ログインนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องราวภาคพ่อแม่ ในจักรวาลเดียวกับ 1.เสน่ห์ร้ายพ่ายรัก (เดหลี x เดย์ตัน) 2.เล่ห์วิวาห์ซ่อนรัก (แก้มหวาน x ควินตัน) โดยสามารถอ่านแยกได้ แค่เด็กกำพร้าคนหนึ่งที่มีฐานะต่ำต้อย ทั้งยังถูกมารดาของเขารับไปเลี้ยงดู ชายหนุ่มจึงเกลียดเธอเข้าไส้เพราะคิดว่ากำลังแย่งทุกอย่างไปจากตนเอง เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเขาโทษว่าเป็นความผิดของเธอแต่เพียงผู้เดียว ชายหนุ่มจึงทำร้ายจิตใจหญิงสาวสารพัด โดยไม่สนใจว่าเธอจะเจ็บปวดหรือไม่ “เมื่อคืนเกิดเป็นบ้าอะไรขึ้นมา!!” “คุณธาม” “ตามมานี่เลยสายขิม” “โอ๊ย!! คุณธาม ขิมเจ็บนะ” “แค่นี้มันยังน้อยไปสายขิม!” “คุณเป็นบ้าเหรอคุณธาม ปล่อยนะขิมเจ็บ” “เธอต่างหากสายขิมที่เป็นบ้า เมื่อคืนฉันอุตส่าห์ไปเรียกเธอหลายรอบที่ห้อง แต่เธอไม่ยอมเปิด มันหมายความว่าไง!!” “แล้วคุณธามจะมายุ่งกับขิมอีกทำไม คุณธามก็มีคุณแอนจี้แล้วทั้งคน” “เธอคงลืมไปแล้วสินะสายขิม ระหว่างเธอกับฉันไม่ได้มีความรู้สึกอะไรทั้งนั้น เธอมันก็แค่ของเล่นชั่วคราวของฉันเท่านั้น”
もっと見るณ คฤหาสน์ตระกูลโชติยศ ภายในรั้วของคฤหาสน์มีครอบครัวหนึ่งอาศัยกันเพียงสองแม่ลูกเท่านั้น
“สายขิม วันนี้แม่จะออกไปซื้อของทำกับข้าวให้คุณนาย ลูกจะไปกับแม่ด้วยไหม” นางมะลิซ้อนสาววัยสามสิบแม่บ้านของตระกูลโชติยศ เนื่องจากสามีเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจตั้งแต่ลูกสาวยังเป็นทารก
เธอจึงหอบลูกเข้ากรุงเทพเพื่อมาหางานทำ โชคดีได้คุณนายสาวิตรีให้การช่วยเหลือ เธอเลยมาเป็นแม่บ้านของตระกูลโชติยศ
“ไปค่ะแม่” กชนิภาหรือสายขิมเด็กน้อยวัยหกขวบเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้ขณะกำลังระบายสี
“งั้นไปกันเถอะ” นางมะลิซ้อนเอื้อมมือไปจูงแขนลูกสาว
“แม่ขา วันนี้แม่จะทำอะไรให้คุณนายทานคะ” กชนิภาสาวน้อยวัยหกขวบเอ่ยถามมารดา ระหว่างกำลังเดินเลือกซื้อผักสดในตลาด
“แม่จะทำของโปรดคุณนายค่ะ สายขิมอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม”
“ไม่ค่ะ ขิมจะช่วยแม่ทำกับข้าวให้คุณนายนะคะ” สาวน้อยหันมาส่งยิ้มตาหยีแก่มารดา
“เก่งมากเลยลูกแม่ ลูกต้องภักดีกับคุณนายให้มาก ๆ นะคะ คุณนายช่วยเหลือครอบครัวของเราทุกอย่าง ถ้าไม่มีคุณนายป่านี้ชีวิตแม่และลูกจะเป็นอย่างไรบ้างไม่รู้เลย” นางมะลิซ้อนมองลูกสาวข้างกาย ลูบศีรษะลูกสาวอย่างเอ็นดู
“ค่ะ ขิมจะภักดีกับคุณนาย ขิมจะทำตามคำสั่งของแม่ทุกอย่างและขิมจะไม่ดื้อด้วย” เสียงสาวน้อยวัยหกขวบกล่าวเจื้อยแจ้ว
“ดีมากเลยสายขิม ไปกันเถอะ ไปดูของด้านโน้นต่อ” นางมะลิซ้อนจูงมือลูกสาวพาไปโซนอาหารสด
หลังจากเสร็จสิ้นการจ่ายตลาด นางมะลิซ้อนและสาวน้อยกชนิภากำลังนั่งรอรถเมล์
“เอ๊ะ ไม่ได้ซื้อมาเหรอ” นางมะลิซ้อนกำลังเปิดดูถุงของในอย่างวุ่นวาย
“แม่ลืมอะไรเหรอคะ” สาวน้อยหันไปมองมารดาทำตาแป๋วพร้อมเอ่ยถามด้วยท่าทีงุนงง
“แม่น่าจะลืมซื้อของบางอย่าง สายขิมรอแม่ที่ป้ายรถเมล์ก่อนเดี๋ยวแม่ไปซื้อของแป๊บนึงจะรีบกลับมา ห้ามไปไหนรู้ไหม” นางมะลิซ้อนกล่าวกับลูกสาวเสร็จ เธอก็รีบข้ามไปซื้อของในตลาดทันที
ผ่านไปประมาณสิบห้านาที นางมะลิซ้อนซื้อของที่ต้องการจนเสร็จเรียบร้อยกำลังจะข้ามถนนกลับมาหาลูกสาว
“แม่!!” สาวน้อยที่นั่งเหงาหงอยเมื่อเห็นมารดารีบลุกขึ้นจะก้าวไปหา แต่ต้องหยุดชะงัก เพราะนางมะลิซ้อนตะโกนมา
“อย่าข้ามมานะสายขิม!!” นางมะลิซ้อนร้องห้ามลูกสาวก่อนจะหันมองซ้ายขวา เพื่อมองดูรถระหว่างกำลังจะไปหาลูกสาว
ทันใดนั้น!!!
ร่างของนางมะลิซ้อนถูกรถเก๋งคันหนึ่งชนเข้ากับร่างอย่างจัง จนผู้คนบริเวณนั้นต่างร้องโวยวายด้วยความตกใจ รถที่วิ่งอยู่บนท้องถนนต่างหยุดลง ส่วนรถที่ชนเข้ากับนางมะลิซ้อนขับหนีออกไป
กชนิภามองร่างมารดาที่ถูกรถชนด้วยอาการตกตะลึง เด็กน้อยพยายามรวบรวมสติก่อนจะวิ่งไปหามารดานอนแน่นิ่งกับพื้น ทั่วทั้งกายของนางมะลิซ้อนเต็มไปด้วยเลือดไหลนอง
“แม่!!” เด็กน้อยนั่งลงข้างมารดา เอื้อมมือน้อย ๆ สัมผัสใบหน้าของมารดาเปื้อนคราบเลือด
“สะ สาย ขิม ละ ลูก” ไม่ทันนางมะลิซ้อนจะเอ่ยสิ่งใดกับลูกสาว เพียงลมหายใจอันน้อยนิดดับสิ้นลงอย่างไม่มีวันหวนกลับมา
“แม่ ฮือ ๆ ” สาวน้อยวัยหกขวบโอบกอดร่างไร้วิญญาณของมารดา ปล่อยน้ำตาให้ไหลรินสู่ข้างแก้ม แค่วินาทีเดียวเท่านั้นพรากกชนิภากับมารดา
ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเข้ามาปลอบกชนิภา ทว่าเด็กน้อยกลับไม่สนใจยังกอดร่างมารดาอย่างแน่น ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างของนางมะลิซ้อนไป
“หนูจ๊ะ ปล่อยให้พี่ ๆ เจ้าหน้าที่พาแม่หนูไปเถอะ” เสียงสาววัยกลางคนหนึ่งพยายามเกลี้ยกล่อมเด็กน้อย
“ไม่!! แม่ของขิมไม่ได้เป็นอะไร”
“แต่แม่ของหนูถูกรถชน เสียชีวิตลงแล้วนะ” สาววัยกลางคนคนเดิมยังคงกล่าว
“ไม่จริง แม่ของขิมยังอยู่ ฮึก ฮือ แม่ฟื้นขึ้นมาสิ!!”
ระหว่างทางกลับจากสัมมนาสาวิตรีเห็นถึงความผิดปกติ บนท้องถนน ผู้คนต่างยืนรายล้อมอย่างหนาแน่น ด้วยความแปลกใจเธอหยุดชะลอรถลง
ทันใดนั้นสายตาปะทะเข้ากับร่างของนางมะลิซ้อนนอนนิ่งกับพื้นถนน โดยข้างกายมีสาวน้อยกชนิภาร้องห่มร้องไห้กอดร่างมารดา
สาวิตรีไม่รอช้ารีบเดินมุ่งไปยังจุดมุ่งหมาย
“สายขิม” เธอเอ่ยเรียกกชนิภาอย่างแผ่วเบา มือบางแตะบนไหล่ของเด็กน้อย
“คุณนาย” เมื่อเห็นว่าเป็นใคร เด็กน้อยผละออกจากร่างมารดาหันไปกอดสาวิตรีแทน
ผู้ที่พึ่งมาใหม่กำลังงุนงงกับเหตุการณ์ กระทั่งมีเสียงของสาววัยกลางคนดังขึ้น
“แม่หนูรู้จักกับคนตายเหรอ”
“เอ่อ คือ” สาวิตรีไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เพราะตอนนี้เธอกำลังตกใจสุดขีด
“ถ้าแม่หนูรู้จักกับคนตาย ช่วยเกลี้ยกล่อมเด็กคนนี้หน่อย ตอนนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยรอตั้งนานแล้ว” สาววัยกลางคนอธิบายแก่สาวิตรีให้เข้าใจ
“ค่ะ เดี๋ยวสาช่วยพูดกับเด็กเอง” สาวิตรีตอบรับกับสาววัยกลางคนก่อนจะพูดกับเด็กน้อยในอ้อมกอด
“สายขิมจ๊ะ แม่ของหนูไปสบายแล้วนะ สายขิมปล่อยให้พี่ ๆ เจ้าหน้าที่พาร่างของแม่หนูไปนะ” สาวิตรีพยายามพูดปลอบประโลมกชนิภาอย่างนุ่มนวล
“ฮือ ๆ ขิมไม่ให้ใครเอาแม่ขิมไปไหนทั้งนั้น” กชนิภาเด้งตัวออกจากอ้อมกอดสาวิตรีหันไปกอดมารดาต่อ
“สายขิมจ๊ะ อย่างอแงนะกลับบ้านกับฉันเถอะ ฉันจะพาหนูไปกินของอร่อย ๆ”
“ไม่!! ขิมจะอยู่กับแม่ ฮือ ๆ แม่รีบฟื้นมาสิ” มือน้อยกชนิภาเขย่าร่างมารดาเบา ๆ
“สายขิมพอเถอะ แม่ของหนูไปสบายแล้ว” สาวิตรีทนเห็นภาพความเจ็บปวดของเด็กน้อยไม่ไหว คว้าร่างน้อยมากอดแนบกอดอก ปล่อยให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างไร้วิญญาณของนางมะลิซ้อนไป
“แม่...อย่าพาแม่ของขิมไป” เด็กน้อยกรีดร้องเสียงดัง จู่ ๆ ก็สลบลงคาอ้อมกอดสาวิตรี
“สายขิม สายขิม” สาวิตรีเรียกหลายครั้งไร้การตอบกลับรีบอุ้มร่างกชนิภาพาไปโรงพยาบาลทันที
สาวิตรีมาถึงโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หญิงสาวรีบพาร่างสาวน้อยในอ้อมกอดตรงไปห้องฉุกเฉิน
“หมอคะ ช่วยด้วยค่ะ” สาวิตรีตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ
“คนไข้เป็นอะไรมาคะ” พยาบาลสาวสวยนางหนึ่งวิ่งเข้ามาถาม ตามตัวของกชนิภาเต็มไปด้วยคราบเลือด
“น่าจะเกิดอาการช็อกค่ะ”
“แล้วทำไมถึงมีเลือด” พยาบาลสาวสวยยังคงซักไซ้ต่อ
“แม่ของเด็กถูกรถชน” สาวิตรีพูดเพียงเท่านั้น พยาบาลคนดังกล่าวเข้าใจทันที
“งั้นวางเด็กลงเลยค่ะ”
ร่างกชนิภาถูกวางบนเตียงฉุกเฉินและถูกเข็นพาเข้าไปข้างในห้องฉุกเฉิน
สาวิตรีนั่งคอยอย่างกระวนกระวายใจคาดไม่ถึงจะเกิดเรื่องเช่นนี้กับคนใกล้ชิด ยิ่งนึกยิ่งสงสารสาวน้อยวัยหกขวบไม่รู้จะเป็นเช่นไรบ้างหลังจากนี้
“ใครเป็นญาติคนไข้ครับ” เสียงแพทย์ดังขึ้นปลุกร่างสาวิตรีตื่นจากภวังค์
“ฉันค่ะ” เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินไปหาแพทย์หน้าประตูห้องฉุกเฉิน
“คุณเป็นอะไรกับคนไข้ครับ”
“เธอเป็นหลานของสาค่ะ” สาวิตรีจำเป็นต้องโกหกสถานะระหว่างตนเองกับกชนิภา เพราะไม่อยากให้เรื่องยืดยาวไปมากกว่านี้
“อืม”
“แล้วสายขิมเป็นอย่างไรบ้างคะ เอ่อ ฉันหมายถึงเด็กคนนั้น”
“ตอนนี้คนไข้ปลอดภัยแล้วนะครับ หลังจากคนไข้ฟื้นขึ้นมาสามารถกลับบ้านได้เลย อีกอย่างนะครับผมทราบเรื่องจากนางพยาบาลแล้วว่าเด็กพึ่งสูญเสียมารดา ผมอยากให้คุณดูแลเรื่องสภาพจิตใจของเด็กหน่อยนะครับ กลัวว่าเด็กจะซึมเศร้า”
“ได้ค่ะ สาจะดูแลเป็นอย่างดีเลย ขอบคุณหมอมากนะคะ” สาวิตรีพนมมือสองข้างไหว้แก่ชายตรงหน้า
“อืม ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อน”
“ค่ะ” สาวิตรีถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทันทีที่รู้ว่าพอมีเวลา หญิงสาวจึงขอร้องให้เดวิดพาตนเองไปหาธมนินทร์ ณ สนามบิน“พี่เดวิดช่วยเร่งความเร็วรถให้หน่อยได้ไหมคะ”“ครับคุณสายขิม” เดวิดเหยียบคันเร่งเกือบสุดมิด ตั้งแต่ได้รู้ว่าหญิงสาว คือคนที่เจ้านายหนุ่มรัก เขาจึงไม่อาจตีเสมอหญิงสาวได้อีกรถสปอร์ตคันหรูแล่นมาจอดยังสถานที่หมาย กชนิภาวิ่งลงจากรถด้วยใจที่ว้าวุ่น เหลือเพียงอีกสิบนาทีเที่ยวบินอิตาลีใกล้จะออกหญิงสาวพยายามตามหาคนตัวโต ทว่ากลับไร้ร่องรอย กระทั่งเที่ยวบินดังกล่าวบินขึ้นสู่ท้องฟ้า เธอถึงกับทรุดลงด้วยความอ่อนแรง“ฮือ ฮือ พี่ธาม...ขิมขอโทษ” เธอปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ต่างหันมามองเธอเป็นตาเดียว แต่เธอกลับไม่สนใจอีกแล้ว น้ำตาหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาราวกับสายน้ำความตั้งใจจะทำให้คนตัวโตเจ็บ ทว่ากลับกลายเป็นเธอเองที่ต้องทนทุกข์ทรมาน หากย้อนกลับไป เธออยากจะกลับไปแก้ไขอดีตที่ผ่านมา อยากจะล้มเลิกการแก้แค้นทั้งหมดมือบางลูบหน้าท้องแบนเรียบของตนเอง อีกในไม่ช้าเธอกำลังจะให้กำเนิดบุตรคนที่สอง ทว่าพ่อของลูกได้จากไปแล้ว“ร้องไห้เป็นเด็กไปได้” เสียงทุ้มของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาวเธอเงยหน้
ธมนินทร์กลับมาถึงคฤหาสน์ช่วงเวลาเที่ยงคืน หลังจากหายไปทั้งวัน เขาไม่ได้ออกไปทำงานอย่างที่ทุกคนเข้าใจ เพราะมัวแต่ไปดื่มเหล้าเมามายกับบรรดาเพื่อนสนิทยังผับชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องนอนผ่านความมืด ก้าวไปห้องน้ำ เพื่อชำระร่างกายกว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยเกือบตีหนึ่ง เขาจึงมานอนข้างภรรยาฟูกที่ยุบลงทำให้กชนิภาหันไปมองชายหนุ่ม ซึ่งเขานอนหันหลังให้กับตนเอง ตลอดทั้งคืนหญิงสาวเฝ้าคอยให้เขากลับมา แต่เมื่อเขามาถึงห้อง เขากลับเมินตนเองเธอพลิกกายหันข้าง มองแผ่นหลังกำยำของคนตัวโต อยากจะกอดแต่ก็ทำไม่ได้ ได้เพียงแตะแผ่นหลังอย่างแผ่วเบา‘ขิมรักพี่ธาม’ พูดเพียงในใจ ก่อนจะข่มตาหลับพร้อมน้ำตายามรุ่งอรุณกชนิภาสะดุ้งตื่น เพราะเสียงอาเจียนที่ดังโฮกฮากมาจากห้องน้ำ ร่างบางลุกขึ้นด้วยความงัวเงีย ก้าวลงจากเตียงขนาดคิงไซต์ไปหาคนตัวโตในห้องน้ำ“พี่ธามเป็นอะไรไหมคะ” เสียงหวานเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง มือบางลูบลงแผ่นหลังกว้างอุ๊บ อ๊วก อ๊วก ธมนินทร์โก่งคออาเจียนหน้าอ่าง ด้วยความอ่อนเพลียและเวียนศีรษะ ไม่ทันจะตอบคนตัวเล็ก อาการคลื่นไส้เริ่มต้นอีกครั้ง กว่าอาการจะดีขึ้นก็ผ่านไปสักพัก เล่นเอาชายหนุ่มถึงกับใบหน้าซีดเ
กชนิภากลับมาอยู่คฤหาสน์โชติยศได้ประมาณสองสัปดาห์ เธอยังคงนอนแยกห้องกับชายหนุ่ม เนื่องจากกำลังวางแผนบางอย่าง เพื่อต้องการสั่งสอนบทเรียนแก่เขา“ขิมครับ คืนนี้พี่ขอนอนกับขิมและลูกด้วยได้ไหม” คนตัวโตพยายามออดอ้อนหญิงสาว แขนกำยำสอดเข้ากับเอวบาง“ไม่ได้ค่ะ พี่ธามจะนอนกับขิมได้ไง เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย”“งั้นก็แต่งงานกับพี่นะครับ เราไปดูฤกษ์กันพรุ่งนี้ ตกลงไหม” ประคองใบหน้างาม“พี่ธามจะแต่งงานกับขิมจริงเหรอคะ” ถามลองเชิง“จริงครับ ถ้าไม่ใช่ขิมพี่จะไม่แต่งกับใครทั้งนั้น” เขาให้คำยืนยันหนักแน่น“เอ่อ แล้ว”“กังวลเรื่องอะไรเหรอครับ” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน“ขิมไม่คู่ควรกับพี่ธาม ขิมก็แค่คนใช้” ก้มหน้ามองพื้น ไม่อาจสบตาคนตัวโต“ขิมไม่ใช่คนใช้ ขิมคือคนที่พี่รัก เอาอย่างนี้หลังจากแต่งงานกัน พี่จะให้ทนายทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของพี่ทุกอย่างให้ขิมหมดเลย เพื่อเป็นการชดใช้ ดีไหม” เขาแสดงความจริงใจแก่คนตัวเล็ก“จะดีเหรอคะ พี่ธามไม่กลัวขิมจะหลอกเหรอ” ชำเลืองมองท่าทีคนตัวโต“ไม่ครับ ขิมไม่มีทางหลอกพี่หรอก” พูดอย่างมั่นใจในตัวหญิงสาว“ถ้าขิมหลอกละคะ พี่ธามจะทำอย่างไร” คิ้วโก่งสวยเลิกขึ้นสูง เฝ้
“พี่ธามคะ ลุกขึ้นได้แล้ว” มือบางเขย่าร่างหนา“กี่โมงแล้วครับ” ลืมตามองหญิงสาวด้วยอาการสะลึมสะลือ“หกโมงเช้าแล้วค่ะ”“ยังเช้าอยู่เลย พี่ขอนอนต่อเถอะนะครับ” ดึงผ้าห่มมาคลุมกาย กระชับให้แน่นกว่าเดิม“ไม่ได้นะคะพี่ธาม เดี๋ยวลูกตื่นขึ้นมา ขิมไม่อยากให้เดหลีมาเห็นสภาพพี่ธามอย่างนี้”“ก็ได้ครับ” ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่ง มองหญิงสาวที่อยู่ในเสื้อผ้าใหม่“ลุกแล้วก็แต่งตัวซะ”“เมื่อคืนขิมนอนไหน” ชายหนุ่มมองคนตัวเล็ก“ก็นอนกับลูกไงคะ” กล่าวเสร็จก็เดินจากไป“ได้ไงครับ ทิ้งพี่นอนคนเดียวได้อย่างไร” ชายหนุ่มรีบแต่งตัวและรีบไปหาหญิงสาวในห้องครัว“ทำไมจะไม่ได้คะ” คิ้วโก่งสวยเลิกขึ้นสูง มองคนตัวโตอย่างไม่เข้าใจ มีท่าทีราวกับเด็กน้อย“ก็พี่หนาว” แก้ตัวน้ำขุ่น ๆ“ขิมก็เอาผ้าห่มให้แล้วนะคะ พี่ธามจะเอาอะไรอีก”“พี่ก็อยากกอดเมียบ้าง” ถือวิสาสะยกตำแหน่งภรรยาแก่คนตัวเล็ก“เมียเหรอ” เสียงหวานเอ่ย“ใช่ครับ”“พี่ธามอย่ามาเกะกะในห้องครัว ลูกใกล้ตื่นแล้ว ขิมต้องเตรียมอาหารเช้า”“มีอะไรให้พี่ช่วยไหมครับ” คนตัวโตอาสา“ในครัวไม่มี ถ้าอย่างนั้นไปดูลูกหน่อย เดี๋ยวเดหลีตื่นขึ้นมา พาไปล้างหน้าล้างตาด้วยนะคะ”“ได้ครับ” พูดอย่าง
เช้าวันใหม่แสนสดใส ทว่ากลับไม่ได้ทำให้กชนิภาสดใสตาม เพราะเรื่องเมื่อคืนยังคงรบกวนจิตใจตลอดเวลา เธอไม่กล้าจะสู้หน้าคนตัวโต รู้สึกอับอายเหลือเกินวันนี้หญิงสาวมีเรียนช่วงบ่าย แต่ออกจากคฤหาสน์ตั้งแต่เวลาเจ็ดโมงเช้า เพื่อหลีกเลี่ยงการเจอผู้คนหญิงสาวมักจะออกไปเรียนช่วงเช้าเป็นประจำ ทั้งยังเลี่ยงการไปพบเ
ยามเย็นตะวันใกล้ลับขอบฟ้า สาวิตรีกำลังวุ่นวายกับสวนกุหลาบหลังบ้าน เสียงเรียกของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นทำให้เธอหยุดชะงักและหันไปมอง“คุณแม่ครับ”“ธาม” สาวิตรีปล่อยบัวรดน้ำในมือลง สาวเท้าไปหาลูกชายด้วยความคิดถึงเจ็ดปีที่ไม่ได้เจอหน้ากัน ธมนินทร์โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว สาวิตรีสวมกอดร่างกำยำลูกชายอย่างโหย
เจ็ดปีผ่านไป... กาลเวลาผ่านพ้นอย่างรวดเร็วราวกับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นพึ่งจะผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้กชนิภาเติบโตขึ้นเป็นสาวเต็มวัย ความสวยของหญิงสาวเป็นที่หมายปองแก่บรรดาหนุ่มน้อยและหนุ่มใหญ่มากมาย“แหม วันนี้หนุ่มที่ไหนให้ดอกไม้มาคะ ช่อใหญ่ซะด้วย เขาจีบหนูสายขิมเหรอ”“ไม่มีอะไรหรอกค่ะป้าจันทร์ รุ่น
เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ธมนินทร์พูดคุยกับมารดาน้อยลง ทั้งเลี่ยงการเจอกชนิภา สถานที่ใดมีธมนินทร์ย่อมไม่มีกชนิภา ส่วนสถานที่ใดมีกชนิภาย่อมไม่มีธมนินทร์ ทุกคนในคฤหาสน์ต่างทราบกันดีวันนี้เช่นกันคฤหาสน์มีการจัดเลี้ยงฉลองเรียนจบปริญญาตรีของธมนินทร์ เขาก็ไม่ได้ชักชวนกชนิภาเข้าร่วมงานณ ริมสระว่ายน้ำของค





