Masuk“พี่ต้องการเลิกกับเอิร์น พี่ไม่อยากใช้ชีวิตแบบครอบครัวกับเอิร์นอีกแล้ว”
“พี่โอบ อะ เอิร์นไม่เข้าใจ”
“เอิร์นเป็นคนฉลาดนะ กับเรื่องแค่นี้ไม่น่าเข้าใจยาก” เขาไม่ได้จะว่าอะไรเธอ แต่อินทัชรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่เธอยังทำหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด
รู้ไหมว่ากว่าเขาจะทำใจกล้าที่จะทำร้ายความรู้สึกของเธอเขาต้องรวบรวมความกล้ามากแค่ไหน ถ้าเธอเป็นผู้หญิงที่ไม่น่ารักสักนิดเขาก็คงทำเรื่องนี้ได้ง่ายกว่านี้ไปแล้ว แต่เพราะเธอเป็นคนดีไงเขาถึงได้ลำบากใจที่ต้องพูดอยู่เนี่ย แล้วพอพูดออกไปแล้วเธอก็ช่วยเข้าใจความต้องการของเขาเร็ว ๆ หน่อยได้ไหม
“พี่โอบพูดว่าอยากเลิกกับเอิร์น” การที่จะต้องพูดทวนประโยคแสนโหดร้ายนั้นออกมาไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับอารีรัตน์ เพราะคำว่าเลิกมันเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนขั้วหัวใจของเธอ เคยได้ยินที่เขาพูด ๆ กัน คำว่าเลิก พูดเบา ๆ ก็เจ็บ ซึ่งมันเป็นจริงอย่างที่เขาพูดเพราะตอนนี้เธอกำลังเจ็บอยู่ เจ็บจนชาไปหมด
“ใช่ แต่ถ้าเราจดทะเบียนสมรสกันพี่คงพูดว่าขอหย่า ก็ยังดีที่เราไม่ต้องไปยุ่งยากเรื่องนั้น” หนึ่งในข้อดีของการที่เขาไม่อยากจดทะเบียนสมรสกับอารีรัตน์แต่แรก ตอนนั้นเขาไม่ได้คิดว่ามันจะกลายมาเป็นแบบนี้ และที่อินทัชไม่อยากจดทะเบียนสมรสก็เพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขาตัดสินใจแต่งงานนั้นคือความคิดที่ถูกต้อง ตอนนั้นคิดแค่ว่าลองแต่งดูก็ไม่เสียหายอะไร
“เอิร์นทำอะไรผิดไปหรือเปล่าคะ พี่โอบบอกเอิร์นเถอะนะคะ ถ้ามีอะไรที่ทำให้พี่โอบไม่ชอบเอิร์นจะได้ปรับปรุงตัวเอง”
“เอิร์นไม่ได้ทำอะไรผิด พี่แค่ไม่อยากอยู่แบบนี้แล้ว การใช้ชีวิตแบบครอบครัวไม่ใช่สิ่งที่พี่ต้องการเลยเอิร์น”
เห็นอารีรัตน์เริ่มมีน้ำตาคลอ หัวใจของอินทัชก็กระตุกไหวขึ้นมาทันที เธอน่าสงสารมากแต่เขาจำเป็นต้องทำแบบนี้เพราะเขาไม่อยากฝืนอีกต่อไปแล้ว อารีรัตน์เป็นภรรยาที่ดีเธอไม่ได้บกพร่องต่อหน้าที่เลยแม้แต่น้อย แต่ก็นั่นแหละเขาไม่ได้พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ เขาไม่ได้มีความสุขกับการมีครอบครัวเลยสักนิดเดียว
“พี่อยากใช้ชีวิตอิสระและเป็นตัวของตัวเองมากกว่านี้ ทุกวันนี้พี่เหมือนถูกตีกรอบด้วยคำว่าครอบครัว อะไรที่พี่อยากทำพี่ก็ทำไม่ได้เพราะมีคำว่าลูกกับเมียขวางอยู่ เอิร์นเข้าใจพี่บ้างนะ ที่ผ่านมาพี่ก็ทำเพื่อเอิร์นมามากแล้วและพี่ขอโทษที่ไม่สามารถทำเพื่อเอิร์นได้อีก”
“พี่ขอชีวิตของพี่คืน” สิ่งที่อินทัชบอกเขาไม่ได้กำลังมาขอความคิดเห็นจากเธอแต่เขาต้องการแจ้งให้ทราบ
“เอิร์น เอิร์นขอออกไปเตรียมเค้กให้น้องอันก่อนนะคะ” อารีรัตน์กะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่ม่านน้ำตาที่เอ่อออกมา เธอเสียใจมาก และมันไม่ง่ายที่ต้องแสร้งทำเหมือนว่าเธอไม่ได้ยินเรื่องที่สามีของเธอพูดออกมา
“เดี๋ยวสิเอิร์น”
“เอิร์นรับทราบความต้องการของพี่โอบแล้วค่ะ และถือว่าช่วยเอิร์นเป็นครั้งสุดท้ายนะคะ วันนี้วันเกิดลูก พี่โอบช่วยทำเป็นรักเอิร์นต่อหน้าลูกได้ไหมคะ ทำเหมือน4ปีที่ผ่านมา เอิร์นไม่อยากให้เรื่องของเราทำให้อันนาต้องเสียใจ อย่างน้อยก็ขอให้ผ่านวันนี้ไปก่อน”
ความต้องการของเขา เธอได้ยินชัดเจนแต่ ณ เวลานี้ วันนี้คือวันเกิดของอันนาลูกสาวของเราสองคน เขาจะเบื่อเธอมากแค่ไหนแต่เขาต้องไม่ลืมว่าวันนี้คือวันที่ลูกของเรามีความสุข เขาทำลายความสุขของเธอได้แต่อารีรัตน์จะไม่ยอมให้อินทัชทำลายความสุขของลูก
เพราะฉะนั้น เธอจะต้องเดินกลับออกไปให้เหมือนว่าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ขอให้ผ่านวันนี้ไปก่อน ขอให้เธอได้มีเวลาทำใจสักนิดแล้วเธอจะพร้อมคุยกับเรื่องนี้กับเขาอีกครั้ง
“ปะป๊ากับคุณแม่มาแล้ว ว้าวเค้กของน้องอัน”
อันนากระโดดโลดเต้นออกมาด้วยความดีใจเมื่อเธอเห็นเค้กวันเกิดปีนี้พิเศษกว่าทุกปีที่ผ่านมา เค้กก้อนนี้เป็นเค้กสองชั้นตกแต่งไปด้วยเจ้าหญิงที่เธอชอบเต็มไปหมดเลย เป็นเค้กที่วิเศษสำหรับเด็กหญิงตัวน้อย ๆ คนนี้มากและความดีใจที่ยิ้มจนแก้มแทบแตกของอันนาก็ทำให้คนเป็นพ่อและแม่ต้องฉีกยิ้มตามลูกสาวไปด้วย
“อธิษฐานก่อนเป่านะคะน้องอัน”
อารีรัตน์นั่งลงบนเข่าข้าง ๆ ลูกสาว มือข้างหนึ่งก็ช่วยรวบผมของอันนาไว้เพื่อกันไม่ให้ปอยผมของลูกไปโดนเทียนบนเค้ก
ส่วนอินทัชที่ทำหน้าที่ถือเค้กเข้ามาให้ลูกเขาเองก็นั่งลงเพื่อให้ความสูงอยู่ในระดับที่ลูกสาวตัวน้อยของเขาจะสามารถเป่าเทียนวันเกิดได้สะดวกสบาย
ฟู่ ฟู่ อันนาทำแก้มป่อง ๆ สูดลมเข้าปากแล้วเป่าลมออกแรง ๆ ไปที่เทียน ด้วยความที่เธอยังเด็กมากทำให้มีแรงไม่เยอะเท่าไหร่แต่น้องอันนาก็สู้ เธอไม่ยอมให้ปะป๊ากับคุณแม่ช่วย และความต้องการเอาชนะการเป่าเทียนวันเกิดด้วยตัวเองนี้ได้เรียกเสียงหัวเราะด้วยความเอ็นดูจากผู้ใหญ่ทุกคนที่พากันยืนลุ้น ว่าหนูน้อยอันนาจะเป่าเทียนทั้งหมดดับได้สำเร็จหรือไม่
“สุขสันต์วันเกิดนะคะลูกสาวของแม่”
“ปะป๊ากับคุณแม่ขอให้น้องอันมีความสุขมาก ๆ และเติบโตขึ้นเป็นเด็กที่น่ารักและสดใสแบบนี้ตลอดไปเลยนะครับลูก ขอให้น้องอันไม่เจ็บไม่ป่วยนะครับและพบเจอแต่เรื่องที่มีความสุขนะครับ คนเก่งของป๊า”
เป็นคำอวยพรที่ส่งมาพร้อมกล่องของขวัญจากคุณแม่ของเธอ ของขวัญที่อารีรัตน์และอินทัชตั้งใจเลือกมาให้ลูกสาวสุดที่รักและกล่องของขวัญนี้ทำให้ลูกสาวยิ้มตาหยี รีบยื่นมือออกมารับด้วยความดีใจ
“คุณแม่กับปะป๊า รักน้องอันมากที่สุดเลยนะคะ” ความสุขของลูกสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม แค่ได้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขของลูกก็เหมือนเป็นสายน้ำชโลมหัวใจให้อารีรัตน์ยิ้มอย่างเป็นสุขออกมาได้แม้หัวใจของเธอนั้นจะเริ่มแตกร้าวเป็นเสี่ยง ๆ
“น้องอันรักคุณแม่กับปะป๊ามากที่สุดในโลกเลยค่ะ น้องอันอธิษฐานให้น้องอันมีคุณแม่กับปะป๊าอยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไปเลย” ไม่มีความรักไหนจะบริสุทธิ์ได้เท่าความรักของลูกอีกแล้ว อันนาโผตัวเขาไปกอดทั้งปะป๊าและคุณแม่ของเธอโดยที่อินทิชและอารีรัตน์ต่างพร้อมใจกันกอดลูกน้อยเอาไว้
ภาพที่คนอื่นเห็นคือภาพของพ่อแม่และลูกกอดกันกลม เป็นภาพที่น่ารักและสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นรักใคร่ของครอบครัวนี้ เป็นภาพที่ไม่ว่าจะครอบครัวไหนก็อยากให้เกิดขึ้นทั้งนั้น แต่ใครจะไปรู้ ว่าภาพที่ดูอบอุ่นนี้กำลังซ่อนความเจ็บปวดของคนที่ทำหน้าที่เป็นคุณแม่เอาไว้ ภาพที่ทุกคนเห็นว่าเรารักกัน ภาพนี้จะเป็นภาพสุดท้ายที่จะมีเราสามคน ภาพที่อารีรัตน์จะเรียกว่าครอบครัว
อารีรัตน์และอินทัชพร้อมใจกันหอมแก้มนุ่ม ๆ ของลูกคนละข้าง ทว่า สายตาของทั้งสองนั้นกำลังมองสบลึกเข้าไปในดวงตาของกันและกัน สายตาของเขาที่ตอนนี้ยังพอหลงเหลือคำว่ารักให้เธอได้เห็นบ้างแม้จะรู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นเพียงการแสดงออกมาเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเขารักเธอ
เธอจะซึมซับสายตาแบบนี้และอ้อมกอดที่ยังมีกอดของสามีที่เธอรักเอาไว้ในหัวใจ เธอจะเก็บไออุ่นนี้เอาไว้ก่อนที่มันจะกลายเป็นไออุ่นสุดท้ายที่เธอได้รับจากคนที่เธอเรียกเขาว่า สามี
“เฮ้ย ยิ้มหน้าบานเลยนะมึง” ชัชชัยเอ่ยแซวและน้ำเสียงเต็มไปด้วยความหมั่นไส้อย่างไม่ปิดบัง“เอ้า ก็กูเป็นผู้ชายที่มีความสุขที่สุดในโลกนี่หว่า จะไม่ให้กูยิ้มได้ยังไงวะ มึงอย่ามาอิจฉากู” ยกขวดเหล้าขึ้นแล้วบริการรินใส่แก้วให้เพื่อนชัช“เออ ๆ กูอิจฉามึงมากเพื่อนโอบ อิจฉาโคตร ๆ ที่มึงได้เมียดี” อันนี้เรื่องจริง อารีรัตน์ทั้งสวยและน่ารัก แถมยังใจดีใจกว้างยิ่งกว่ามหาสมุทรที่ยอมให้โอกาสไอ้เพื่อนเลวของเขาได้ปรับปรุงตัว“แต่กูก็ยังสงสารน้องเอิร์นว่ะ”“อ่าว ไอ้เชี่ย” จะดีอยู่แล้วเชียว“ทั้งที่ได้โอกาสหาผัวใหม่ที่ดีกว่ามึงแล้วแท้ ๆ”“ไอ้ชัช ไอ้ปากหมา มึงไม่ต้องแดกแล้วเหล้าเนี่ย มาแดกตีนกูก่อน” มันก็ชอบพูดจาไม่เข้าหูเขาอยู่เรื่อย เอะอะจะให้เอิร์นหาผัวใหม่ตลอด โมโหวุ้ย!“มึงก็ใจร้อน กูพูดแซวหน่อยไม่ได้เลยนะ” แซวที่แปลว่าสะกิดสันตีนมัน“ตอนนี้กูเป็นผัวที่ดีมาก เมียรักเมียหลงสุด ๆ และกูจะไม่ทำพลาดอีกแล้วมึง” คิดย้อนกลับไปแล้วขยาด ไม่ขอเจอแบบนั้นอีกแล้ว ตอนนี้มุ่งมั่นสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุข มอบความรักให้เมียเช้าเย็น...:“ลูกสาวเราแรงเยอะมากเลยเอิร์น” คนเป็นพ่อบ่นอุบหลังจากใช้พลังงานเล่นกับลูก
กระเช้าแยมผลไม้ตัวมัมถูกส่งมอบจากมือของอินทัชสู่มือของปณิธาน เป็นกระเช้าที่อินทัชตั้งใจจัดด้วยตัวเอง(เมียบังคับให้จัดกระเช้าด้วยตัวเอง) เพื่อนำมาขอโทษคุณผอ.หนุ่มสำหรับเหตุการณ์ที่อินทัชทำร้ายร่างกายโดยเจตนา“เรื่องวันนั้นผมต้องขอโทษคุณชินจากใจจริงครับ เพราะความหึงหวงและใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลจึงทำให้ผมกระทำแบบนั้นต่อคุณชิน ผมเสียใจอย่างสุดซึ้งและหวังว่าคุณชินจะไม่ถือโทษโกรธเคือง” ประโยคที่ถูกกลั่นออกมาจากใจ ‘จริงใจไหมเนี่ย’ ปณิธานก็จะเชื่อตามที่อินทัชเอ่ยออกมา แม้ว่าใบหน้าของคู่กรณีจะดูไม่จริงใจสักเท่าไหร่ก็ตาม“ผมยินดีรับคำขอโทษของคุณโอบครับ”จะไม่รับก็คงไม่ได้เพราะสักขีพยานยืนกันเต็มไปหมด ไหนจะอารีรัตน์ มินตรา อันนา ตังเม และบุคลากรในห้องธุรการอีกเป็นสิบคน“เรื่องมันแล้วไปแล้วครับ ผมไม่โกรธคุณโอบหรอก”ปณิธานไม่ได้จะพูดเพื่อให้ตัวเองดูเป็นคนดี และที่เขาไม่โกรธก็เพราะเข้าใจในอารมณ์หึงหวงของอินทัช คนที่กำลังอยู่ในช่วงง้อภรรยาแล้วต้องมาเห็นภรรยาขึ้นรถไปกับผู้ชายคนอื่น จะไม่ให้หึงได้ยังไงกันและอีกหนึ่งเหตุผลที่ไม่โกรธก็เพราะปณิธานรับรู้ได้ถึงความรักที่อินทัชมีต่ออารีรัตน์ แม้ว่าอินทัชจ
“พี่รู้ว่าเอิร์นกลัว” ความรู้ทันและอ่านใจเธอออกตลอดทำให้อารีรัตน์หลบสายตามองไปทางอื่น เธอกลัวจริง ๆ อย่างที่เขาพูดนั่นแหละ“พี่เคยทำให้เอิร์นเสียใจและพี่ทำลายคำว่าครอบครัวเพราะพี่ไม่รู้ใจของตัวเอง พี่ทำพลาดไปแล้วเอิร์น พี่เสียใจทำสิ่งที่พี่พลาดไป แต่พี่อยากขอให้เอิร์นเชื่อใจพี่อีกสักครั้ง พี่สัญญาว่าพี่จะไม่ทำให้เอิร์นต้องเสียใจอีก เพราะมันจะไม่มีแบบนั้นอีกแล้ว ผู้ชายที่ไม่รู้ใจตัวเองคนนั้นมันตายจากไปแล้วเอิร์น ตอนนี้เหลือแค่พี่โอบของเอิร์น พี่โอบที่รักเอิร์นสุดหัวใจ”เขาไม่ได้จะปากหวานพูดเพื่อหว่านล้อมให้เธอมาหลง ที่อินทัชพูดออกไปก็มั่นใจทั้งนั้น“ครั้งหนึ่งพี่เคยคิดว่าพี่ไม่ต้องการเอิร์น ไม่ต้องการคำว่าครอบครัว นั่นเพราะพี่ไม่รู้ใจตัวเอง แต่วันที่พี่เสียคำว่าครอบครัวไป พี่กลับได้รู้ว่าอิสรภาพที่พี่อยากได้มันไม่มีความหมายเลยถ้าชีวิตของพี่ขาดสองหัวใจที่พี่รัก พี่ไม่ต้องการอิสรภาพแบบนั้นแล้วเอิร์น ตอนนี้พี่รู้แล้วว่าเอิร์นและอันนาคือชีวิต คือลมหายใจของพี่ เป็นทุกอย่างของพี่”“วันที่ได้กลับมาเจอเอิร์น พี่ก็ปากดีไปงั้นเอง แต่หัวใจของพี่มันโคตรจะดีใจและพี่รู้ว่าเอิร์นมองว่ามันเป็นระยะเวลา
“ที่หัวพี่ไม่เจ็บเท่าไหร่ พี่เจ็บที่ใจมากกว่า แต่ก็ขอบคุณนะที่เป็นห่วงกัน” อารีรัตน์บีบมือเข้าหากันแน่นเพื่อเก็บอาการของตัวเองเอาไว้“...”เจ็บที่ใจ เธอรู้ว่าอินทัชหมายถึงเรื่องที่เธอสร้างแผนหลอกให้เขามาแต่งงานด้วย อารีรัตน์รู้ว่ายังไงคนที่กัดไม่ปล่อยอย่างอินทัชต้องไม่ยอมทำเป็นลืมเรื่องนี้ง่าย ๆ เขาต้องการคำขอโทษจากเธอ และอารีรัตน์ก็ยินดีที่จะขอโทษเขาอยู่แล้วเพียงแต่เธอแค่ขอเวลาทำใจสักนิดก่อนที่เขาคุยเรื่องนี้กับเขา“ถ้า...พี่โอบไม่ได้เป็นอะไรมาก ก็ดีแล้วค่ะ คุณพ่อกับคุณแม่และก็อิงค์มารอเยี่ยมพี่โอบด้วยนะคะ”พูดจบก็รีบทำท่าจะเดินหนีคนเจ็บตัวมาหมาด ๆ แต่ดูเหมือนว่าอินทัชจะไม่ยอมปล่อยให้คนที่เล่นกับหัวใจของเขาต้องลอยนวล ห่างแค่สองก้าวของเธอก็เหมือนแค่หนึ่งก้าวสำหรับเขาเท่านั้น ยื่นมือออกไปก็จับมือนุ่มของเธอได้แล้ว“คิดจะเดินหนีพี่ไปแบบนี้เลยเหรอ เอิร์นไม่เป็นห่วงพี่เลยใช่ไหม” ถามใส่คนที่ไม่ยอมหมุนตัวกลับมามองหน้ากัน เธอกำลังน้ำตาคลออยู่แน่ อินทัชมั่นใจเพราะเขารู้จักอารีรัตน์ดี เธออารมณ์อ่อนไหวง่ายจะตายที่หันหลังให้เพราะไม่อยากให้เขาเห็นว่าจริง ๆ แล้วเธอแคร์และเป็นห่วงเขามาก จะหาว่าหลงตั
“เอิร์น เอิร์น!” เสียงเรียกชื่ออารีรัตน์ดังขึ้นซ้ำ ๆ แต่เจ้าของชื่อยังคงเหม่อมองประตูที่หน้าห้องฉุกเฉิน สองมืออันเย็นเฉียบบีบเข้าหากันแน่น ใจพะวักพะวนเป็นห่วงคนที่ยังอยู่หลังบานประตูนั้น‘พี่โอบจะเป็นยังไงบ้าง เขาปลอดภัยหรือยัง แล้วเขาเจ็บมากไหม’ความเป็นห่วงเป็นกังวลเกิดขึ้นมากมายในอกของอารีรัตน์ เธอไม่สามารถละสายตาไปจากประตูห้องฉุกเฉินได้เลย ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งนั้น ดวงตาทั้งสองข้างมีน้ำตาเอ่อคลอจนสามารถไหลลงมาได้ตลอดเวลาแต่เธอก็ต้องขืนมันเอาไว้เพราะไม่อยากร้องไห้ให้อันนาเห็น ลูกสาวของเธอยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของเขา“เอิร์นจ๊ะ อิงค์กับพ่อและแม่ของพี่โอบเดินทางมาถึงแล้วนะ” มินตรายกมือขึ้นวางบนบ่าของเพื่อนแล้วบีบเบา ๆ เพื่อเรียกสติอารีรัตน์ตัวเธอเองก็ใจหายตอนที่รู้ข่าวว่าอินทัชประสบอุบัติเหตุ ทั้งเธอและอารีรัตน์กำลังดูแลลูกค้าอยู่ที่คาเฟ่หลังจากรับสายโทรศัพท์ของโรงพยาบาลอารีรัตน์ก็แทบล้มทันที แต่เพื่อนของเธอก็ยังฝืนและรีบขับรถตรงมาที่โรงพยาบาลส่วนเธออาสาไปรับอันนาและตังเมที่โรงเรียนและพาเด็ก ๆ มาที่นี่“อื้ม ขอบคุณจ้ะมิน” อารีรัตน์รีบกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่ม่านน้ำตาออกไป
“เบื้องหลัง? มันยังไงกันแน่อิงค์ พี่เริ่มไม่เข้าใจแล้วอะ” มันเป็นยังไงกันแน่ ทำไมชีวิตแต่งงานของเขากับอารีรัตน์ถึงได้มีคำว่าเบื้องหลังมาเกี่ยวข้อง(การแต่งงานของพี่โอบกับเอิร์น เป็นการวางแผนจากพวกเราทุกคน)“วางแผนอะไร” นี่มันอะไรกันวะเนี่ย กลิ่นเริ่มจะไม่ดีแล้วนะยิ่งอิงค์เล่าก็เหมือนกับว่าเขาถูกหลอกให้เข้าใจผิดจนต้องยอมเอ่ยปากและขอเป็นคนแต่งงานกับอารีรัตน์(เรื่องที่บ้านเอิร์นจะย้ายไปอยู่อังกฤษอันนี้คือเรื่องจริง เรื่องที่เอิร์นไม่อยากย้ายไปกับพ่อแม่อันนี้ก็เรื่องจริง แต่เรื่องที่เอิร์นต้องแต่งงานกับลูกเพื่อนพ่อ อันนี้ไม่ใช่เรื่องจริงมันเป็นเรื่องที่พวกเราช่วยกันคิดเพื่อที่...)“เพื่อที่พี่จะเป็นคนอาสาแต่งงานกับเอิร์นเอง ใช่ไหม นี่เล่นอะไรกันอะ รู้ไหมว่าเรื่องแต่งงานมันไม่ใช่เรื่องเล็กนะ”อินทัชเคยด่าตัวเองในวันที่เขาขอจบความสัมพันธ์กับอารีรัตน์ วันนั้นเขาโทษตัวเองที่เป็นคนเลือกที่จะแต่งงานกับเธอโดยไม่มีพื้นฐานมาจากคำว่ารักและคิดว่าตัวเองมองเรื่องนี้เหมือนเล่นขายของ แต่เมื่อคิดดูดี ๆ เพราะเขารักเธอมาตลอดต่างหากเขาถึงได้เลือกที่จะเอาตัวเองไปแต่งงานกับเธอเพราะไม่อยากเสียเธอให้ใคร แต่ไม่







