Masukนี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าฟ้าหญิงแห่งธีบส์มีโอกาสมาสูดหายพระทัยเพื่อรับละอองไอแห่งความงามยามรัตติกาลเบื้องนอกราชวัง เนเฟอร์ติตีนิ่งมองเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่ใช้แขนแข็งแกร่งออกกำลังแรงพายอย่างชำนิชำนาญ ทั้งอดไม่ได้ที่พระทัยเต้นระทึกยามดวงเนตรจับจ้องอยู่บนใบหน้าคมคายอย่างร้ายกาจนั่น
ราชองครักษ์หนุ่มจะมีสตรีใดในหัวใจบ้างหรือไม่?
ทรงตั้งคำถามในส่วนลึกทว่าก็มิกล้าบอกกับพระองค์เองด้วยเกรงจะพบคำตอบอันน่าผิดหวัง
“ข้าอยากออกมานั่งเรือเล่นเช่นนี้ในทุกค่ำคืน”
“นี่มิได้เรียกว่าทรงประทับเรือเล่น หากแต่ทรงหนีมาต่างหาก”
“เมมนอน...ท่านคงมิรู้ว่าการต้องถูกจำกัดอิสรภาพมันทรมานมากเพียงไหน การเป็นปุถุชนคนธรรมดาอาจง่ายดายกว่าการเป็นเจ้าผู้สูงศักดิ์ต้องมีองครักษ์คอยตามเฝ้า”
“พระองค์มิทรงภูมิใจหรือ?... ข้าเชื่ออย่างหนึ่งว่ามีคนอีกมากมายหลังกำแพงนั่นต้องการเป็นเยี่ยงองค์หญิง ผู้ใดล้วนปรารถนาการอยู่ใต้ร่มพระบารมีขององค์ฟาโรห์ทั้งสิ้น”
“และต้องอยู่ภายใต้ทางเลือก...ที่เรามิได้เลือกเอง”
เจ้าฟ้าหญิงทรงละสายพระเนตรจากราชองครักษ์ไปยังเวิ้งฟ้าสีเทาเข้มเบื้องบนซึ่งเต็มไปด้วยดวงดาราส่องประกายวับวาวเหนือฟากฟ้าแห่งธีบส์
“ชีวิตของเราเสมือนการเดินทางของเคเพรา เทพรากำเนิดแต่ขอบฟ้าในอรุณรุ่งแห่งทิวาและเดินทางไปสู่แต่ละช่วงของเวลา...เหมือนเรา เพียงแต่การเดินทางจักไปสิ้นสุด ณ ขอบฟ้าทางตะวันตก ช่างยาวไกลนัก ก่อนทุกอย่างจะดับสลายกลับไปสู่ดินแดนอันมิดมิด”
“เวลาของพระองค์เพิ่งเริ่มที่ปลายขอบฟ้าเท่านั้นพะย่ะค่ะ...”
เมมนอนกล่าวก่อนจะวางไม้พายลงข้างลำตัว ดวงตาเข้มจับจ้องบนพระพักตร์ขณะทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงัน แสงจากคบเพลิงในพระหัตถ์เรียวบางสาดกระทบเกลียวน้ำที่แล่นล้อเข้ามาใต้ลำเรือและสะท้อนอยู่ในดวงตาสีเข้มราวเหล็กกล้าของชายหนุ่ม
นับแต่เข้ามาทำหน้าที่ราชองรักษ์หลวงติดตามมหาราชผู้เป็นใหญ่เหนือใครในแผ่นดิน ชีวิตวัยหนุ่มของเมมนอนติดลึกอยู่กับหน้าที่และความจงรักภักดีต่อเจ้าเหนือหัว กฎข้อหนึ่งที่เขาต้องจำไว้ขึ้นใจคือภาระนั้นต้องยิ่งใหญ่กว่าความต้องการในชีวิต ทว่าในบัดนี้เขากำลังละเลยต่อความรับผิดชอบของตัวเอง จะผิดหรือไม่หากจะก้าวเดินไปตามเส้นทางของหัวใจสักหน
“ชีวิตของเจ้าหญิงเพียงก้าวผ่านอรุณรุ่งมาได้ไม่นาน ยังมิทันถึงครึ่งทางของฟากฟ้านั่นเลยกระหม่อม ใยพระองค์จึงกล่าวเสมือนทุกอย่างกำลังดำเนินไปใกล้ถึงจุดสิ้นสุดทั้งที่มันเพิ่งเริ่มต้น”
“ชีวิตที่ไม่เคยได้รับอิสระดั่งใจเลยก็เหมือนอาทิตย์ราแสงยามอัสดง เห็นเพียงความสว่างไสวสุดท้ายก่อนที่มันจะลับหายไป หากแต่ข้าปรารถนาแสงสว่างชั่วชีวิต”
“แล้วแสงสว่างที่พระองค์ต้องการคืออะไรหรือพะย่ะค่ะ?”
เนเฟอร์ติตีจำกล้ำกลืนบางอย่างกลับเข้าไปในพระอุระ เมมนอนไม่มีวันเข้าใจว่าการเป็นเจ้าฟ้าผู้สูงศักดิ์บางครั้งก็มิใช่เรื่องง่ายที่จะกระทำตามใจทุกเรื่อง
“แสงสว่างชั่วชีวิต...คือความรักที่ข้ามีอำนาจตัดสินใจ...ด้วยตัวข้าเอง”
“องค์หญิง...”
เมมนอนอุทานเสียงแผ่ว ทั้งสองยังคงสบสายตาแนบนิ่งราว ณ ปัจจุบันขณะโลกทั้งโลกของเจ้าฟ้าหญิงผู้งดงามและราชองครักษ์หนุ่มต่างถูกดูดกลืนหายเข้าไปในห้วงเวลาของกันและกันกระนั้น
“แต่ท่านอาจตัดสินใจในเรื่องความรักได้อย่างเสรีกว่าข้า ท่านคงตัดสินใจเรื่องนี้ไปแล้ว กับสตรีนางใดนางหนึ่งในธีบส์”
คำตรัสคล้ายตัดพ้อและรอคำตอบในทีทำให้เมมนอนส่ายศีรษะน้อย ๆ ก่อนโน้มร่างสูงใหญ่เข้าไปเกาะกุมพระหัตถ์เรียวบางซึ่งถือคบเพลิงเอาไว้ เรือลำน้อยโยกไหวคล้ายดังขับกล่อมช่วงกาลอันชิดใกล้เหนือสายนทีแห่งไนล์ที่ยังไหลริน เจ้าของนัยน์เข้มราวเหล็กกล้าจ้องลึกลงไปในพระเนตรสีน้ำตาลลึกล้ำราวปรารถนาค้นหาบางอย่างที่ยังหลบเร้น
“พระองค์จักเชื่อหรือไม่...ก่อนหน้านี้ หม่อมฉันยังมิเคยตัดสินใจในเรื่องใด ๆ เกี่ยวกับสตรี... แม้เพียงนางเดียว”
อันความรักนั้นยิ่งใหญ่ ผืนฟ้าแม้กว้างไกลก็ยังจรดลงได้บนผืนทรายใต้ดวงตาแห่งสรวงสวรรค์"องค์หญิงเนเฟอร์ติตี ทรงอภัยให้แก่หม่อมฉันด้วยเถิด”เมมนอนรำพึงออกมาในยามดึกสงัดใต้ซุ้มผาหินทรายขณะตระกองกอดร่างอรชรที่นอนอิงแอบในอ้อมแขนแข็งแกร่ง“ท่านจะให้ข้าอภัยแก่ท่านเรื่องใดกัน เมมนอน”“อภัยที่หม่อมฉันล่วงเกินพระองค์ในราตรีนี้”ราชองครักษ์กล่าวออกมาอย่างรู้สึกผิดทั้งรู้ว่าหักห้ามหัวใจได้ยากเมื่อทุกอย่างได้ดำเนินไปตามครรลองแห่งปรารถนา ก็ในเมื่อกลิ่นไอบนพระฉวีแสนงามนั้นช่างยวนใจและน่าลุ่มหลงราวดอกไม้กลางเนินทรายในหุบผา“ข้าเป็นของท่าน...เมมนอน...ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากการยินยอมพร้อมใจมิใช่การบีบบังคับ”“หม่อมฉันมิอาจล่วงรู้ถึงวันพรุ่ง รู้แต่เพียงตอนนี้พระองค์คือหญิงที่กระหม่อมรักและเทิดทูนสุดหัวใจจนคิดว่าความตายเท่านั้นที่จะพรากหัวใจรักของหม่อมฉันจากองค์หญิง”“เมมนอน... ท่านคิดว่าข้าไม่กลัวหรือ หากข้าเป็นเพียงสามัญชนก็คงไม่ต้องทุกข์ทรมานใจเพียงนี้ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าจะขอเก็บช่วงเวลานี้ไว้ ช่วงเวลาที่ข้าได้อยู่กับท่าน”“องค์หญิง...แม้ความสุขจะอยู่กับเรามิยืนนาน หากแต่หม่อมฉันก็จะขอเก็บควา
“พ่อกับแม่ของหม่อมฉันเสียชีวิตไปนานแล้ว ตระกูลของหม่อมฉันเป็นทหารหลวงมาตั้งแต่รัชสมัยของเซติ พระอัยกาขององค์หญิง ฉะนั้นตอนนี้จึงมีเพียงเรื่องเดียวที่หม่อมฉันต้องให้ความสำคัญคือการปกป้ององค์ฟาโรห์”“เช่นนั้นหรือ?” เจ้าหญิงถอนพระทัยและแสร้งผินพระพักตร์ไปยังเงาหุบผาสีดำที่ทอดตัวเป็นแนวยาวใต้คุ้งฟ้าสีทึม“มีคนบอกข้าว่า ภพของผู้วายชนม์ตั้งอยู่เลยเส้นขอบฟ้าตะวันตก ข้าจึงใคร่รู้ว่าดินแดนใกล้โลกแห่งปรภพนั้นเป็นเช่นไร จนข้าได้มาเห็นกับตา จึงรู้ว่ามันมิได้เกินคำที่มีผู้พร่ำพรรณนาไว้ ข้า...”“องค์หญิง...” เมมนอนขัดขึ้นขณะกระชับพระหัตถ์ในฝ่ามือหนาทั้งก็รู้สึกว่าเนเฟอร์ติตีมีอาการสั่นขึ้นมาแล็กน้อย“เรื่องเดียวที่หม่อมฉันต้องทำตามหน้าที่คือความภักดีที่มอบไว้แด่องค์เหนือหัว แต่เรื่องของหัวใจนั้นอยู่เหนือภาระรับผิดชอบและอยู่เหนือเหตุผลทั้งมวล หม่อมฉันพยายามห้ามหักมิให้ตัวเองกระทำนอกเหนือจากกฎเกณฑ์ของการเป็นราชองครักษ์”“นี่ก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้วใช่หรือไม่ที่ท่าน...”“ฝืนหัวใจมิให้รักพระองค์... หากแต่หม่อมฉันก็ทำได้ไม่สำเร็จ”เจ้าฟ้าหญิงชะงักงันต่อคำสารภาพของอีกฝ่าย ขอบพระเนตรเริ่มมีน้ำคลอจากความตื
เมมนอนอมยิ้มราวไม่มีสิ่งน่ากังวลก่อนตอบ “หม่อมฉันให้ผู้คุมที่เลี้ยงรูดาเอามันมาไว้ที่นี่ เขารู้ดีว่ามันคิดถึงนายของมันแค่ไหน”“มันยังจำท่านได้หรือ เมมนอน?”“สัตว์พวกนี้มีสัญชาติญาณแสนวิเศษ...มันจดจำทุกอย่างได้แม้ต้องเดินทางไปในทะเลทรายที่ภูมิทัศน์เปลี่ยนแปลงไปทุกเมื่อเชื่อวัน มันจำเจ้าของได้และไม่เคยแสดงอาการแปลกหน้ากับหม่อมฉันเลยสักครั้ง มาเถิดองค์หญิง...หม่อมฉันจะพาพระองค์นั่งบนหลังรูดาเพื่อท่องไปยังแดนตะวันตกในราตรีนี้”เมมนอนว่าพลางกระตุกเชือกที่ผูกติดกับสัตว์ตัวโตให้มันย่อตัวลงนั่งบนผืนทรายที่เย็นตัวลงหลังจากถูกแดดระอุเผาในยามกลางวัน ร่างสูงกระโดขึ้นนั่งคร่อมบนหลังของมันอย่างช่ำชองชำนาญในเวลาที่เนเฟอร์ติตีก็อยากขึ้นไปประทับบ้าง“มาเถิด พระองค์...กระหม่อมขอรับรองความปลอดภัย”ชายหนุ่มยื่นมือข้างหนึ่งออกมารับพระหัตถ์บางของเนเฟอร์ติตีที่ถูกรั้งขึ้นไปประทับอยู่แนบชิดเบื้องหน้าราชองครักษ์ เพียงครู่รูดาจึงค่อยหยัดตัวขึ้นยืนสร้างความตระหนกระคนตื่นเต้นในพระทัยของเจ้าฟ้าหญิงยิ่งนัก เมื่อได้ทรงประทับอยู่หลังอูฐโลกนี้ช่างดูกว้างใหญ่ขึ้นถนัดตาและยิ่งได้ยินเสียงหัวใจของเมมนอนเสมือนเวลาได้หยุดล
บทที่ 4 รอยรักบนผืนทราย เนเฟอร์ตารีรู้สึกพระทัยหายแม้รู้ว่าขัดบัญชาของฟาโรห์ไม่ได้หากพระนางก็ยังห่วงพระธิดาอยู่นั่นเอง“พระองค์ทรงตรัสเรื่องนี้กับลูกหรือยังเพคะ?”“ข้าคิดว่าหลังเสร็จสิ้นพิธีการบูชาเทพอมุน-ราในฤดูน้ำหลากที่กำลังใกล้มาถึง จึงจะส่งเนเฟอร์ติตีไปฮิตไทต์”“หม่อมฉันคิดว่าพระองค์ควรทรงทำความเข้าพระทัยแก่ลูกเสียก่อน”“อาจไม่จำเป็น! เนเฟอร์ติตีเป็นลูกกษัตริย์ นางจักเลือกสิ่งใดนอกจากบ้านเมือง อมุน-รา จะอำนวยชัยแก่ผู้ใดก็ตามที่เสียสละเพื่อแผ่นดินของพระองค์ เนเฟอร์ติตีต้องเข้าใจว่านางใช่เพียงธิดาแห่งรามเสส หากแต่นาง คืออียิปต์”สีพระพักตร์ที่เริ่มเข้มเครียดขึ้นทำให้เนเฟอร์ตารีจำต้องเก็บความเป็นกังวลไว้ในเบื้องลึก มเหสีเอกลอบถอนพระทัยเบา ๆ ขณะรามเสสผินพระพักตร์ออกไปสู่ยอดเสาโอเบลิกส์ที่ตั้งตระหง่านสูงเด่นเสียดปลายขึ้นสู่ท้องฟ้าเสมือนอวดศักดาความเป็นมหาอำนาจท่ามกลางมหาวิหารรายล้อมสายลมอ่อนไล้ลงบนปลายกกที่งอกงามอยู่ริมฝั่งเรียงรายไปตามขอบตลิ่งของสายน้ำไนล์ซึ่งเป็นสันดอนทรายและดินสีดำอันอุดมสมบูรณ์ ร่างเล็กภายใต้ผาคลุมปกปิดก้าวขึ้นจากเรือปาปิรัสโดยมีร่างสูงใหญ่คอยประคองด้วยมือข้าง
พระสุรเสียงในคำตรัสอ่อนหวานหลอมละลายหัวใจแกร่งกล้าของบุรุษชายชาติทหารผู้ผ่านการศึกและรู้จักแต่คำว่าหน้าที่ ราชองครักษ์หนุ่มกุมพระหัตถ์ของนางไว้แน่นและสบสายพระเนตรแสนงามท่ามกลางแสงจันทร์กร่างใสต่างคนต่างมิยอมเอื้อนเอ่ยอันใด ยินเพียงสายลมพัดสะบัดและสายน้ำขับกล่อมราวลำนำแห่งห้วงนที เนเฟอร์ติตีมิรู้จะเรียกความรู้สึกยินดีนี้เช่นไร นางยังคงสับสนหากทว่าความอุ่นซ่านที่หลากล้นในพระหทัยนั้นจะเรียว่า ความรัก ได้หรือไม่ เจ้าฟ้าหญิงมิกล้าตอบพระองค์เอง“เมมนอน”พระสุรเสียงลอดออกจากริมโอษฐ์หยักอิ่มเบาหวิวเมื่อความรุ่มร้อนแล่นปรี่จากใต้ก้นบึ้งขับพระฉวีบนนวลปรางค์เนียนงามเป็นสีระเรื่อขณะบุรุษผู้เคยเยือกเย็นยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นจรดริมฝีปากอีกครั้งดังจะตอกย้ำถึงความรู้สึกลึกล้ำอันมิเคยบังเกิดกับหญิงใด“อาจเป็นการอาจหาญเกินไปที่กระหม่อมล่วงเกินพระธิดาผู้เป็นที่รักแห่งเจ้าเหนือหัว องค์หญิงเนเฟอร์ติตี...ระหว่างพระองค์และหม่อมฉันนั้นเหมือนแสงดาวที่ยอดปาปิรัสมิอาจเอื้อมได้ถึง”“บรรดาศักดิ์มิได้มีความหมายสำหรับข้า...บัดนี้สตรีที่อยู่ตรงหน้าท่านหาได้มีศักดินาเช่นนั้นไม่ ข้าคือเนเฟอร์ติตี...หญิงที่พร้อมจะมอบหั
เมมนอนยังชั่งใจหนัก นี่เขากระทำสิ่งใดลงไปด้วยมันหาใช่หน้าที่ที่ได้รับบัญชามาจากองค์ฟาโรห์ เขาควรต้องถวายการรักษาความปลอดภัยแก่เจ้าหญิงมิใช่นำพานางพ้นมาจากเขตพระราชฐานในยามวิกาลเช่นนี้ เขาควรต้องสะกดใจไม่ให้อยู่ชิดใกล้ผู้มีฐานันดรศักดิ์สูงส่งกว่าราชองรักษ์ซึ่งหากเรื่องนี้ล่วงรู้ถึงพระเนตรพระกรรณมหาราชเขาอาจถูกลงทัณฑ์ให้ตายอย่างทุกข์ทรมานหากก็ทำได้ยากยิ่งนัก...ราชองครักษ์หนุ่มรู้แก่ใจว่าได้ฝืนกฎปฏิบัติอันเคร่งครัดของนายทหารซึ่งในบัดนี้หัวใจนั้นมาไกลเกินกว่าหน้าที่ เมมนอนเพียรสะกดความพลุ่งพล่านไว้ไต้ก้นบึ้ง เพียรหักห้ามตนเองมิให้หลงใหลความสวยสะพรั่งราวดอกไม้เบ่งบานกลางทะเลทรายแห่งอียิปต์พระพักตร์ของนางนั้นงดงามหมดจด พระนาสิกโด่งรับกับเรียวโอษฐ์อิ่มราวดอกบัวสีน้ำเงินสยายกลีบบางในสายน้ำ ทรงฉลองภูษาป่านลินินและด้ายทองคำเงาวาวขับพระฉวีนวลสกาวใต้โคมแห่งรัตติกาลเหนือวาวัต (ธีปส์)“เมมนอน...ข้าอยากรู้เหลือเกินว่าอีกฟากฝั่งทางตะวันตกของแม่น้ำไนล์นั้นมีสิ่งใดบ้าง”เนเฟอร์ติตีตรัสขณะทรงทอดพระเนตรกลมโตไปยังอีกฝั่งซึ่งมองเห็นแสงจากคบไฟอยู่ไกลลิบ“นอกจากวิหารที่องค์ฟาโรห์ทรงโปรดให้สร้างเพื่ออุทิศแด







