تسجيل الدخولเขาคือมหันตภัยสุดหล่อ ? ที่เข้ามาในสวนส้มตะวันฉายทำให้ชีวิตของเธอไม่ปรกติสุขอีกต่อไป อย่าคิดนะว่าจะมาเกาะแกะแม่ของเธอได้ ยัยตัวร้ายหวาน ใจ ไม่มีทางยอม! รักอลวนเกินขึ้นจากความเข้าใจผิด เรื่องราววุ่นๆ ที่ผูกหัวใจของหนุ่มนักเขียนสุดติสต์ ที่ต้องมาหลบภัยหนีงานแต่งที่ถูกคลุมถุงชน มาในสวนส้มตะวันฉาย เข้ากับแม่สาวตัวร้าย...ที่แสบ แต่น่ารักอย่างเหลือใจ เขาอยากได้เธอมาเป็นหวาน ใจของเขา... แต่จะทำอย่างไรนะ เมื่ออุปสรรคครั้งนี้ นอกจากความแสบอย่างเหลือร้ายของเจ้าหล่อนแล้ว ยังพ่วงมาด้วยว่าที่พ่อตาจอมหวงลูกอย่างเพลิงเข้าไปอีกน่ะสิ
عرض المزيدแดดยามสายไม่แรงนัก อากาศกำลังสบายในยามฤดูที่ใกล้กำลังจะผลัดเปลี่ยนจากฤดูหนาวไปสู่ฤดูร้อน ท้องฟ้าสีสันสดใสยามมองขึ้นไป วันนี้ก็เป็นอีกวันที่เริ่มต้นด้วยงานประจำที่เธอทำเสมอในทุกวัน คือช่วยสามีตรวจตรารีสอร์ต จัดการดูแลบัญชีบิลขายส้มและผักปลอดสารพิษ ตอนสายๆ แบบนี้คือเวลาพักจากงานของตวงรัก ภารกิจของเธอเริ่มตั้งแต่ตีห้าของทุกวัน ไม่เคยเรียกร้องขอวันหยุดใดๆ จาก ‘นายจ้าง’ ยอมเป็นทุกหน้าที่ให้เขาอย่างเต็มใจ ไม่มีเงินเดือนที่เธอเรียก เพราะเขาบอกว่าทุกอย่างของเขาก็คือของเธอ
อมยิ้มน้อยๆ เมื่อคิดถึง ‘นายจ้าง’ คนที่ว่า ป่านนี้เขาคงจะกำลังลงพื้นที่เพื่อช่วยดูแลผลผลิตของเพื่อนชาวสวนส้มด้วยกัน เพลิงกำลังมีโปรเจกต์ช่วยเหลือเพื่อนชาวสวนส้มของเชียงใหม่ รวมผนึกกำลังกันเพื่อรายได้ที่มากขึ้น ไม่โดนตัดหน้าจากพ่อค้าคนกลาง ทำผลผลิตให้มีประสิทธิภาพ และพัฒนากล้าพันธุ์อยู่เสมอ ตอนนี้สายพันธุ์ของสวนส้มตะวันฉาย ได้รับผลการตอบรับเป็นอย่างดี และเริ่มเข้าไปสู่ตลาดมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน เพลิงไปเรียนเพิ่มเติมในสาขาที่มาเอื้องานของตน เขามุ่งมั่นและจริงจังกับทุกสิ่งเสมอ
เธออยู่กับเขามายี่สิบกว่าปีแล้วสินะ ตอนนี้เขาเป็นหนุ่มใหญ่วัยดึก ทว่าเนื้อยังคงหอมฟุ้งเหมือนเดิม ยิ่งอายุมากเข้า สามีของเธอก็ยิ่งหล่อคมเข้ม น่าเกรงขามตามวัย ทว่าเธอแทบไม่ต้องห่วงเรื่องเขาจะนอกใจ จะเบื่อระอาในตัวเธอ มันออกจะมากเกินไปในบางหนด้วยซ้ำ และแน่ล่ะเขาขี้หึงเสียยิ่งกว่าเธอ ก็ไม่รู้จะมาหึงอะไรกับเธอจนป่านนี้ ตวงรักในวัยสี่สิบห้าปี ก็ไม่ใช่จะสาวๆ แล้ว มีลูกโตแล้วอีกต่างหาก แม่ลูกสาวตัวยุ่งเองก็เหมือนจะสืบทอดนิสัยมาจากบิดาบางอย่าง เรียกได้ว่าแทบจะพิมพ์เดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องหวงเธอนี่ เป็นเอามากกันทั้งพ่อ...ทั้งลูก
มือของตวงรักถือหนังสือนวนิยายมาด้วย เธอมีเป้าหมายการพักผ่อนจากงานในยามสายคือการอ่านนิยายเรื่องโปรด ของนักเขียนคนโปรด ‘สีสัน’ เธอติดงานของเขาหนึบเลยก็ว่าได้ สีสัน เป็นนามปากกาที่เธอติดตามมาต่อเนื่อง เขาเขียนนิยายแนวสืบสวน และแนวพาราโนมอล ตวงรักชื่นชอบถึงขนาดไปตามติดดูว่าตัวจริงของเขาเป็นใคร กดติดตามเขาในอินสตาแกรม เพื่อดูว่าเขาจะมาอัปเดตผลงานอะไรบ้าง เธอชอบที่เขามักจะถ่ายรูปสวยๆ มาลงเป็นประจำ และมีข้อความคำคม ความคิด ให้กำลังใจ เรียกได้ว่าเป็นแฟนตัวจริงเลยก็ว่าได้
เธอเคยเห็นหน้าตาของสีสันตัวจริง เพราะเขาก็ไม่ได้หวงว่าจะต้องเป็นความลับอะไร ไม่ได้คิดจะหลบซ่อนตัวตน ยังคิดว่าเธอพลาดจริงๆ ที่ดันไปเซฟเก็บรูปของเขาไว้ เพราะตอนนี้เพลิงกำลังงอนเธอ...ก็ไม่รู้จะงอนไปทำไม สีสัน...เด็กกว่าเธอตั้งเกือบสิบปีกระมัง เธอเห็นอาการงอนของสามีเป็นเรื่องตลก ปล่อยให้อาละวาดไปให้เต็มที่ สุดท้ายเดี๋ยวก็คงจะดีเองล่ะ
ตวงรักขึ้นนั่งบนเปลญวนที่ผูกไว้ใต้ต้นไม้ใบหนา ที่แดดส่องลอดลงมาไม่ถึง ลมพัดเอื่อย หอมกลิ่นดอกส้มอ่อนๆ โชยมา กลางวันเธอปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่ครัวประจำสวนส้มอย่างอั้ม...สาวประเภทสองที่ทำหน้าที่นี้มาถึงสิบปีเต็ม ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ โดยที่เธอไม่ไปรบกวน เพราะขืนเข้าไปอีกฝ่ายก็คงจะไล่เธอออกมาอยู่ดีนั่นแหละ
พลิกหน้าปกนิยายหน้าแรกอย่างตื่นเต้น เพราะนี่เป็นผลงานเรื่องใหม่ที่เธอรอมาเกือบครึ่งปี พักนี้ดูเหมือนว่าเจ้าของนามปากกาสีสัน จะมีเรื่องส่วนตัว ทำให้เขาเขียนนิยายไม่ออก นี่เป็นงานชิ้นแรกในรอบครึ่งปี มันจะต้องทำให้เธอมีความสุขเหมือนทุกหนแน่ๆ
ตวงรักเริ่มไล่สายตา อ่านบรรทัดแรกของบทนำ เธอเพลินเพลินกับเนื้อหาในนั้น เหมือนหลุดเข้าไปในโลก ในภวังค์ส่วนตัว
ยามสายในวันนี้คือเวลาพักผ่อนแสนสุขอย่างแท้จริง...
.............................................................................................................................................................................
“แม่จ๋า...แม่!”
เสียงหวานดังขึ้นลั่น พร้อมกับร่างเพรียวสูงของคนเรียก กำลังวิ่งเข้าวิ่งออกบ้านไม้สักขนาดใหญ่ของครอบครัว ดูเหมือนเจ้าหล่อนจะหงุดหงิด เมื่อไม่พบตัวคนที่กำลังเรียกอยู่ ชายหนุ่มซึ่งเดินตามมาวางสัมภาระลง แล้วกอดอก มองดูญาติผู้พี่ที่กำลังหน้าบึ้งหน้างอ
“แม่หนีพี่เที่ยวหรือเปล่านะ บอกว่าจะกลับวันนี้อะ ทำไมไม่อยู่รอ ทำไมไม่ทำแกงฮังเลของโปรดพี่รอ”
“ประท้วงเลยไหมล่ะ พี่หวาน”
เขากลั้นยิ้ม ถอดแว่นกันแดดออก เผยให้เห็นนัยน์ตาคมส่งประกายขี้เล่น หวานใจมองตวัดใบหน้าของญาติผู้น้องก่อนจะทำแก้มป่องใส่เขา เป็นกิริยาที่เจ้าตัวชอบทำเสมอ เวลาไม่พอใจ ทำโดยไม่รู้ตัวเสียด้วย
“งอนแล้ว...นี่พ่อฟ้องว่าแม่อะ ทำตัวเป็นพวกโอตาคุ ตามนักเขียนเด็กหนุ่มเป็นเงาเลย ขนาดกดติดตามในอินสตาแกรม กดไลค์ คอมเมนต์ในเฟซ ในเพจด้วยนะ พ่องอนอยู่ตั้งสามวันล่ะ แต่แม่ก็ไม่สนใจจะง้อสักนิด”
ฟังๆ แล้วหนนี้ นาวินถึงกับหัวเราะออกมาอย่างสุดกลั้น เล่นเอาพี่สาวทำแก้มป่องมากกว่าเดิม แล้วทำตาโตใส่เขา
“นาวิน! หัวเราะอะไรขนาดนั้นอะ นี่พี่ซีเรียสนะ ดูหน้าด้วย ซีเรียสมาก ที่จู่ๆ แม่กลายเป็นโอตะอะไรแบบนี้”
“หึๆ พี่หวาน หึๆ ผมขำ โอตาคุเลยเหรอ ไม่มั้งพี่ ป้าตวงก็แค่ชอบผลงานของเขาเท่านั้นเอง ป้าตวงชอบอ่านหนังสือ มันก็แค่นั้น พวกโอตาคุ เขาเอาไว้เรียกพวกที่คลั่งการ์ตูน ตัวการ์ตูนอนิเมะอะไรนั่นไม่ใช่หรือครับ แล้วดูลุงเพลิงไปเรียกป้าตวงแบบนั้น หมดกัน”
“แหม...แค่ชอบผลงานทำไมจะต้องไปตามกดหัวใจ กดนั่นกดนี่ แถมแอบเซฟรูปกันไว้ด้วยล่ะ”
พูดไปก็ทำหน้าเง้าหน้างอไปด้วย นาวินสั่นหน้า ยังคงหัวเราะหึๆ เพราะขำความหวงเกินพิกัดของสองพ่อลูกนี่
“พี่หวาน...กับลุงเพลิงก็คิดมาก ก็แค่ทางโซเชียลน่า แล้ว...ป้าตวงก็คงจะชอบเฉยๆ ไม่ได้จริงจังอะไรหรอกครับ เค้าเป็นนักเขียน ออกแค่งานหนังสือไม่ใช่เหรอครับ ไม่ได้เป็นดารา มีงานอีเว้นท์มีอะไร ที่ป้าตวงจะต้องไปตามกรี๊ด อดหลับอดนอนตามกดบัตรแจกลายเซ็น แล้วก็คงไม่ทำบัตรจับมือแน่ๆ ล่ะ หึๆ ไม่เห็นต้องน่าห่วงเลย”
“อืม...”
ฟังนาวินพูดแล้วก็ชักจะเริ่มคิดตาม แต่ฟังจากที่บิดาตีโพยตีพายแล้ว ดูเหมือนจะมีอะไรมากกว่านั้น หวานใจถือโอกาสที่มาเยี่ยมบ้านปิดเทอมหนนี้ เป็นโอกาสที่จะมาเคลียร์ให้พวกท่านเลิกงอนกัน แล้วถ้ามารดาจะทำอะไรแบบนั้นจริงๆ เธอก็คงจะต้องมาช่วยบิดาตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม
“พี่ว่า...”
“น้องหวาน”
เสียงเรียกชื่อเธอดังขึ้น พร้อมกับร่างอวบๆ ของอั้ม ที่วิ่งตุบตับมาจากทางสวนส้ม ทางนั้นยังคงเรียกชื่อเธอซ้ำๆ อย่างดีใจ พร้อมกับอ้าแขนทำท่าจะมากอดเธอ
“พี่อั้ม”
หวานใจขานตอบ แม้อีกฝ่ายจะอายุมากกว่ามารดาของเธอหลายปี แต่อั้มบอกให้เรียกพี่ หวานใจก็ยินดีที่จะตามใจ อั้มคือพี่เลี้ยงในวัยเยาว์ของเธอ และเป็นเหมือนหัวใจหลักอีกอย่างของสวนส้มตะวันฉาย เพราะทุกคนต่างเสพติดรสมือของอั้มที่บรรจงทำ บรรจงปรุงให้คนงาน คนในบ้าน รับประทานกันทุกวัน
“โอ๊ย! ดีใจ๋ขนาด จนหัวใจบานเท่าดอยสุเทพแล้ว คนงามของพี่อั้มกลับมาบ้าน”
อั้มกระโจนเข้ากอดหมับ! แล้วทำท่าจะหอมคนที่กอดไว้ หากโดนปัดป้องพัลวัน ส่วนหวานใจที่อ้าแขนค้าง เพราะนึกว่าจะได้รับการกอดรัดจากพี่เลี้ยง ก็ปรายตามองข้างๆ ตัว
“พี่อั้มๆ นี่ผมนาวิน ผิดคน”
“ว้าย เฒ่า(แก่) ล่ะก็ตาลายเน้อ”
อั้มแกล้งว่า ขณะที่หวานใจทำตาดุๆ ใส่พี่เลี้ยงแล้วกระแอม
“เจตนาตาลายหรือเปล่าเนี่ย? พี่อั้ม นี่...หวานอยู่ทางนี้จ้า”
“มามะ มาขอพี่อั้มกอดที หูย โตขึ้นหรือเปล่า งามขึ้นขนาดเน้อ”
อั้มกอดร่างเพรียวนั้น แล้วจุ๊บแก้มซ้ายขวา แม้จะเปรอะไปด้วยลิปสติก แต่หวานใจก็ยังยิ้มและไม่ได้เช็ดออก เธอย่นจมูกน้อยๆ อย่างเขินๆ
“แหม...ก็งามเป็นปรกติอยู่แล้วล่ะพี่อั้ม อิอิ”
“อะไรๆ ของพี่หวานเค้า ก็ใหญ่เป็นปรกติอยู่แล้วล่ะพี่อั้ม”
เสียงแทรกมาจากนาวิน ทำเอาหวานใจต้องหันไปหยิกหมับ เพราะรู้ว่าน้องชายจะล้อเลียนอะไรของเธอ
“โอ๊ยๆ เจ็บนะพี่หวาน”
“จะมาล้ออะไรพี่เล่า”
หวานใจค้อน หน้าแดงน้อยๆ เผลอจับกระชับคอเสื้อเชิ้ตที่ใส่ ว่ามันเปิดลึกอะไรไปหรือเปล่า? เนื่องจากเธอเป็นลูกเสี้ยว ที่มีมารดาเป็นลูกครึ่งยุโรป อะไรๆ บางอย่าง อย่างสรีระ หน้าตา หวานใจรับยีนส์เด่นพันธุกรรมฝ่ายแม่มาเสียมาก จึงกลายเป็นสาวหน้าคม ตาหวานสวย จมูกโด่ง ริมฝีปากอิ่มเย้ายวน ใบหน้าเรียว เรือนร่างสูงเพรียวเกินมาตรฐานหญิงไทยทั่วไป คือกว่าร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร ทรวดทรงที่อกเป็นอก สามสิบหกนิ้ว เอวเป็นเอวที่ยี่สิบเจ็ดนิ้ว สะโพกกลมมนสวยสามสิบแปดนิ้ว มันทำให้หวานใจเด่นทั้งรูปร่าง หน้าตา และนั่นบางอย่างก็กลายเป็นปมที่เด่นเกินไป มากเกินไป จนเธอไม่นึกจะชอบมันสักเท่าไหร่ เธออยากเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ดูบอบบาง น่ารัก ที่ซบลงพอดีอ้อมอกผู้ชายไทยตามมาตรฐานมากกว่า
เฮ้อ...
“แหม...ก็ โอ๊ยๆๆๆ พี่หวาน มันเจ็บนา”
น้องชายรีบปัดป้อง เพราะแค่อ้าปาก ยังไม่ทันจะบอกจะว่าอะไร ก็โดนพี่สาวทุบเอารัวๆ แถมแรงของหวานใจ ก็คือแรงมหาศาลที่เคยน็อคผู้ชายจนสลบมาแล้วด้วยซ้ำ
“ห้ามว่า...”
หวานใจทำตาดุๆ นาวินหัวเราะแล้วรีบโบกมือ
“ไม่ได้คิดจะว่าเรื่องนม โอ๊ย...พี่หวาน เตะผมทำไม้!”
“ก็บอกแล้วว่าอย่าว่า...”
“ผมก็ไม่ได้คิดจะล้อเรื่อง...อะไรๆ ของพี่หวานจริงๆ ไม่ล้อแล้ว หูย...ขายาวขนาดพี่หวาน เตะก้านคอผมสลบได้เลยนา”
“รู้ก็จำไว้ย่ะห้ามล้อ!”
“คร้าบ”
เจอน้ำเสียงจริงจัง แถมยังโดนไปอีกหลายตุบ นาวินก็ยกมือไหว้ลูกพี่ลูกน้องสาวกันเลยทีเดียว อั้มมัวแต่หัวเราะขำสองพี่น้อง แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อหวานใจหันมาชวนคุย
“แม่ของหวานล่ะพี่อั้ม หายไปไหน หวานตามหาทั่วบ้านเลยไม่เจอ”
“ท่าจะไปนอนอ่านหนังสือ เล่นมือถืออยู่แถวๆ โน้นล่ะเจ้า”
ชี้มือชี้ไม้บอก หวานรักก็ไม่รีรอ เดินแกมวิ่งตรงไปยังที่อั้มชี้เป้าด้วยความว่องไว
“ไปลิ่วเลยแหะพี่สาวเรา”
นาวินป้องตาดู หวานใจเดินเร็วจริงๆ แป๊บเดียวก็หายลับไปเสียแล้ว เขาเองก็มองไปรอบๆ สายตาไปสะดุดที่มอเตอร์ไซค์ที่มีกุญแจเสียบคาไว้ จึงหันมาถามอั้มเสียงอ่อนอย่างจะอ้อน
“พี่อั้มครับ รถของใครครับ”
“รถที่บ้านนี้ล่ะเจ้า”
“ผมขอขี่ออกไปได้ไหมครับ”
“ได้สิเจ้า จะไปไหนล่ะ”
“ไป...เอ่อ...ไป” นาวินมีหน้าเป็นสีเรื่อเล็กน้อย เมื่อเอ่ยถึงที่ซึ่งตนตั้งใจจะไปให้กับอั้มได้รู้
“ไปหาป้าแพนเค้กอะครับ”
“อ๋อ” อั้มลากเสียง
“เอาไปเลยเจ้า เอ่อ...ชวนนังแพนเค้กมากินข้าวเย็นด้วยกันด้วยนะเจ้า เย็นนี้เพลิงขาจะจัดปาร์ตี้ ต้อนรับน้องหวานใจ”
“ครับผม”
ใจของนาวินโลดไปที่ร้านเสริมสวยของแพนเค้กสาวประเภทสองอีกคน หนึ่งในเพื่อนรักของเจ้าของสวนส้มแล้วก่อนตัว ก่อนที่เขาจะสตาร์ทรถเสียอีก
ร่างสูงเพรียวของหวานใจ ค่อยๆ ย่องเงียบไปหามารดา ดูเหมือนว่าท่านกำลังจะเพลินกับสิ่งที่กำลังอยู่ตรงหน้ามาก จนเมื่อเธอไปยืนอยู่ด้านหลัง ตวงรักก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ หวานใจจึงจับแขนของท่าน ตวงรักร้องกรี๊ดอย่างตกใจ เมื่อเห็นว่าเป็นใคร หล่อนก็โผเข้ากอดสาวน้อย แล้วลูบหลังลูบไหล่อย่างแสนคิดถึง
“ทำอะไรอยู่น่ะแม่”
หวานใจมองสิ่งที่อยู่ในมือมารดา อ้อ...หนังสือนิยาย เธออ่านปราดๆ ถึงชื่อและสะดุดที่นามปากกา
สีสัน...
อืม...
ต้นเหตุของความบาดหมาง กองไฟเล็กๆ ระหว่างพ่อกับแม่เธอนี่นา...
คืนนี้แหละเธอจะรีดความจริงให้หมดเลยว่า ตกลงแม่ของเธอ คลั่งเด็กหนุ่มนักเขียนคนนี้จริงๆ ใช่ไหม หรือว่าพ่อเพลิงของเธอตีโพยตีพายไปเองกันแน่
“มัวแต่เพลินหนังสือ เลยไม่ได้ยินเสียงของหวานเลย มาๆ ขอแม่หอมหน่อย”
เธอปล่อยให้มารดาหอมแก้มซ้ายขวา ก่อนจะเอ่ยเสียงอ้อน
“แกงฮังเลของหวานล่ะ ก็นึกว่าแม่ทำไว้รอ”
“ทำไว้รอสิ แม่เคี่ยวด้วยเตาถ่านเลยนา เมื่อวานตั้งเตาอั้งโล่ทำให้เลยด้วย รอกินพร้อมหวานวันนี้ล่ะ”
เมื่อตวงรักว่าแบบนั้น แม่ลูกสาวก็หน้าบานยิ้มออก ก่อนจะฉุดให้มารดาเธอลุกขึ้น แล้วเดินกระหนุงกระหนิงคุยกันกลับไปยังบ้านไม้สักหลังใหญ่ของครอบครัว
กลิ่นหอมที่กรุ่นเข้าจมูก ปลุกให้ธงรามตื่นจากนิทราอันแสนสุข เขารู้สึกว่ากำลังกอดอะไรบางอย่างไว้ ที่ไม่ใช่หมอนข้างแน่ๆ จึงก้มลงมอง ก่อนจะยิ้มออกมา เมื่อเห็นว่าเจ้าของกลิ่นหอมคือหวานใจ ภรรยาของเขาที่นอนซุกอยู่ในอ้อมแขนเขานั่นเองอา...เขาหลับไปสินะหลับสนิทเลยด้วยสิเฮ้อ...ความตั้งใจที่จะให้คืนวิวาห์หวานฉ่ำ พังไปเสียแล้ว แต่ไม่เป็นไร เขาจะแก้ตัว...“อื้อ...อืม...”ริมฝีปากรุ่มร้อน แตะแต้มไปทั่วใบหน้าเนียน มือของเขาปลดนั่น ดึงนี่เพียงครู่เดียวคนในอ้อมแขนก็เปลือยเปล่า หวานใจลืมตาขึ้นมา เธอตกใจในตอนแรก แต่เมื่อรับรู้ว่าคนที่กำลังสัมผัส กอดจูบเธอคือสามี เธอก็โอนอ่อน แล้วเผยอปากรับจูบจากเขา“พี่ขอโทษที่พี่หลับไป” ธงรามเอ่ย“อา...พี่ราม” เสียงหวานนั้นครางออกมา เมื่อมือร้อนของเขากำลังเคล้นเคล้าความอวบนุ่ม“แต่พี่จะแก้ตัว...หวานจ๋า...น่ารักเหลือเกิน”เขาก้มลงจูบ ดูดดื่มกับบัวแฝด มือน้อยจิกบ่าเขาแน่น เธอหลับตาพริ้ม ร่างกายร้อนวูบวาบไปหมด ผีเสื้อนับพันกำลังกรีดปีก อยู่ที่ท้องน้อยของเธอ...เขาจูบฟัดบัวแฝดจนหนำใจ อิ่มเอม ก็จูบไล้ไล่ต่ำลง หวานใจอุทานอย่างตกใจ เมื่อถูกแยกเรียวขาออก เธอหลั
เสียงปรบมือเกรียวกราวจากคนที่มาแอบมุงอยู่ห่างๆ ดังขึ้น โดยการนำของสร้อยสาย ทำเอาสองหนุ่มสาวผละออกจากกันแทบไม่ทัน พ่อกับแม่ของพัดชา ถึงกับโผเข้ากอดนาวินกันเลยล่ะ คุณจามรอาการหนักกว่าภรรยา ถึงกับร้องห่มร้องไห้ แล้วจะจับนาวินเข้าหอกับพัดชาเสียตั้งแต่คืนนี้ ไม่ต้องแต่งกันล่ะ ยกข้ามตอนไปเลย เพราะกลัวลูกสาวจะเปลี่ยนใจ รักอลวนของนาวินและสาวทอม ก็จบลงด้วยคำว่ารัก...ที่พาให้คนทั้งสองข้ามผ่านได้ทุกสิ่ง...บทส่งท้าย...เวลานี้เป็นเวลาที่เพลิงยังไม่อยากให้มาถึงเลย...พ่อเสือเฒ่าแอบถอนใจ มองภาพบนเวทีแล้วต้องกลั้นน้ำตาไว้จนสุดความสามารถ มันทั้งอาลัย ทั้งตื้นตัน และทั้งยินดี ที่ลูกสาวจะได้เติบโตไปอีกก้าว ที่ลูกสาวเขาจะได้ไปอยู่ในมือของผู้ชาย....ที่เขาพอจะวางใจได้ให้ดูแลน่ะ...ยอมรับล่ะว่าธงรามเป็นคนดีจริงๆ และเขาก็คงจะสบายใจถ้าปล่อยหวานใจไว้ในอ้อมอกแกร่งนั่น แต่ด้วยมาดของพ่อเสือ ก็ต้องตีหน้าดุ ชักสีหน้าใส่ลูกเขย...จะให้มาทำดีรวดเร็ว ก็คงไม่ใช่เขาสิก็หมอนี่พรากแก้วตาดวงใจเขาไปกอดไปเป็นของตัวเองนี่...เฮ้อ...ว่าไปงั้นแหละว่าพราก ก็มาขอดีๆ นั่นแหละ เข้าตามตรอก ออกตามประตู ทำตามเงื่อนไขทุกอย่
“เดี๋ยวสิ เดี๋ยว จะพาไปไหนน่ะ เฮ้!”พัดชาออกแรงขืนตัวไว้ เธอถูกเพื่อนสนิท...เอาน่ะ...เธอเรียกผู้ชายคนนี้เป็นกรณีพิเศษว่าเพื่อนสนิท ลากออกมาจากงานเลี้ยงของครอบครัว ท่ามกลางสายตางุนงง ตกใจ ของคนสำคัญของเธอที่จู่ๆ ลูกสาวสุดห้าว ที่พวกท่านถอดใจไปแล้วล่ะว่าคงจะไม่มีวันที่จะได้ลูกสาวจริงๆ เพราะพัดชาทำให้พวกท่านยอมรับในตัวเธอ ที่เป็นแบบนี้ได้แล้ว แต่กับมาถูกผู้ชายที่ทั้งล่ำ ทั้งบึก ลากออกมาแบบนั้น ‘ผมชอบลูกสาวพ่อกับแม่คร้าบบบบ ขอพาไปเคลียร์นะคร้าบบบ’นั่นคือประโยคแรก ที่พ่อยอดชายนาวินประกาศ ก่อนจะพาพัดชาออกมา!“คุยกันตรงนี้ละกัน”นาวินว่าเสียงห้วนๆ ทำไมจะต้องเล่นบทหนุ่มซาดิสม์ กระชากลากถูขนาดนี้ก็ไม่รู้ เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันวุ้ย“จะคุยอะไร”พัดชาช้อนตามอง ‘เพื่อน’ แน่ล่ะ เธอสนิทกับนาวินมากตั้งแต่วันนั้น ยอมรับว่าสนิทมากจนเกินขั้นของคำว่าเพื่อนก็ได้ แก้มของเธอแดงขึ้นนิดๆ เมื่อมองสบตานาวิน แต่ก็แสร้งทำหน้าขึงขัง ไอ้ความลับของเขานั้น...เธอรู้มาพักใหญ่แล้ว แต่ดูสิว่า เขาจะหลอกเธอไปได้ถึงเมื่อไหร่กัน?“เรื่องที่เรา เอ่อ...อะแฮ่ม” แล้วเขาก็กระชากเธอเข้ามากอดไว้ รัดจนแน่น จนพัดชาแทบ
“ใครเอาเหล้ามอมพี่รามกันคะนี่?”หวานใจถาม เมื่อพาเขามายังชั้นสอง ที่เป็นห้องส่วนตัวของเธอ ถ้าเธอแอบนึกดีใจที่ไฟไหม้ลามมาถึงสวนจนพ่อเพลิงต้องเร่งบินด่วนนี่ จะบาปไหมหนอนั่น มันเป็นโอกาสที่ทำให้เธอได้...อยู่กับธงรามแบบสองต่อสองแบบนี้“หึ หึ”ธงรามเพียงแค่หัวเราะ เขานอนหงายลงบนโซฟาตัวนุ่มที่อยู่ปลายเตียงใหญ่ของหวานใจ แล้วเอามือก่ายหน้าผาก พลางทำท่าจะหลับ หากหวานใจฉุดให้เขาลุกขึ้นยืน “ไปนอนบนเตียงค่ะ จะได้สบายหน่อย”“ครับ” เขาค่อยๆ โซเซลุกอย่างว่าง่าย แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง หวานใจทรุดลงนั่งข้างเขา เธอใจเต้นตึกๆ ก่อนจะทำใจกล้า นอนข้างเขา ธงรามยังคงปิดตาแน่น หายใจสม่ำเสมอ มีกลิ่นเหล้าอ่อนๆ เจือจางมากับลมหายใจของเขา มือนิ่มไล้แก้มเขาเบาๆ แล้วเอ่ยเสียงหวานสั่นเล็กน้อย “พี่ราม พี่รามขา” มีเพียงเสียงหายใจที่ตอบเธอมา หวานใจตบแก้มเขาเบาๆ “พี่ราม หลับจริงๆ หรือเปล่านะ?”“...”“เดี๋ยวก็ลักหลับเสียหรอก”ยัยตัวยุ่งว่า พลางเขยิบเข้าใกล้เธอ เธอประคองใบหน้าเขาไว้ในมือ มองเขา...อย่างพินิจ ทุกสิ่งที่ประกอบเป็นเขา ในตอนนี้เป็นทุกสิ่งที่เธอจะดูแลและรัก...ไปจนกว่าเธอจะสิ้นลมเธอรักเขาเหลือเกิน..





