LOGINผมยืนมองหน้าคนตรงหน้า ตาคมของเขาจ้องกลับมาที่ผมอย่างไม่ลดละ หัวใจผมเต้นเร็วรัวขึ้นเหมือนกับว่าผมพึ่งวิ่งมาราธอน 4x 100 มาใหม่ ๆ แต่จะให้ทำยังไงได้ละครับ ในเมื่อเขาคือคนที่ผมเจอเมื่อคืน และ… เขาคือคนที่มาขโมยจูบแรกของผมไปอย่างไม่ทันตั้งตัว!
“คุณ… คุณ…” ผมพูดอะไรไม่ออก จังหวะนี้คำพูดที่เตรียมไว้มากมายล้วนกลายเป็นเสียงที่ขาดหายไปในลำคอ ผมไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี การได้เห็นเขาอีกครั้งมันช่างทำให้หัวสมองของผมมึนตึ๊บปั่นป่วนไปหมด “คุณเซบัสใช่ไหมครับ?” เขาถามเสียงเรียบ ขัดกับท่าทางที่ผมเห็นเมื่อคืนอย่างสิ้นเชิง เขามองมาที่ผมด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงออกมากมายเท่าไหร่นัก คงไม่แปลกถ้าเขาจะจำผมไม่ได้ แต่ว่าผม… ผมยังจำเขาได้ดี ผมพยักหน้าอย่างไม่มั่นใจก่อนตอบกลับไป “ใช่ครับ…” อึดใจหนึ่งที่เงียบไป ทุกอย่างในห้องดูเหมือนจะหยุดชะงักไปหมด ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก รู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ผุดขึ้นตามไรผม ทุกอย่างมันดูเป็นความบังเอิญที่ไม่น่าเชื่อ… และไม่คิดว่าจะต้องเจอเขาที่นี่ เขามองผมเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะยิ้มเล็กน้อย “ขอโทษครับ เมื่อคืน…” เสียงเขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ “คงทำให้คุณตกใจมากสินะครับ” ผมไม่ตอบในทันที หัวใจยังคงเต้นแรง แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามทำให้ตัวเองดูเป็นธรรมชาติที่สุด “ไม่เป็นไรครับ… เอ่อ… คุณแอสตันใช่ไหมครับ?” ผมถามกลับไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ตัวเองฟังดูมั่นใจและเป็นธรรมชาติให้ได้มากที่สุด “ใช่ครับ” เขาพยักหน้า แต่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรมากมาย เขาเดินไปที่โต๊ะทำงานแล้วหยิบเอกสารบางอย่างออกมา “เชิญนั่งครับ ผมคงจะต้องทำงานกับคุณเซบัสในเรื่องบางอย่างเร็ว ๆ นี้” ก่อนจะพูดต่ออีกว่า “งานของทางบริษัทเราจะต้องร่างและทำสัญญาภายในเดือนหน้า ระหว่างนี้เราคงต้องเจอกันหลังเลิกงานทุกวัน” อะไรวะครับเนี่ย นี่ผมต้องเจอเขาหลังเลิกงานทุกวัน แน่นอนว่าผมกำลังเสนอโปรเจคใหม่ เขาก็จบด้านวิศวะกรรมคอมพิวเตอร์ และข้อมูลปฏิบัติการทางด้านปัญญาประดิษฐ์เหมือนกันกับผม ซึ่งนั่นพวกเราต้องได้เจอกันบ่อยแน่ๆ ความรู้สึกประหลาดเริ่มท่วมท้นในตัวผม มันไม่ใช่แค่ความตกใจจากเหตุการณ์เมื่อคืน แต่ยังเป็นการที่ต้องมานั่งอยู่ในห้องเดียวกับเขา ผู้ชายที่ผมไม่คิดว่าจะได้เจออีก ไม่ว่าจะในชีวิตประจำวันหรือที่ทำงานก็ตามเถอะ ในขณะที่ผมกำลังคิดอะไรอยู่ในหัว แอสตันก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “มีอะไรหรือครับ?” ผมสะดุ้งนิดหน่อย แล้วรีบหันไปมองเขา รู้สึกอายขึ้นมาทันที ผมว่าใบหน้าของผมในตอนนี้มันน่าจะแดงก่ำซะด้วยซ้ำ “เอ่อ… เปล่าครับ ไม่มีอะไร” ผมบอกพร้อมกับเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเขา หัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะเริ่มคลายลงบ้าง แต่ก็ยังคงรู้สึกถึงอาการกระวนกระวายที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ แอสตันนั่งลงที่โต๊ะแล้วมองมาที่ผม “ถ้าพร้อมแล้ว ผมอยากให้คุณช่วยจัดการบางเรื่องที่เกี่ยวกับการทำงานของเราครับ” เขาบอกโดยไม่พยายามหลบสายตาผมเลยแม้แต่น้อย “ครับ…” ผมตอบเสียงแผ่ว ๆ ขณะที่ตัวเองยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำงานร่วมกับเขาได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อการเจอกันในคืนนั้นภาพเหตุการณ์ยังคงพร่ามัวในใจผมอยู่ ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง หลังจากที่เขาพูดจบ เขากลับไปจดจ่อกับเอกสารในมือ ทั้งที่ผมเองก็พยายามจะไม่มองเขามากเกินไป แต่เหมือนสายตาของผมมันก็หนีไม่พ้นจากเขาได้เสียทีเดียว แอสตันกลับไปทำงานอย่างเงียบ ๆ หัวสมองของผมยังวนเวียนอยู่กับเรื่องเมื่อคืนที่ไม่สามารถลืมได้ แม้ว่าในตอนนี้มันจะดูเหมือนเขาจะเป็นคนที่เคร่งเครียดและจริงจังในงาน แต่ผมกลับจำภาพเขาในยามนั้นได้ดี รอยยิ้มของเขา ความอบอุ่นที่ผมสัมผัสได้เมื่อเขาเข้ามาใกล้ ความรู้สึกนี้ทำให้ผมรู้สึกแปลก ๆ มันเหมือนกับว่าผมกำลังถอยหลังไปในสถานการณ์ที่ควรจะหลีกเลี่ยง แต่มันก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะในความเป็นจริง ผมเองก็ไม่สามารถลืมเรื่องเมื่อคืนได้เลย ผมอยากจะบ้าวะครับ!! “คุณเซบัส” เสียงเขาดึงสติของผมกลับมา ผมหันไปมองเขาที่ยังก้มหน้าจดจ่อกับงานตรงหน้า “ผมขอโทษที่ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจเมื่อคืนนี้… ผมอยากให้เราร่วมงานกันแบบสบายๆ โดยไม่รู้สึกอึดอัด ที่เมื่อคืนผมจูบคุณก็เพราะว่าผมรำคาญพวกผู้หญิงที่ตามตอแยมาถึงหน้าห้องน้ำเท่านั้นน่ะครับ” โอ้ยยย โล่งอกไป!! ผมหัวใจเต้นตุบๆ น้ำเสียงของเขาฟังดูจริงจังและไม่มีการประชดประชันแต่อย่างใด มันทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น ที่แท้ก็เอาผมเป็นไม้กันหมานี่เอง ตลกชะมัด!! “ไม่ครับ…” ผมตอบเสียงแผ่ว พยายามทำให้ตัวเองฟังดูมั่นใจขึ้น “ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ… ผมแค่ตกใจนิดหน่อยเท่านั้นเอง” แอสตันเงียบไปชั่วครู่ เขามองมาที่ผมด้วยสายตาที่อ่านยาก แล้วยิ้มบางๆ ก่อนจะพูดขึ้นใหม่ “ถ้าคุณมั่นใจแล้ว งั้นเราก็เริ่มงานกันดีกว่า” ผมพยักหน้ารับ สายตาของเราประสานกันแวบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะหันไปหยิบเอกสารบนโต๊ะแล้วเริ่มอธิบายงานที่ต้องทำให้ผมฟัง ผมตั้งใจฟังแต่ในใจกลับยังเต็มไปด้วยคำถามและความรู้สึกที่ผมไม่สามารถจัดการกับมันออกไปได้ โอ๊ยย ผมเป็นอะไรไปวะครับเนี่ย ปกติผมค่อนข้างจะเครซี่ในการทำงานจะตายไป ยอมรับว่าความอึดอัดในอากาศยังคงมีอยู่ แต่ผมพยายามตั้งใจฟังในสิ่งที่เขาพูด แม้ว่าจะรู้สึกเหมือนทุกคำที่ออกจากปากเขามันจะถูกบดบังด้วยเสียงหัวใจของผมก็ตามเหอะ “งั้นเอาเป็นว่าหลังเลิกงานคุณค่อยมาหาผมอีกที เรามีเวลาหนึ่งเดือนที่จะร่วมงานกันทุกๆ สองชั่วโมงหลังเลิกงาน ตามนี้นะครับ” “ครับ” ผมรับปากเขาแล้วก็เดินออกมาพร้อมกับหัวใจที่เต้นตึกตัก หลังเลิกงาน ผมมายังห้องเมเนเจอร์ แน่นอนว่าถึงเขาจะยังไม่ขึ้นรับตำแหน่ง CEO เนื่องด้วยบิดาของเขายังถือควบตำแหน่งนั้นอยู่ แต่ผมก็พอจะรู้ว่าเขาเป็นใคร ผมเดินหอบเอกสารพะรุงพะรังก่อนจะกดกริ่งเพื่อบ่งบอกสัญญาณให้คนด้านในได้รู้ เมื่อประตูห้องเปิดอ้าออก ผมก็เห็นผู้ชายอีกคนที่อยู่ด้านในกับเขา “อ้าว เซบัส มาก็ดีแล้ว นี่อาเทอร์ ทนายของบริษัทเรา เขาต้องมาคอยจดและบันทึกทุกกระบวนการการผลิตชิ้นงานในครั้งนี้” แอสตั้นแนะนำผมกับใครอีกคนให้รู้จักกัน “ยินดีที่ได้ร่วมงานครับคุณอาเทอร์” แน่นอนว่าผมทักเขาก่อน “ยินดีที่ได้ร่วมงานเช่นกันครับคุณเซบัส” “เท่าที่ผมดูประวัติ พวกเราอายุน่าจะเท่ากัน งั้นก็สบายๆ เลยนะครับ ไม่ต้องคิดว่าผมเป็นเจ้านายหรืออะไรให้มันรู้สึกอึดอัด คิดซะว่าผมก็เป็นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง” คนร่างสูงที่สุดในห้องเอ่ยขึ้น “แต่ถึงผมจะใจดี แต่ทุกอย่างของผมต้องอยู่ในกรอบและความถูกต้อง” เขาพูดมา แม้ผมจะงงๆ ไปหน่อย แต่ก็ช่างเหอะ พวกเราเริ่มขยับเก้าอี้เข้ามาทำงาน ผมลอบมองไปยังทนายที่มาใหม่ ทำไมเขาดูดีจังวะ จะว่าไปคนทั้งคู่หน้าตาก็แอบคล้ายกันเหมือนกันนะเนี่ย ด้วยสายงานของผม ทุกคนต้องมาดูวิธีสาธิตหุ่นประดิษฐ์โปรแกรมจำลองที่ผมสร้างขึ้น ตอนนี้ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ต่างมีสองหนุ่มจุ้มหัวเข้ามาใกล้ๆ ผม แม่เจ้าโว๊ยยย ผมแทบหยุดหายใจ แต่ผมยังคอนเฟิร์มนะครับ ว่าผมชอบผู้หญิง แต่ใจเจ้ากรรมแม่ง!! เต้นแรงอยู่ได้ พวกเราทำงานลากยาวโดยไม่มีใครวอกแวก จนเวลาล่วงเลยจะหนึ่งทุ่ม “ไปหาอะไรกินกัน เดี๋ยวคนจะเอาผมไปว่าได้ ว่าใช้งานพวกคุณจนคุ้ม แต่ไม่ดูแลอะไร” “เอ่อ ..!!” ผมอึกอัก แต่แล้วเสียงของไอ้ทนายหน้าหล่อก็เอ่ยดังขึ้น “ไปเถอะครับ หรือว่าคุณเซบัสมีนัดอยู่แล้วครับ” ทนายหน้าหล่อมันหันมาถามผม ทีงี้ก็เข้ากันกับเจ้านายเป็นปี่เป็นขลุ่ยเชียวนะ ผมก็จำเป็นต้องตอบไปตามตรงสิครับว่า “ผมไปได้ครับ ไม่ได้มีนัดอะไร” ในที่สุดผมก็คงต้องตามน้ำไปสิวะครับ ก็ใครจะไปกล้าขัดพวกเจ้านาย ณ.ร้านอาหารแห่งหนึ่ง.. มันเป็นร้านอาหารกึ่งภัตตาคาร มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านอยู่ด้านล่าง พวกเขาพาผมมาที่ตึกอะไรสักอย่าง มันดูหรูหรามาก มีกระจกแก้วใสที่มองเห็นวิวเมืองแบบ 360 องศา พวกคนรวยก็ดีงี้สินะ ตอนนี้ผมเริ่มหันมาสำรวจเสื้อผ้าตัวเอง ถึงมันจะมีราคาและขึ้นห้าง แต่มันก็เป็นป้ายแบรนด์ทั่วๆ ไปป่าววะครับ ดูของคุณๆ เขาสิ นั่นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกทั้งนั้นที่พวกเขาสวมใส่ แค่นาฬิกาของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นบอสของผม มันแพงกว่ารถที่บ้านผมตั้งสามคันแหน่ะ พนักงานสาวสวยพาพวกผมเดินไปโซนอะไรสักอย่าง ดูๆ แล้วน่าจะบุ๊คกิ้งเอาไว้ มันมีโซนกั้นอีกชั้นหนึ่งยิ่งเพิ่มความเป็นส่วนตัว ผมนี่เดาใจเจ้านายไม่ออกเลยครับว่าทำไมต้องลงทุนไปขนาดนี้ ก็แค่พาพนักงานมากินข้าว แต่ก็เอาวะ คิดไรมากมาย ก็พวกคนรวยพาพนักงานหัวกะทิอย่างผม กับเจ้าพ่อแห่งวงการกฏหมายออกมาเลี้ยงทั้งที จะให้ไม่เล่นใหญ่ได้ไง แต่ผมก็ต้องแปลกใจอีกครั้ง เมื่อพนักงานผู้ชายเดินเข้ามา แล้วมีท่าทีเหมือนรู้จักกับบอสของผม พอผมเผือกเรื่องของเขาสักพักก็ถึงบางอ้อ ที่แท้เจ้าของตึก 24 ชั้นนี่เป็นเพื่อนของเขาตอนที่เรียนที่อเมริกาด้วยกัน อ้อ .. ผมนี่เก็ตละ “พวกคุณอยากสั่งอะไรก็เลือกได้เต็มที่เลยนะครับ เดี๋ยวผมขอตัวไปธุระทางนั้นก่อน และก็ทานกันตามสบายได้เลย” อะไรวะครับ บอสของผมมันสั่งผมกับไอ้ทนายหน้าหล่อให้กินกันแค่สองคน แบบนี้ก็ได้หรอ ….ก่อนหน้านั้นผมไม่รู้เลยว่าพวกมันต้องเจอกับอะไรมาบ้าง ผมมารู้ทีหลังว่าตอนศาลตัดสิน คดีพลิก พวกมันหายไปในช่วงหกเดือน เพราะกำลังสืบคดีช่วยผมอย่างลับๆแม่ง ทำอะไรไม่เคยปรึกษากันเลยและผมก็มารู้ทีหลังว่าพวกมันจ้างนักสืบเอกชนตามหาผม ถึงแม้ผมจะหายไป พวกมันตามไปถึงสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนียเลย พวกมันพยายามหาหมัดเด็ด ผมรู้ได้ยังไงหรอ? ผมก็มีเงินไงครับ ใช้ทนายและนักสืบของผมช่วยสืบหาพวกมันเช่นกัน และคนเบื้องหลังคือหลินเจียวสองปีที่ผ่านมา แอสตั้นมันเข้าโรงบาลเพราะบ้า เล่นเสเพล ใช้ชีวิตตามใจ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นผมเจอมันที่สถานที่อโคจร มันไปเพราะต้องการสืบเรื่องของผมเพิ่มเติม ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงนัดกันที่นั่น แต่มาถึงตอนนี้ ผมไม่มีข้อสงสัยอะไรกับพวกมันทั้งคู่ถึงแม้ผมจะยังไม่รู้ความจริงทั้งหมด แต่ผมก็ไม่สามารถฟ้องพวกมันกลับได้อยู่ดีมันให้ผมมาเป็นพาร์ทเนอร์ในบริษัท ซึ่งหุ้นส่วนหลักๆ ก็มีผม มัน และอาเทอร์ พวกเราทำงานร่วมกัน ช่วงนี้มันเริ่มไม่ให้ผมอยู่ห่างจากสายตาพวกมัน ผมก็เหมือนลูกนกขี้แยในสายตาพวกมัน ทุกอย่างพวกมันก็จะรองมือรองไม้ให้ผมไปซะหมดวันว่างๆ พวกมันพาผมไปทำเลเซอร์ลบรอยแผลเป็น พวกเรา
ผมพยุงร่างโซเซของมันออกมาจากห้องน้ำ เราทั้งคู่เดินไปยังโซฟากำมะหยี่ตัวใหญ่ มันนอนกึ่งนั่งหลังชนพนักพิง ผมขึ้นคร่อมร่างมันอย่างไว สมองของผมมันหวั่นไวไปหมดมันใช้มือช่วยดึงรูดแกนกายของผมขึ้นลง จนน้ำสีใสตรงปลายหัวฉ่ำเยิ้มทะลักเปรอะไปหมด มันผลักร่างของผมลง ก่อนจะก้มลงใช้ลิ้นเกี่ยวตวัดอย่างช่ำชอง มันกระดกลิ้นไปพร้อมกับดูดแกนกายขึ้นลงจนผมเริ่มทนไม่ไหว มันแม่งเด็ดสุดยอด ผมเริ่มทนไม่ไหว พยายามจะผลักใบหน้าของมันออก แต่มันกลับยิ่งดูดแรงและเร็วขึ้น ลิ้นเกี่ยวตวัดหัวหยักของผมเป็นวงกลมและกระดกลิ้นรัวๆอื้มมม ….“ผมจะแตกแล้ว ….”อ๊าาาห์ ….ในที่สุดผมก็พ่นพิษเข้าไปในอุ้งปากของมัน มันก็กระดกอึกเข้าลำคอในพรวดเดียวมึงแม่ง!! ไอ้ขี้หื่น!!มันลามเลียจากสองลูกโลกของผมขึ้นมาเรื่อยๆ จนมางับกระดกเข้าที่ตุ่มเม็ดเล็กๆ สีชมพูสองข้างหว่างอกของผม มันใช้ลิ้นตวัดวนเป็นวงกลมรอบๆ เม็ดเสียว ก่อนจะขบงับเล่นกับเม็ดเล็กๆ อย่างแผ่วเบา เสียงดูดหัวนมดังจนผมเริ่มหวามไหวอีก ระรอก มันค่อยๆ หยัดกายขึ้นคร่อมผม บังคับให้ผมอมเจ้าไซซ์ 60 ของมันอื้มมม ….มันร้องครางอย่างพอใจเมื่อผมดูด“ดูดแรงๆ หน่อยเซบัส”มันสั่งผม พร้อมใช้มือบังคั
สองเดือนแล้วที่ผมกลับมาทำงานภายใต้องค์กรลับๆ ภายในประเทศ ผมผู้ที่ค่าตัวยังแพงมหาศาลภายใต้โครงการของภาครัฐ ผมมีหน้าที่ให้มาติดตั้งและพัฒนาวิจัยบนยอดดอยที่ห่างไกลแห่งหนึ่ง พวกเขายังห่างไกลคำว่าอินเทอร์เน็ตไปมาก ดังนั้นแล้วผมจึงมีโอกาสได้เป็นส่วนหนี่งในการติดตั้งโปรแกรมในครั้งนี้ แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเจ้าพ่อไมโครซอฟรายใหญ่ดันเป็นไอ้ทนายหน้าหล่อ ผมก็นึกว่ามันมีแค่บริษัทจัดตั้งทนายนี่หว่าผมมารู้ทีหลังว่าอาเทอร์มันไม่ได้เก่งแค่เป็นทนาย แต่มันยังรู้เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีได้ดีทีเดียวตอนแรกที่เจอมัน ผมก็ไม่ได้คิดอะไร ปกติแล้วงานแบบนี้ต้องใช้คนที่มีความสามารถเฉพาะทางอยู่แล้ว ผมจึงไม่ได้แปลกใจอะไรที่เห็นคนแปลกหน้าในโครงการเดียวกัน แต่พอเริ่มทำงานไปสักพัก ผมก็เริ่มสังเกตเห็นบางอย่างที่มันไม่ปกติ“ทนายรหัส?” ผมถามตัวเองเมื่อเห็นไอ้หน้าหล่อคนนี้กำลังพิมพ์โปรแกรมบนคอมพิวเตอร์อย่างชำนาญแล้วก็ได้คำตอบในวันที่ผมเจอเขาบนโต๊ะประชุม เขายิ้มบางๆ พร้อมบอกว่า “ใช่ครับ ผมไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ทนาย แต่ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีด้วย ตอนนี้บริษัทของผมเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สำคัญของรัฐบาล”ผมอ้าปาก
เสียงหัวใจของผมเต้นแรงเหมือนจะหลุดออกมาจากอก เมื่อแอสตั้นยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ใกล้ชิดผมเกินไป ข้างๆ ตัวผมมันช่างยุ่งเหยิง ไอ้ความรู้สึกที่พยายามลืมมันไปกลับย้อนกลับมาอย่างไม่ทันตั้งตัว กลิ่นน้ำหอมของมันแทรกซึมเข้ามาจนทำให้สมองผมเบลอไปหมด ผมพยายามตั้งสติ แต่ความรู้สึกที่เคยเจ็บปวดกลับลุกขึ้นมาอีกครั้ง“อย่ามากอดผม ปล่อยนะผมจะออกไป” ผมพูดเสียงแหบห้าวกับมัน แม้จะพยายามดึงตัวออกจากการกอดของมัน แต่กลับรู้สึกเหมือนโดนยึดตัวเอาไว้ไม่ให้หนี“เซบัส นายจำไม่ได้จริงๆ เหรอ?”แอสตั้นยังคงถามในน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะอ่อนลง แต่มันก็ยังมีแววของความกังวลที่ซ่อนอยู่ มันเหมือนจะยิ่งทำให้ผมเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก สภาพจิตใจของผมมันซับซ้อน ร่างกายที่มันสัมผัสทำให้รู้สึกเหมือนยังมีบางอย่างที่ไม่ได้หายไป แต่ผมต้องระงับมันเอาไว้“ผมบอกว่าไม่รู้จักคุณ” ผมตอบออกไปพร้อมกับยิ้มบางๆ มันไม่ได้แสดงถึงความสุข แต่เป็นแค่การยิ้มที่เคลือบด้วยความเจ็บปวดแอสตั้นยืนนิ่งเหมือนตกตะลึง มันถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วก็กอดผมแน่นขึ้น มันไม่พูดพล่ามอะไรอีก ผมมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากอุ่นร้อนของมันทาบทับลงมาที่กลีบปากของผม มันบดเบียดดุนด
ผ่านมาสองปีแล้ว หลังจากที่ศาลยังไม่ตัดสินและยืดเยื้อคดีออกไป เพราะหลักฐานที่ทีมทนายของผมมี และทางไอ้แอสตั้นมี มันลบล้างกันไม่ได้ ผมออกมาจากบริษัทของมันเพื่อดูแลรักษาตัวอย่างเงียบๆ ผมเข้าโรงบาลสลบไปสามวันเต็มๆ จากนั้นผมก็ทำเรื่องย้ายมารักษาตัวเองต่อที่ชิคาโก้ ทำไมถึงเลือกมารักษาที่นี่น่ะหรอครับ ก็หมอเก่งๆ ด้านประสาทวิทยาชั้นนำของโลกมักอยู่ที่นี่ อีกอย่างผมหาเงินมาได้เยอะแยะ จะนำมาใช้รักษาตัวเองจะเป็นอะไรไปส่วนแม่ของผมก็อยู่ที่นี่กับสามีใหม่ของเธอ ดังนั้นมันจึงเอื้ออำนวยไปหมด จากอาการสาหัสของผม แพทย์ระบุว่าดีแค่ไหนแล้วที่สมองของผมไม่ได้รับความเสียหาย ผมต้องฟื้นฟูตัวเองทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ร่างกายของผมมันไม่ตอบสนองมาเป็นปีๆส่วนเจ้านั่นของผม มาถึงตอนนี้ มันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะใช้การได้ แม่งเอ๊ย!! ผมที่รอโอกาสได้แก้แค่นไอ้แอสตั้นด้วยการตอกตูดของมันคงพังทลายการฟื้นฟูตัวเองหลังจากอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกือบทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปตลอดกาลไม่ใช่เรื่องง่าย ผมใช้เวลาหลายเดือนในโรงพยาบาล ทำกายภาพบำบัดทุกวัน และเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป ถึงแม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนไม่มีอะ
ร่างสูง 187 ค่อยๆ เปิดประตูเข้ามา แน่นอนว่าแอสตั้นมีรหัสที่จะเปิดเข้ามาด้านในห้องของอาเทอร์ได้โดยง่ายเสียงหัวเราะเบาๆ ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องด้านใน เสียงที่เขาคุ้นเคยแต่กลับรู้สึกเจ็บแปลบเมื่อได้ยินในเวลานี้ เขากำลังจะเคาะประตูห้องเพื่อเรียก แต่กลับพบว่าประตูด้านในห้องนอนเปิดแง้มอยู่ทันทีที่สายตาของแอสตั้นมองเข้าไปในห้อง ทุกอย่างในหัวของเขากลับนิ่งงัน บนเตียงนุ่มของอาเทอร์ เซบัสกำลังโน้มตัวเข้าหาอาเทอร์อย่างใกล้ชิด ริมฝีปากของทั้งสองแนบชิดกันด้วยความหลงใหล สัมผัสที่เร่าร้อนของพวกเขาราวกับโลกทั้งใบมีเพียงกันและกันหัวใจของแอสตั้นเต้นรัว เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกที่ผุดขึ้นมานั้นคือความเจ็บปวด ความหึงหวง หรือความสับสน ร่างของเขาชะงักอยู่ที่ประตู แม้เสียงในหัวจะสั่งให้เขาหันหลังกลับ แต่ขากลับไม่ยอมขยับเลยแม้แต่น้อยอาเทอร์เป็นฝ่ายหันมาเห็นเขาก่อน สายตาของอาเทอร์แฝงไปด้วยความตกใจและรู้สึกผิด ขณะที่เซบัสเหลือบมองแอสตั้นช้า ๆ ดวงตาคมดุของเซบัสเหมือนกำลังอ่านความรู้สึกทุกอย่างในใจของเขาออก“แอสตั้น…” อาเทอร์เอ่ยเสียงแผ่ว “ผมอธิบายได้นะ…”เซบัสกลับไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแต่จ้องมองแอสตั้นด้วยแววตา
![นายบำเรอของมาเฟีย [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






![กรงแค้นขังรัก [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)