Mag-log inเป็นนักเขียนชื่อดังอยู่ดีๆ ดันทะลุมิติเข้ามาในนิยายที่ตัวเองเขียน แม่ตาย พ่อมีชู้ คู่หมั้นก็ไม่ใยดี เห็นทีต้องเปลี่ยนบทนางร้ายที่เป็นตัวประกอบของเรื่องเสียแล้ว แต่เอ๊ะ...ขอเปลี่ยนพระเอกของเรื่องด้วยนะ
view more"แค่กๆ ๆ ..."
ร่างบอบบางพยายามหยัดกายขึ้นจากพื้นดินที่เปียกชื้นอย่างยากลำบาก ความมึนงงจู่โจมเข้าสู่โสตประสาทอย่างรุนแรงจนภาพตรงหน้าพร่าเบลอ ดวงตาคู่หวานบัดนี้กลับหม่นแสงลงพยายามเพ่งมองไปรอบตัว ทว่าบรรยากาศแปลกตาที่รายล้อมกลับชวนให้รู้สึกเย็นเยียบอย่างน่าประหลาด
เดี๋ยวนะ... ที่นี่ที่ไหนกัน? ความทรงจำสุดท้ายของเธอคือการขับรถมุ่งหน้าไปงานแจกลายเซ็นนิยายของตัวเอง แต่เหตุใดในชั่วพริบตาเดียว เธอถึงได้มาตกอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาเช่นนี้ได้
ความเจ็บแปลบที่ท้ายทอยประกอบกับสายฝนที่สาดซัดลงบนผิวแก้ม บังคับให้เธอต้องหลับตาลงเพื่อรวบรวมสติ และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความจริงตรงหน้าก็ทำให้ลมหายใจแทบสะดุด เพราะสิ่งที่ปรากฏไม่ใช่ท้องถนนอันวุ่นวายในยุคปัจจุบัน หากแต่เป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ทรงโบราณที่มีอาณาเขตกว้างขวาง จนยากจะคาดเดา
ทว่ายังไม่ทันจะได้ปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ เสียงตวาดด่าทอที่คุ้นหูก็ดังลั่นขึ้น ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสากลปรี่เข้ามาหาเธอด้วยโทสะที่พลุ่งพล่าน
"นังลูกไม่รักดี! แกกล้าดีอย่างไรถึงผลักน้องสาวตกน้ำ! ช่างไม่มีหัวใจเหมือนแม่ที่ตายไปแล้วของแกจริงๆ!"
แรงกระชากมหาศาลที่ต้นแขนส่งผลให้ร่างเล็กสั่นสะท้าน ไป๋ชิงหลัน ในวัยยี่สิบปี เงยหน้าขึ้นมองชายวัยกลางคนตรงหน้า ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราและแรงอารมณ์ เขาคือไป๋กั๋วกง พ่อแท้ๆ ของเธอที่กำลังง้างมือขึ้นเตรียมฟาดลงบนใบหน้า
"หนู...ไม่ได้ทำ..." เธอเค้นเสียงแหบพร่าผ่านลำคอที่แห้งผาก
"ยังจะปากแข็ง! มู่เหยาร้องไห้จนจะเป็นลมอยู่แล้ว ถ้าฉันมาไม่เห็น แกคงจะกดหัวน้องให้จมน้ำตายเลยใช่ไหม!"
ไป๋ชิงหลันเบือนหน้าไปมองข้างกาย จึงเห็นร่างของหลินมู่เหยา ลูกติดของน้าสาวในสภาพเปียกปอน กำลังสะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของ หลินหว่าน น้าสาวผู้แสนดีที่ดูเหมือนจะส่งสายตามาดร้ายมาให้เธอเพียงชั่ววูบ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความสงสารจอมปลอมได้อย่างแนบเนียน
"คุณพี่คะ อย่าตีชิงหลันเลยค่ะ แกคงแค่โกรธที่มู่เหยาได้หมั้นหมายกับคุณชายตระกูลลู่ แกยังเด็กนัก... ฉันผิดเองค่ะที่ดูแลแกไม่ดี" หลินหว่านบีบน้ำตาพลางลูบหลังปลอบประโลมลูกสาวตัวเองไปด้วย
'บทพูดแบบนี้... สถานการณ์แบบนี้... นี่มันนิยายที่ฉันเขียนชัดๆ!'
จ้าวลั่วหนาน ในร่างของไป๋ชิงหลันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ความทรงจำในเนื้อเรื่องหลั่งไหลเข้ามาประดุจสายน้ำหลาก นี่เธอหลุดเข้ามาอยู่ในร่างของ 'นางร้ายตัวประกอบ' ที่สร้างขึ้นมาเพียงเพื่อเป็นบันไดให้นางเอกก้าวเดินงั้นหรือ!
ในต้นฉบับ ไป๋ชิงหลันถูกกำหนดให้ต้องกลายเป็นคนร้ายกาจและขี้อิจฉา เพียงเพราะถูกพ่อทอดทิ้ง ถูกน้าสาววางแผนใส่ร้าย และถูกแย่งชิงทุกอย่างที่เป็นของมารดาสุดที่รักไปจนหมดสิ้น
***
ในโลกความเป็นจริง จ้าวลั่วหนานคือนักเขียนนิยายชื่อดังเจ้าของนามปากกา 'รอยหมึกสีคราม' และเรื่องราวที่เธอทะลุมิติมานี้ก็คือผลงานล่าสุดที่ยังแต่งไม่จบ... เรื่องราวของพี่สาวใจร้ายที่ถูกผู้อ่านรุมสาปแช่งจนนิยายดังเป็นพลุแตก ทว่าในตอนนี้ เธอกลับต้องมาเผชิญชะตากรรมที่ตัวเองเขียนไว้เสียเอง
'เห็นทีฉันต้องรื้อกระดานเปลี่ยนบทใหม่เสียแล้ว ในเมื่อจะเปลี่ยนทั้งที บทนางร้ายตัวประกอบมันธรรมดาไป... ขอขยับขึ้นมาเป็นนางเอกสายฟาดแทนแล้วกัน!'
ส่วนพระเอกน่ะเหรอ? เธอมีเป้าหมายใหม่ในใจแล้วล่ะ ลืมคุณชายตระกูลลู่ไปได้เลย เพราะพระรองที่เธอตั้งใจจะปั้นให้เป็นพระเอกในเรื่องต่อไปนี่แหละ ที่จะถูกขยับขึ้นมาเป็นพระเอกตัวจริงในนิยายฉบับปรับปรุงใหม่ครั้งนี้เอง!
ทางด้านหมู่บ้านชิงสุ่ย ชิงหลันกำลังตรวจทาน ‘ชิงสุ่ยสาร’ ฉบับที่สองด้วยรอยยิ้มละมุน โดยมีอวี้เฉินนั่งอ่านหนังสืออยู่ไม่ไกล บรรยากาศรอบตัวสงบสุขเสียจนเธอเกือบลืมไปว่า ตนเองกำลังอยู่ในร่างของไป๋ชิงหลันที่มีศัตรูจ้องจะทำลายอยู่ทุกย่างก้าว ทว่าความสงบนั้นก็พังทลายลง เมื่อพลทหารสื่อสารคนหนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “รายงานครับท่านนายพัน! มีข่าวไม่ดีจากในเมืองครับ!” เขายื่นหนังสือพิมพ์ฉบับล่าสุดให้อวี้เฉิน ทันทีที่สายตาคมกริบไล่อ่านเนื้อหาในคอลัมน์ซุบซิบ รังสีคุกคามที่แสนจะน่ากลัวก็แผ่ออกมาจนชิงหลันรู้สึกเสียวสันหลังวูบ อวี้เฉินขยำหนังสือพิมพ์ในมือจนยับย่น เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความโกรธจัด “ลู่เหวินตงหรือฝั่งตระกูลไป๋กันแน่ ที่กล้าเล่นสกปรกขนาดนี้!” ชิงหลันรับหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นมา ปลายนิ้วเรียวกรีดไล่ไปตามตัวอักษรที่ตราหน้าว่าเธอเป็นผู้หญิงสำส่อน ทั้งยังพาดพิงถึงอวี้เฉินด้วยถ้อยคำดูหมิ่นว่าเป็นเพียงนายทหารนิรนามไร้หัวนอนปลายเท้า แต่แทนที่เธอจะสติหลุดหรือหลั่งน้ำตาด้วยความอับอายเหมือนที่ ไป๋ชิงหลันคนก่อน
หลังจากเหตุการณ์ปะทะคารมที่หน้าโรงหมอ บรรยากาศรอบกายของไป๋ชิงหลันดูจะอบอวลไปด้วยความเงียบสงบที่แฝงไปด้วยความอบอุ่น พี่อวี้เฉินของเธอยังคงทำตัวเป็นบอดี้การ์ดจำเป็นที่ขยันแวะเวียนมาหาเธอทุกเช้าเย็น บางวันเขาก็หิ้วเสบียงจากในค่ายมาฝากคุณยายซ่ง บางวันก็มาช่วยซ่อมแซมหลังคาโรงเก็บยาที่ทรุดโทรม ท่าทางที่ดูเย็นชาที่เขาพยายามแสดงออกดูขัดกับความใส่ใจที่เขามีให้เธออย่างเห็นได้ชัด จนแม้แต่คนในหมู่บ้านชิงสุ่ยต่างก็เริ่มลือกันหนาหูว่า นายพันหนุ่มคนนี้สงสัยจะตกหลุมรักขคุณหนูไป๋เข้าเสียแล้ว “พี่อวี้เฉินคะ ดื่มน้ำอัญชันมะนาวก่อนค่ะ ชิงหลันเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ” หญิงสาวเดินออกมาพร้อมแก้วใสที่บรรจุน้ำสีม่วงสวย มีหยดน้ำเกาะพราวดูน่าชื่นใจ อวี้เฉินที่กำลังเช็ดเหงื่อหลังจากช่วยขนฟืนเสร็จ รับแก้วไปดื่มจนหมดรวดเดียว ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ขอบคุณครับ... แล้วเรื่องวารสารฉบับใหม่ล่ะ ไปถึงไหนแล้ว?” “เกือบเสร็จแล้วค่ะ รอบนี้ชิงหลันกะว่าจะลงเรื่องการถนอมอาหารในยุคขัดสนด้วย ชาวบ้านจะได้เก็บผักผลไม้ไว้กินได้นานๆ พี่ว่าดีไหมคะ?” อวี้เฉินมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความ
"เธอเขียนเองหมดเลยหรือ?" อวี้เฉินถาม แววตาฉายความประหลาดใจ "ค่ะ ชิงหลันอยากให้คนอ่านรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่ตำรา แต่มันคือเพื่อนที่คอยให้คำแนะนำ ถ้าทหารในค่ายได้อ่าน พวกเขาจะรู้สึกว่ามีคนเห็นคุณค่าในความเหนื่อยยากของพวกเขา ส่วนชาวบ้านก็จะรู้วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น ยายจะได้ไม่ต้องเหนื่อยหนักเกินไปค่ะ" อวี้เฉินมองกระดาษในมือสลับกับใบหน้าของหญิงสาว เขาเริ่มรู้สึกว่าไป๋ชิงหลันคนนี้มี มวลพลังบางอย่างที่ดึงดูดผู้คนให้เข้าหา ไม่ใช่ด้วยความร้ายกาจหรืออำนาจเงิน แต่ด้วยสติปัญญาและความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น "ถ้าเสร็จแล้ว ฉันจะให้ทหารเอาไปแจกตามหมู่บ้านและวางไว้ที่โรงอาหารของค่าย" เขาเอ่ยเสียงนุ่ม "แต่ก่อนอื่น... มานี่สิ" อวี้เฉินหยิบผ้าเช็ดหน้าสีสะอาดออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วเอื้อมมือไปเช็ดคราบหมึกที่แก้มของเธออย่างเบามือ สัมผัสที่อบอุ่นและใกล้ชิดเกินคาดทำให้ชิงหลันชะงักไป หัวใจของหญิงสาวเต้นรัวราวกับจังหวะการพิมพ์ของเครื่องจักร แววตาคมกริบของอวี้เฉินในตอนนี้ที่ทอดมองมานั้นดูอ่อนโยนจนเธอเกือบจะลืมหายใจ "เลอะหมดแล้ว... ทำงานน่ะขยัน
หลังจากอวี้เฉินกลับไป ชิงหลันเริ่มร่างเนื้อหาฉบับแรกทันที เธอใช้ทักษะการเป็นนักเขียนจากโลกปัจจุบันมาช่วย ทั้งการพาดหัวข่าวให้น่าสนใจและการเขียนให้อ่านง่าย เพื่อให้เข้าถึงใจชาวบ้านและทหารในขณะเดียวกัน ณ คฤหาสน์ตระกูลไป๋... "นังชิงหลันมันหนีไปอยู่กับยายจริงๆ หรือคะคุณพี่?" หลินหว่านเอ่ยถามสามีด้วยสีหน้ากังวลขณะปรนนิบัติบีบนวด ในใจเธอกระสับกระส่าย เนื่องจากเธอเป็นเพียงบุตรสาวบุญธรรมที่ความลับนี้มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ "เออ! มันทิ้งข้อความไว้แบบนั้น ปล่อยมันไป! อยู่ชนบทลำบากๆ เดี๋ยวก็ซมซานกลับมาขอส่วนบุญฉันเองนั่นแหละ" ไป๋กั๋วกงตอบอย่างหัวเสีย แต่ในใจกลับนึกหวั่นกับคำขู่ของลูกสาวเรื่องโรงพิมพ์ "แต่มู่เหยาได้ยินมาว่า ตระกูลโจวที่นั่นมีอำนาจมากนะคะ ถ้ามันไปเกาะแข้งเกาะขาคนพวกนั้นได้ เราจะลำบากเอา" หลินมู่เหยาเสริมพลางจิบน้ำส้มด้วยท่าทางจองหอง "เหอะ! ตระกูลโจวเขาสูงส่งแค่ไหน จะมาสนใจเด็กกำพร้าแม่ที่ถูกพ่อทิ้งอย่างมันทำไม อย่าไปใส่ใจเลย มู่เหยาเตรียมตัวเรื่องงานหมั้นกับคุณชายลู่เถอะ นั่นน่ะคืออนาคตของพวกเรา" โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่า... คนที่พวก
"พี่อวี้เฉิน... ไม่เจอกันนานเลยนะคะ" คำทักทายเรียบง่ายที่หลุดออกมาจากริมฝีปากบางสีระเรื่อ ทำให้ชายหนุ่มหลุดจากภวังค์ เขาปรับสีหน้าให้ดูเคร่งขรึมติดจะเย็นชาเสียด้วยซ้ำตามฉบับนายทหารผู้เข้มงวด ก่อนจะเดินก้าวเข้ามาในโถงบ้านด้วยจังหวะที่มั่นคง "ชิงหลัน... มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่" เสีย
ถไฟหัวจักรไอน้ำพ่นควันสีขาวพวยพุ่งผ่านท้องทุ่งกว้าง ไป๋ชิงหลันในร่างที่ดูซูบเซียวทว่าดวงตากลับฉายแววเด็ดเดี่ยว นั่งทอดอารมณ์มองทัศนียภาพสองข้างทางพลางทบทวนบทนิยายที่เธอเคยเขียนเอาไว้ หมู่บ้านชิงสุ่ย... ในจินตนาการของนักเขียนอย่างเธอ มันคือสถานที่ตกระกำลำบากที่คุณหนูตกอับต้องเผชิญหลังจากถู
สายฝนยามเช้าเริ่มซาเม็ดลงแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงความชื้นและกลิ่นไอดินที่ลอยอบอวลไปทั่วคฤหาสน์ตระกูลไป๋ ชิงหลันเดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตัวเอง ดวงตาหวานกวาดสายตามองไปรอบๆ พลางยิ้มอย่างสมเพชกับชะตาชีวิตของตัวเอง นี่น่ะหรือชีวิตของคุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋ผู้มั่งคั่ง... ดวงตาคู่สวยกวาดมอ
เพียะ! ใบหน้าสวยสะบัดไปตามแรงตบ ความเจ็บแสบแล่นพล่านไปทั่วโหนกแก้มสวย ไป๋กั๋วกงผู้เป็นพ่อไม่ได้ฟังคำทัดทานปลอมๆ ของน้าสาวเลยแม้แต่น้อย "ออกไป! ไปคุกเข่าหน้าศาลบรรพบุรุษจนกว่าจะสำนึกได้ ถ้าใครแอบเอาข้าวไปให้มัน ฉันจะไล่ออกจากบ้านให้หมด!" ไป๋ชิงหลันพยุงกายที่บอบช้ำขึ้นมา