Masukเดือนที่สามหลังจากที่สามีประสบอุบัติเหตุหายตัวไป ฉันก็เห็นเขาที่บาร์ เขากำลังโอบไหล่ “เพื่อนผู้หญิง” พลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ต้องขอบคุณไอเดียของเธอจริง ๆ ไม่งั้นฉันคงลืมไปแล้วว่าความรู้สึกเป็นอิสระมันเป็นยังไง” พวกเพื่อน ๆ ที่อยู่ข้างกายผลัดกันชนแก้วกับเขาแก้วแล้วแก้วเล่า พลางถามว่าเมื่อไหร่เขาถึงจะยอมโผล่หน้าไปเสียที เขาหลุบตาลงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อีกสักหนึ่งสัปดาห์แล้วกัน รอให้เธอตามหาฉันจนแทบบ้า แล้วฉันค่อยโผล่ไป” ฉันยืนอยู่ในมุมมืด มองดูท่าทีดื่มด่ำกับอิสรภาพของเขา ก่อนจะต่อสายหาเพื่อนที่ทำงานอยู่ฝ่ายทะเบียนราษฎร
Lihat lebih banyakเขาเพิ่งจะพูดจบก็ถูกเสิ่นเหยี่ยนออกแรงกระชากจนล้มลง“เสิ่นจื้อเหิง อยู่ให้ห่างจากแฟนฉันหน่อย!”เสิ่นจื้อเหิงล้มลงบนพื้น เขามองเสิ่นเหยี่ยนที่รวบตัวฉันเข้าไปในอ้อมกอดด้วยความโมโหจนตาแทบถลน“แฟนอะไร ฉู่จือเวยเป็นเมียผม! อาเล็ก! อาเป็นอาเล็กของผมนะ!”เสิ่นเหยี่ยนหลุบตามองเขา ก่อนแค่นหัวเราะเย็นชา“นายลืมไปแล้วหรือไง นายเป็นแค่ลูกบุญธรรมที่ตระกูลเสิ่นไล่ออกจากบ้านไปแล้ว”เสิ่นจื้อเหิงลุกพรวดขึ้นมาพร้อมกับเงื้อหมัดเข้าใส่ ฉันจึงกางแขนออกขวางหน้าเสิ่นเหยี่ยนเอาไว้ ทำให้เสิ่นเหยี่ยนตกใจจนหน้าซีดเผือดโชคดีที่หมัดของเสิ่นจื้อเหิงหยุดลงได้ทันเวลา“ฉู่จือเวย! ใครให้เธอมาขวางฉัน บ้าไปแล้วหรือไง”เมื่อสบเข้ากับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธของเสิ่นเหยี่ยน ฉันจึงทำหน้าประจบเอาใจ “คุณค่อยว่าฉันทีหลังนะ ขอฉันจัดการเสิ่นจื้อเหิงก่อน”เสิ่นเหยี่ยนฝืนข่มความโมโหของตัวเองอย่างยากลำบากฉันมองไปยังมุมหนึ่ง “เธอออกมาเถอะ”ซ่งเนี่ยนเดินร้องไห้น้ำตาอาบหน้าออกมา เธอมองเสิ่นจื้อเหิง แววตาไม่เหลือความรักเหมือนวันวานอีกต่อไปฉันทำเสียงเย็นชา “เสิ่นจื้อเหิง นายปั่นหัวคนที่ห่วงใยนายครั้งแล้วครั้งเล่าแบบนี
“ได้สิ เสิ่นจื้อเหิงเป็นแค่เด็กที่พี่ชายกับพี่สะใภ้ของผมรับมาเลี้ยง พอโตเป็นผู้ใหญ่ก็ทำความผิดครั้งใหญ่ จนถูกไล่ออกจากตระกูลเสิ่นไปตั้งนานแล้ว ผมแค่เห็นแก่พี่ชายกับพี่สะใภ้ที่ล่วงลับไปแล้ว เลยส่งเสียให้เขาเรียนจนจบมหาลัย”ฉันพยักหน้า ก่อนจะเป็นฝ่ายจับมือของเขาขึ้นมา “ระยะเวลาทดลองสามเดือน จะได้เป็นตัวจริงไหมก็ขึ้นอยู่กับผลงานของคุณแล้วละ”เสิ่นเหยี่ยนพยักหน้ารับรัว ๆ“พอดีเลย วันนี้งานก็เสร็จแล้ว เราไปกินหม้อไฟกันดีไหม”อาจเป็นเพราะไม่ได้กินหม้อไฟมาสี่ปี ฉันเลยแทบจะคลั่งแค่สองสามวันก็ต้องกินสักมื้อ พอไม่ได้กินก็ทรมานเสิ่นเหยี่ยนก็มากินหม้อไฟกับฉันนานมากแล้ว แต่กลับไม่มีท่าทีจะเบื่อเลยสักนิด แถมทุกครั้งยังหาร้านหม้อไฟไม่ซ้ำกันพาฉันไปลิ้มลองรสชาติเสมอวันนี้ก็เช่นกัน“พอดีผมเจอร้านอร่อย ๆ อีกร้าน เดี๋ยวพาคุณไปนะ”ทว่าเราเพิ่งจะเดินพ้นประตูบริษัท เงาร่างหนึ่งก็ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าฉันดังตุบ“ฉู่จือเวย ฉันขอร้องละ เธอช่วยไปตามหาจื้อเหิงหน่อย! เขาหายตัวไปสามวันแล้ว! ฉันหาเขาไม่เจอเลย!”ซ่งเนี่ยนมีเส้นเลือดฝอยเต็มตา เธอโขกศีรษะไม่หยุดเพื่อขอร้องให้ฉันไปตามหาเสิ่นจื้อเหิงฉันข
ทว่าเขากลับดึงฉันเข้าไปในอ้อมกอดอย่างแรง“เวยเวย ฉันผิดไปแล้วจริง ๆ ฉันกับซ่งเนี่ยนไม่ได้มีอะไรกันจริง ๆ! วันนั้นก็แค่เพราะฉันเมา เลยทำความผิดพลาดที่ผู้ชายทุกคนทำกันก็แค่นั้นเอง”“ฉันจะอยู่ห่างจากเขา ขอร้องละ ให้โอกาสฉันอีกสักครั้งเถอะ!”เขากอดเอาไว้แน่น ไม่ว่าฉันจะดิ้นรนแค่ไหนก็ไม่ยอมปล่อยจนกระทั่งฉันถูกแรงดึงเข้าไปในอ้อมกอด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับกรอบหน้าอันชัดเจนของเสิ่นเหยี่ยนเสียงของเขาดังขึ้นเหนือหัวของฉัน“เสิ่นจื้อเหิง ฉันเคยบอกนายแล้วนะ ถ้านายยังมาตามตอแยจือเวยอีก ตระกูลเสิ่นก็จะไม่สนใจนายอีกต่อไป!”เสิ่นจื้อเหิงปล่อยมือที่จับฉันเอาไว้ทันที“อาเล็กครับ นี่เป็นเรื่องระหว่างเราสามีภรรยา”ฉันพอได้ยินประโยคนี้ของเขาก็โมโหจนหัวเราะออกมา“เรื่องระหว่างเรางั้นเหรอ”“เสิ่นจื้อเหิง ใครเป็นคนออกไอเดียให้นายแกล้งทำเป็นหายตัวไปกันแน่”“อย่าบอกนะว่าไอเดียนี้นายเป็นคนคิดขึ้นมาเอง นายมีสมองขนาดนั้นเลยหรือไง”“นายก็แค่ถูกซ่งเนี่ยนหลอกปั่นหัวจนหัวหมุนก็เท่านั้นแหละ!”“เธอออกไปเที่ยวกับนาย นายก็บอกว่าเป็นเพื่อนสนิทของนาย พวกนายดื่มเหล้าด้วยกันก็บอกว่าเธอเป็นเพื่อนสนิท พวกนายร
เสิ่นเหยี่ยนจอดรถไว้หน้าร้านหม้อไฟแห่งหนึ่งฉันเห็นชื่อร้านหม้อไฟแล้วก็ชะงักไปนิดหนึ่งเสิ่นเหยี่ยนยืนอยู่ข้างหลังฉัน “เหม่ออะไรอยู่ คุณชอบกินหม้อไฟไม่ใช่เหรอ”“ฉันไม่ได้กินมาสี่ปีแล้ว...”คบกับเสิ่นจื้อเหิงมาสี่ปี เขากินเผ็ดไม่ได้ ฉันก็เลยไม่ได้เข้าร้านหม้อไฟอีกเลยเสิ่นเหยี่ยนดึงฮู้ดเสื้อฉันเบา ๆ แล้วหัวเราะ “งั้นวันนี้ฉลองที่คุณหย่า ผมเลยเลี้ยงหม้อไฟที่คุณไม่ได้กินมาตั้งนานไง”ฉันเองก็หัวเราะ และสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะแบบไม่ลังเลระหว่างกินข้าว เราก็คุยเรื่องความร่วมมือหลังจากนี้ ถือว่าแฮปปี้กันทั้งสองฝ่ายพอกินเสร็จฟ้าก็มืดสนิทพอดีเสิ่นเหยี่ยนยังคงยืนกรานจะมาส่งฉันที่บ้านให้ได้แต่เพิ่งถึงบ้านก็เจอกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญอยู่หน้าประตูเสิ่นจื้อเหิงนั่งยอง ๆ ตัวสั่นเพราะความหนาวอยู่หน้าประตูคฤหาสน์ พอเห็นฉันตาก็เป็นประกาย“เวยเวย เธอกลับมาแล้ว!”ฉันเลิกคิ้ว ไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหนอีก“เสิ่นจื้อเหิง นายมาทำอะไรหน้าบ้านฉัน”เขาวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามาจับมือฉันไว้ แล้วใช้มือที่เย็นเฉียบของเขาลูบฝ่ามือฉัน“เธอหนาวไหม วันนี้อากาศหนาวขนาดนี้ ทำไมเธอไม่ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ หน่อย! รู้ไหมว่า
“สมน้ำหน้า! ไม่รู้ว่าโลกนี้มีเดรัจฉานแบบนี้อยู่ได้ยังไง”เธอยิ่งด่ายิ่งอินจัด จนฉันรีบห้าม “เลิกด่าได้แล้ว วันนี้งานศพสามีฉันนะ ควรเศร้าสิถึงจะถูก”ฉันพูดพลางก็หยิบกระเป๋าเครื่องสำอางออกมา ใช้เครื่องสำอางกลบสีหน้าแดงระเรื่อของตัวเอง แล้วแต่งหน้าให้ดูอมทุกข์ราวกับเจ็บปวดเจียนตายหลังจากยืนยันกับเพ
ต้องรู้ไว้ว่าเมื่อก่อนเวลาเขาโมโหใส่ฉัน มักจะปล่อยให้ฉันกลับไปสำนึกผิดเองทั้งคืน จากนั้นพอไปขอโทษ เขาถึงจะยอมฝืนให้อภัยฉันฉันหลับตาที่แสบจนปวดร้าวลง แล้วกดบันทึกวิดีโอทั้งสองคลิปนี้ไว้กำลังคิดจะปิดโทรศัพท์ สายของซ่งเนี่ยนก็โทรเข้ามาพอดีฉันกดรับสาย เสียงดนตรีที่ดังหนวกหูก็ดังระเบิดขึ้นข้างหูทัน
ข้อความก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้ตอบกลับ ตอบไปแค่ข้อความสุดท้ายเท่านั้น“คนก็ตายไปแล้ว จะมาโกรธอะไรอีกล่ะ”พูดจบ ฉันก็โยนโทรศัพท์ทิ้งไว้ แล้วไปเก็บของที่เสิ่นจื้อเหิงทิ้งไว้ในบ้านตลอดสามเดือนมานี้ ฉันแทบจะขลุกอยู่แต่ในเมืองที่เขาไปเล่นสกีเพื่อตามหาร่องรอยของเขา ไม่ค่อยได้กลับบ้านภายในห้องนอน นอกจากเ
“ฉันตัดสินใจจะไปแจ้งตายให้เสิ่นจื้อเหิงแล้วละ”“ไม่ตามหาแล้วเหรอ” เพื่อนที่ปลายสายถามด้วยความลังเลฉันเงยหน้าขึ้น มองไปทางเสิ่นจื้อเหิงที่กำลังโอบซ่งเนี่ยนพลางกระซิบกระซาบกัน ขอบตาก็ร้อนผ่าว น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “หาไม่เจอแล้วละ”คนที่ตั้งใจจะหลบซ่อนตัว ต่อให้หาเจอแล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะหลั











