LOGINใครๆก็หาว่าเราเป็นแฝดสาม ก็โอละพ่อสิครับ!! พวกผมนะ โคจรมาจากคนละที่ โตมาคนละแบบ อาเทอร์น่ะเป็นทนาย ส่วนแอสตั้นเป็นโจทก์ที่มาฟ้องผม และผม (เซ บัส) ก็คือจำเลย เหตุเกิดจากการเข้าใจผิด หรือเพราะโชคชะตาก็ไม่ทราบได้ เมื่อจู่ๆผมก็โดนแอสตั้นฟ้องคดีเปิดเผยทรัพย์สินปัญญาประดิษฐ์(Ai)ของทางบริษัท ดังนั้นแล้วผมจึงตกเป็นจำเลย มันบ้า ใช่มั้ยล่ะครับ หากทุกอย่างมันเป็นการฟ้องร้องกันโดยทั่วไป แต่ที่มันบ้าและพีคไปกว่านั้นก็คือ พวกผมดันไปมีอะไรกันแบบจัดสาม และวันที่ศาลฎีกาตัดสิน วันนั้นผมก็ถูกรถชนสาหัสปางตาย แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็รักษาตัวเองตลอดระยะเวลาสองปี ท่ามกลางความเลว ร้ายเพราะนกเขาของผมมันดันไม่ขัน แต่ถึงอย่างนั้นแค้นที่ผมมีก็ต้องรอวันชำระและกลับมาเอาคืนพวกมันอย่างสาสม !!
View Moreก่อนหน้านั้นผมไม่รู้เลยว่าพวกมันต้องเจอกับอะไรมาบ้าง ผมมารู้ทีหลังว่าตอนศาลตัดสิน คดีพลิก พวกมันหายไปในช่วงหกเดือน เพราะกำลังสืบคดีช่วยผมอย่างลับๆแม่ง ทำอะไรไม่เคยปรึกษากันเลยและผมก็มารู้ทีหลังว่าพวกมันจ้างนักสืบเอกชนตามหาผม ถึงแม้ผมจะหายไป พวกมันตามไปถึงสแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนียเลย พวกมันพยายามหาหมัดเด็ด ผมรู้ได้ยังไงหรอ? ผมก็มีเงินไงครับ ใช้ทนายและนักสืบของผมช่วยสืบหาพวกมันเช่นกัน และคนเบื้องหลังคือหลินเจียวสองปีที่ผ่านมา แอสตั้นมันเข้าโรงบาลเพราะบ้า เล่นเสเพล ใช้ชีวิตตามใจ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นผมเจอมันที่สถานที่อโคจร มันไปเพราะต้องการสืบเรื่องของผมเพิ่มเติม ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงนัดกันที่นั่น แต่มาถึงตอนนี้ ผมไม่มีข้อสงสัยอะไรกับพวกมันทั้งคู่ถึงแม้ผมจะยังไม่รู้ความจริงทั้งหมด แต่ผมก็ไม่สามารถฟ้องพวกมันกลับได้อยู่ดีมันให้ผมมาเป็นพาร์ทเนอร์ในบริษัท ซึ่งหุ้นส่วนหลักๆ ก็มีผม มัน และอาเทอร์ พวกเราทำงานร่วมกัน ช่วงนี้มันเริ่มไม่ให้ผมอยู่ห่างจากสายตาพวกมัน ผมก็เหมือนลูกนกขี้แยในสายตาพวกมัน ทุกอย่างพวกมันก็จะรองมือรองไม้ให้ผมไปซะหมดวันว่างๆ พวกมันพาผมไปทำเลเซอร์ลบรอยแผลเป็น พวกเรา
ผมพยุงร่างโซเซของมันออกมาจากห้องน้ำ เราทั้งคู่เดินไปยังโซฟากำมะหยี่ตัวใหญ่ มันนอนกึ่งนั่งหลังชนพนักพิง ผมขึ้นคร่อมร่างมันอย่างไว สมองของผมมันหวั่นไวไปหมดมันใช้มือช่วยดึงรูดแกนกายของผมขึ้นลง จนน้ำสีใสตรงปลายหัวฉ่ำเยิ้มทะลักเปรอะไปหมด มันผลักร่างของผมลง ก่อนจะก้มลงใช้ลิ้นเกี่ยวตวัดอย่างช่ำชอง มันกระดกลิ้นไปพร้อมกับดูดแกนกายขึ้นลงจนผมเริ่มทนไม่ไหว มันแม่งเด็ดสุดยอด ผมเริ่มทนไม่ไหว พยายามจะผลักใบหน้าของมันออก แต่มันกลับยิ่งดูดแรงและเร็วขึ้น ลิ้นเกี่ยวตวัดหัวหยักของผมเป็นวงกลมและกระดกลิ้นรัวๆอื้มมม ….“ผมจะแตกแล้ว ….”อ๊าาาห์ ….ในที่สุดผมก็พ่นพิษเข้าไปในอุ้งปากของมัน มันก็กระดกอึกเข้าลำคอในพรวดเดียวมึงแม่ง!! ไอ้ขี้หื่น!!มันลามเลียจากสองลูกโลกของผมขึ้นมาเรื่อยๆ จนมางับกระดกเข้าที่ตุ่มเม็ดเล็กๆ สีชมพูสองข้างหว่างอกของผม มันใช้ลิ้นตวัดวนเป็นวงกลมรอบๆ เม็ดเสียว ก่อนจะขบงับเล่นกับเม็ดเล็กๆ อย่างแผ่วเบา เสียงดูดหัวนมดังจนผมเริ่มหวามไหวอีก ระรอก มันค่อยๆ หยัดกายขึ้นคร่อมผม บังคับให้ผมอมเจ้าไซซ์ 60 ของมันอื้มมม ….มันร้องครางอย่างพอใจเมื่อผมดูด“ดูดแรงๆ หน่อยเซบัส”มันสั่งผม พร้อมใช้มือบังคั
สองเดือนแล้วที่ผมกลับมาทำงานภายใต้องค์กรลับๆ ภายในประเทศ ผมผู้ที่ค่าตัวยังแพงมหาศาลภายใต้โครงการของภาครัฐ ผมมีหน้าที่ให้มาติดตั้งและพัฒนาวิจัยบนยอดดอยที่ห่างไกลแห่งหนึ่ง พวกเขายังห่างไกลคำว่าอินเทอร์เน็ตไปมาก ดังนั้นแล้วผมจึงมีโอกาสได้เป็นส่วนหนี่งในการติดตั้งโปรแกรมในครั้งนี้ แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเจ้าพ่อไมโครซอฟรายใหญ่ดันเป็นไอ้ทนายหน้าหล่อ ผมก็นึกว่ามันมีแค่บริษัทจัดตั้งทนายนี่หว่าผมมารู้ทีหลังว่าอาเทอร์มันไม่ได้เก่งแค่เป็นทนาย แต่มันยังรู้เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีได้ดีทีเดียวตอนแรกที่เจอมัน ผมก็ไม่ได้คิดอะไร ปกติแล้วงานแบบนี้ต้องใช้คนที่มีความสามารถเฉพาะทางอยู่แล้ว ผมจึงไม่ได้แปลกใจอะไรที่เห็นคนแปลกหน้าในโครงการเดียวกัน แต่พอเริ่มทำงานไปสักพัก ผมก็เริ่มสังเกตเห็นบางอย่างที่มันไม่ปกติ“ทนายรหัส?” ผมถามตัวเองเมื่อเห็นไอ้หน้าหล่อคนนี้กำลังพิมพ์โปรแกรมบนคอมพิวเตอร์อย่างชำนาญแล้วก็ได้คำตอบในวันที่ผมเจอเขาบนโต๊ะประชุม เขายิ้มบางๆ พร้อมบอกว่า “ใช่ครับ ผมไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ทนาย แต่ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีด้วย ตอนนี้บริษัทของผมเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สำคัญของรัฐบาล”ผมอ้าปาก
เสียงหัวใจของผมเต้นแรงเหมือนจะหลุดออกมาจากอก เมื่อแอสตั้นยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ใกล้ชิดผมเกินไป ข้างๆ ตัวผมมันช่างยุ่งเหยิง ไอ้ความรู้สึกที่พยายามลืมมันไปกลับย้อนกลับมาอย่างไม่ทันตั้งตัว กลิ่นน้ำหอมของมันแทรกซึมเข้ามาจนทำให้สมองผมเบลอไปหมด ผมพยายามตั้งสติ แต่ความรู้สึกที่เคยเจ็บปวดกลับลุกขึ้นมาอีกครั้ง“อย่ามากอดผม ปล่อยนะผมจะออกไป” ผมพูดเสียงแหบห้าวกับมัน แม้จะพยายามดึงตัวออกจากการกอดของมัน แต่กลับรู้สึกเหมือนโดนยึดตัวเอาไว้ไม่ให้หนี“เซบัส นายจำไม่ได้จริงๆ เหรอ?”แอสตั้นยังคงถามในน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะอ่อนลง แต่มันก็ยังมีแววของความกังวลที่ซ่อนอยู่ มันเหมือนจะยิ่งทำให้ผมเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก สภาพจิตใจของผมมันซับซ้อน ร่างกายที่มันสัมผัสทำให้รู้สึกเหมือนยังมีบางอย่างที่ไม่ได้หายไป แต่ผมต้องระงับมันเอาไว้“ผมบอกว่าไม่รู้จักคุณ” ผมตอบออกไปพร้อมกับยิ้มบางๆ มันไม่ได้แสดงถึงความสุข แต่เป็นแค่การยิ้มที่เคลือบด้วยความเจ็บปวดแอสตั้นยืนนิ่งเหมือนตกตะลึง มันถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วก็กอดผมแน่นขึ้น มันไม่พูดพล่ามอะไรอีก ผมมารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ริมฝีปากอุ่นร้อนของมันทาบทับลงมาที่กลีบปากของผม มันบดเบียดดุนด