Masuk
จี้ซินเหยียนยังคงไม่ยอมจากไป ยืนเฝ้าประตูฉันอย่างดื้อรั้นฉันส่งออกรูปภาพ และส่งผลงานเข้าประกวดและในระหว่างครึ่งเดือนที่รอผลการแข่งขัน ยาหยีก็จะส่งดอกไม้มาให้หนึ่งช่อในทุกๆ วันส่วนจี้ซินเหยียนนั้น ยอมทุ่มเงินมหาศาลจุดพลุต่อเนื่องกันนานถึงครึ่งเดือนพลุอันรุ่งโรจน์จรัสแสงส่องสว่างไปครึ่งค่อนฟ้า แต่ก็ไม่อาจส่องสว่างอนาคตของผมกับจี้ซินเหยียนได้อีกต่อไปทุกครั้งที่พลุดับลง ก็จะมีสามคำปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า"ฉันขอโทษ" เจ้าของเกสต์เฮาส์ดื่มเบียร์ ดันถั่วลิสงมาตรงหน้าผม"อลังการยิ่งกว่าตอนที่จีบคุณอีก คุณไม่มีความคิดอะไรบ้างเลยเหรอ?"ผมหันไปมองผู้หญิงที่กำลังเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่ออยู่นอกหน้าต่าง หยิบกล้องถ่ายรูปที่อยู่ข้างมือขึ้นมา"ไม่มีความคิดอะไร ตอนนี้ผมแค่อยากเป็นตัวของตัวเอง"“ผมไม่อยากถูกขังอยู่ในครัวอีกต่อไป ถูกขังอยู่ในบ้านที่ไม่ได้เป็นของผม”จี้ซินเหยียนที่อยู่นอกหน้าต่างก้มหน้าลง ฝืนยิ้มอย่างขมขื่นยาหยีก็ไม่ได้เรียกว่าจะเอาพ่ออีกต่อไป เธอเหมือนจะยอมรับแล้วว่า ผมไม่เอาเธอแล้วเมื่อประกาศผลการประกวดภาพถ่าย เจ้าของเกสต์เฮาส์ก็โน้มตัวเข้ามาด้วยความตื่นเต้นหัวใจของผมเต้
ช่างแต่งหน้ามีฝีมือชำนาญ ค่อยๆ ทาลงบนใบหน้าของผมอย่างอ่อนโยนผมจ้องมองใบหน้าที่หล่อเหลาขึ้นเรื่อยๆ ในกระจก พลางนึกถึงภาพเมื่อสิบปีก่อนตอนหน้าสดแล้วซุกอยู่ในอ้อมแขนของจี้ซินเหยียนเธอจูบปากของผม สัญญาว่าไม่ว่าผมจะกลายเป็นสภาพไหนก็จะรักผมแต่ต่อมา จี้ซินเหยียนกลับรังเกียจความไม่เรียบร้อยของผม แล้วชมว่าเวินเหยียนรู้จักแต่งตัว ดูหนุ่มและสดใสเพื่อมาถ่ายภาพแต่งงานที่ทะเลสาบเอ๋อร์ไห่ ผมจึงหาเวลาว่างในทุกสัปดาห์เพื่อไปฟิตเนส หาครูสอนแต่งตัวแบบส่วนตัว หวังว่าจะดูหล่อขึ้นอีกหน่อย เพื่อรั้งหัวใจของจี้ซินเหยียนไว้ผมหยิบกล้องขึ้นมา ถ่ายรูปที่ช่างแต่งหน้ากำลังจัดเนคไทให้ผมจี้ซินเหยียนกับยาหยีไปรู้ข่าวจากไหนไม่รู้ จึงตามมาถึงที่ร้านถ่ายรูปแต่งงานเมื่อพวกเธอเข้ามา ผมก็ยืนอยู่ใต้แสงไฟดวงตาของยาหยีเป็นประกาย โน้มตัวเข้ามาชมผม“พ่อคะ วันนี้พ่อหล่อมากเลยค่ะ”ที่แท้ คำชมสามารถพูดออกมาได้อย่างง่ายดายแต่เธอกลับเลือกที่จะมอบเจตนาร้ายที่สุดให้ผมในทุกครั้ง ผมไม่ได้ตอบอะไร และเตรียมตัวขึ้นรถไปทะเลสาบเอ๋อร์ไห่ดวงตาของจี้ซินเหยียนแดงก่ำขึ้นมาทันที ให้ช่างแต่งหน้าหาชุดแต่งงานที่เข้ากับสูทของผม
จี้ซินเหยียนเดินมาตรงหน้าผมด้วยตาแดงก่ำ ดึงผมเข้าไปกอดอย่างแน่นหยดน้ำตาเย็นๆ ไหลเข้ามาในซอกคอของผม เธอถูไถซอกคอของผมอย่างน่าสงสาร “ที่รัก อย่าหย่ากันเลยได้ไหม?” ยาหยีเข้ามาจับมือผม กะพริบตาด้วยดวงตาที่น้ำตาคลอเบ้าแล้ววิงวอนขอร้องผม“พ่อคะ พ่ออย่าทิ้งหนูกับแม่ไปเลยนะคะ”ระหว่างทางบินไปทะเลสาบเอ๋อร์ไห่ ผมเคยนึกภาพว่าจี้ซินเหยียนกับยาหยีจะแสดงปฏิกิริยาอย่างไรหลังจากที่ผมจากไปพวกเธอคงคิดว่าผมแค่งอแง เพื่อเรียกร้องความสนใจจากพวกเธอ ผมเกลียดความเฉยเมยของพวกเขา เกลียดที่พวกเธอไม่เข้าใจผม และเกลียดที่พวกเธอลำเอียงเวินเหยียนเดิมทีคิดว่าเจอจี้ซินเหยียนกับยาหยีอีกครั้ง ผมจะตะโกนด่าให้พวกเธอออกไปจากชีวิตผมแต่ตอนนี้ หัวใจผมกลับเฉยเมยอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าสำหรับผมแล้วพวกเธอก็เป็นแค่คนแปลกหน้าน้ำตาของจี้ซินเหยียนทำให้ปกเสื้อผมเปียกชื้น ผมผลักเธอออกไปด้วยความหงุดหงิด เธอพูดอธิบายออกมาอย่างสะอึกสะอื้น"ฉันขอโทษ เป็นฉันที่เฉยเมยต่อความรู้สึกของคุณเอง""ตอนนั้นคุณให้น้องชายคุณย้ายเข้ามาอยู่ เน้นย้ำกับฉันหลายครั้งว่าต้องทำดีกับเขา""ดังนั้นในจิตใต้สำนึกของฉัน จึงคอยเตือนให้ตัวเองดี
เมื่อเครื่องบินลงจอดที่ทะเลสาบเอ๋อร์ไห่ ผมก็ตรงไปที่เกสต์เฮาส์ที่จองไว้ล่วงหน้าเจ้าของเกสต์เฮาส์เป็นแฟนคลับตัวยงของผม มารับผมที่สนามบินแต่เช้าเลยเธอมองมาข้างหลังผม แล้วพูดด้วยความงุนงงว่า"ทำไมภรรยาและลูกสาวของคุณไม่มาด้วยล่ะ?""ไหนตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่เหรอว่าจะมาถ่ายรูปแต่งงานที่ทะเลสาบเอ๋อร์ไห่ในวันครบรอบสิบปี?"ผมเม้มปากแล้วยิ้ม และอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เบาว่า"คิดจะหย่าแล้ว" เจ้าของเกสต์เฮาส์อุทาน “ห๊ะ” ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ จากนั้นก็ถามต่อว่า"ตอนนั้นจี้ซินเหยียนทุ่มเงินอย่างบ้าคลั่งเพื่อจีบคุณ เดือนที่คุณตอบตกลงเป็นแฟนเธอ ที่ทะเลสาบเอ๋อร์ไห่ก็จะมีการแสดงโดรนโปรยกลีบกุหลาบอยู่ทุกคืนเลย""เธอยังคุกเข่าต่อหน้าภูเขาหิมะ สาบานว่าจะชาตินี้จะไม่มีวันทำให้คุณผิดหวังแน่นอน แล้วทำไมถึงมาถึงขั้นหย่าร้างกันได้?" ความรักในตอนนั้นช่างร้อนแรง และยากที่จะทำให้คนลืมเลือนจริงๆทุกคนที่มาเที่ยวในทะเลสาบเอ๋อร์ไห่ต่างก็รู้ว่าจี้ซินเหยียนรักเวินเยว่พวกเขาอวยพรให้เรารักใคร่กันไปตลอดชีวิต จับมือเคียงคู่จนแก่เฒ่า แต่ไม่มีจะคิดว่า ความรักอันร้อนแรงเช่นนั้นจะจางหายไปตามกาลเวลา และคำมั่นสัญญ
หลังของจี้ซินเหยียนค่อยๆ ค้อมลงทีละน้อย เมื่อเปิดใบหย่าขึ้นมาดูตรงช่องลงนามมีลายเซ็นของเวินเยว่เซ็นเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยหัวใจของเธอราวกับตกลงไปในบ่อน้ำแข็ง และตระหนักได้ถึงความรุนแรงของการทะเลาะกันในครั้งนี้ได้ในทันทีเวินเหยียนที่นอนตื่นมาเริ่มรู้สึกหิว เปิดประตูห้องเดินออกมา“พี่ชายผมเก็บกระเป๋าเดินทางเสร็จหรือยัง? ให้เขาต้มบะหมี่หน่อยสิ พวกเรากินเสร็จแล้วค่อยไป”ปกติเขาพูดจบ จี้ซินเหยียนก็จะรีบสั่งให้เวินเยว่ไปทำทันที ยาหยีก็จะเร่งเร้าเวินเยว่ด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเช่นกันแต่วันนี้ สองแม่ลูกกลับไม่มีใครตอบสนองเขาเลยเวินเหยียนขมวดคิ้ว และบ่นสัญชาตญาณว่า“พี่สะใภ้ นี่พี่สะใภ้ไม่ได้ยินเหรอ? ผมหิวแล้ว”ตรงหน้าของจี้ซินเหยียนพลันผุดภาพที่เวินเยว่ต้องฝืนพยุงร่างกายอันเหนื่อยล้าลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าให้ในทุกๆ วันเวินเหยียนเป็นคนเลือกกิน บะหมี่ต้องเป็นเส้นด้วยทำมือ ส่วนเกี๊ยวก็จะกินแป้งที่รีดสดใหม่เวินเยว่มักนอนไม่หลับ พึ่งได้นอนไปครึ่งชั่วโมงก็ถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาหมักแป้งให้ฟูรอยคล้ำใต้ตาของเขาเหมือนสีที่ไม่มีวันจาง เผยให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าที่ไม่มีที่สิ้นสุดแต่เ
เมื่อแสงแดดแยงตาจนแสบพร่า จี้ซินเหยียนก็ผลักคนข้างกายตามสัญชาตญาณ“อาเยว่ ไปปิดม่านหน่อย”กลิ่นบุหรี่อันไม่คุ้นเคยกระตุ้นสมองของเธอ ทำให้เธอได้สติขึ้นมาในทันทีจี้ซินเหยียนหันไปมองเวินเหยียนที่นอนอยู่ข้างกาย แล้วเปิดผ้าห่มออกอย่างลนลานเธอยังคงสวมเสื้อผ้าอยู่ ก็สวมชุดนอนเช่นกัน เธอไม่ได้ทำเรื่องที่ผิดต่อเวินเยว่ยาหยีถูกปลุกให้ตื่นเพราะเสียงรบกวน ออดอ้อนคลานกลับเข้าไปซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของเวินเหยียน“พ่อคะ หนูยังอยากนอนต่ออีกหน่อยค่ะ”แต่วินาทีต่อมา เธอก็เบิกตากว้างมองดูเวินเหยียนที่อยู่ตรงหน้า และร้องไห้เสียงดังขึ้นมาทันที“ทำไมถึงเป็นอาเล็กล่ะ?”เวินเหยียนรู้สึกรำคาญ จึงใช้เท้าถีบยาหยีตกจากเตียงจี้ซินเหยียนยื่นมือไปคว้าไว้ไม่ทัน ได้แต่มองดูยาหยีร่วงกระแทกลงบนพื้น หน้าผากแดงช้ำและบวมเป่งขึ้นมาในทันที เธอโอบอุ้มยาหยีขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดใจ พร้อมกับตวาดลั่นด้วยความโมโห“เวินเหยียน นี่นายเป็นบ้าอะไรไป?”ยาหยีซบลงบนอกของจี้ซินเหยียนแล้วร้องไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจ ในปากก็พลางร้องเรียกหาพ่อทุกครั้งที่ตื่นมา พ่อก็จะตบหลังเธอเบาๆ อย่างอ่อนโยน แล้วปลุกให้เธอลุกขึ้นมากินข้าวเช้า







