LOGINแสงแดดส่องผ่านกระจกบานสูงของอาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ เสียงนักศึกษาพูดคุยกันจอแจอยู่ตามมุมต่างๆ ของลานกว้างหน้าตึก บรรยากาศของมหาวิทยาลัยยังคงเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาเหมือนทุกวัน
ที่มุมหนึ่งของลานใต้ต้นไม้ใหญ่ มีโต๊ะหินอ่อนตั้งอยู่พร้อมเก้าอี้สี่ตัวติดกัน กลุ่มชายหนุ่มสี่คนกำลังนั่งล้อมวงกันอยู่ ทิวเขานั่งพิงพนักเก้าอี้หิน ดวงตาคมทอดมองออกไปยังสนามหญ้าเบื้องหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ริวที่นั่งฝั่งตรงข้ามโยนฝาขวดน้ำเล่นในมือพลางเลิกคิ้ว
“มึงเงียบผิดปกตินะทิว”
“จริง ตั้งแต่นั่งมา มึงยังไม่พูดอะไรเลย” รามิลที่กำลังเลื่อนโทรศัพท์ดูอะไรบางอย่างอยู่เงยหน้าขึ้น
“มีอะไรเปล่าว่ะ?” คิมหันต์ซึ่งนั่งไขว่ห้างอย่างสบายๆ หันมามองเพื่อนสนิทด้วยสายตาสงบ ทิวเขาสูดลมหายใจลึกเล็กน้อยก่อนตอบ
“พ่อกูชวนไปงานเลี้ยง”
“แล้วมันแปลกตรงไหนว่ะ? มึงก็ไปงานกับพ่อมึงออกบ่อย” ริวขมวดคิ้วแล้วโยนฝาขวดน้ำในมือต่อทั้งหัวเราะ
“ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน” คำตอบสั้นๆ ทำให้ทั้งสามคนหันมามองเขาพร้อมกันรามิลขมวดคิ้วแน่น ส่วนริวก็เก็บฝาขวดน้ำแล้วท่าอยากรู้ทันที
“ไม่เหมือนยังไงว่ะ?” คิมหันต์เป็นคนตั้งคำถามขึ้นก่อนใคร ทิวเขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดช้าๆ
“พ่อบอกว่า…อยากให้กูไปเจอใครคนหนึ่ง”
“ผู้หญิง?” ริวเอียงศีรษะแล้วยิ้มอย่างเดาได้ ก่อนทิวเขาจะพยักหน้าเล็กน้อย คิมหันต์เองก็ถอนหายใจเบาๆ เหมือนเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว
“ดูตัวหรอว่ะ?” คำถามนั้นของรามิลทำให้ทิวเขาหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าอีกครั้ง
“ประมาณนั้นแหละ”
“เอาจริงดิ มึงอายุแค่นี้เองนะเว้ย” ริวหลุดหัวเราะทันที ถึงจะเห็นใจเพื่อนแต่เขาก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าการดูตัวครั้งนี้คงไม่พ้นข้อตกลงทางธุรกิจแน่นอน
“พ่อกูบอกว่าเป็นลูกสาวเพื่อนเขา”
“ก็อาจจะแค่ไปเจอเฉยๆ ไม่เห็นต้องคิดมาก” รามิลยักไหล่พยายามให้ทิวเขาเบาใจลง แต่ทิวเขาส่ายหน้า มันไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เพื่อนเขาคิดเลย
“มันไม่ใช่แค่ไปเจอ” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดประโยคที่ทำให้เพื่อนทั้งสามคนเงียบลง
“พ่อกูอยากให้หมั้น” ริวที่กำลังจะยกขวดน้ำขึ้นดื่มชะงักกลางอากาศ คิมหันต์หันไปจ้องมองทิวเขาแล้วบีบไหล่เพื่อนอย่างเห็นใจกว่าเดิม การถูกบังคับให้หมั้นหรือแต่งงานกับคนที่พึ่งเจอหน้านี่มันนรกชัดๆ เลย คิมหันต์เกลียดการถูกบังคับมากที่สุด
“เดี๋ยวนะ…หมั้นจริงๆ?” ริวถามย้ำอีกอย่างไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน
“อืม”
“มึงโอเคเหรอว่ะ?” รามิลวางโทรศัพท์ลงทันทีเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ของเพื่อนเริ่มตึงเครียดและไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคิด ทิวเขาเงียบไป แววตาที่มักสงบนิ่งเสมอ วันนี้กลับมีเงาความหนักใจบางอย่างแฝงอยู่
“กูไม่ได้อยากหมั้นตอนนี้ แต่พ่อกูอยากให้ทำ” เขาพูดช้าๆ ตามนิสัยคิมหันต์พยักหน้าเบาๆ เหมือนเข้าใจสถานการณ์อย่างดี ถ้าเขาโดนแบบที่ทิวเขาโดนก็คงจะเครียดมากน่าดู แต่ต่างกันตรงที่ทิวเขายอมพ่อทุกอย่าง แต่คิมหันต์ไม่ใช่คนยอมให้ใครมาบังคับ
“เพราะธุรกิจครอบครัว?”
“อืม” ริวถอนหายใจยาวทันทีเมื่อได้ยินคำตอบ ทิวเขาไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อ สายตาเขามองไปยังสนามหญ้าอีกครั้ง
“กูยังไม่เคยเจอผู้หญิงคนนั้นด้วยซ้ำ”
“แล้วมึงจะทำไง?” รามิลเอามือถูท้ายทอยอย่างหนักใจแทน คำถามนั้นทำให้ทิวเขานิ่งไปอีกครั้ง
“กูไม่อยากขัดพ่อ” คำตอบสั้นๆ แต่ชัดเจน ริวมองหน้าเพื่อนแล้วส่ายหัวเบาๆ
“มึงนี่มัน…ดื้อกับทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องพ่อ” ทิวเขายกมุมปากนิดหนึ่ง
“กูติดหนี้เขา” คำพูดนั้นทำให้ทั้งสามคนเงียบไปครู่หนึ่ง เพราะพวกเขารู้ดีว่าอดีตของทิวเขาเป็นอย่างไร เด็กกำพร้าที่เติบโตในมูลนิธิ ก่อนจะถูกตระกูลใหญ่รับไปเลี้ยงดู สำหรับเขา…ผู้ชายที่เรียกว่าพ่อคนนั้น ไม่ใช่แค่ผู้ปกครอง แต่เป็นคนที่เปลี่ยนชีวิตของเขา
“แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ มึงรู้จักอะไรเกี่ยวกับเขาบ้างไหม?” คิมหันต์พูดขึ้นเบาๆ ทิวเขาส่ายหน้า
“ไม่รู้เลย”
“งั้นก็เหมือนจับฉลากเลยสิว่ะ” ริวแค่นหัวเราะออกมา โชคดีสำหรับเขาที่พ่อแม่ไม่บังคับเรื่องพวกนี้เลย
“กูก็หวังว่ามันจะเป็นแค่การเจอกันเฉยๆ” ทิวเขาพูดเรียบ ๆ แต่ในใจเขาเองก็รู้ดีว่ามันคงไม่ง่ายขนาดนั้น
ภายในห้องเรียนของปีหนึ่ง กลุ่มนักศึกษาสาวสี่คนนั่งล้อมโต๊ะกันอยู่ ปลายฟ้ากำลังจดโน้ตลงสมุดอย่างตั้งใจ ข้าวหอมนั่งพิงเก้าอี้ด้วยท่าทางขี้เกียจ ส่วนยี่หวาอ่านเอกสารเงียบๆ และนิรินกำลังเล่าอะไรบางอย่างด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“พรุ่งนี้ที่บ้านฉันมีงานเลี้ยงนะ” ข้าวหอมเงยหน้าทันทีที่ได้ยิน เพราะรู้ว่าจะต้องถูกชวนไปอีกแน่ก่อนจะถามออกไปห้วนๆ
“งานอะไรอีกล่ะ?”
“เพื่อนพ่อฉันจะมาด้วย หลายครอบครัวเลย”
“แล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเรา?” ยี่หวาถามเรียบๆ ก่อนนิรินจะมุ่ยหน้าแล้วรีบกอดแขนยี่หวาเอาไว้
“ฉันอยากให้พวกแกไปด้วย ไปเป็นเพื่อนฉัน” นิรินพูดพลางทำหน้าขอร้อง จนข้าวหอมย่นจมูกใส่
“บ้านแกใหญ่จะตาย ฉันเกรงใจ”
“เกรงใจอะไรอ่ะข้าว?”
“กลัวหลงทาง” คำตอบนั้นทำให้ยี่หวาหลุดหัวเราะเบาๆ นิรินเอื้อมมือไปเขย่าแขนข้าวหอม
“ไปเถอะน่า ฉันอยากให้ไปจริงๆ” ปลายฟ้ามองเพื่อนทั้งสามคนสลับกัน
“เป็นงานทางการมากไหมอ่ะ?”
“ไม่มากหรอก แค่กินข้าว พูดคุยกัน”
“แล้วต้องแต่งตัวสวยไหม?” ข้าวหอมถอนหายใจยาว
“ต้องสิ!” ข้าวหอมทำหน้าเหมือนโลกจะแตกทันทีที่ได้ยิน
“โอ๊ย ฉันไม่ชอบแต่งตัวสวยๆ นะ”
“พูดเหมือนปกติแกสวยมาก” ยี่หวาเลิกคิ้ว
“นี่!” เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกันทั้งโต๊ะดังขึ้น
“งานนี้ฉันจะจับแกแต่งตัวให้สวยเลย” นิรินหันไปจับแขนข้าวหอม จนข้าวหอมทำหน้าตกใจแล้วขยับหนี
“อย่านะ!”
“ข้าวแต่งตัวสวยๆ ก็ดีนะ ต้องสวยมากแน่ๆ เลย” ปลายฟ้าหัวเราะเบาๆ
“ไม่ดีเลย ข้าวอย่าไปเข้าข้างสิ”
“ดีสิ” ยี่หวาพูดเสริมอย่างเรียบๆ
“ใช่ไหม อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าหน้าตาแกเป็นยังไงเวลาตั้งใจแต่ง” ข้าวหอมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เมื่อฟังนิรินพูดแล้วเพื่อนก็ดูจะเข้าข้างกันหมด
“พวกแกรุมแกล้งฉันอ่ะ”
“ถือว่าเป็นภารกิจของพวกเรา” นิรินบอกแล้วหัวเราะ ก่อนปลายฟ้าพยักหน้าเห็นด้วย
“โอ๊ย พวกแกนี่…” สุดท้ายทั้งสี่สาวก็หัวเราะกันเสียงดัง บรรยากาศในห้องเรียนเต็มไปด้วยความสนุกสนาน
จนกระทั่งพักเที่ยงของวันทั้งสี่คนเดินมาที่โรงอาหารของคณะ แต่ทันทีที่มองเข้าไปในโรงอาหาร ทุกคนก็ต้องหยุด โต๊ะทุกตัวเต็มหมด ข้าวหอมถอนหายใจกับผู้คนที่พลุกพล่าน ไม่ใช่แค่คนในคณะ แต่สาวๆ คณะอื่นก็ชอบมาที่นี่
“โอเค เราต้องยืนกินแล้วล่ะ” นิรินมองไปรอบๆ อย่างเบื่อหน่ายด้วยอีกคนแล้วตัดพ้อออกมา
“คนเยอะจริง” ยี่หวาพรูลมหายใจหนักก่อนก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือ ปลายฟ้ากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“จะยืนกินจริงๆ เหรอ?” ทั้งสี่คนหันไปพร้อมกัน รามิลยืนอยู่ไม่ไกลนัก ข้างๆ เขามีริว คิมหันต์ และทิวเขานั่งอยู่ที่โต๊ะยาวตัวหนึ่ง รามิลพยักหน้าไปที่โต๊ะ
“มานั่งด้วยกันสิ”
“ดีเลย โต๊ะพวกพี่ยังว่างตั้งเยอะ” นิรินยิ้มทันที ส่วนข้าวหอมทำหน้าเลิ่กลั่ก เล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เดินตามเพื่อนๆ ไป
พวกเธอนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับกลุ่มผู้ชาย ปลายฟ้านั่งข้างข้าวหอม ส่วนยี่หวากับนิรินนั่งถัดไป รามิลเลื่อนแก้วน้ำไปให้ข้าวหอมทันที
“น้ำ” ข้าวหอมชะงักเล็กน้อยแล้วหรี่ตามองเขา
“ขะ ข้าวยังไม่ได้สั่งเลย”
“แต่พี่ว่าข้าวดูเหมือนกระหายน้ำนะ” เขาตอบหน้าตาย ข้าวหอมทำหน้ามุยใส่เขา แต่ก็หยิบแก้วขึ้นดื่ม ปลายฟ้านั่งเงียบๆ พลางสังเกตบางอย่าง สายตาของรามิลที่มองข้าวหอม มันไม่เหมือนเวลาที่เขามองคนอื่น มันอ่อนลงเล็กน้อย…และมีบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้น ข้าวหอมกำลังคุยกับนิรินเรื่องงานเลี้ยงโดยไม่ได้สังเกตเลย
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่อยากแต่งตัว”
“แกต้องแต่ง!”
“ไม่!” เสียงเถียงกันของทั้งสองทำให้โต๊ะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ แต่ปลายฟ้ายังคงมองไปที่รามิลเงียบๆ เขากำลังยิ้มบางๆ ขณะฟังข้าวหอมบ่น สายตาแบบนั้น มันไม่ใช่สายตาของคนที่มองรุ่นน้องธรรมดา ปลายฟ้าก้มลงมองจานข้าวของตัวเอง ก่อนจะยิ้มเล็กน้อย เพราะเธอรู้สึกได้ว่าเรื่องราวบางอย่างกำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ก่อนเธอจะชะงักเมื่อหันไปสบตากับทิวเขาเข้าพอดี
แสงแดดอ่อนๆ ในยามบ่ายทอแสงผ่านต้นไม้เขียวขจีภายในสวนหย่อมของมูลนิธิเด็กกำพร้าบ้านรักละมุน บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยความสดใสและเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน วันนี้เป็นวันพิเศษที่ทางมูลนิธิจัดงานเลี้ยงขอบคุณผู้สนับสนุน และแขกคนสำคัญที่เดินทางมาถึงตั้งแต่เช้าก็คือทิวเขาและปลายฟ้ารถกระบะคันใหญ่สองคันบรรทุกของเล่น อุปกรณ์การเรียน และของใช้จำเป็นมาเต็มพิกัด ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นความตั้งใจของคุณเกริกพลพ่อของทิวเขา ที่ฝากฝังให้ลูกชายและว่าที่สะใภ้เป็นตัวแทนนำมาบริจาค เพื่อเป็นการตอบแทนความดีงามที่ปลายฟ้ามอบให้กับครอบครัวของเขา"พี่ทิวเขาคะ ระวังนะ กล่องนั้นมันหนัก" ปลายฟ้าเอ่ยเตือนพลางรีบเข้าไปช่วยพยุงกล่องหนังสือที่ทิวเขากำลังยกขึ้นจากท้ายรถ"สบายมากครับฟ้า แค่นี้พี่ไหว" ทิวเขาหันมายิ้มกว้าง แผ่นหลังที่เคยดูเคร่งเครียดแบกรับภาระของตระกูล บัดนี้ดูผ่อนคลายและมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด"ดูสิ เด็กๆ วิ่งมารอรับของกันใหญ่แล้ว"หลังจากจัดการมอบของและเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ เสร็จเรียบร้อย ทิวเขาจึงชวนปลายฟ้ามาเดินเล่นพักผ่อนในสวนด้านหลังมูลนิธิ ซึ่งเป็นมุมสงบที่
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องหรูบนชั้นสูงสุดของคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง แสงไฟจากตึกระฟ้าเบื้องล่างส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรที่ถูกโปรยไว้บนกำมะหยี่สีดำ ผ้าม่านเนื้อดีราคาแพงสะบัดไหวเพียงแผ่วเบาตามแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ ภายในห้องที่เคยดูอ้างว้างและเย็นชาของ ทิวเขาบัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ที่ปลายฟ้ามักจะใช้เป็นเครื่องหอมติดตัวหลังจากผ่านมรสุมชีวิตที่เกือบจะพรากเขาและเธอออกจากกันชั่วนิรันดร์ ทุกวินาทีที่ได้อยู่ร่วมกันจึงกลายเป็นสิ่งล้ำค่า ทิวเขายืนพิงกรอบประตูระเบียง มองดูหญิงสาวร่างบางที่กำลังยืนจัดแจกันดอกไม้อยู่ที่โต๊ะกลางห้อง เธอสวมเพียงเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของเขาที่ชายเสื้อยาวลงมาปิดถึงต้นขา เผยให้เห็นเรียวขาเนียนสวยที่ทำให้ลำคอของเขาแห้งผากทุกครั้งที่มอง"ฟ้าครับ... ดึกแล้วนะ ยังไม่พักผ่อนอีกเหรอ?" ทิวเขาเดินเข้าไปหาจากด้านหลัง วงแขนแกร่งโอบรัดเอวบางไว้หลวมๆ พลางเกยคางลงบนไหล่เนียน ปลายฟ้าสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มหวาน เธอเอนหลังพิงอกอุ่นของเขาอย่างวางใจ"ฟ้าแค่อยากจัดห้องให้เรียบร้อยค่ะ พี่ทิวเขาเรียนเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไปอาบน้ำก่อนไหมคะ?""พี่
สายลมเอื่อยๆ ของต้นฤดูร้อนพัดผ่านลานกิจกรรมคณะ บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความขัดแย้งและหยาดน้ำตา บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความสงบสุขที่หวนคืนมาอีกครั้ง หลังจากพายุลูกใหญ่พัดผ่านไป ท้องฟ้าหลังฝนดูจะสดใสกว่าที่เคยเป็นมา คุณเกริกพลเริ่มเปิดใจและยอมรับในตัวของปลายฟ้ามากขึ้น แม้จะยังไม่สนิทใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การที่เขายอมให้ทิวเขาพาเธอคนนี้เข้าบ้านไปทานข้าวด้วยกันบ่อยครั้ง ก็ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่งดงามที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ ทิวเขากำลังสวมบทบาทเป็นติวเตอร์จำเป็นให้กับสามสาว ปลายฟ้า ข้าวหอม และยี่หวา อย่างขะมักเขม้น เพื่อเตรียมตัวสอบกลางภาคที่กำลังจะมาถึง"ข้อนี้ต้องใช้สูตรนี้สิฟ้า... ดูนะ พี่จะทำให้ดูช้าๆ" ทิวเขากระซิบพลางกุมมือเล็กให้เขียนตามอย่างอ่อนโยน"พี่ทิวเขาคะ... ฟ้าว่าฟ้าเริ่มจะเข้าใจแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะ" ปลายฟ้ายิ้มหวานจนตาปิด ทำเอาทิวเขาแทบไม่มีสมาธิจะติวต่อ"แหม... ติวกันหรือมาจีบกันเนี่ย มดเดินเต็มโต๊ะหมดแล้ว" ยี่หวาแสร้งแซวพลางทำหน้ามุ่ยใส่ในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะต่อกระซิกกันอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงก็ดังใกล้เข้ามา ร่างบางในชุดนักศึกษาที่ตัดเย็
ภายในคอนโดมิเนียมหรูของรามิลเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่แทบจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ ข้าวหอมนั่งกุมมือยี่หวาไว้แน่นบนโซฟาตัวยาว ใบหน้าของทั้งคู่ซีดเซียวและเต็มไปด้วยรอยคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้งสนิท โดยมีคิมหันต์ยืนคุมเชิงอยู่ใกล้ประตูห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มือหนากำโทรศัพท์มือถือไว้แน่นเตรียมพร้อมรับสถานการณ์หากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น"เราสองคนรออยู่ที่นี่นะ อย่าออกไปไหนเด็ดขาด ไอ้คิมมึงอยู่กับน้องนะ" รามิลเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด"พี่รามิล... ระวังตัวด้วยนะ" ข้าวหอมเอ่ยเสียงสั่น"ถ้าฟ้าเป็นอะไรไป ข้าวคงไม่ให้อภัยตัวเองเลย""เชื่อใจพวกพี่นะข้าว พวกพี่จ่วยเพื่อนข้าวกลับมา" รามิลตบบ่าแฟนสาวเบาๆ ก่อนจะพยักหน้าให้คิมหันต์"ฝากดูแลสาวๆ ด้วยนะมึง มีอะไรโทรหากูทันที" คิมหันต์พยักหน้าด้วยแววตาแน่วแน่เสียงรถพุ่งทะยานไปตามถนนสายเปลี่ยวที่มุ่งสู่ชายขอบกรุงเทพ ทิวเขานั่งอยู่หลังพวงมาลัยด้วยใบหน้าเคร่งขรึมประหนึ่งรูปปั้นหิน แววตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความแค้นปนความหวาดกลัว... กลัวว่าผู้เป็นพ่อจะทำอะไรที่ร้ายแรงไปกว่าการกักขัง ส่วนริวที่นั่งเบาะหลังกำลังเช็กอุปกรณ์สื่อสารและแผนที่ผังโกดังอย่างละเอียด"ไ
ภายในห้องพักฟื้นวีไอพีของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง บรรยากาศเงียบสงัดมีเพียงเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพจรที่ดังสม่ำเสมอ ทิวเขานอนพักผ่อนอยู่บนเตียงคนไข้ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยไร้ที่ติบัดนี้ถูกแต่งแต้มด้วยรอยเขียวช้ำและพลาสเตอร์ปิดแผลหลายจุด ดวงตาคมหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัดขณะทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมายแกรก... เสียงประตูเปิดออกเบาๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของรามิลที่เดินจูงมือข้าวหอมเข้ามาในห้อง ข้าวหอมมีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด เธอเดินตามแรงจูงของแฟนหนุ่มเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียง"เป็นไงบ้างคะพี่ทิวเขา... หนักเอาการเลยนะนั่น" ข้าวหอมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย ทิวเขาแค่นยิ้มฝืนๆ"แค่นี้ยังน้อยไปมั้งเทียบกับสิ่งที่พี่ทำไว้... ขอบใจนะที่มาเยี่ยม""พี่ทิมคะ... ฟ้าเป็นห่วงพี่มากเลยนะ" ข้าวหอมเอ่ยขึ้นพลางมองรอยช้ำบนตัวทิวเขาด้วยความสงสาร"แต่พวกเรายังไม่กล้าให้ฟ้ามาตอนนี้ กลัวจะสวนกับ..."ยังไม่ทันที่ข้าวหอมจะพูดจบ ประตูห้องพักฟื้นก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น คุณเกริกพลเดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าที่ทรงอำนาจและใบหน้าที่ถมึงทึง สายตาคมกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหยุดกึกอยู่ที่ร่างของข้าวห
แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้าที่ชายหาดหัวหิน ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วงดูสวยงามทว่ากลับให้ความรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก เสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้าหาฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่าดูเหมือนจะพยายามชะล้างความตึงเครียดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้จางหายไป แต่มันกลับไม่ระคายผิวความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจของคนกลุ่มหนึ่งได้เลยปลายฟ้านั่งกอดเข่าอยู่บนผืนทรายขาวละเอียดที่เริ่มเย็นชื้นตามอุณหภูมิที่ลดลง ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่เลือนลาง น้ำตาที่เพิ่งเหือดแห้งไปทิ้งรอยจางๆ ไว้บนแก้มใส ความคำรามในใจของเธอดังกว่าเสียงคลื่นเสียอีก ทุกถ้อยคำที่นิรินสาดใส่เมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในหู ราวกับประกาศนียบัตรแห่งความล้มเหลวในฐานะเพื่อน"ฟ้า..." เสียงเรียกเบาๆ พร้อมสัมผัสอุ่นที่หัวไหล่ทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อยข้าวหอมกับยี่หวาทรุดตัวลงนั่งลงข้างๆ เพื่อนรัก ทั้งคู่ไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองหรือรำคาญใจที่ทริปพักผ่อนครั้งนี้พังทลายลง ในทางกลับกัน แววตาของพวกเธอเต็มไปด้วยความเข้าใจและความเป็นห่วง"แกโอเคไหมฟ้า...?" ยี่หวาถามพลางลูบหลังเพื่อนเบาๆ"ฟ้า... ฟ้าขอโทษนะทุกคน เพราะฟ้าแท้ๆ เลย เรื่องราวมันถึงได้บานปลายขนาดน
เช้าวันอาทิตย์ที่อากาศสดใสชวนให้หัวใจเบิกบาน แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวละมุนเข้ามาทักทายสองร่างที่ยังคงกกกอดกันอยู่ภายใต้ผ้านวมผืนหนา ทิวเขาลืมตาขึ้นมาพบกับใบหน้าหวานของปลายฟ้าที่ซบอยู่กับอกแกร่งของเขา แพขนตายาวงอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเธอคือท่วงทำนองที่เพราะที่สุดที่เขาเคยได้ย
ความวุ่นวายในงานเลี้ยงจบลงทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนอึดอัด ทิวเขาขับรถออกจากโรงแรมหรูด้วยความเร็วที่สะท้อนถึงอารมณ์เบื้องลึก เขาปลดเนกไทที่รัดรึงลำคอออกอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งพยายามกระชากพันธะสัญญาที่พ่อบุญธรรมเพิ่งประกาศกลางงานทิ้งไป แสงไฟจากเสากิ่งข้างทางสาดส่องเข้ามาในรถเป็นระยะ สลับกับความมื
แสงเทียนเริ่มมอดดับลงภายในแต่ยังคงทิ้งกลิ่นอายอบอวลผสมผสานกับกลิ่นอายแห่งความรักที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ แสงแดดรำไรคืบคลานเข้ามาพาดผ่านร่างสองร่างที่นอนกอดก่ายกันอยู่เสิ่นลู่ถิงค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความอบอุ่นจากอ้อมแขนแข็งแกร่งที่โอบรัดเอวบางเอาไว้แน่นแต่ก
เช้าวันใหม่บนดอยสูงมาพร้อมกับอากาศที่หนาวเหน็บกว่าทุกวัน ไอหมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณจนมองแทบไม่เห็นทางเดินระหว่างเรือนพัก เสียงไก่ป่าขันระงมรับรุ่งอรุณสลับกับเสียงฝีเท้าของเหล่านักศึกษาอาสาที่เริ่มตื่นมาทำภารกิจส่วนตัวแต่ที่หน้าเรือนพักหญิง กลับมีบรรยากาศตึงเครียดเล็กน้อย เมื่อข้าวหอมที่ได้รับบ







