล้งไร้ความสง่าเหมือนอย่างเคย“แล้วพ่อจะรีบเคลียร์งานเพื่อไปหาหนูนะครับ”รพีวางหนูน้อยนับหนึ่งนอนลงบนคาร์ซีทที่ถูกจัดเตรียมไว้ในรถ ก่อนโน้มตัวลงไปจุมพิตแผ่วเบาข้างแก้มใสของลูกน้อยอีกหลายที ถึงยอมตัดใจถอยห่างออมาอย่างอ้อยอิ่งรู้อยู่แก่ใจว่าอีกไม่กี่วันเราต้องได้เจอกันอีก แต่การปล่อยมือจากสองแม่ลูกที่เป็นดั่งดวงใจและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูกมานานหลายเดือนย่อมรู้สึกใจหายเป็นธรรมดารพีไม่
นับเก้าไม่ได้กลับสระบุรีทันทีหลังออกจากโรงพยาบาล ทุกคนลงคะแนนเสียงตรงกันว่าให้เธอกลับมาอยู่ที่บ้านโชติธนกิจต่ออีกสักพัก จนกว่าจะเลี้ยงเจ้าตัวเล็กคล่องซึ่งเธอเองก็คิดแบบนั้นเพราะที่นี่ล้วนมีแต่พี่เลี้ยงที่มากด้วยประสบการณ์ตรงทุกคน“พริมว่าคุณนับต้องกินน้ำหัวปรีเสริมค่ะ ถ้านมมาน้อยขนาดนี้ไม่ทันหนูหนึ่งกินแน่ๆ”อย่างเช่นสองสะใภ้แห่งบ้านโชติธนกิจ ที่ช่วยสอนวิธีการเป็นแม่ลูกอ่อนให้นับเก้าแทบทุกอย่าง และแนะนำการแก้ไขปัญหาที่ไม่มีเขียนบอกเอาไว้ในตำราหนังสือก่อนจะคลอดเธอศึกษาไว้เยอะพอสมควร ทว่าพอลงหน้างานจริงๆ กลับมีอยู่ไม่กี่อย่างที่ใช้ได้ส่วนปัญหาที่คุณแม่มือใหม่ต้องประสบพบเจอในหนึ่งวันแต่พันมีกว่าเรื่องไม่เกินจริง...“มียี่ห้อไหนแนะนำไหมคะ”“มีแน่นอนค่ะ ตอนนี้เพียงก็ยังกินอยู่ คุณนับจะให้เพียงกดสั่งให้เลยไหมคะ”คุณแม่ลูกสองอย่างเพียงฟ้าเปิดรูปผลิตภัณฑ์เสริมน้ำนมที่ตนเองกินอยู่เป็นประจำให้คุณแม่มือใหม่ดู พร้อมกับอาสา“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะ ถ้าไม่ได้คุณพริมกับคุณเพียง นับคงไปไม่เป็น”หญิงสาวเหลือบมองลูกน้อยในวัยสามเดือนที่พึ่งกลมให้หลับไปหยกๆ ด้วยความอ่อนเพลีย แต่ถึงกระนั้นในแววตาก็ยัง
กำหนดคลอดยังเหลืออยู่อีกตั้งหนึ่งอาทิตย์ แต่ดูเหมือนยายลูกสาวหัวรั้นของนับเก้าอยากจะออกมาดูโลกกว้างก่อนเวลาอันควรเสียแล้วขณะนี้เป็นเวลากี่โมงหญิงสาวไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่หากให้เดาจากความรู้สึกและเสียงนกเสียงการอบๆ บ้านคงจะเป็นช่วงเช้ามืด“พี่รพีคะ พี่รพี!” นับเก้ากัดฟันเรียกชื่อคนที่นอนหลับอยู่ข้างๆ เตียง เมื่ออาการปวดหน่วงๆ เหมือนเมื่อสิบนาทีก่อนกลับมาเยือนอีกละลอก“นับจะเอาอะไรครับ หรือว่าอยากเข้าห้องน้ำ”คนถูกปลูกให้ตื่นนอนท่ามกลางฝันหวานงวงเงียลุกขึ้นนั่ง ก่อนเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟเหนือหัวเตียง เพื่อถามความต้องการของคนท้อง“นับเจ็บท้อง”“ห๊ะ! จะ เจ็บท้องจะคลอดลูกเหรอ ยังไง? หมายถึงพี่ต้องทำยังไง”เท่านั้นแหละอาการสะลืมสะลือเมื่อครู่อันตรธานหายวับภายในชั่วพริบตา รพีผุดลุกขึ้นยืนแล้วเดินวนไปมารอบๆ เตียงนอนราวหนูติดจั่นไม่รู้ว่าจะเริ่มจากส่วนไหนก่อนดี ทั้งๆ ที่หาข้อมูลเตรียมตัวรับมือไวแล้วแท้ๆ แต่พอเผชิญกับสถาการณ์จริง สมองเขากลับเรียบเรียงไม่ถูก“อย่างแรกพี่รพีต้องตั้งสติก่อนค่ะ แล้วพานับไปโรงพยาบาล”ว่าที่คุณแม่อดไม่ได้ที่จะทอนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดูเอาเถิด... เธอเจ็บท้องจะคลอดรพีย







