Se connecterเธอทั้งสวย รวยเก่ง เพียบพร้อมไปหมดทุกอย่าง ตั้งแต่ฐานะยันรากเหง้าของวงศ์ตระกูล ข้อผิดพลาดเดียวที่เธอมี คือปักใจรักผู้ชายอย่างเขา "พี่รพีรักนับบ้างหรือยังคะ?" ไม่ใช่เห็นเธอมีค่าแค่ตอน 'อยู่บนเตียง' "เอากันแค่ทีสองที มันไม่ได้ทำให้คนรักกันง่ายขนาดนั้นหรอกนะเด็กน้อย" "ทะ ที สองทีที่ไหน!" ถ้าเก็บเงินเขาเป็นรายครั้งป่านนี้เธอคงกลายเป็นมหาเศษฐีไปแล้ว! --- ทุ่มเทไปตั้งมากมาย เสียทั้งตัว เสียทั้งใจ แต่สุดท้าย... 'นับท้อง! พี่รพีได้ยินไหมคะ' 'ท้องกลับใคร?' "ท้องกับควายมั้ง! ไอ้ผัวเฮงซวย!" --- "ดูเหมือนพี่รพรีจะสูบหนักกว่าเมื่อก่อนอีกนะคะ" "พี่เครียดๆ น่ะ แต่หลังจากนี้พี่จะเลิกสูบแล้วนะ... เพื่อลูกของเรา" "ไม่สงสัยแล้วเหรอคะ ว่าเขาเป็นลูกของใคร"
Voir plusการถูกรักหรือการเป็นที่รักของใครสักคนมันเป็นอย่างไร? เพราะสำหรับ ‘นับเก้า’ความรักที่พยายามไขว้คว้าเอาไว้เท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะยิ่งไกลออกไปทุกที
หรือแท้จริงแล้วเธอไม่คู่ควรกับการถูกรัก เหมือนอย่างที่ใครหลายคนบอกเอาไว้…
เด็กหญิงนับเก้า พรสรวง วัยเก้าขวบวางสีไม้ในมือลงพลางถอนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อได้ยินเสียงดังเกรียวกราวของเด็กๆ ในวัยไล่เลี่ยกับเธอ ดังออกมาให้ได้ยินถึงสวนดอกไม้ด้านนอกตัวบ้าน อีกทั้งเสียงหัวเราะยังดังเข้ามาใกล้เธอเรื่อยๆ ด้วย
“อุตส่าห์หนีออกมานั่งข้างนอกแล้วแท้ๆ”
เด็กหญิงตัวน้อยบ่นกับตัวเอง ถ้ารู้ว่าวันนี้บ้านคุณหญิงป้าจะมีแขกมาเยือน นับเก้าก็คงไม่มา
เพราะผู้เป็นพ่อย้ำชัดกับเธอไว้เสมอว่าเวลามีแขกไปใครมาที่คฤหาสน์พรสรวง เธอต้องเก็บตัวให้เงียบๆ หรือต่อให้เป็นที่นี่เธอก็ควรปฏิบัติตัวไม่ต่างกัน
“โอ๊ย! นับเจ็บนะพี่จอมพล”
นับเก้าโอดครวญเมื่อผมเปียที่ผู้เป็นป้าถักไว้ให้ทั้งสองข้างถูกดึงด้วยแรงที่ไม่มากนัก แต่ก็เกือบหงายหลังตกเก้าอี้ จากฝีมือลูกพี่ลูกน้องจอมแสบของเธอนั่นเอง
“ทำไมไม่เข้าไปเล่นด้วยกัน”
ถามเสร็จ ‘จอมพล’ ก็หยิบขนมที่เหลืออยู่ไม่กี่ชิ้นในจานเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างไม่ใส่ใจในคำตอบเพราะเขาแค่มาถามตามที่แม่สั่งเท่านั้น
ซึ่งแขกตัวเล็กอีกสองคนที่มาเยือนก็ทำแบบเดียวกัน กระทั่งขนมที่นับเก้าอุตส่าห์หยิบติดมือออกมาจากในบ้านหมดเกลี้ยงจาน
“พวกพี่จะมาแย้งนับกินทำไมเนี่ย ในครัวก็มีตั้งเยอะ”
เด็กหญิงมองจานขนมที่วางเปล่าสลับกับมองหน้าเด็กชายทั้งสามคนด้วยสายตาขุ่นเคือง
พอจอมพลรู้ดังนั้นจึงคว้าเอาจานใบเดิมแล้วตรงไปยังห้องครัวเพื่อไปเติมขนมมาคืนน้องสาว เพราะแม่สั่งไว้ว่าให้ดูแลน้องดีๆ มิฉะนั้นจะโดนทุบหลังไม่ใช่น้อยๆ
“พี่ชื่ออัสนีนะที่แปลว่าสายฟ้าน่ะ เป็นพี่ชายของไอ้นี่”
เด็กชายอัสนีชี้ไปทางน้องชายข้างๆ
“ส่วนพี่ชื่ออาทิตย์ที่แปลว่าดวงอาทิตย์ เป็นน้องชายของไอ้นี่”
ซึ่งอาทิตย์ก็ทำแบบเดียวกัน พวกเขาแย้งขนมกินจนหมดจานแล้วพึ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมแนะนำตัว ทว่าเด็กหญิงกลับมีท่าทีไม่สนใจและหันกลับไประบายสีลงกระดาษตามเดิม
“ไม่ได้ยินที่เราสองคนพูดด้วยเหรอ”
เด็กชายอาทิตย์ที่ใจร้อนสมกับชื่อถามคนตรงหน้าเสียงแข็ง คนไม่เคยโดนเมินเฉยชักหงุดหงิดใจ ใครๆ ก็ต่างชื่นชมความน่ารักของพวกเขาทั้งนั้น แล้วยายเด็กนี่เป็นใครถึงได้กล้ามาทำเป็นไม่สนใจพวกเขา
“ได้ยินแต่ไม่อยากพูดด้วย”
เด็กหญิงนับเก้าเตรียมเก็บของบนโต๊ะเพื่อหลีกหนีจอมวุ่นวายทั้งสามไปที่อื่น หากผู้เป็นพ่อและแม่เลี้ยงรู้เข้า ว่าเธอไปวุ่นวายกับแขกอาจจะโดนดุเอาได้
ถึงแม้ว่าที่นี่จะไม่ใช่ที่คฤหาสน์พรสรวงก็ตาม แต่ใครจะรู้ว่าเรื่องนี้จะไม่กระเด็นเข้าหูพวกท่าน เก็บตัวเงียบๆ ไม่พูดและไม่บอก ‘สถานะที่แท้จริง’ กลับใครอย่างที่เคยทำมานั่นแหละดีแล้ว
“ไม่พูดก็ไม่ต้องพูด รู้ไหมไม่มีใครรักเด็กดื้ออย่างเธอหรอกนะ”
เด็กชายใจร้อนอย่างอาทิตย์ไม่พูดเปล่า เอื้อมมือมาดึงผมเปียจนร่างเล็กเสียหลักล้มลงกับพื้น ดวงตากลมโตร้อนของนับเก้าพลันผ่าว ก่อนหยดน้ำตาจะไหลรินลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
นับเก้าไม่ได้เจ็บกาย โดนแกล้งแค่นี้ไกลหัวใจนัก แต่เพราะคำว่า ‘ไม่มีใครรัก’ ต่างหากที่ทำให้เธอร้องไห้ออกมา
“หยุดนะ!!! ทำอะไรกันฉันจะฟ้องแม่ให้หมดเลย” พอเด็กชายทั้งสองหันไปเห็นคนมาใหม่ก็พากันวิ่งหนีเตลิดไปคนละทิศละทาง
และในขณะที่นับเก้าก้มหน้าลงกับพื้นเพื่อซ้อนหยดน้ำตาของความอ่อนแอ เสียงเข้มของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น พร้อมกับอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นที่ค่อยๆ โอบประคองเธอขึ้นมานั่งบนเก้าอี้
“เจ็บตรงไหนไหมครับ”
นับเก้าส่ายหัวทั้งยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามอง เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกสมเพชกับความอ่อนแอของเธอ อย่างที่พ่อเคยพูดกับเธออยู่เสมอ ว่าการเป็นคนอ่อนแอนั้นไร้ค่า
“ไม่ต้องกลัวพี่นะ ชื่อนับเก้าใช่ไหม? เอานี่ไปเช็ดหน้าซะจะได้กลับมาน่ารักเหมือนเดิม”
มือเล็กๆ รับผ้าเช็ดหน้าสีเข้มมาถือไว้แล้วจัดการตามที่พี่ชายคนดังกล่าวบอก ไม่รู้ทำไมนับเก้าถึงไม่คิดถือตัวกับคนๆ นี้ อาจเป็นเพราะเสียงนุ่มๆ กับความใจดีที่เขามอบให้หรือเปล่านะ
หลังจากจัดการตัวเองเรียบร้อยเด็กหญิงจึงเงยหน้าขึ้นมา ดวงตากลมโตคู่สวยยังคงแดงช้ำจากการร้องไห้มองคนตัวสูงด้วยแววตาสงสัยคล้ายจะถามว่าเขาเป็นใคร
“พี่ชื่อรพี เป็นพี่ชายของไอ้เจ้าพวกนั้น พี่ขอโทษแทนน้องชายด้วยนะ”
‘รพี โชติธนกิจ’ ในวัยสิบหกปีซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น มองเด็กสาวตรงหน้าด้วยแววตาเอ็นดู ความตั้งใจแรกที่จะมาตามน้องๆ ไปกินข้าวตามที่แม่สั่งหายวับ เมื่อเห็นว่าสาวน้อยน่ารักตรงหน้ากำลังโดนไอ้พวกลิงทะโมนกลั่นแกล้ง
นับเก้าน่าเอ็นดูขนาดนี้ไอ้น้องเวรพวกนั้นใจร้ายกับเธอลงได้อย่างไร ไม่ต้องแดกหรอกข้าวน่ะ หาหญ้าแถวนี้กินประทังหิวเอาก็แล้วกัน รพีคิดพาลน้องชายทั้งสองคน
“แล้วชื่อของพี่รพีแปลว่าอะไรคะ”
คนตัวเล็กเอียงคอถามอย่างสงสัย ก็เมื่อครู่น้องชายทั้งสองคนของเขาแนะนำตัวพร้อมกับบอกความหมายด้วย นับเก้าก็เลยอยากรู้ว่าชื่อของพี่ชายใจดีคนนี้มีความหมายว่าอย่างไร
“รพี แปลว่าพระอาทิตย์ครับ”
ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับทำให้นับเก้าหน้ายุ่งยิ่งกว่าเดิม คิ้วเรียงสวยพากันขมวดเป็นปมปากเล็กๆ จิ้มลิ้มขมุบขมิบไปมาราวกับบ่นอะไรอยู่คนเดียว
“น้องนับเก้าไม่ชอบเหรอครับ” รพีเห็นอาการของคนตัวเล็กก็อดสงสัยไม่ได้
เด้กหญิงพยักหน้ายอมรับแทนคำตอบ ก็ความหมายของชื่อเขามันเหมือนกับชื่อของเด็กผู้ชายคนที่แกล้งเธอเมื่อครู่ ทำไมคนพวกนั้นถึงไม่ใจดีแบบพี่ชายกันบ้างนะ
“ทำไมละครับ ชื่อพี่ไม่เพราะเหรอ”
“มันเหมือนชื่อของคนที่แกล้งนับเมื่อกี้เลย”
เท่านั้นแหละรพีจึงเข้าใจเหตุผลว่าทำไมคนตัวน้อยถึงไม่ชอบความหมายของชื่อเขา
“แต่พี่ไม่เหมือนพวกนั้นนะ พี่จะไม่แกล้งนับเก้าเด็ดขาด แล้วพี่ก็จะปกป้องนับเก้าด้วย”
“จริงนะคะ”
คำว่าจะ ‘ปกป้อง’ ทำเอาหัวใจดวงน้อยๆ ของนับเก้าพองโตจนคับแน่นอก ไม่เคยมีใครพูดแบบนี้กับเธอมาก่อน แม้กระทั่งคนในครอบครัว…
“เกี่ยวก้อยสัญญากัน”
นับเก้ามองนิ้วก้อยที่ยืนมาตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม แล้วไม่คิดรีรอที่จะเกี่ยวก้อยสัญญากับอีกฝ่ายไว้
ซึ่งรอยยิ้มนั้นถึงกับทำรพีดวงตาพร่าเบลอไปชั่วขณะ เป็นรอยยิ้มที่เรียกว่าหวานที่สุด เท่าที่เขาเคยเจอมา
เพราะเขานั่งคุยกับคนตัวเล็กมาตั้งนานแล้ว และนี่นับว่าเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแรกของเด็กหญิงตรงหน้าเลยก็ว่าได้
รพีจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเด็กน้อยน่ารักอย่างนับเก้า แววตากลมโตถึงได้เต็มไปด้วยความโศกเศร้ามากมายขนาดนี้
แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขา รพีแค่สงสารที่นับเก้าโดนแกล้ง แล้วที่ดวงตาของเธอเศร้าหมองอาจเป็นเพราะเธอซุกซนแล้วโดนคนที่บ้านดุมาก็ได้ น้องชายสองคนของเขายังโดนแม่ด่าว่าอยู่บ่อยๆ เลย
สิ่งที่รพีทำลงไปทั้งหมดเป็นเพราะความหวังดี ซึ่งไม่มีทางรู้ตัวเลยว่าความใจดีของตนนั้น มันค่อยๆ ถักทอขึ้นเป็นสายใยรัก
ความไว้ใจ และความผูกพันภายในหัวใจดวงน้อยๆ ของนับเก้า
มันมากมายเสียจนล้นออกมาผูกมัดตัวเองไว้ในอนาคตอย่างไม่รู้ตัว จนไม่อาจดิ้นหนีไปไหนได้เลย...
เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของหลานสาวที่พึ่งปรากฏให้เห็นเมื่อครู่นี้ ตกอยู่ในสายตาของ ‘สโรชา’ มาตลอด วันหยุดทุกๆ เสาร์และอาทิตย์นางมักจะไปรับนับเก้ามาเล่นที่บ้าน เพื่อหวังว่ามันจะช่วยลดความเศร้าสร้อยของหลานสาวตัวน้อยได้บ้าง
ตั้งแต่แม่ผู้ให้กำเนิดของเด็กนับเก้าเสียชีวิตทันทีหลังคลอด ‘ภวิศ’ น้องชายแท้ๆ ของสโรชาก็เปลี่ยนไปไม่สนใจใยดี แม้กระทั่งลูกในไส้ อีกทั้งยังกล่าวโทษเด็กตัวน้อยๆ ว่าเป็นต้นเหตุทำให้หญิงอันเป็นที่รักต้องตาย
หลังจากภรรยาตายได้ไม่ถึงหนึ่งปี ภวิศก็ต้องแต่งงานใหม่เพื่อมีทายาทเป็นผู้ชายไว้สืบสกุลเก่าแก่ เป็นเคราะห์ซ้ำกำซัดของหนูน้อยนับเก้าแท้ๆ เมื่อบิดามีครอบครัวใหม่เด็กน้อยก็ยิ่งถูกผลักไสออกไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็นส่วนเกินของครอบครัวนี้ไปโดยปริยาย
โลกใบนี้ช่างแสนใจร้ายกับเด็กหญิงนับเก้า
สโรชาอดเห็นใจและสงสารหลานสาวตัวน้อยไม่ได้ หากไล่ตามลำดับนับเก้าถือว่าเป็นทายาทอับดับแรกของตระกูลพรสรวงด้วยซ้ำ มีสิทธิ์และเสียงทุกอย่างในทรัพย์สมบัติของตระกูลไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจทุกอย่างในเครือพรสรวง
แต่ก็อย่างที่เห็น ตอนนี้สโรชาอยากให้หลานสาวหลุดพ้นจากคนพวกนั้นมากกว่า…
“น้องสิรินคะ คือพี่มีเรื่องจะปรึกษา”
สโรชาละสายตาจากหลานสาวที่กำลังยิ้มร่าอยู่กับรพี ลูกชายของคนที่นางเรียกไปเมื่อครู่ แล้วมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าหนักใจ
“พูดมาเถอะค่ะคุณพี่ เราคนกันเองแท้ๆ”
‘สรินนภา’ ยิ้มรับคนตรงหน้า เราทั้งสองครอบครัวช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาเนิ่นนาน ตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ไม่ว่าสโรชาจะต้องการอะไรนางก็พร้อมช่วยเหลือเต็มที่
“จำเรื่องการหมั้นหมายของลูกๆ เราได้ไหมคะ”
“หื้มมม ต้องจำได้สิคะ น่าเสียดายที่เราสองครอบครัวไม่ได้เกี่ยวดองกัน มีลูกกี่คนก็เป็นผู้ชายหมด”
คุณแม่ลูกสามทำหน้าเหนื่อยใจ สิรินนภาตั้งท้องลูกคนที่สองพร้อมๆ กับที่สโรชาตั้งท้องลูกคนแรก ทั้งคู่เลยสัญญากันว่าถ้าลูกออกมาจะให้หมั้นหมายกันไว้ แต่แล้วเป็นอันต้องผิดหวังเมื่อแตกหน่อออกผลมาเท่าไหร่ก็มีแต่ลูกชาย
“ว่าแต่คุณพี่ถามทำไมคะ” สรินนภาแปลกใจ
“ถ้าพี่จะเปลี่ยนให้หลานสาวของพี่ หมั้นหมายกับลูกชายคุณน้องแทนจะมีปัญหาอะไรไหมคะ คือว่า…”
สีหน้าของสโรชาบ่งบอกถึงความหนักใจอย่างเห็นได้ชัด เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่ตนร้องขอนั้นมากเกินไป
“ไม่มีปัญหาแน่นอนค่ะ น้องยินดีมากและเมื่อถึงเวลาเราจะบอกเด็กๆ ให้รับรู้”
ทว่ารอยยิ้มยินดีที่อีกฝ่ายส่งกลับมาโดยที่ไม่ต้องเอ่ยอะไรต่อทำให้นางใจชื้นได้ไปเปราะหนึ่ง ครอบครัวโชติธนกิจนี่แหละดีที่สุดเหมาะสมและควรค่าแก่การฝากฝังความหวังไว้จริงๆ
เวลาสิบเอ็ดนาฬิกาจุดเก้านาที ณ วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี...บทสวดจากท่านเจ้าอาวาสไม่ได้เข้าหูรพีแม้แต่นิด เพราะตอนนี้ในหัวเขาเอาแต่คิดถึงถึงพฤติกรรมของนับเก้าที่ผิดแผกแปลกไปจากเดิม วันนี้เธอไม่เย็นชาใส่เขา แถมยังยิ้มแย้มแจ่มใสจนเขาเริ่มหวั่นใจ... กลัวเหลือเกินว่าสิ่งที่เห็นในตอนนี้จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรแอบแฝงพอสิ้นบทสวดถังสังฆทานใบบิ๊กเบิ้มจำนวนหลายใบก็ถูกรพียกไปประเคนต่อหน้าพระเจ้าอาวาสวัด พร้อมกับซองปัจจัยอีกจำนวนหลายซอง การมาทำบุญของนับเก้าในวันนี้ ค่อนข้างจัดหนักจัดเต็มพอสมควร“คนนี้ใช่พ่อของแม่หนูไหม”ด้วยสายตาที่พร่าเรือนไปตามกาลเวลา ทำให้ท่านเจ้าอาวาสต้องหรี่ตาแล้วเพ่งมองมาทางรพี ก่อนจะหันไปเอ่ยถามหญิงสาวผู้เป็นหนึ่งเดียวตรงนั้น“ใช่ค่ะ” นับเก้าพนมมือขึ้นแล้วตอบรับทว่าคนถูกพลาดพิงถึงกับงง รพีไม่รู้มาก่อนว่นับเก้ารู้จักกับพระท่านนี้ มิน่าละเธอถึงเลือกมาทำบุญวัดนี้ ที่แท้ก็เป็นวัดที่มาเป็นประจำ“งั้นก็อย่าเสียเวลาจมปรักอยู่กับทิฐิอีกเลย จะมัวปล่อยให้ความทุกข์มาบดบังความสุขอยู่ทำไม ในเมื่อรู้ทางออกแล้วก็แก้ไขซะนะโยม”นับเก้ายิ้มรับพร้อมพยักหน้าน้อยๆ เธอรู้ดีว่าหลวงพ่อต้
“เมื่อกี้นับพูดจริงเหรอ”คำว่า ‘สามี’ ที่ได้ยินจากปากของหญิงสาวยังตราตรึงและติดอยู่ในใจ จนรพีไม่สามารถสลัดรอยยิ้มออกจากใบหน้าได้เลยให้ตายเถอะ!นับเก้าประกาศว่าเขาเป็นสามีต่อหน้าคนอื่น วินาทีแรกที่ได้ยินคำนั้นรพีเกือบจะยกมือขึ้นมาตบบ่องหูของตัวเอง แต่ก็ทำได้เพียงยืนเนื้อเต้นด้วยหัวใจระริกระรี้“เรื่องอะไรคะ? เรื่องใช้รถพี่รพีพาลูกไปฉีดวัคซีนน่ะเหรอ”เรื่องพาเด็กหญิงลักษิกาไปฉีดวัคซีนเป็นเรื่องจริง แล้วเมื่อครู่นับเก้าก็พึ่งตกลงกับพ่อของลูกเสร็จว่าเธอจะยอมใช้รถของเขาและให้เจ้าตัวขับพาไป“ไม่ใช่เรื่องนี้สิทูนหัว เรื่องที่นับเรียกพี่ว่าสามี... พูดจริงปะ พี่พร้อมเป็นให้นับได้เสมอ”“ไม่จริงค่ะ นับใช้พี่เป็นไม้กันหมาเฉยๆ”นับเก้าซ้อนรอยยิ้มภายใต้สีหน้าเรียบเฉย ขณะวางลูกน้องน้อยนอนลงบนคาร์ซีท ที่รพีพึ่งย้ายจากรถของเธอมาติดตั้งภายในรถของเขาแทน“นับอะ!” รพีออกอาการกระเง้ากระงอด อดตัดพ้อหญิงสาวไม่ได้จริงๆ ที่ชอบมาล้อเล่นกับหัวใจเขา‘หัวใจนะไม่ใช่เซเว่นที่จะเข้ามาเดินเล่นๆ แล้วก็จากไปน่ะ’ “ทำไมคะ? หรือพี่รพีไม่พอใจ ที่นับไปบอกกับคุณณวัฒน์เขาแบบนั้น”“ทูนหัวก็รู้ว่าพี่ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น พี่แ
ทางด้านรพีหลังจากส่งเมียกับลูกขึ้นรถกลับสระบุรีไปแล้ว ชายหนุ่มก็กลับขึ้นมาบนห้อง ลงมือเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวลงกระเป๋าใบย่อม เพียงไม่กี่นาทีก็กลับลงมาด้านล่าง“จะไปไหนลูก”แต่ลงมาได้ไม่กี่ก้าวรพีก็ถูกมารดาทักขึ้นเสียก่อน“ผมจะเข้าไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศน่ะครับ”“แล้วขนข้าวของอะไรไปเยอะเยอะ”ถ้าไม่ถามและรู้ว่าไปทำงาน สินนภาคงเข้าใจผิดคิดว่าลูกชายเก็บข้าวของหนีตามเมียแน่ๆ“ผมจะไปค้างที่นั่น ผลมทนอยู่ที่นี่ไม่ไหว”ดวงตาคมเข้มหลุบมองพื้นแล้วบอกความรู้สึกที่แท้จริงให้มารดาเข้าใจ เขาทนอยู่ที่นี่ไม่ไหว ในห้องมีแต่กลิ่นลูกกับภาพของนับเก้าวนเวียนอยู่เต็มไปหมด“ผมไปก่อนนะครับ”สิรินนภาพูดไม่ออกนางทำได้เพียงพยักหน้าและปล่อยให้ลูกชายเดินจากไป เห็นลูกเป็นแบบนี้คนเป็นแม่ก็แทบใจสลายต้องไปทำบุญวัดไหนหนอ ลูกชายของนางถึงจะสมหวัง“ถึงกับหนีออกจากบ้านเชียวเหรอ”ร่างสูงหยุดชะงักเป็นรอบที่สอง คราวนี้เป็นน้องชายคนเล็กที่เอ่ยทักเขา“กูไม่ได้หนี กูกำลังจะไปทำงาน”เป็นอย่างปากว่าจริงๆ รพีตั้งใจจะกลับไปเคลียร์งานที่ละเลยมานานหลายเดือน ป่านนี้เอกสารคงกองท่วมหัว หรือไม่ก็คงจะล้นออกมาจนถึงนอกห้องแล้วก็เป็นได้
“ได้เวลาต้องไปแล้วเหรอ”รพีหันไปเห็นแม่ของลูกก่อนเธอจะเอยท้วงเขารับเช็ดน้ำตาออกจากแก้มสากที่มันตกลงมาอย่างไม่รู้ตัว แค่รู้ว่าต้องปล่อยเธอกับลูกออกห่างจากอกเขาก็รู้สึกชาหนึบไปถึงขั้วหัวใจเมื่อคืนทั้งคืนรพีแทบไม่ได้นอนด้วยซ้ำ เขาเฝ้ามองดูสองแม่ลูกยันเช้า ตั้งใจจะเก็บช่วงเวลาเหล่านี้เอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะไม่รู้เลยว่าชาตินี้จะมีโอกาสได้ทำอีกหรือเปล่า“ค่ะ ออกช้ากว่านี้นับกลัวรถเยอะ”“ลูกหลับ... ให้พี่เดินไปส่งที่รถนะ”นับเก้าไม่ได้ปฏิเสธพร้อมหลีกทางให้รพีเดินนำหน้า แล้วเธอก็เดินตามหลังเขาออกไปทำให้เธอเห็นได้ชัดเจนว่าบ่ากว้างที่เคยแข็งแกร่งและผ่าเผยมาตลอดนั้น บัดนี้กลับห่อเหี่ยวแห้งแล้งไร้ความสง่าเหมือนอย่างเคย“แล้วพ่อจะรีบเคลียร์งานเพื่อไปหาหนูนะครับ”รพีวางหนูน้อยนับหนึ่งนอนลงบนคาร์ซีทที่ถูกจัดเตรียมไว้ในรถ ก่อนโน้มตัวลงไปจุมพิตแผ่วเบาข้างแก้มใสของลูกน้อยอีกหลายที ถึงยอมตัดใจถอยห่างออมาอย่างอ้อยอิ่งรู้อยู่แก่ใจว่าอีกไม่กี่วันเราต้องได้เจอกันอีก แต่การปล่อยมือจากสองแม่ลูกที่เป็นดั่งดวงใจและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูกมานานหลายเดือนย่อมรู้สึกใจหายเป็นธรรมดารพีไม่