เข้าสู่ระบบรถยนต์คันเดิมเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์อย่างเงียบงัน ประตูรั้วเหล็กบานใหญ่ค่อย ๆ ปิดลงเบื้องหลัง ราวกับปิดฉากบทสนทนาอันตึงเครียดที่ยังคงก้องอยู่ในความคิดของทั้งสองคน วินทัพนั่งหลังพวงมาลัย สีหน้าสงบนิ่งเกินกว่าจะอ่านความรู้สึกได้ ข้างกายคือดารินทร์ที่นั่งตัวตรง มือเล็กถูกกุมเอาไว้แน่นในอุ้งมือของเขาตลอ
ยามบ่ายของบ้านใหญ่เงียบสงบกว่าทุกวัน แสงแดดอ่อนส่องลอดผ่านกระจกบานสูงเข้ามาแตะพื้นหินอ่อนจนเกิดเงาวาวบาง ๆ บรรยากาศรอบด้านดูผ่อนคลายอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก โดยเฉพาะในวันที่คุณหญิงจิตกมลไม่อยู่บ้าน คฤหาสน์หลังใหญ่จึงเหมือนหายใจโล่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดดารินทร์ก้าวออกมาจากห้องนอนอย่างช้า ๆ มือหน
แสงไฟอุ่นสลัวจากโคมข้างเตียงทอดเงานุ่มนวลไปทั่วห้องนอนในคอนโดหรู ความเงียบสงบของยามค่ำคืนโอบล้อมทุกอย่างเอาไว้ราวกับโลกภายนอกถูกปิดตาย เหลือเพียงลมหายใจแผ่วเบาสม่ำเสมอของคนสองคนที่นอนอยู่บนเตียงเดียวกันวินทัพนอนตะแคง กอดร่างบางของดารินทร์เอาไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม แขนแข็งแรงพาดผ่านเอวคอดเล็ก ดึงเ
หลังจากประตูห้องทำงานปิดลงตามหลังหยก ความเงียบก็กลับมาเยือนอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ความเงียบที่อึดอัดเหมือนก่อนหน้า หากแต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความกังวล สีหน้าคมเข้มตึงเครียดกว่าที่เคยเป็น มือใหญ่ยกขึ้นลูบใบหน้าของตัวเองอย่างนึกหงุดหงิดกับตัวเอง เขาไม่เสียใจที่ไล่หยกออกไป สิ่งเดียวที่เขาเสียใจ
ทันทีที่ดารินทร์ได้ยินคำบอกเล่าจากธามว่าวินทัพเรียกหาเธอ หัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ ความกังวลที่สุมอยู่ก่อนหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนรน เธอแทบไม่คิดอะไรให้รอบคอบ ร่างบางพรวดพราดลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินตรงไปยังประตูห้องทำงานของวินทัพทันที มือเรียวผลักบานประตูเปิดออกโดยไม่เคาะ ราวกับกล
หลังจากประตูห้องทำงานปิดลงตามหลังพ่อและแม่ของวินทัพ ความเงียบก็แผ่ซ่านเข้ามาครอบงำพื้นที่ทั้งหมดอย่างชัดเจน ราวกับเสียงทุกอย่างถูกดูดหายไปพร้อมกับการจากลา เหลือไว้เพียงอากาศอึดอัดที่ลอยค้างอยู่ในห้องกว้าง ทั้งสามคนยังคงนั่งอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่มีใครขยับตัว ไม่มีใครเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาใหม่ ความเงี







