Mag-log in8ของสายฟ้าแต่งงานกันมาเกือบหกปี จนกระทั่งตอนนี้ตั้งท้องลูกคนที่สองเข้าไปแล้ว ชีวิตของพริมโรสไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแต่ก็ไม่ได้ลำบากหรือหนักใจถึงขั้นเรียกว่าขวากหนาม อารมณ์ส่วนมากของเธอหมดไปกับการโมโหแล้วก็หงุดหงิดสองพ่อลูกคู่ซี้เสียมากกว่ายิ่งโดยเฉพาะขณะนี้...ว่าที่คุณแม่ลูกสองสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจแล้วกดอารมณ์ขุ่นมัวที่กำลังคุกรุ่นอยู่ภายในอกให้เบาบางลง ยามจับจ้องสายตาไปยัง เด็กชาย ‘สายฟ้า’ อายุห้าขวบ และเด็กชายอัสนีอายุสามสิบหกขวบ ที่พากันออกไปแตะฟุตบอลเล่นท่ามกลางสายฝนจนเนื้อตัวเปียกมะล่อกมะแล่ก“เท่าที่จำได้ พริมมีลูกชายแค่คนเดียวนะคะคุณอัส”ถ้าจะให้พริมโรสคิดบัญชีใครเป็นคนแรก ก็คงต้องเป็นคนตัวโตกว่านี่แหละถูกต้องแล้ว เพราะแทนที่เขาจะห้าม กลับวิ่งนำลูกออกไปเล่นตากฝนเสียอย่างนั้น“แต่นี่มันวันสงกรานต์นะครับแม่ ยังไงก็ต้องเปียกอยู่ดี”เด็กชายที่ไม่เข้าใจว่าเปียกน้ำฝนกับเปียกน้ำประปามันต่างกันอย่างไรรีบออกปากเถียงแทนคนเป็นพ่อที่เอาแต่ก้มหน้างุดนาน ๆ ทีจะได้มาเที่ยวบ้านยายทวดที่จังหวัดนคสวรรค์ มีอะไรหลายอย่างที่สายฟ้าอยากทำอย่างเช่นเล่นสงการณ์หน้าบ้าน เตรียมถั
“ดูคุณจะสนิทกับพี่เมฆอะไรนั่นมากเลยนะครับ”อัสนีเอ่ยถามหญิงสาวทันทีที่รถเคลื่อนตัวออกมาจากบ้านหลังนั้น และเขาก็จงใจเน้นเสียงย้ำตรงคำว่า ‘พี่เมฆ’ จนคนฟังรับรู้ได้“คงงั้นมั้งคะ เพราะเมื่อสมัยเรียนเราเรียนที่โรงเรียนเดียวกัน แล้วยายก็เคยทำงานที่บ้านเสี่ยกรรชัย ก็เลยเป็นพี่น้องที่สนิทกันค่ะ”“แต่ผมว่าพี่เมฆของคุณไม่ได้คิดกับคุณแค่พี่น้องนะ”“เขาจะคิดยังไงก็ช่างเขาสิคะ” พริมโรสยักไหล่ราวกับไม่รู้สึกอินังขังขอบใด ๆ กับสิ่งที่อัสพูด เพราะเธอดูออกมาตั้งนานแล้วว่าเมฆารู้สึกอย่างไรกับเธอ รู้ก่อนที่เธอจะรู้จักกับอัสนีด้วยซ้ำ “แล้วอีกอย่างพี่เมฆก็ไม่ใช่ของพริมด้วย คุณต่างหากที่เป็นของพริม”“ช่างพูดช่างจานะ”อัสนีค่อนข้างพอใจในคำตอบ ความจริงเขาไม่ได้คิดจะถือสาหาความอะไรตั้งแต่หญิงสาวแนะนำว่าเขาเป็นสามีแล้ว ที่แสดงออกไปแบบนั้นก็เพื่อจะสื่อให้แม่ของลูกรู้ ว่าเขาหึงและหวงมากแค่ไหนตอนที่เห็นผู้ชายคนอื่นมายุ่มย่ามกับเธอ“หึงมากเลยเหรอคะ”ไม่ใช่แค่ถาม แต่พริมโรสยังยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจของเธอและเขาแทบจะรดรินกัน“ถ้าไม่กลัวว่าคุณจะคิดมากแล้วก็เกรงใจผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงนั้น ผมคงประกาศให้พี่เมฆของคุ
7ตกลงปลงใจ“แต่งงานกับผมนะ”“...” พอสิ้นคำนั้นพริมโรสถึงกับยืนนิ่งงันไปหลายวินาที เธอไม่ได้คาดหวังให้อัสนีมารับผิดชอบโดยการแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรสอะไรเทือกนั้น แค่เขาไม่ปัดความรับผิดชอบเรื่องลูกเท่านี้เธอก็พอใจแล้วที่สำคัญเธอกับเขาเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ยังไม่มีโอกาสได้ศึกษานิสัยใจคอกันเลยด้วยซ้ำ“คุณแน่ใจเหรอคะคุณอัสนี”“ยิ่งกว่าแน่อีกทูนหัว ไม่มีอะไรจริงกว่าคุณกำลังท้องลูกของผมอีกแล้ว”ว่าจบอัสนีก็ประทับริมฝีปากลงบนกระหม่อมบางแผ่วเบา ก่อนเขาจะคลอเคลียต่ำลงมาที่ริมฝีปากจิ้มลิ้ม ซึ่งเขาจดจำรสชาติและความรู้สึกยามสอดลิ้นเข้าไปเกี่ยวกระหวัดกับเธอได้ดี ว่ามันช่างหวานล้ำแค่ไหน“แล้ว...” แต่ก่อนที่อัสนีจะล่วงเกินเธอไปมากกว่านั้น หญิงสาวกลับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอผละออกห่างจากร่างสูงแล้วจ้องมองเขาด้วยแววตาที่แฝงเร้นไปความเจ็บปวด “แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะคะ คนที่คุณควงออกงานบ่อย ๆ”ท่าทีของของเธอทำเอาอัสนีจุกในอก“ผมขอโทษพริม ขอโทษที่ทำให้คุณไม่สบายใจ”ก่อนเขาจะอธิบายให้เธอฟังอย่างละเอียด ว่าแท้จริงแล้วผู้หญิงที่เป็นข่าวกับเขาและควงออกงานด้วยช่วงนี้เป็นใครมาจากไหน ซึ่งหล่อนเป็นเพียงลูกพี
“ยายจ๋า~ พริมกลับมาแล้วจ้า”เสียงตะโกนเรียกหายายดังสนั่นมาแต่ไกล ก่อนที่เจ้าตัวจะหอบเอาข้าวของพะรุงพะรุงที่ขนซื้อมาจากตลาดตอนเช้ามืดเดินเข้ามาในใต้ถุนบ้านทว่าทันทีที่มาถึงดวงกลมโตก็เป็นอันต้องเบิกกว้าง เมื่อบนแคร่นั่งใต้ถุนบ้านไม่ได้มีเพียงยายของเธอนั่งอยู่คนเดียว แต่กลับมีใครบางคนที่เธอไม่คาดคิดว่าจะเจอเขาที่นี่นั่งร่วมอยู่ด้วย“คุณอัสนี...”“พริม!” สิ้นคำนั้นร่างสูงก็ถลาเข้ามาสวมกอดเธอเต็มแรง จากที่ตกใจอยู่แล้วพริมโรสก็ยิ่งอึ้งเข้าไปใหญ่กับการกระทำบุ่มบ่ามของเขานานทีเดียวที่หญิงสาวยืนนิ่งให้อัสนีกอด แต่พอเหลือบไปเห็นสายตาตกตะลึงของคนเป็นยายเท่านั้นแหละ สติสตังค์ที่กระเจิดกระเจิงถึงได้คืนกลับมา ก่อนเธอจะรีบผละห่างออกจากเขาแล้วส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้ยายด้วยความขวยเขิน“พ่อหนุ่มคนนี้บอกกับยายว่าเขาเป็นคนรักของแก จริงหรือเปล่า?”ความจริงภาพที่นางเห็นเมื่อครู่ก็บ่งบอกสถานะของทั้งคู่ชัดเจนแล้ว แต่ถึงกระนั้น ‘ดาวเรือง’ ก็ยังอยากได้ยินจากปากของหลานสาวมากกว่า“...” จบคำนั้นพริมโรสก็หันมาสบสายตากับเจ้าของร่างสูงที่ยังอยู่ในชุดสูทตั้งแต่เมื่อวาน เธอชั่งใจคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าควรจะตอบคำถามยายว่าอย่าง
6ของอัสนีเดือนนี้เป็นเดือนเมษายนอากาศด้านนอกจึงร้อนระอุกว่าปกติ แต่ถึงกระนั้นก็ยังร้อนรนไม่เท่าหัวใจของอัสนีในตอนนี้ร่างสูงหลังโต๊ะทำงานเหลือบมองดูนาฬิกาบนฝาพนัง ก่อนที่เจ้าตัวจะถอนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อเห็นว่าขณะนี้เวลาล่วงเลยจนเกือบจะบ่ายโมงแล้ว แต่ว่าคนที่เขารอคอยยังไม่มีวีแววว่าจะขอมาเข้าพบเลยตั้ง 3 วันเชียวนะที่พริมโรสหายไป... แถมเคาว์เตอร์ประชาสัมพันธ์ก็ไร้เงาเธอทุกครั้งที่เขาเดินผ่านคิดได้ดังนั้นคนที่ตั้งใจว่าจะเล่นตัวต่ออีกสักนิดก็ลุกพรวดพราดออกจากห้องทำงาน แล้วเดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะของเลขา“คุณน้ำ สองสามวันมานี้ ไม่มีใครมาขอเข้าพบผมเลยเหรอ”“ถ้าคุณอัสนีหมายถึงคุณพริมละก็...” คนที่มีสถานะเป็นถึงเลขาส่วนตัวจงใจประวิงเวลาโดยการหยุดพูดพลางทำหน้าขบคิด ก่อนจะตอบคำถามให้เจ้านายหายสงสัย “ไม่มีนะคะ น้ำไม่เห็นคุณพริมที่โรงแรมมาสามวันแล้วค่ะ”“ขอบใจมาก วันนี้ผมไม่มีงานสำคัญอะไรแล้วใช่ไหม”“ไม่มี... ค่ะ” ตอบยังไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ คนที่ใจร้อนยิ่งกว่าไฟสุมทรวงก็หุนหันเดินห่างออกไปไกลแล้ว เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าให้คนเป็นเลขา ได้แต่มองตามหลังอย่างงุ่นงงเจ้านายนะ เจ้านาย! ตอนเ
“พริม!”ขณะที่พริมโรสกำลังหลับตาเรียกสติให้ตัวเองอยู่นั้น คนที่เธออยากเจอมากที่สุดก็เดินออกมาจากลิฟต์ของทางฝั่งผู้บริหาร บอสที่เป็นฝ่ายเห็นก่อนจึงหันมาสะกิดเรียกเพื่อนร่วมงานสาวให้หันมามอง“...” พริมโรสเห็นดังนั้นก็ขยับออกไปยืนหน้าเคาว์เตอร์ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างมีความหวังทว่าอีสนีกลับเดินผ่านทั้งคู่ไปหน้าตาเฉย ไม่แม้แต่จะชายหางตาหันมาแลเธอเลยด้วยซ้ำ เขาทำเหมือนกับว่าที่ผ่านมาไม่เคยรู้จักมักจี่กับเธอมาก่อน พลันก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายก็เจ็บแปลบขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่“อ้าว! ทำไมเป็นงั้นอ่ะ” เสียงร้องนั่นไม่ได้มาจากใครที่ไหน เป็นบอสที่ยืนอ้าปากพะงาบ ๆ มองเจ้าของโรงแรมที่เดินผ่านไปอย่างเฉยชา “ให้เราตามไปเรียกให้มั้ยพริม เผื่อว่าคุณอัสเขาจะไม่เห็น”“ไม่ต้องหรอกบอส”ดวงตากลมโตที่แดงระเรื้อจ้องมองแผ่นหลังกำยำด้วยความรู้สึกหลากหลาย หนึ่งในนั้นคงมีอารมณ์น้อยใจซ้อนอยู่ อัสนีไม่ใช่ไม่เห็นหรอก เดินมาใกล้จนจวนเจียนจะชนกันอยู่รอมร่อ ถ้าไม่ตาบอดก็เพราะเขาไม่คิดจะมองเธอมากกว่า“แล้วจะเอายังไงต่อ เรื่องแบบนี้มันรอเวลาได้ที่ไหน”“พรุ่งนี้พริมจะหาโอกาสคุยกับเขาอีกที”เนื่องจากวันพรุ่งนี้จะมีงานมงคลสมร
“ตื่นได้แล้วเด็กดี”ไม้เอกเขย่าไหลบางของคนขี้เซาเล็กน้อย แล้วโน้มลงไปกระซิบเบาๆ ข้างใบหู ความจริงเขามาถึงหน้าโรงงานตั้งนานแล้ว แต่อยากให้หญิงสาวหลับต่ออีกสักนิดเพื่อเก็บแรง กระทั่งลูกน้องเดินมาตามเป็นรอบที่สาม ไม้เอกจึงต้องปลุกคนตัวเล็กเพราะมีงานรออยู่“พี่มีงานต้องทำ ลงได้แล้ว” เขาบอกคนตัวเล็กที่ย
เป็นเช้าวันใหม่ที่ไม่ได้สดใสอย่างที่ไม้เอกคิด เขาพึ่งหลับสนิทไปได้แค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากชวนแก้วเจ้าจอมออกกำลังกายในที่ล่มไปหลายรอบแต่กลับต้องโดนปลุกด้วยเสียงโทรศัพท์ที่ดังติดต่อกันหลายสายซึ่งคนโทรก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นลูกน้องที่เปรียบเสมือนเจ้ากรรมนายเวรของชายหนุ่มนั่นเอง ถ้าไม่ใช่งานด่วนจริงๆ ไม
ใบหน้าหวานซับสีเลือดแดงก่ำลามไปถึงใบหู ไม่ใช่แค่เขินอายกับคำพูดหื่นหามของเขาแต่แก้วเจ้าจอมยังโกรธมากอีกด้วย เจ็บใจที่ตัวเองไม่มีเรี่ยวแรงพอจะไปสู้รบกับคนร้ายกาจได้เลยไม้เอกทำได้อย่างไร? เขาทำเหมือนไม่รู้สึกทุกข์ร้อนกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร“ละ แล้วถ้าจอมท้องละคะ” ถึงเธอจะไม่ประสีประสากับเรื่อ
…ภัตตาคารอาหารแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯธุระที่ไม้เอกว่าคือการรวมตัวกันของญาติผู้ใหญ่ทั้งสองครอบครัว เพื่อปรึกษาหารือถึงงานวิวาห์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และแน่นอนครอบครัวฝั่งเขาเป็นฝ่ายเจ้าสาว ส่วนไอ้ทิมเป็นฝั่งเจ้าบ่าวอย่างไม่ต้องสงสัย พูดง่ายๆ น้องสาวเขาจะมีสามีแล้วจากเพื่อนสนิทสู่สถานะน้องเขย ไอ้เพื่อ







